BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

“จ๊อบไทย” เปิดลิสต์ 10 สวัสดิการที่คนทำงานต้องการมากที่สุด
พร้อมเผยสวัสดิการ “สุขภาพ” เป็นสิ่งที่คนยุคใหม่ให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องรายได้

จ๊อบไทย (JobThai) เว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับ 1 ของประเทศไทย เผยข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานทั่วประเทศจำนวน 7,420 คน ในเรื่อง "สวัสดิการที่คนทำงานต้องการจากองค์กร" พบว่ามี 10 สวัสดิการแรกที่คนทำงานเห็นตรงกันมากที่สุด ได้แก่ 1.โบนัส 2.วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย 3.ประกันสังคม 4.ประกันสุขภาพ 5. ค่าล่วงเวลา 6.เงินออมพิเศษ 7.ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวของพนักงาน 8.เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ (Flexible Hour) 9.ประกันชีวิต และ 10.เบี้ยขยัน ในขณะที่ผลสำรวจเผยให้เห็นว่าสวัสดิการด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาลคนในครอบครัว ประกันชีวิต ฯลฯ เป็นสวัสดิการที่พนักงานยุคใหม่ต้องการนอกเหนือจากเรื่องรายได้ แต่กลับไม่ได้ถูกนำมาเป็นสวัสดิการที่องค์กรมอบให้แก่พนักงาน ซึ่งหากเปรียบเทียบสวัสดิการที่องค์กรให้พนักงานกับสวัสดิการที่พนักงานต้องการ พบว่ามีตรงกัน 5 สวัสดิการ ได้แก่ โบนัส, วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย, ประกันสังคม, ค่าล่วงเวลา และเบี้ยขยัน

นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย (JobThai) กล่าวว่า การจะตัดสินใจทำงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง นอกเหนือจากเรื่องผลตอบแทนที่คนทำงานส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกแล้ว ยังพบว่าปัจจัยที่คนทำงานให้ความสำคัญรองลงมาก็คือ “สวัสดิการ” ด้วยเหตุนี้ จ๊อบไทยในฐานะผู้นำด้านเว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่มีผู้ลงทะเบียนฝากประวัติกว่า 1.5 ล้านคน และมีจำนวนงานจากบริษัทชั้นนำกว่า 90,000 อัตรา จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานทั่วประเทศ จำนวน 7,420 คน เรื่อง "สวัสดิการที่คนทำงานต้องการจากองค์กร" พบว่า 10 สวัสดิการแรกที่คนทำงานต้องการมากที่สุด ได้แก่

  1. โบนัส
  2. วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย
  3. ประกันสังคม
  4. ประกันสุขภาพ
  5. ค่าล่วงเวลา
  6. เงินออมพิเศษ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  7. ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวของพนักงาน
  8. เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ (Flexible Hour)
  9. ประกันชีวิต
  10. เบี้ยขยัน

ในขณะที่จ๊อบไทยได้ทำการสำรวจฝ่ายบุคคล ในหัวข้อ “สวัสดิการที่องค์กรจัดสรรให้กับพนักงาน” จำนวน 457 คน ทั่วประเทศ พบว่า 10 สวัสดิการที่องค์กรจัดสรรให้กับพนักงานมากที่สุด ได้แก่

  1. วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย
  2. ประกันสังคม
  3. โบนัส
  4. ค่าล่วงเวลา
  5. กิจกรรมสันทนาการ
  6. ชุดทำงาน
  7. ตรวจสุขภาพประจำปี
  8. เบี้ยขยัน
  9. เงินสนับสนุน เช่น งานแต่งงาน งานอุปสมบท
  10. ประกันอุบัติเหตุ

ซึ่งหากเปรียบเทียบสวัสดิการที่องค์กรให้พนักงานกับสวัสดิการที่พนักงานต้องการ พบว่ามีสวัสดิการที่ตรงกัน 5 สวัสดิการ ได้แก่ โบนัส, วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย, ประกันสังคม, ค่าล่วงเวลา และเบี้ยขยัน ส่วนสวัสดิการที่คนทำงานยุคใหม่ต้องการนอกเหนือจากเรื่องรายได้ คือ สวัสดิการด้านสุขภาพ อันประกอบด้วย ประกันสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวของพนักงาน ประกันชีวิต ฯลฯ กลับไม่ได้ถูกนำมาเป็นสวัสดิการที่องค์กรมอบให้แก่พนักงานใน 10 สวัสดิการแรก

นอกจากนี้ผลสำรวจยังเผยให้เห็นว่าคนทำงานในแต่ละกลุ่มนั้นมีความต้องการสวัสดิการที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

  • สวัสดิการของคนทำงานตามช่วงอายุ (Generation) พบว่ากลุ่มคนทำงาน Gen X จะให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้าน “เงินออม” เนื่องจากเป็นวัยที่กำลังใกล้เกษียณ หลักประกันที่จะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณจึงเป็นเรื่องจำเป็น ในทางกลับกันกลุ่มคนทำงาน Gen Y และ Gen Z ไม่ได้มองว่าสวัสดิการด้านนี้สำคัญ แต่ให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้าน “ค่าล่วงเวลา” และ “เบี้ยขยัน” มากกว่า

  • สวัสดิการของคนทำงานตามเพศ (Gender) พบว่าสวัสดิการที่คนทำงานแต่ละเพศให้ความสำคัญแตกต่างกันคือ เพศชายต้องการ “เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้” ในขณะที่เพศหญิงต้องการ “เงินค่าล่วงเวลา” มากกว่า

  • สวัสดิการของคนทำงานตามระดับงาน (Level) โดยระดับผู้บริหารจะให้ความสำคัญในเรื่อง “ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว” มากกว่าคนทำงานในระดับอื่น ๆ  ส่วนสวัสดิการด้าน “โบนัส” “วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย” และ “ประกันสุขภาพ” เป็นสิ่งที่คนทำงานในทุกระดับต้องการ

  • สวัสดิการของคนทำงานตามประเภทธุรกิจ (Industry) จากการสำรวจคนทำงานที่อยู่ในประเภทธุรกิจที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากที่สุด 5 อันดับในเว็บไซต์จ๊อบไทย ได้แก่ อาหาร-เครื่องดื่ม, บริการ, ค้าปลีก, ยานยนต์ และก่อสร้าง พบว่าโดยภาพรวมสวัสดิการที่คนทำงานต้องการเหมือนกันคือ “โบนัส” “วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย” และ “ประกันสังคม” ส่วนคนทำงานในประเภทธุรกิจยานยนต์นั้นมีความต้องการสวัสดิการด้าน “ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว” และ “เงินออม” มากกว่าคนทำงานในประเภทธุรกิจอื่น ๆ ในขณะที่คนทำงานในประเภทธุรกิจก่อสร้างมีความต้องการสวัสดิการด้าน “เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้” มากกว่าคนทำงานในประเภทธุรกิจอื่น ๆ

  • สวัสดิการของคนทำงานในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด (Area) พบว่าคนทำงานที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีความต้องการสวัสดิการด้าน “เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้” เนื่องจากการทำงานที่ยืดหยุ่นจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้ส่วนหนึ่ง ส่งผลให้คนทำงานในกรุงเทพฯ สามารถจัดสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้มากขึ้น ในขณะที่คนทำงานที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้าน “ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว” มากกว่า

อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าการดูแลพนักงานให้สนใจอยากร่วมทำงาน หรืออยู่ทำงานกับองค์กรให้ยาวนานที่สุดถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่องค์กรมองข้ามไม่ได้ ซึ่งนอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว สวัสดิการเหล่านี้ถือเป็นขวัญกำลังใจที่จะช่วยให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกับองค์กรได้อย่างมีความสุข ทั้งนี้ นอกจากสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว องค์กรยังสามารถจัดสรรสวัสดิการแปลกใหม่ตามความเหมาะสมเพื่อช่วยดึงดูดให้คนอยากมาร่วมงาน และมีส่วนช่วยในการรักษาพนักงานไว้กับองค์กรได้เป็นอย่างดี สำหรับข้อมูลข้างต้นจะเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารพนักงาน เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้นขององค์กร ตลอดจนเป็นการแสดงถึงความใส่ใจที่องค์กรมีต่อพนักงาน โดยเฉพาะในยุคที่เรื่องสวัสดิการของพนักงานมีผลต่อการตัดสินใจเข้าทำงานมากขึ้น ดังนั้นสวัสดิการจึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล และผู้บริหารต้องหันมาให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ นางสาวแสงเดือน กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์จ๊อบไทย (JobThai) โทรศัพท์ 02-353-6900 หรือเข้าไปที่ www.jobthai.com

KOHLER Design Forum 2018 ร่วมสรรค์สร้างอนาคตแห่งการอยู่อาศัย
เชื่อมสรรพสิ่งออนไลน์ภายใต้แนวคิด “ALL THINGS CONNECTED”

โคห์เลอร์ ผู้นำระดับโลกด้านการออกแบบนวัตกรรมและการผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับห้องครัวและสุขภัณฑ์ กำหนดจัดงาน KOHLER Design Forum ณ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเชิญชวนเหล่าสถาปนิก นักออกแบบ และผู้ปฏิบัติงานในสาขาที่เกี่ยวข้องในเมืองไทยมาร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตของอุตสาหกรรมด้านการอยู่อาศัย และรับฟังองค์ความรู้เชิงลึกจากผู้บรรยายระดับโลก ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคอินเตอร์เน็ต รวมถึงแนวโน้มของระบบเมือง บ้าน และสำนักงานอัจฉริยะ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

งาน KOHLER Design Forum จะจัดขึ้นภายใต้ธีม “All Things Connected” ถือเป็นเวทีสำหรับผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมสถาปัตย์และการออกแบบในประเทศไทย เพื่อมาร่วมพูดคุยถึงการสร้างสรรค์อนาคตของอุตสาหกรรมด้านการอยู่อาศัย ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ องค์ความรู้เชิงลึก และแนวคิดที่ให้ความสำคัญในเรื่องอนาคตของเทคโนโลยีอัจฉริยะภายในบ้าน สำนักงาน และอาคารประเภทต่าง ๆ พร้อมนำเสนอแนวโน้มและองค์ความรู้ด้านการออกแบบแนวใหม่ ซึ่งนอกเหนือจากการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ โคห์เลอร์ยังจัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด “KOHLER Konnect™” ระบบบ้านอัจฉริยะ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการทำงานของห้องน้ำด้วยเสียง มอบความสะดวกสบายและการเชื่อมต่อที่ง่ายดายยิ่งขึ้น

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โคห์เลอร์จัดการประชุมตามศูนย์กลางการออกแบบหลายแห่งทั้งในเอเชียและยุโรป และนำเสนอองค์ความรู้จากนักออกแบบและสถาปนิกที่ทรงอิทธิพลและเจ้าของรางวัลทั่วโลก สำหรับในปีนี้มีการจัดงาน KOHLER Design Forum มาแล้วทั้งในสิงคโปร์ ลอนดอน โตรอนโต และดูไบ โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นสถานที่จัดงานแห่งสุดท้ายสำหรับปีนี้ ซึ่งกำหนดจัดภายใต้แนวคิด “All Things Connected”

KOHLER Design Forum เป็นการประชุมนำเสนอข้อมูลรอบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษหรับกลุ่มผู้ปฏิบัติงานในวงการสถาปนิกและนักออกแบบ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างคอนเน็กชั่น พร้อมพบปะกับบรรดาผู้นำและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อรับฟังข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดกับระบบ “KOHLER Konnect”

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://kohler.design/design-forum/   

กลุ่ม OSBIM โชว์ศักยภาพ เตรียมจัดตั้งสมาคม Thai BIM
ยกระดับการพัฒนาคุณภาพวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ระดับสากล

กลุ่ม Open Source BIM (OSBIM) โชว์ศักยภาพเตรียมยกระดับคุณภาพวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ระดับสากล ผนึกกำลังเตรียมจัดตั้ง “สมาคม Thai BIM” พร้อมเปิดตัว LOD Guideline ภายในงาน “Ready Player? BIM#3” เวทีแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นตลอดจนแนวทางปฏิบัติงานบนระบบ BIM ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเป็นส่วนช่วยในการทำงานบนระบบ BIM ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ชี้ให้ประโยชน์เกิดคุ้ม ควบคุมต้นทุนงานก่อสร้างได้ดี โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สภาสถาปนิก สภาวิศวกร สภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย บ.ไทยโอบายาชิ และ บ.ทีม คอนซัลติง แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง ฯ ร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้

อุตสาหกรรมก่อสร้างและงานออกแบบของไทย ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพด้านงานออกแบบรองรับเศรษฐกิจยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็นการปฏิรูปหรือปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยโฉมใหม่ทั้งระบบ เพื่อสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ทุกรูปแบบ และองค์กรเติบโตก้าวทันกระแสการพัฒนาของโลก เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติในปัจจุบันนี้ กำลังเปลี่ยนโฉมงานออกแบบใหม่ไปสู่ระบบ 3 มิติ ด้วยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า “BIM” (Building Information Modeling)

Open Source BIM (OSBIM) เป็นกลุ่มผู้ใช้งาน BIM (Building Information Modeling)  ที่ประกอบด้วย สภาวิชาชีพออกแบบการก่อสร้าง ภาคการศึกษา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทรับเหมาก่อสร้าง ตลอดจนบริษัทออกแบบ ที่ตระหนึกถึงความสำคัญในการนำระบบ BIM มาใช้เพื่อตอบสนองความเจริญก้าวหน้าทางธุรกิจ โดยได้รวมตัวกันจัดงาน “Ready Player? BIM#3” ในครั้งนี้ เป็นการสร้างโอกาสในการพบปะและรวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือของผู้คนในแวดวงวิชาชีพ ทั้งผลักดันให้เกิดการนำเสนอร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการนำระบบ BIM

ซึ่ง BIM เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในวงการก่อสร้างตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ไปจนถึงการก่อสร้างอาคารช่วยให้ข้อมูลของการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน โดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาควบคุมกระบวนการต่างๆ ระบบจะสร้างแบบจำลองเสมือนของอาคารที่แม่นยำอย่างน้อยหนึ่งแบบจำลองแบบดิจิทัล อย่างการออกแบบ การเขียนแบบ การคำนวณโครงสร้าง การประมาณราคา การจัดซื้อ รวมไปถึงการวางแผนงานต่างๆของอาคาร และถูกต้องตรงกันมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับนโยบายการพัฒนาประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจ THAILAND 4.0 ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

อนึ่ง ปัจจุบันเทคโนโลยี BIM เข้ามามีบทบาทสำคัญในกระบวนการออกแบบก่อสร้างมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก เข้าสู่การทำงานที่มากกว่า 3 มิติ ซึ่งมีจุดเด่น และข้อดีที่เป็นประโยชน์ต่อ สถาปนิก, บริษัทออกแบบ, เจ้าของโครงการ, วิศวกร หรือผู้รับเหมา มากมาย

เตรียมพบกับคอนโดลักชัวรี่ “เดอะรีเซิร์ฟ 61 ไฮด์อะเวย์”
ที่สุดแห่งการพักผ่อนเสมือนอยู่บ้านพักตากอากาศส่วนตัว บนทำเลใจกลางเมืองเอกมัย – ทองหล่อ

พฤกษา ผู้นำอันดับหนึ่งในวงการอสังหาฯ เตรียมงัดที่ดินแปลงสวยผืนสุดท้ายในซอยสุขุมวิท 61 เปิดคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ “เดอะรีเซิร์ฟ 61 ไฮด์อะเวย์” พร้อมสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยแห่งใหม่ ให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้านพักตากอากาศส่วนตัว ด้วยพื้นที่สีเขียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในใจกลางทองหล่อ เอกมัย ราคาเริ่มต้น 12 – 60 ล้านบาท

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-พรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ตลาดที่อยู่อาศัยในย่านสุขุมวิทยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยสูงมาก เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นแหล่งงานที่มีศักยภาพ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อีกทั้งยังแวดล้อมไปด้วยเป็นแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งแฮงค์เอ้าท์ของคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว รวมถึงการเดินทางที่สะดวกทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วน ส่งผลให้คอนโดมิเนียมในย่านสุขุมวิทยังเป็นที่ต้องการในลำดับต้นๆ ล่าสุดบริษัทฯ ได้กลับมาตอกย้ำความสำเร็จของโครงการ “เดอะรีเซิร์ฟ” โดยเตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ “เดอะรีเซิร์ฟ 61 ไฮด์อะเวย์” ซึ่งเป็นที่ดินแปลงสวยผืนใหญ่กว่า 3 ไร่ครึ่ง ที่หาไม่ได้อีกแล้วในซอยสุขุมวิท 61 หากใครได้ครอบครองที่ดินผืนสุดท้ายนี้ ในอนาคตจะเพิ่มมูลค่าให้เจ้าได้ของอย่างแน่นอน

นางอรนุช อิติโกศิน กรรมการผู้จัดการ (ขวา) กลุ่มธุรกิจพรีเมียมแนวสูง บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการ “เดอะรีเซิร์ฟ 61 ไฮด์อะเวย์” ถูกออกแบบมาให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ที่พร้อมจะมาสร้างประสบการณ์ใหม่แห่งการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เหมือนพักอยู่ในบ้านตากอากาศส่วนตัว ด้วยจำนวนเพียง 164 ยูนิต และพื้นที่ส่วนกลางที่ให้มากถึง 2 ไร่ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในย่านนี้ ภายในโครงการเลือกใช้วัสดุที่เป็น Best-in-class ที่พฤกษาได้ใส่ใจและคัดสรรมาอย่างดีที่สุด พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์ อาทิ Infinite Pool สระว่ายน้ำที่ออกแบบให้สามารถว่ายน้ำได้อย่างไม่รู้จบ Hideaway Garden พร้อมต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ให้ความเป็นส่วนตัว ด้วยการแบ่ง Pocket Seat แยกไว้ Panoramic Lobby, The Reserve Lounge, Fitness Suite, Wellness Retreat & Onsen, Private Salon & Spa

เดอะรีเซิร์ฟ 61 ไฮด์อะเวย์ เป็นคอนโด Low Rise สูง 7 ชั้น จำนวน 2 อาคาร มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 61 ซึ่งเป็นซอยที่ได้รับรางวัลซอยน่าอยู่ของ กทม. มีความสะอาด และเงียบสงบ รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ ทั้งโรงเรียนนานาชาติ สถานทูต ร้านอาหาร โรงพยาบาลและซุปเปอร์มาร์เกตรวมถึงห้างสรรพสินค้าทั้งแบรนด์ในไทยและต่างชาติ โครงการมีแบบห้องให้เลือกถึง 5 แบบ พื้นที่ตั้งแต่ 48.40 – 228 ตร.ม. และห้องที่เป็นไฮไลท์ของโครงการนี้คือ ห้อง Triplex 3 ชั้น ขนาดเริ่มต้นที่ 206 - 228 ตร.ม. ที่วางตำแหน่งห้องหันเข้าคอร์ทกลางเพื่อการชมวิวสวนได้อย่างเต็มอิ่ม และยังสามารถเดินออกจากห้องพักผ่านประตูกระจกและลงบันไดไปยังสระว่ายน้ำได้ทันที พร้อมที่จอดรถส่วนตัว และห้องแม่บ้านที่ชั้นใต้ดิน ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 12 - 60 ล้านบาท เปิด Open House 10 – 11 พ.ย. นี้ สำหรับลูกค้าที่จองในงานรับส่วนลดพิเศษสูงสุด 400,000 บาท สอบถามเพิ่มเติมโทร.1739 หรือ thereserve.pruksa.com

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว EcoStruxure™ Asset Advisor สำหรับระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าและดูแลสินทรัพย์สำคัญในดาต้าเซ็นเตอร์

  • บริการการคาดการณ์แนวโน้มต่างๆ โดยนำข้อมูลที่ได้จากทุกวันตลอด 24 ชม. มาช่วยสร้างความต่อเนื่องให้กับธุรกิจ
  • ช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงของสินทรัพย์แบบไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่าย ผ่านเซ็นเซอร์และเครื่องมือในการมอนิเตอร์ผ่านคลาวด์
  • บริการผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักงาน คอยให้คำแนะนำ และแนวทางแก้ไขในเชิงรุก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เปิดตัว EcoStruxure™ Asset Advisor สำหรับระบบจ่ายไฟฟ้าและบริหารความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่สำคัญในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมระบบ EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคที่มอบศักยภาพด้าน IoT

EcoStruxure Asset Advisor ช่วยให้สามารถเข้าถึงและควบคุมระบบการจ่ายพลังงานไฟฟ้า พร้อมบริหารความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่สำคัญในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยผสานการทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนโลยี IoT และเทคโนโลยีที่ทำงานบนคลาวด์ พร้อมผู้เชี่ยวชาญและบริการจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อมอบบริการด้านการคาดการณ์เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทั้งนี้ บริการ EcoStruxure Asset Advisor จะให้ความสามารถในการคาดการณ์และแก้ไขปัญหาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงที่ไม่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการเกิดดาวน์ไทม์นอกแผนงานและการขาดทุนจากการดำเนินการ รวมถึงลดโอกาสการซ่อมบำรุงระหว่างดำเนินงานซึ่งมีราคาแพง

อุ่นใจด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย และลดการเกิดดาวน์ไทม์

EcoStruxure Asset Advisor จะทำการประเมินข้อมูลสด ณ ขณะนั้น (live data) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากสภาพแวดล้อมของลูกค้า โดยนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) และระบบวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อระบุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น ด้วยข้อมูลเหล่านี้ Asset Advisor จึงช่วยให้ลูกค้ามีอำนาจจากทางเลือกในการตัดสินใจเรื่องสำคัญทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการด้วยตัวเอง หรือใช้บริการจาก Service Bureau ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อดำเนินการแทนในนามของลูกค้า

“EcoStruxure Asset Advisor ช่วยควบคุมวิวัฒนาการของ IoT พร้อมด้วยนวัตกรรมใหม่ในการเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเซ็นเซอร์และการวิเคราะห์ เพื่อสร้างโอกาสสำหรับผู้ที่ดูแลอาคารหรือระบบที่มีความเสี่ยงสูง และผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อเปลี่ยนการดำเนินการจากเชิงรับเป็นเชิงรุก ในฐานะที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้ผลิตระบบชั้นนำเหล่านี้ และมีผู้เชี่ยวชาญในสาขาดังกล่าวมากกว่า 7,000 รายทั่วโลก เราจึงมีความโดดเด่นทั้งในการดำเนินการร่วมและดำเนินการให้กับลูกค้าในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ”

ประโยชน์หลักของ EcoStruxure Asset Advisor ได้แก่

  • เพิ่มความปลอดภัย โดยมอบความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้นทั้งในส่วนของสินทรัพย์และบุคคล ด้วยการแจ้งเตือนความล้มเหลวของอุปกรณ์ล่วงหน้า
  • มอบประสิทธิภาพการดำเนินการที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ช่วยลดการเกิดดาวน์ไทม์ที่ไม่ได้อยู่ในแผน ช่วยยืดอายุของสินทรัพย์ และแนะนำแผนการบำรุงรักษาได้อย่างเหมาะสม
  • มอบประสิทธิภาพทางการเงิน ช่วยลดความเสี่ยงจากความล้มเหลวในการทำงาน   ตลอดจนดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของและการซ่อมบำรุงได้อย่างเหมาะสม ด้วยมุมมองเชิงลึกแบบใหม่ที่เกี่ยวกับสินทรัพย์
  • มอบความเชี่ยวชาญชั้นนำในอุตสาหกรรม สำนักงานบริการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric Service Bureau) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยดูแลสอดส่องอุปกรณ์สำคัญต่างๆ ตลอด

 

สถาปัตยกรรม EcoStruxure

EcoStruxure™ เป็นแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมระบบเปิดที่มีศักยภาพด้าน IoT ซึ่ง EcoStruxure มอบคุณค่าที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องของความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และการเชื่อมต่อ สำหรับลูกค้าของเรา EcoStruxure ยังนำความก้าวหน้าในเรื่องของ IoT โมบิลิตี้ ระบบเซ็นเซอร์ คลาวด์ การวิเคราะห์ และระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ (cybersecurity) มาใช้ในการนำเสนอนวัตกรรมในทุกระดับ (Innovation at Every Level) ซึ่งครอบคลุมในเรื่องของการเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ ระบบควบคุมการเชื่อมต่อปลายทาง (Edge Control) ตลอดจนแอปพลิเคชัน รวมถึงการวิเคราะห์และการบริการต่างๆ โดย EcoStruxure™ ได้มีการติดตั้งใช้งานมากกว่า 480,000 ไซต์งาน โดยมีผู้วางระบบและผู้พัฒนากว่า 20,000 รายที่ให้การสนับสนุนในการเชื่อมต่ออุปกรณ์มากกว่า 1.6 ล้านรายการ ภายใต้การบริหารจัดการผ่านบริการด้านดิจิทัลมากกว่า 40 บริการ

บริการ EcoStruxure Asset Advisor Bureaus เปิดให้บริการในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ อินเดีย และฝรั่งเศสแล้ว โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้นำมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญการบริการภาคสนาม (field service) กว่า 7,000 คน ตลอดจนพันธมิตรที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วจำนวนกว่า 5,500 รายทั่วโลก พร้อมให้บริการเชิงรุกในทุกสถานการณ์ด้วยความมั่นใจ

Hashtags:  #DigitalEconomy #EcoStruxure #IoT #AssetAdvisor #LifeIsOn #SchneiderElectric

วปธ. ศึกษาดูงานศูนย์ธุรกิจคาเฟ่ อเมซอน

ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ (ที่ 5 จากขวา) นายกสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาธุรกิจฯ และผู้อำนวยการบริหารหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ (วปธ.) เพื่อการพัฒนาวิสาหกิจไทย นำทีมคณะนักศึกษารุ่นที่ 13 ดูงานของศูนย์ธุรกิจคาเฟ่ อเมซอน ( Amazon Inspiring Campus : AICA ) แหล่งถ่ายทอดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กาแฟ เพื่อเข้าศึกษาดูงานในส่วนต่างๆ ของศูนย์ อาทิ ศูนย์นิทรรศการการเรียนรู้ทั้ง 7 โซน (Interactive Exhibition) โรงคั่วกาแฟ (Roasting Plant) พร้อมรับฟังการบรรยายให้ความรู้ด้านเทคนิคทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติจริง เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้มาพัฒนาสู่การเป็นอาชีพที่ปรึกษาต่อไป ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริหารและทีมงานของ ปตท. ณ ศูนย์ธุรกิจคาเฟ่ อเมซอน อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

“SYS” สนับสนุนบ้านปลอดภัยสไตล์อัจฉริยะ “Smart and Safety Home” ในงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561

นายพงษ์ศักดิ์ แห่ล้อม (ขวา) ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด (SYS) ผู้ผลิตเหล็กเอชบีม ไวด์แฟลงก์ นำ SYS ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 โดยร่วมออกแบบบ้านปลอดภัยสไตล์อัจฉริยะ Smart and Safety Home และสนับสนุนเหล็กแปรรูปสำหรับใช้ในการก่อสร้างพร้อมค่าก่อสร้าง ซึ่งบ้านปลอดภัยสไตล์อัจฉริยะนี้สร้างด้วยระบบ Bolted Connection ที่ใช้เวลาในการขึ้นโครงสร้างรวดเร็วกว่าระบบอื่น จัดแสดงให้ผู้สนใจเข้าชมในงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 ณ อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ธเนศ วีระศิริ (ซ้าย) นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นตัวแทนรับมอบบ้านดังกล่าว

ทาทา สตีล รับ 2 รางวัล ด้านความยั่งยืน ปี 61

มร.ราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (คนขวา) รับรางวัลบริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (SET Sustainability Awards 2018) ประเภทบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืนดีเด่น (Outstanding Sustainability Awards) ในกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดตั้งแต่ 3,000 – 10,000 ล้านบาท จาก ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ (คนซ้าย) นอกจากนี้ ยังได้รับการประกาศให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน หรือ Thailand Sustainability Investment (THSI) โดยได้ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ทั้งนี้พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ถ้าพูดถึงแบรนด์ชาชั้นนำของโลก คงไม่มีใครไม่รู้จักชาสุดพรีเมี่ยมที่ส่งตรงมาจากประเทศอังกฤษ อย่างแบรนด์ ทไวนิงส์ (Twinings) ที่มีประวัติยาวนานและเป็นชาอังกฤษแท้ที่คงรสชาติเยี่ยมละเมียดละไมมากว่า 300 ปี กว่า 117 ประเทศทั่วโลก ล่าสุด มร. ดั๊กลาส สจ๊วต เอลเลียต กรรมการผู้จัดการภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด เตรียม Re-Opening “ทไวนิงส์ ที บูทีค - Twinings Tea Boutique” ที บูทีค สุดหรูของทไวนิงส์ แห่งเดียวในโลก! ขึ้นที่ประเทศไทย ให้ลูกค้าได้สัมผัสวัฒนธรรมการดื่มชาตามแบบฉบับของชาวอังกฤษสุดคลาสสิค ผ่านการคัดสรรใบชาคุณภาพเยี่ยมและใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การคัดเลือกใบชา ไปจนถึงความพิถีพิถันในการผสมผสานเป็นชาชนิดต่างๆ และปรุงด้วยความพิถีพิถันจากนักปรุงชาประจำร้าน (Twinings Tea Master) ใครสนใจลองไปสัมผัสประสบการณ์สุดคลาสสิคนี้กันได้ที่ “ทไวนิงส์ ที บูทีค - Twinings Tea Boutique” ชั้น 1 โซน Atrium ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ATP30 โชว์งบ 9 เดือนกำไรโต 94.39% ขยายบริการลูกค้าเก่า - ใหม่ เสริมทัพด้วยธุรกิจท่องเที่ยว บริหารต้นทุนดี รถหมดค่าเสื่อมเพิ่มรวม 25 คัน ดันอัตรากำไรขั้นต้น 25.95% Q4/61 จ่อเซ็นสัญญาลูกค้าใหม่ จำนวนรถ 20 คัน เริ่มบริการรับรู้รายได้ 1 ม.ค. 62 ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวแนวโน้มเติบโตดี เตรียมให้บริการ RP สิ้นปีนี้

นายปิยะ เตชากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) (ATP30) ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการรถรับส่งพนักงานจากแหล่งที่พักอาศัยในเขตชุมชน ไปยังโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการโดยเฉพาะรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) เปิดเผยถึงผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2561 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 313.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 253.07 ล้านบาท จำนวน 60.19 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 23.78% และมีกำไรสุทธิ 30.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 15.69 ล้านบาท จำนวน 14.81 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 94.39%

ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 มีรายได้รวม 110.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 89.84 ล้านบาท จำนวน 20.37 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22.67% และมีกำไรสุทธิ 10.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8.35 ล้านบาท จำนวน 2.35 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28.14%

ทั้งนี้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากขยายการให้บริการกลุ่มลูกค้าเดิมและลูกค้ารายใหม่ รวมถึงการขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนมีนาคม อีกทั้งบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนน้ำมันและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันจะมีค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบในช่วงระยะเวลาเดียวกัน อีกทั้งมีรถที่หมดค่าเสื่อมจำนวนรวมทั้งสิ้น 25 คัน ส่งผลให้บริษัทมีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นงวด 9 เดือนดีขึ้นอยู่ที่ 25.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 22.45%

สำหรับแนวโน้มธุรกิจของบริษัทในช่วงไตรมาส 4 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเซ็นสัญญากับลูกค้าใหม่เป็นบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดใหญ่ จำนวนรถกว่า 20 คัน คาดว่าจะเริ่มให้บริการและรับรู้รายได้ 1 ม.ค. 62 นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าใหม่อีกหลายราย ปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าที่ให้บริการ 35 ราย จำนวนรถรวม 270 คัน มูลค่าสัญญารวมประมาณ 1,964 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ถึงปี 2566

“การให้บริการรถในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ นักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงมียอดเดินทางเข้ามาเที่ยวที่ประเทศไทยมากเป็นอันดับ 1 ซึ่งถือเป็นโอกาสการให้บริการของบริษัท นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการกับบริษัท อาร์พี ทรานสปอร์ตเทชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) (RP) ด้วยรถบัส 32 ที่นั่ง รับส่งนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพ-เกาะพะงัน จำนวน 2 คัน คาดว่าจะเริ่มให้บริการในช่วงสิ้นปีนี้ คาดว่าในปี 62 การให้บริการในธุรกิจท่องเที่ยวจะเข้ามามีส่วนเสริมในการเติบโตของบริษัทได้อย่างมีศักยภาพ” นายปิยะ กล่าว

Page Visitor

019713383
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
14227
51261
219620
1113162
1643254
19713383
Your IP: 3.230.173.249
2021-04-22 06:49