BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศต่อเนื่อง ตอกย้ำความใส่ใจเพื่อสร้างองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศ ในงานประกาศผลรางวัลต้นแบบองค์กรที่ยั่งยืน “SET Sustainability Awards 2018” จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) รับรางวัล บริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืน ต่อเนื่องปีที่ 2 โดยในปีนี้ได้รับรางวัล Outstanding Sustainability Awards 2018 และ นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) รับรางวัลหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment 2018 (THIS) ต่อเนื่องปีที่ 3 ซึ่งทั้ง 2 รางวัลนับเป็นเครื่องการันตีถึงความใส่ใจในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมไปถึงการใส่ใจด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

ไทเชฟ ชวนสร้างอาชีพในรายการแจ๋วแฟมิลี่

นายสมเจตน์ ปัญจวัฒนางกูร (กลาง) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฟร์ ฟูดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผงปรุงอาหาร เจ้าของผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทเชฟ ร่วมเป็นแขกรับเชิญในรายการแจ๋วแฟมิลี่ “ช่วงแจ๋วแจกแหลก” ทางช่อง 13 เพื่อแนะนำอาชีพผ่านเมนูอาหารพร้อมต่อยอดและสร้างมูลค่าด้วยผงโรยไทเชฟรสชาติต่างๆ อาทิ รสชีส รสไก่ทอด รสต้มยำ รสปาปริก้า ฯลฯ รวมถึงผงชงเครื่องดื่มสำเร็จรูปรสชาติต่างๆ ที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ พร้อมร่วมกิจกรรมแจกสร้อยคอทองคำ 1 เส้น จากไทเชฟให้กับผู้โชคดีจากทางบ้าน ณ อาคารมาลีนนท์ ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ

TTW เผยผลประกอบการไตรมาส 3/2561 กำไรสุทธิ 807 ลบ. รายได้รวมเติบโต 9.8%

บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ของปี 2561 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 807 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 เมื่อเทียบจากช่วงไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

นางสาววลัยณัฐ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2561 เติบโตดีขึ้นเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายน้ำประปาเพิ่มขึ้นจำนวน 72.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบจากช่วง ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลัก ๆ มีผลมาจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของภาคครัวเรือนและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน CKP เพิ่มขึ้น 59.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 143.1

โดยสินทรัพย์รวมของบริษัทฯ ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 มีจำนวน 22,663 ล้านบาท หนี้สิน 10,967 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 11,696 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สิน: ทุนเพียง 0.94 เท่า ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของบริษัทฯ

TTW มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของประชาชน คำนึงถึง คุณภาพ ความสะอาด รวมไปถึงความเพียงพอ ต่อเนื่องของการให้บริการ และจะไม่หยุดนิ่ง ในการพัฒนาเดินหน้าเพื่อยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น

เสียวหมี่ เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด Mi 8 Lite และ Mi 8 Pro ครั้งแรกในประเทศไทย
ที่สุดของสมาร์ทโฟน จัดเต็มทุกฟีเจอร์ต้อนรับเทศกาลปีใหม่

บรรยายภาพ : จอห์น เฉิน (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ อินทัช พงษ์เกษม (ที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์บริษัทเสียวหมี่ ประเทศไทย เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด Mi 8 Lite และ and Mi 8 Pro สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Mi 8

ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เสียวหมี่ (Xiaomi) เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด Mi 8 Lite และ and Mi 8 Pro สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Mi 8

การออกแบบตัวเครื่องได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Claude Monet จิตรกรอิมเพรสชั่นนิสต์ชื่อดังชาวฝรั่งเศสที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการเล่นแสงจากสีธรรมชาติ ตัวเครื่อง Mi 8 Lite จึงเป็นกระจกโค้งที่สะท้อนแสงไล่ระดับสีสวยงาม

นายจอห์น เฉิน ผู้อำนวยการ บริษัท เสียวหมี่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวในงานเปิดตัวว่า “สมาร์ทโฟนในตระกูล Mi 8 นี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนมี่ทั่วโลก และจากความสำเร็จนี้ ผมมั่นใจว่า Mi 8 Lite และ and Mi 8 Pro จะเป็นการเพิ่มทางเลือกและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าชาวไทย และเพลิดเพลินไปกับสมาร์ทโฟนนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากเสียวหมี่ ในเทศกาลแห่งความสุขนี้”

Mi 8 Lite เซลฟี่และเล่นเกมส์ได้อย่างสะดวกง่ายดาย ในสไตล์ที่เป็นคุณ

กล้องหน้า 24MP สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่ ทำงานคู่กับเซ็นเซอร์หลักของ Sony IMX576 ทำให้สามารถจับภาพได้แม่นยำกว่าที่เคยแม้ในสภาพแสงน้อย ระบบเซนเซอร์ใช้เทคโนโลยีซุปเปอร์พิกเซล เพื่อรวมข้อมูลจากสี่พิกเซลให้เป็นพิกเซลเดียวช่วยเพิ่มความคมชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ร่ม ด้วยคุณสมบัติกล้องคู่หลังของ Mi 8 Lite ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์หลัก Sony รุ่น IMX363 ใช้พิกเซลขนาดใหญ่ 1.4μm เพื่อการถ่ายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงในสภาวะแสงน้อย พร้อมกับเทคโนโลยี Dual Pixel Autofocus เพื่อการโฟกัสภาพที่เร็วมากขึ้น ทำให้คุณไม่พลาดช็อตสำคัญ

ระบบกล้องประสิทธิภาพสูงทำงานคู่กับฟีเจอร์ AI สุดล้ำของ Xiaomi รวมถึงโหมดถ่ายภาพ ที่มาพร้อมกับออฟชั่นใหม่ที่สามารถรีทัชภาพเมคอัพสไตล์นู้ดที่สวยสมบูรณ์แบบยิ่งกว่า นอกจากนี้ Mi 8 Lite ยังมีฟีเจอร์ช่วยปรับแสงที่แตกต่างกันในแต่ละสถานการณ์ให้มีความเป็นธรรมชาติ  โดยจะทำการปรับสีบนใบหน้าให้เหมาะสมกับสีของอุณหภูมิในขณะนั้นเพื่อการเซลฟี่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

Mi 8 Lite ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm® SnapdragonTM 660 SoC (AIE) และ Qualcomm® Artificial Intelligence Engine (AIE) ทรงพลัง และ Mi 8 Lite ยังโดดเด่นในระบบเสียง จากการพัฒนาระบบอัลกอริทึ่ม DSP (digital signal processing) อย่างเต็มรูปแบบ

Mi 8 Pro กับฟีเจอร์แสกนนิ้วใต้หน้าจอ ที่ตอบสนองฉับไว ปลดล็อคหน้าจอเพียงนิ้วสัมผัส

Mi 8 Pro ก้าวไปอีกขั้นด้วยเซนเซอร์ลายนิ้วมือตอบสนองฉับไว เพียงแตะบนหน้าจอ (pressure-sensitive in-display fingerprint sensor) ซึ่งต่างจากหน้าจอที่มีเทคโนโลยีอ่านลายนิ้วมือแบบอื่นๆ ที่ชะลอการทำงานของหน้าจอเอาไว้เพื่อดูว่ามีนิ้วกดอยู่หรือไม่ แต่เซนเซอร์ตรวจจับแรงกดจะทำการปลดล็อคหน้าจอทันทีที่มีนิ้วมาสัมผัสหน้าจอ ซึ่งเร็วขึ้นและช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้น

Mi 8 Lite มีจำหน่าย 2 สี ประกอบด้วยสี Aurora Blue และ สี Midnight Black ความจุ 6GB+128GB  เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 พิเศษบนแพลทฟอร์มร้านค้าออนไลน์ JD Central ราคา  9,990 บาท พร้อมของสมนาคุณสายรัดข้อมือ Mi Band 3 และ ลำโพงบลูทูธ Mi Mini Bluetooth Speaker รวมมูลค่ากว่า 1,600 บาท

Mi 8 Pro มาในสี Transparent Titanium ความจุ 8GB+128GB เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 พิเศษบนแพลทฟอร์มร้านค้าออนไลน์ Lazada ราคา 19,900 บาท พร้อมของสมนาคุณนาฬิกาอัจฉริยะ Amazfit Bip

สมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นนี้ จะเริ่มจำหน่ายใน Mi Authorized Stores วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561

รับชมภาพสินค้าได้ที่: Mi 8 Liteและ Mi 8 Pro
สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม : http://blog.mi.com/en/

การขับเคลื่อนธุรกิจ  ให้เดินหน้าอย่างมั่นคงและมีทิศทางสดใสท่ามกลางปัจจัยลบที่รุ้มเร้าทั้งในและต่างประเทศ นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายดาย อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ประกอบการทุกกลุ่มอุตสาหกรรมจะต้องมีแนวคิดหรือกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการดำเนินงานเพื่อให้สอดสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล หรือไทยแลนด์ 4.0

ห้างเพชรทองออโรร่า คว้ารางวัลแบรนด์ระดับโลก

นายอนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม (ซ้าย) กรรมการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจทองคำรูปพรรณด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 45 ปี เข้ารับรางวัล World Branding Awards 2018-2019 รางวัลการสร้างแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ถือเป็นประวัติศาสตร์เพราะเป็นร้านทองแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในประเทศไทย ที่สามารถคว้ารางวัลนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อยกย่องให้เป็นองค์กรที่มีมาตรฐานการพัฒนาด้านการสร้างแบรนด์ที่ดีที่สุดประจำปี 2018-2019 

โดยในปีนี้มีแบรนด์ที่ได้รับการเสนอชื่อกว่า 4,500 แบรนด์ จาก 57 ประเทศทั่วโลก แต่มีเพียง 351 แบรนด์ชั้นนำเท่านั้น ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ อาทิ Louis Vuitton, adidas, BMW, Gucci, King Power, L'Oréal, Siam Paragon, M–150, Disney, McDonald's, TrueOnline เป็นต้น ซึ่งจัดโดยเวิลด์ แบรนด์ดิ้ง ฟอรัม องค์กรที่มุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ และความโดดเด่นสูงสุดในระดับโลก ณ พระราชวังเค็นซิงตัน กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

McDonald's Exclusive Campaign only at CPN

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ McDonald's จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ “McDonald's Exclusive Campaign only at CPN” อิ่มครบกับชุดแมคสไปซี่ ชิกเกน เบอร์เกอร์ (เฟรนช์ฟรายส์ขนาดกลาง และ โค้ก 16 oz.) ในราคาเพียง 99 บาท จากราคาปกติ 206 บาท พร้อมรับสิทธิ์แลกซื้อแมคนักเก็ตในราคาลด 50% เมื่อซื้อชุดดังกล่าว โปรดีๆนี้เริ่มตั้งแต่วันนี้ - 23 ธันวาคม 2561 ที่แมคโดนัลด์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลำปาง และอีก 20 สาขาที่เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา และเซ็นทรัลเฟสติวัล ทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดกิจกรรมความสนุกที่ เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 1 หรือ FB,IG,Line : CentralPlaza Lampang โทร.0-54-010-555 ต่อ 0

#McDonaldsExclusiveCampaignonlyatCPN #CPN #McDonalds
#CentralPlazLampang

Fintech และ เทคโนโลยีสมัยใหม่: ตอบรับโอกาสพร้อมทั้งเข้าใจความเสี่ยงกับกรณีศึกษาประเทศสิงค์โปร์

Disruptive technology หรือ นวัตกรรมเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ได้สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษกิจทั่วโลก ธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบชัดเจนทั้งแง่บวกและลบจาก disruptive technology ก็คือธุรกิจการเงินและการธนาคาร ยิ่งเป็นโลกดิจิตอลมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งจำเป็นต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงยิ่งข้น ซึ่งไม่เพียงแต่ธุรกิจการเงินการธนาคารเท่านั้น แต่ธุรกิจประเภทอื่น ๆเองต่างก็ได้รับผลกระทบจาก disruptive technology ด้วยเช่นกัน  การที่ธุรกิจต่าง ๆนำเทคโนโลยีมาใช้งาน มีการเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายมากขึ้น ก็นำไปสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อทั้งตัวบริษัทเองและระบบเครือข่าย ทำให้ธุรกิจต้องแบกรับความเสี่ยงที่ไม่สามารรถคาดการณ์ล่วงหน้าเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

โอกาสมักมาพร้อมกับความเสี่ยง  ในข้อดีของเทคโนโลยี ก็มีความเสี่ยงที่เราต้องระวัง ต้องประเมิน บริหารจัดการและป้องกันอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับ Disruptive technology สามารถแบ่งได้เป็นหลายระดับดังต่อไปนี้

ระดับความเสี่ยง 1: ผลกระทบระดับองค์กร

ต้องมีการวิเคราะห์ความซับซ้อนที่เกิดขึ้น  ผู้บริหารด้านความเสี่ยงหรือ CRO (Chief Risk Officer) ของสถาบันการเงินจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการวางกลยุทธ์ในการกำกับดูแลและการควบคุมขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของความเสี่ยงในระดับปฏิบัติการ เช่น การป้องกันการฟอกเงิน และ การต่อต้านการจัดหาเงินทุนของการก่อการร้าย, ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล, และ ความเสี่ยงด้านไซเบอร์

ระดับความเสี่ยง 2: ผลกระทบระดับกลุ่มอุตสาหกรรม

ในปัจจุบันองค์กรทางการเงินมีความเสี่ยงอย่างสูง ที่การบริการทางด้านการเงินแบบเดิมจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Blockchain หรือ P2P lending  ตัวอย่างการปรับตัวที่หลายองค์กรกำลังเดินหน้าทำคือการ ร่วมมือกันกับบริษัท Fintech เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด

ระดับความเสี่ยง 3: ผลกระทบระดับบุคคลและสังคม

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ๆก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงกับการปฏิบัติงานขององค์กร งานพื้นฐานที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมีโอกาสสูงที่จะโดนทดแทนโดยระบบอัตโนมัติ ในขณะที่สายงานที่มีความซับซ้อนและต้องการการวิเคราะห์ อาจได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น นี่เป็นสัญญานเตือนให้องค์กรเตรียมพร้อมบุคลากร กับการเปลี่ยนแปลงของความรู้ความชำนาญสำหรับการทำงานในอนาคต

กรณีศึกษา: การรับมือกับความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศสิงค์โปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศที่โดดเด่นในด้านการขับเคลื่อนและส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศ ในทุกส่วนของสังคมมาเป็นเวลานาน รวมถึงการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภูมิภาค สิงค์โปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมพร้อมๆไปกับการควบคุมและระวัง ที่จะเอื้อการพัฒนาเติบโตของนวัตกรรมที่ยั่งยืน

โดยสิงค์โปร์วางนโยบายและแนวทางปฏิบัติไว้เป็น 3 หัวข้อหลัก ดังต่อไปนี้

1) วิสัยทัศน์: การลงทุนระยะยาวในอนาคต

ภายใต้แผนงาน  “Smart Nation Transformation” รัฐบาลสิงคโปร์ได้ลงทุนจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Industry Transformation Programme) และกองทุนงานวิจัย (National Research & National Productivity Funds) เพื่อให้มั่นใจว่า ภาคธุรกิจและวิชาการได้รับแรงจูงใจ และส่งเสริมการลงทุนในการวิจัยเพื่อพัฒนาให้สิงคโปร์เป็นผู้ทำทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี 

2) การศึกษา: การบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถให้เป็นผู้นำในอนาคต

รัฐบาลสิงคโปร์ลงทุนกว่า 145 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ผ่านทางสภาเศรษฐกิจในอนาคต (The Future Economy Council (FEC)) เพื่อสนับสนุนและเพิ่มทักษะของบุคลากรตนเองโดยใช้โปรแกรมการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น TechSkills Accelerator (TeSA) และ SkillsFuture for Digital Workplace เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพลเมืองของประเทศมีความพร้อมที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ

3) นวัตกรรม: งานวิจัยที่สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม

เพื่อลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยทางวิชาการ(ภาคทฤษฎี) และอุตสาหกรรม(ภาคปฏิบัติ)   Agency for Science and Technology Research (A*STAR) มีโครงการต่าง ๆ เช่น Tech Depot ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงเทคโนโลยีและดิจิตอลโซลูชั่นสำหรับองค์กรในท้องถิ่น และ Tech Access ซึ่งช่วยให้ องค์กรขนาดกลาง และ ขนาดย่อม (SME) สามารถเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีและบุคลากรที่มีความชำนาญได้  นอกจากนั้นรัฐบาลยังให้ความสำคัญไปที่โครงการหุ่นยนต์เพื่อกระตุ้นการใช้หุ่นยนต์ให้แพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการก่อสร้าง

สำหรับอุตสาหกรรมทางการเงินแล้ว นี่อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับองค์กรที่จะเพิ่มความสามารถและบริการแบบใหม่  รวมถึงวิธีการปรับตัวต่อตลาดและเศรษฐกิจที่พัฒนาตามเทคโนโลยี โดยการส่งเสริม ความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และความร่วมมือระหว่างองค์กร การบริหารจัดการความเสี่ยงโดยรวมและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม

ในวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2018 สิงคโปร์จะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Singapore FinTech Festival 2018 ซึ่งเป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ FinTech ทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงงานที่น่าตื่นเต้น เช่น FinTech Conference & Exhibition, Global FinTech Hackcelerator Demo Day, AI in Finance Summit และอื่น ๆ

Deloitte ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของงานนี้ ใคร่ขอเรียนเชิญบริษัท FinTech และสถาบันการเงินรวมไปถึงสมาคมการเงินที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานระดับโลกในครั้งนี้ ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ที่ https://fintechfestival.sg/  และดูข้อมูลเกี่ยวกับ Deloitte Insight ของงานปีนี้และในอดีตที่: https://www2.deloitte.com/sg/en/pages/financial-services/topics/singapore-fintech-festival.html หลังงานเราจะมาแชร์ว่ามีข้อมูลที่น่าตื่นเต้นน่าสนใจ รวมถึงนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายใน Fintech Festival  รอติดตามนะครับ

แหล่งข้อมูล: Deloitte FSIReview Issue 18, August 2018

กระทรวงพลังงานมั่นใจ “ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี เอเชีย” ขับเคลื่อนอนาคตไทยสู่ “พลังงาน 4.0”

Future Energy Asia Exhibition & Conference (FEA) 2018 เน้นความยั่งยืนด้านพลังงานและการสร้างโอกาสใหม่ๆ เป็นสำคัญ

ด้วยเป้าหมายที่ท้าทายในการก้าวเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานยั่งยืนของเอเชีย ประเทศไทยคาดหวังว่างานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านพลังงานเพื่ออนาคตแห่งเอเชีย หรือ Future Energy Asia Exhibition & Conference (FEA) 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 12-14 ธันวาคมนี้ จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงาน 4.0 และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ value-based economy หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

FEA 2018 จัดขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงพลังงานของไทย เพื่อเป็นเวทีพบปะและแลกเปลี่ยนของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในแวดวงพลังงานทั้ง energy value chain จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งรวมถึงผู้นำจากภาครัฐ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานครบวงจร ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสะอาด ผู้ประกอบการ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ซึ่งพร้อมจะรวมพลังเพื่อกำหนดกลยุทธ์สำหรับภูมิภาคเอเชียและตอบสนองความต้องการด้านพลังงานในอนาคต

ในครั้งนี้คาดว่าจะมีตัวแทนภาคธุรกิจเข้าร่วมงานกว่า 8,000 คน ตลอดจน ผู้เข้าร่วมงานประชุมกว่า 1,000 ราย ผู้เชี่ยวชาญเชิงกลยุทธ์และด้านเทคนิคร่วมบรรยายกว่า 300 คน และบริษัทชั้นนำที่จะนำสินค้าและนวัตกรรมมาร่วมแสดงอีกกว่า 200 บริษัท โดยงานครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดการหารือจากผู้บริหารระดับสูง สร้างความร่วมมือใหม่ๆ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และร่วมกันหาข้อสรุปในการส่งเสริมให้เกิดทางเลือกด้านพลังงานแบบผสมผสานจากทั่วเอเชียที่มีความปลอดภัย คาร์บอนต่ำ และราคาที่ไม่สูงมากนัก

งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Future Energy Mix to 2030 โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญ ตัวแทนระดับรัฐมนตรีของรัฐบาลประเทศต่างๆ และผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจตัดสินใจ มาร่วมพูดคุย ถกเถียง และกำหนดทิศทางและแนวโน้มในอนาคตสำหรับเชื้อเพลิงแบบผสมผสานและเทคโนโลยีต่างๆ ที่จำเป็น โดยมุ่งความสนใจไปที่น้ำมันและก๊าซ เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มมากขึ้น ปรับปรุงประสิทธิภาพ และรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (lower-carbon economy)

คณะกรรมการจัดงาน Future Energy Asia ประกอบด้วยผู้นำในแวดวงอุตสาหกรรมพลังงานที่มาร่วมหารือเพื่อสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้าและการประชุม Future Energy Asia ประเด็นสำคัญในการอภิปราย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานสู่ยุคดิจิตอล ปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการพลังงานในอนาคต การพัฒนาโครงการก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย และผู้ผลิต LNG ที่กำลังเติบโตและเป็นที่รู้จักจากทั่วโลก

"จากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นและแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีจำกัด คาดว่าปริมาณการนำเข้า LNG จะเพิ่มขึ้นเป็น 34.4 ล้านตันในปี 2579 กระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาผ่อนปรนกฎระเบียบสำหรับอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ให้เอื้อต่อการเข้าถึงของผู้ประกอบการเพื่อลดปริมาณการนำเข้า LNG และให้เกิดการลงทุนในประเทศ เรากำลังศึกษาตัวเลือกต่างๆ ในแผนการเปิดเสรีเพื่อหาผู้เล่นรายใหม่ๆ มาลงทุนในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติของประเทศ ทั้งส่วนที่จะเป็นผู้ส่งออกรายใหม่ และกำลังมองหาพันธมิตรทางธุรกิจและโอกาสใหม่ๆ ด้วย” ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมจัดงาน FEA 2018

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "ประเทศไทยพยายามอย่างเต็มที่ในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4.0 ซึ่งเน้นเรื่องการปรับเปลี่ยนและการพัฒนาพลังงาน เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและพลังงานทดแทนที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ทั้งสามวันของการจัดงานครั้งนี้จะเป็นเวทีที่เหมาะสำหรับบรรดา บริษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOCs) และ บริษัทน้ำมันข้ามชาติ (IOCs) ตลอดจนบริษัทด้านสาธารณูปโภคระดับชาติ และ ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสสระ (IPP) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสะอาด ผู้รับเหมาด้านวิศวกรรม และผู้จัดหาเงินทุน เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของประเทศจากผู้จัดหาเชื้อเพลิงแบบเดิมๆ ไปเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงานแบบครบวงจร นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศไทย ในการส่งเสริมโครงการด้านพลังงานใหม่ๆ ดึงดูดการลงทุนในภาคพลังงาน และการเป็นศูนย์กลางการสื่อสารกับนักลงทุนต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศขนาดใหญ่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสร้างโอกาสการลงทุน"

นอกจากนี้ งาน FEA 2018 จะจัดการประชุมยุทธศาสตร์ (Strategic Conference) เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งถือเป็นเวทีแรกของเอเชีย ซึ่งเป็นเวทีพบปะและแลกเปลี่ยนของผู้ที่มีอิทธิพล ความรู้ และประสบการณ์มากที่สุดในแวดวงอุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซ และพลังงาน เพื่อแสวงหาความร่วมมือ ทำธุรกิจ และริเริ่มประเด็นการหารือ อันจะส่งผลต่อการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและนวัตกรรมทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน

ในส่วนของนิทรรศการจะมีกิจกรรมที่เรียกว่า Centers of Technical Excellence (COTES) ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานประชุมด้านเทคนิคนี้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อการประชุมกว่า 45 หัวข้อตลอดช่วง 3 วันของการจัดงาน และจะผลักดันให้มีการอภิปรายอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับนวัตกรรมทางด้านเทคนิค ซึ่งจะมีบรรดาวิศวกร ช่างเทคนิค ผู้รับเหมา และหัวหน้าแผนก มาร่วมจำนวนมาก โดยทั้งหมดพร้อมจะเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุดที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรม ทั้งยังเพิ่มโอกาสในการแสวงหาผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ จาก บริษัทที่เข้าร่วมแสดงงานอีกด้วย

เจ้าภาพร่วมจัดงาน Future Energy Asia 2018 ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมหรือลงทะเบียน กรุณาเข้าชมเว็บไซต์ที่ www.futureenergyasia.com หรือติดต่อ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ออมสิน ประกาศผลการตัดสินประกวดวาดภาพ “ออมมรดกศิลป์ แผ่นดินแม่”
ประเภทบุคคลทั่วไป (ใหม่) เผย ภาพประกวดผิดกติกา ชี้ประกาศผลอย่างยุติธรรม

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสิน ได้จัดโครงการประกวดวาดภาพ หรือ GSB GEN Art Contest ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “ออมมรดกศิลป์ แผ่นดินแม่” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยได้แบ่งประเภทผลงานออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทบุคคลทั่วไป ประเภทเยาวชน อายุ 15 - 18 ปี ประเภทเยาวชน อายุ 11 - 14 ปี และ ประเภทเยาวชน อายุ 7 - 10 ปี และธนาคารได้ทำการตัดสินผลงาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านงานศิลปะ 9 ท่าน เป็นผู้ตัดสินและได้ทำการประกาศผลการตัดสินอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2561 ผ่านทางเว็บไซต์ www.gsbgen.com และสื่ออื่น ๆ แล้วนั้น

การตัดสินได้เกิดการท้วงติงขึ้นกับผลงานประเภทบุคคลทั่วไป ที่ได้รับรางวัลที่ 1 (ซึ่งเป็นเพียงรางวัลเดียวที่มีเสียงท้วงติง) โดยภาพที่ชนะรางวัลที่ 1 ชื่อผลงาน “อัศจรรย์แห่งบุญสารทเดือนสิบ” เป็นผลงานที่ผิดหลักเกณฑ์ที่ทางธนาคารกำหนดไว้ในข้อที่ว่า “ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นของผู้สมัครจริง ไม่เคยถูกตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน ไม่เคยเข้าร่วมประกวดที่ใดมาก่อน และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของบุคคลหรือบริษัทอื่นใด” ซึ่งการผิดหลักเกณฑ์ครั้งนี้ ธนาคารได้ปรึกษาและขอความเห็นจากคณะกรรมการผู้ตัดสินทุกท่าน และคณะกรรมการได้ลงความเห็นว่า ผู้ประกวดและภาพดังกล่าว ไม่สมควรได้รับรางวัล เพราะผิดเงื่อนไขตามข้อกำหนดของทางธนาคาร จึงขอประกาศรางวัลประเภทบุคคลทั่วไปใหม่ โดยให้เลื่อนรางวัลที่ 2 ขึ้นมาเป็นรางวัลที่ 1 และเลื่อนรางวัลลำดับถัดไปขึ้นมารับรางวัล ตามลำดับ ดังนี้

รางวัลผู้ชนะการประกวดวาดภาพ “ออมมรดกศิลป์ แผ่นดินแม่” ประเภทบุคคลทั่วไป 6 รางวัล ได้แก่ รางวัลที่ 1 นายเทพพงษ์ หงษ์ศรีเมือง ชื่อผลงาน "มรดกศิลป์ แผ่นดินแม่" ได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาท พร้อมถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และประกาศนียบัตร รางวัลที่ 2 นางสาวธิดารัตน์ จันทเชื้อ ชื่อผลงาน "บรรยากาศของความสงบ" ได้รับเงินรางวัล 2 แสนบาท พร้อมประกาศนียบัตร รางวัลที่ 3 นายศักชัย อุทธิโท ชื่อผลงาน" สายใยแห่งความสุขและดีงาม 1 " ได้รับเงินรางวัล 1 แสนบาท พร้อมประกาศนียบัตร และรางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล ได้รับเงินรางวัลคนละ 5 หมื่นบาท พร้อมประกาศนียบัตร ได้แก่ นายธีรวุฒิ คำอ่อน, นายชุมพล อักพันธานนท์ และ นายประเทือง ก่ำพัด” นายชาติชาย กล่าว

โดยธนาคารออมสิน จะมีพิธีมอบรางวัลให้กับผู้ชนะการประกวดวาดภาพในหัวข้อ "ออมมรดกศิลป์ แผ่นดินแม่" ทั้ง 4 ประเภท รวม 24 คน ในวันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 พร้อมจัดแสดงผลงานให้ผู้สนใจได้เข้าชมผลงาน ระหว่างวันที่ 19 - 21 พฤศจิกายน 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 และในวันที่ 18 - 28 ธันวาคม 2561 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพื่อขยายการรับรู้และโอกาสในการร่วมชื่นชมงานศิลปะของไทย ในกลุ่มผู้สนใจงานศิลปะทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไป

ด้าน ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน เปิดเผยว่า ตามมติของคณะกรรมการต่อการตัดสินกรณีนี้ ซึ่งผู้ส่งผลงานได้นำภาพผลงานที่เคยส่งเข้าประกวดมาวาดเพิ่มเติมในรายละเอียด และส่งเข้าประกวดใหม่นั้น มติของกรรมการทั้ง 9 เสียงเห็นสมควรว่า ให้ยกเลิกรางวัลที่ 1 ชื่อผลงาน “อัศจรรย์แห่งบุญสารทเดือนสิบ” ซึ่งแม้ผลงานดังกล่าวจะสวยและถูกใจคณะกรรมการก็ตาม แต่ได้ทำผิดเงื่อนไขของทางธนาคารออมสินที่ได้กำหนดไว้ เรื่องนี้ทางเจ้าของผลงานได้รับทราบ และยอมรับการตัดสินเป็นที่เรียบร้อย จึงให้เลื่อนภาพจากรางวัลอื่น ๆ ขึ้นมาแทนที่ตามลำดับ และจากปรากฏการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐาน ในวงการประกวดวาดภาพ รวมถึงกฎกติกาของผู้ส่งผลงานเข้าประกวด และแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปิน เพื่อเข้าร่วมประกวดในแต่ละครั้ง อีกด้วย

Page Visitor

019711916
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
12760
51261
218153
1111695
1643254
19711916
Your IP: 3.230.173.249
2021-04-22 06:11