BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

Appart_ เดินหน้าขยายกิจการทั่วโลก เปิดตัวสาขาสำนักงานแห่งใหม่ในสวีเดน ต่อจากกรุงเทพ, ฮ่องกง และบาร์เซโลน่า

Appart_ บริษัทที่ปรึกษาแนวหน้าด้านการออกแบบครบวงจร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และออกแบบผลิตภัณฑ์ได้เปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ล่าสุดในเมืองลูเลีย ประเทศสวีเดน ต่อจาก 3 สาขาแรกที่มีอยู่ในกรุงเทพ ฮ่องกง และบาร์เซโลน่าก่อตั้งในปี 2014 Appart_ เชี่ยวชาญการพัฒนากลยุทธ์แบบบูรณาการที่มีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง สำหรับธุรกิจหลากหลายประเภทเพื่อช่วยการเติบโต นวัติกรรมและสร้างความโดดเด่นในตลาดที่เหนือคู่แข่ง

Appart_ สาขากรุงเทพ สำนักงานตั้งอยู่ในเขตห้วยขวางมีทีมนักออกแบบและครีเอทีฟทั้งคนไทยและต่างชาติ ซึ่งสามารถให้บริการที่หลากหลายเพื่อสร้างวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหรือโซลูชั่น โดยให้บริการหลายประเภท เช่น ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบกราฟฟิค ออกแบบแพคเกจ และออกแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานในธุรกิจเราจึงรู้ถึงความสำคัญของกลยุทธ์ที่เข้าถึงประสบการณ์ มีผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลางเพื่อช่วยสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้ต้องหล่อหลอมมาจากความเข้าใจที่ลึกซึ้งในธุรกิจเท่านั้น มิเกล พาเดรส เจ้าของบริษัท Appart_ ให้สัมภาษณ์ว่า หนึ่งในสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้ Appart_ จากคู่แข่งก็คือ เครื่องมือหกขั้น (Six Levels Tool) ซึ่งเป็นระเบียบวิธีเฉพาะตัวของบริษัทใช้สร้างความเข้าใจในธุรกิจ และเป้าหมายเพื่อความสำเร็จในแต่ละโปรเจคของลูกค้า

โดยการใช้ Six Levels Tool เริ่มต้นในช่วงระยะที่เรียกว่า การค้นพบ (Discovery) เพื่อสร้างความเข้าใจธุรกิจ แบรนด์และตลาดนั้นๆโดยเจ้าหน้าที่ปรึกษาด้านการวางแผน (กลยุทธ์) จะให้นิยามกลยุทธ์แบรนด์ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเครื่องมืออีกห้าชั้นที่เหลือ เพื่อความมั่นคงของแบรนด์ดิ้ง อัตลักษณ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ดิจิทัล รวมถึงในช่วงการทำตลาดและออกสื่อต่างๆ

คุณพาเดรส กล่าวว่า กุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จของ Appart_ ในตลาดแห่งใหม่ก็คือความสามารถในการนำแนวทางและความสำเร็จในสิ่งที่ได้ทำในกรุงเทพกลับมาใช้ใหม่ “เรากำลังสร้างบริษัทที่ปรึกษาแห่งยุคซึ่งรวมผู้เชี่ยวชาญที่สุดทั้งไทยและต่างชาติจากหลากหลายสาขาการออกแบบ เพื่อสร้างครีเอทีฟโซลูชั่นในแบบตัวเองซึ่งช่วยพัฒนาประสบการณ์ผู้บริโภคของแบรนด์ลูกค้า โดยส่วนสำคัญของกระบวนการนี้ก็คือความร่วมมือประสานงาน การเติบโตขยายสำนักงานและการว่าจ้างครีเอทีฟมืออาชีพของ Appart_"

“แต่ละโปรเจคช่วยสร้างประสบการณ์และความแข็งแกร่งเพื่อให้เราสามารถจัดการงานต่อไปได้ โดยมีเป้าหมายชัดเจนเพื่อการพัฒนาเรียนรู้และท้าทายตัวเราเอง” คุณพาเดรส กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://thinkappart.com/

เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท แบ่งปันน้ำใจให้น้อง
มอบทุนช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในประเทศไทย รวมกว่า 120,000 บาท

เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท เอเชีย นำโดย นิรมล มกรพฤติพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรการและจัดซื้อจัดจ้าง ภูมิภาคเอเชีย มอบเงินทุนและอุปกรณ์สนับสนุนด้านการศึกษาและพัฒนาทักษะต่างๆ จำนวนรวมกว่า 120,000 บาท ให้แก่เยาวชนไทยผู้ด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร จ. ลพบุรี ณ โรงเรียนวัดดงสวอง โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล และมูลนิธิธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ

เงินบริจาคดังกล่าว มาจากทีมงานเบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท เอเชีย ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร และโรงแรมในเครือหลายแห่งในประเทศไทย นอกเหนือจากการสนับสนุนทางด้านการเงินแล้ว ทีมงานของเบสท์เวสเทิร์นยังได้ร่วมกันนำสิ่งของไปมอบให้กับเด็กๆ อาทิ อุปกรณ์กีฬา เครื่องเขียน ฯลฯ อีกทั้งจัดเลี้ยงอาหาร ของว่าง และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างกำลังใจและเติมเต็มรอยยิ้มให้กับน้องๆ ครอบครัว และผู้ฝึกสอน

กิจกรรมในครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของ “Best Western For A Better World®” ซึ่งเป็นโครงการเพื่อช่วยเหลือสังคมและชุมชนหลักของเบสท์เวสเทิร์นในแต่ละประเทศทั่วโลก โดยเบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท เอเชีย ได้จัดโครงการและกิจกรรมต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ของเด็กที่ด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

มร. โอลิเวียร์ แบร์ริแวง ผู้บริหารระดับสูง ฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชีย เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท กล่าวว่า “เบสท์เวสเทิร์น มีเป้าหมายการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้วยการจัดโครงการที่ช่วยพัฒนาสังคมและชุมชนในเมืองต่างๆ ที่เราเข้าไปเปิดโรงแรมและรีสอร์ท  ผมขอขอบคุณทีมงานของเบสท์เวสเทิร์น เอเชีย และพนักงานโรงแรมต่างๆ ในประเทศไทย ที่ได้ร่วมกันบริจาคเงินทุนและเป็นอาสาสมัคร ในการจัดซื้ออุปกรณ์และของใช้ที่จำเป็น อีกทั้งดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือเด็กๆ ในครั้งนี้”

เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท เซ็นสัญญากับ ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้
พัฒนารีสอร์ทริมทะเลภูเก็ต แบรนด์ บีดับบลิว พรีเมียร์ คอลเล็คชั่น

เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท นำโดย มร. ซีริล เซอร์วอนคา (คนที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ประจำภูมิภาคเอเชีย ประกาศเซ็นสัญญากับ ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE นำโดย นายเด่นดนัย หุตะจูฑะ (คนที่ 4 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อพัฒนารีสอร์ทริมทะเลในภูเก็ต “เดอะ ไตเติ้ล หาดราไวย์ เฟส 5 (The Title V Rawai Phuket)” ภายใต้แบรนด์ “บีดับบลิว พรีเมียร์ คอลเล็คชั่น บาย เบสท์เวสเทิร์น (BW Premier Collection® by Best Western)” โดยจะเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2563

เดอะ ไตเติ้ล หาดราไวย์ เฟส 5 บีดับบลิว พรีเมียร์ คอลเล็คชั่น บาย เบสท์เวสเทิร์น ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตเพียง 40 กม. และอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างๆ อาทิ หาดในหาน แหลมพรหมเทพ เกาะโหลน เกาะเฮ และเกาะราชา รีสอร์ทแบ่งออกเป็นอาคาร 5 ชั้น 2 อาคาร ประกอบด้วยห้องพัก 122 ห้อง ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นเงียบสงบและทัศนียภาพของท้องทะเลที่สวยงาม ผู้เข้าพักสามารถใช้เวลาพักผ่อนในรีสอร์ทได้อย่างเต็มที่ โดยใช้บริการห้องอาหารภายในรีสอร์ท เสิร์ฟอาหารไทยและนานาชาติ  สระว่ายน้ำ บาร์ริมสระ ฟิตเนส และพื้นที่ผ่อนคลายสำหรับคุณหนูๆ

มร. รอน โพล ประธานกรรมการอาวุโส และประธานฝ่ายปฏิบัติการ เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการเซ็นสัญญา เพื่อพัฒนา เดอะ ไตเติ้ล หาดราไวย์ เฟส 5 บีดับบลิว พรีเมียร์ คอลเล็คชั่น บาย เบสท์เวสเทิร์น ซึ่งจะเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2563 โดยรีสอร์ทแห่งนี้จะมอบประสบการณ์การพักผ่อนด้วยมาตรฐานระดับสูง การบริการอย่างมืออาชีพของทีมงานเบสท์เวสเทิร์น และประสบการณ์อันน่าประทับใจ ให้กับผู้ที่เดินทางมายังหาดแห่งนี้ ”

มร. โอลิเวียร์ แบร์ริแวง ผู้บริหารระดับสูง ฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชีย เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท กล่าวว่า “การเซ็นสัญญาพัฒนารีสอร์ทแห่งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในแผนการขยายธุรกิจในประเทศไทยของเบสท์เวสเทิร์น โดยเป็นรีสอร์ทภายใต้แบรนด์บีดับบลิว พรีเมียร์ คอลเล็คชั่น บาย เบสท์เวสเทิร์น แห่งแรกในภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญของเอเชียและมีการเติบโตด้านการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง เบสท์เวสเทิร์น มีกลยุทธ์การพัฒนาที่พักที่มอบความสะดวกสบายและการบริการโดยมีมาตรฐานระดับโลก เพื่อรองรับนักเดินทางหลากหลายรูปแบบ ปัจจุบันได้เปิดให้บริการโรงแรมและรีสอร์ททั้งในระดับมิดสเกลและอัพสเกล ซึ่ง เดอะ ไตเติ้ล หาดราไวย์ เฟส 5 บีดับบลิว พรีเมียร์ คอลเล็คชั่น บาย เบสท์เวสเทิร์น จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับนักเดินทางที่ต้องการมาสัมผัสมนต์เสน่ห์ของทะเลภูเก็ต นอกจากนี้ เรายังรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และรอที่จะได้ให้บริการกับแขกผู้เข้าพักที่รีสอร์ทแห่งนี้”

เบสท์เวสเทิร์น มีกลยุทธ์ที่จะขยายธุรกิจในเมืองสำคัญต่างๆ ในประเทศไทย โดยปัจจุบันมีโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้วรวมทั้งสิ้น 9 แห่ง แบ่งเป็น 3 แห่งในภูเก็ต ได้แก่ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น ป่าตอง บีช (Best Western Patong Beach) โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น ภูเก็ต โอเชียน รีสอร์ท (Best Western Phuket Ocean Resort) และ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพรีเมียร์ บางเทา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา (Best Western Premier Bangtao Beach Resort & Spa) อีกทั้งโรงแรมที่เตรียมเปิดให้บริการจำนวนอย่างน้อย 15 แห่ง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

บีดับบลิว พรีเมียร์ คอลเล็คชั่น บาย เบสท์เวสเทิร์น เป็นแบรนด์โรงแรมแบบซอพต์แบรนด์ ระดับอัพสเกล ที่มีความโดดเด่น ผสมผสานการบริการที่มีมาตรฐานระดับโลกกับการมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่นได้อย่างลงตัว โดยมีที่ตั้งอยู่ในเมืองสำคัญทางด้านธุรกิจและท่องเที่ยวครอบคลุมทั่วโลก

น้ำเฉาก๊วยกระป๋อง ตราชบา

บริษัท ชบาบางกอก จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้พร้อมดื่ม ตราชบา (CHABAA) น้ำผลไม้แท้ 100% เปิดใจให้ลิ้นลอง กับประโยชน์ของน้ำผลไม้หลากหลายรสชาติไม่ซ้ำใคร ขอแนะนำน้ำเฉาก๊วย ตราชบา ที่ให้ความอร่อยของเนื้อเฉาก๊วยแท้ๆ เต็มคำ หวานกลมกล่อม ช่วยดับกระหายคลายร้อน พร้อมเพิ่มความสดชื่นในรูปแบบของกระป๋อง ขนาด 230 มิลลิลิตร สามารถดื่มได้ทุกเพศทุกวัย สามารถหาซื้อได้ที่ร้านแฟมิลี่มาร์ท (Family Mart) ทั่วประเทศ และร้านค้าชั้นนำ หรือช้อปออนไลน์ได้ที่ lazada, shopee, honestbee และ Line@ : @chabaajuice

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02 323 1891 หรือ https://www.facebook.com/Chabaaofficia­l , line : @chabaajuice , IG : chabaajuice

ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ วรุณยุพา สุวรรณกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย จัดงานแถลงข่าว โครงการ “พี่ช้าง CHARITY MINI MARATHON 2018” ชวนคนรักสุขภาพร่วมกิจกรรมดีๆตอบแทนสังคม  โดยมี สุรัตน์ ศรีสมบุญกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมงาน ณ อาคารไทยประกันภัย ชั้น 4

ชินวะ เรียลเอสเตส ติดอาวุธให้คอนโดปล่อยเช่าด้วย ทริเปิลเอส โปรแกรม
ประสานลูกค้าญี่ปุ่นช่วยเอเย่นต์ เอาใจนักลงทุน

ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) ผู้บริหารงานคอนโดมิเนียมจิตวิญญาณญี่ปุ่นแท้ๆ เดินหน้าอีก  สเต็ปเตรียมพร้อมสร้างความพึงพอใจลูกค้า ติดอาวุธให้คอนโดปล่อยเช่าด้วย ทริเปิลเอส โปรแกรม (SSS) บริหารงานหลังงานขายเพื่อประสานผู้เช่าญี่ปุ่นตัดตอนช่วยเอเย่นต์และนักลงทุน เผยเป็นกลยุทธ์จากญี่ปุ่น-ประเทศแม่ที่มีประสบการณ์บริหารงานห้องชุด และเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ในมือกว่า 5,000 ห้อง เตรียมพร้อมรองรับโครงการรูเนะสุ ทองหล่อ 5 ที่จะแล้วเสร็จพร้อมโอนไตรมาส 3 ปีหน้า และโครงการต่อๆไป

มร.โทโมยาสุ ยามาเบะ กรรมการผู้จัดการ และ นายวิชัย จุฬาโอฬารกุล กรรมการบริหาร บริษัท ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) จำกัด “ผู้บริหารงานคอนโดมิเนียมจิตวิญญาณญี่ปุ่นแท้ๆ” เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้จัดตั้งส่วนงานทริเปิลเอส (SSS หรือ Triple S) ซึ่งเป็นโปรแกรมฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ระบบบริหารงานหลังการขาย กลยุทธ์ที่เตรียมพร้อมที่จะเข้ามาช่วยประสานงานบริการกับผู้เช่า ทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายใหญ่ของผู้เช่าเป็นชาวญี่ปุ่น ในขณะเดียวกันก็เป็นการแบ่งเบาภาระการทำงานให้เอเย่นต์รวมนักลงทุนเจ้าของห้องชุด โดยเอเย่นต์ที่หาห้องพักให้ผู้เช่าชาวญี่ปุ่นในไทย ปัจจุบันมีประมาณ 40 ราย ทั้งนี้เป็นบริการสำหรับโครงการของชินวะ กรุ๊ปเท่านั้น โดยโครงการแรก คือ โครงการ รูเนะสุ ทองหล่อ 5 กำหนดแล้วเสร็จพร้อมโอนให้ลูกค้าเข้าอยู่ประมาณไตรมาส 3 ปี 62

“ทริเปิลเอส เป็นกลยุทธ์จากชินวะญี่ปุ่น-ประเทศแม่ ซึ่งประสบความสำเร็จจากผลงานอ้างอิง โดยปัจจุบันมีการบริหารงานห้องชุด และเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ในมือกว่า 5,000 ห้องที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นส่วนงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เช่า ในขณะที่ช่วยแบ่งเบาภาระของเอเย่นต์และนักลงทุน โดยตัดขั้นตอนการทำงานของเอเย่นต์ไปเลย เพราะปัจจุบันไม่ว่าลูกค้าผู้เช่าจะมีปัญหาอะไร เล็กใหญ่ขนาดไหนจะติดต่อไปที่เอเย่นต์ทุกครั้ง ทำให้เอเย่นต์ยังต้องมีภาระบริการผู้เช่าตลอดอายุสัญญาเช่า แต่ส่วนงานทริเปิลเอสของชินวะฯ ผู้เช่าสามารถติดต่อโดยตรงกับเราได้ตลอดเวลา เพราะมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่น และภาษาสากลได้ รวมถึงมีซัพพรายเออร์และช่างงานระบบต่างๆในมือ ทำให้สามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้เช่าได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะมีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือเรื่องใด เช่น น้ำ ไฟ อินเตอร์เน็ต แอร์ หรืออื่นๆ เพราะเรามีซัพพรายเออร์ทุกส่วนงานในมือ เป็นการให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมเต็มที่เพราะที่ผ่านมาชินวะฯได้มีการทดลองระบบ ด้วยการซื้อห้องชุดในไทยจำนวนหนึ่งเพื่อบริหารงานมาประมาณ 2 ปี ซึ่งจะเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าขั้นสุด ตามเจตนารมณ์ที่ชินวะฯยึดหลักเป็นบริษัทผู้บริหารงานคอนโดมิเนียมจิตวิญญาณญี่ปุ่นแท้ๆ” นายวิชัย กล่าว

ชินวะ กรุ๊ป บริษัทแม่ของชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) สำนักงานใหญ่ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น มีรากฐานเติบโตมาจากงานคอนสตรัคชั่น มีประวัติศาสตร์การดำเนินงานมาถึง 128 ปีแล้ว กลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจในเครือแตกไลน์หลายแขนง ได้เริ่มเข้ามาจอยท์ เวนเจอร์กับกลุ่มทุนไทยตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันดำเนินงานคอนโดมิเนียม 2 โครงการ ได้แก่ โครงการรูเนะสุ ทองหล่อ 5 คอนโดมิเนียมโลวไรส์ 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 156 ยูนิต มีการติดตั้งระบบรูเนะสุ 2 ชั้น มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท ขณะนี้มีความคืบหน้างานก่อสร้างประมาณ 30 % คาดว่าจะแล้วเสร็จราวไตรมาส 3 ปี 62, โครงการเร็น สุขุมวิท 39 (ซอยพร้อมมิตร) เป็นอาคารสูง 7 ชั้น 2 อาคาร จำนวนรวม 298 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาท ติดตั้งระบบ รูเนะสุทุกยูนิต ทั้งนี้ระบบรุเนะสุ เป็นการกลับคานเป็นพื้น-กลับพื้นเป็นคาน เพื่อใช้พื้นที่ความต่างด้านล่างที่มีความสูง 60 เซนติเมตร เพื่อใช้ประโยชน์ในการเก็บของ ปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่น การบริหารจัดการ Death Space และสามารถทำให้ผู้อยู่อาศัยมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นถึง 25-40 %

Gossip

เป็นอีกหนึ่งนักแสดงวัยรุ่นเลือดใหม่ที่ความสามารถล้นเหลือ จนเป็นที่ยอมรับทั้งแฟนๆ ในประเทศไทย แถมยังโกอินเตอร์ไปโด่งดังถึงประเทศจีนอีกด้วยสำหรับน้อง ออกแบบ - ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง" ที่ล่าสุดความเก่งของน้องไปสะดุดตา คุณจันทรา  พงศ์ศรี บอสใหญ่แห่งบริษัท ฟู้ดสตาร์ จำกัด จนได้เป็นพรีเซนเตอร์ให้ผลิตภัณฑ์ ดีโด้ มิกกุ ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่กำลังขายดิบขายดีฮิตติดตลาดอยู่ในขณะนี้ และในโอกาสอันน่ายินดีที่พรีเซนเตอร์คนเก่งเป็นบัณฑิตป้ายแดงรั้วจามจุรี จบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ สาขานิทรรศการศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางดีโด้ มิกกุ จึงไม่ลืมที่จะส่งกระเช้าผลิตภัณฑ์ ดีโด้ มิกกุ ไปร่วมแสดงความยินดี เห็นงานชุกงานหนัก บินไปบินมาทำงานข้ามประเทศแบบนี้ น้องออกแบบเรียนจบ 4 ปีตามเกณฑ์ซะด้วย สวย เก่ง ครบเครื่องจริงๆ สาวน้อยคนนี้

เดลล์ อีเอ็มซีชี้องค์กรธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นคือผู้นำระดับโลก
ด้านปฏิรูปไอที (IT Transformation) แต่ยังมีงานที่ต้องทำต่ออีกมาก

ผลการศึกษาเผย ยุคการแข่งขันของการปฏิรูปไอที มีองค์กรเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ในเอเชียแปซิฟิก ที่มาถึงจุด “ปฏิรูปสำเร็จ”

สรุปประเด็นข่าว

  • เดลล์ อีเอ็มซี เผยผลสำรวจที่ได้จากการศึกษาการเติบโตของการปฏิรูปไอที (IT Transformation) ในบรรดากลุ่มผู้นำธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น
  • ไม่ถึง 1 ใน 10 ขององค์กรธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ที่ปฏิรูปสำเร็จ
  • องค์กรที่ปฏิรูป มีแนวโน้มที่จะทำรายได้ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ ถึง 5 เท่า
  • องค์กรที่ปฏิรูป มีแนวโน้มที่จะส่งผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นถึง 5 เท่า

เดลล์ อีเอ็มซี เผยผลการศึกษา ที่จัดทำขึ้นโดย ESG (Enterprise Strategy Group) ในแง่ประโยชน์ของการปฏิรูปไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น รวมถึงการเติบโตด้านไอทีในภูมิภาคดังกล่าวเมื่อเทียบกับที่อื่นในโลก

การศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น มีความเข้าใจว่าเทคโนโลยีใหม่และกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่เป็นสิ่งจำเป็น ที่ช่วยให้ยืนหยัดและแข่งขันได้ในสภาพเศรษฐกิจดิจิทัล ณ ปัจจุบัน ในขณะที่ภาพรวมของธุรกิจทั่วโลกยังอยู่ในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ และองค์กรเช่นสตาร์ทอัพ กำลังนำเทคโนโลยีมาใช้ในแนวทางใหม่ที่เป็นนวัตกรรม โดยองค์กรเหล่านี้ กำลังปฏิรูปไอทีเพื่อช่วยให้นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น และยืดหยัดอยู่ท่ามกลางการแข่งขันได้ อีกทั้งยังช่วยผลักดันไปสู่การปฏิรูปทางดิจิทัล

การศึกษาของ ESG เกี่ยวกับการเติบโตของการปฏิรูปไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2018 (2018 IT Transformation Maturity Study in APJ) ซึ่งสนับสนุนการจัดทำโดยเดลล์ อีเอ็มซี และอินเทล คอร์ปอเรชัน มีผู้เข้าร่วมการสำรวจ 1,374 รายจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และฮ่องกง โดยมีการแบ่งกลุ่มองค์กรต่างๆ ออกเป็น 4 ประเภท ตามความคืบหน้าในการปฏิรูป ได้แก่องค์กรดั้งเดิม (Legacy) องค์กรที่เพิ่งเริ่ม (Emerging) องค์กรที่มีพัฒนาการที่ดี (Evolving) และองค์กรที่ปฏิรูปแล้ว (Transformed) โดย องค์กรที่ปฏิรูปแล้ว (Transformed) ยังรวมถึงองค์กรที่ปฏิรูปไอทีมาไกลมากจากจุดเริ่มต้น และองค์กรดั้งเดิม (Legacy) รวมถึงองค์กรที่ยังไปไม่ถึงไหนในหลายๆ ปัจจัย

จากการศึกษาพบว่า

  • บรรดาบริษัทในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปฏิรูปสำเร็จ อยู่ที่ 8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับที่อื่นของโลกซึ่งอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์
  • 90 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทต่างๆ ล้วนตกอยู่ในภาวะกดดันที่ต้องส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการได้เร็วขึ้น ซึ่งต้องอาศัยแนวทางด้านไอทีที่ให้ความคล่องตัวได้มากยิ่งขึ้น
  • 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบสำรวจ กล่าวว่าองค์กรตนกำลังดำเนินการตามความริเริ่มในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงแรกของการดำเนินการ อยู่ระหว่างกระบวนการ หรือมีความก้าวหน้าในการดำเนินการก็ตาม
  • 75 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่ปฏิรูปแล้ว มองว่าปกติแล้วองค์กรตนนำหน้าในการแข่งขันในตลาดได้อย่างเท่าทันต่อเวลา

“เราเห็นถึงการมุ่งเน้นอย่างจริงจังในเรื่องความคล่องตัว และความเร็วในการทำธุรกิจรวมถึงนวัตกรรมขององค์กรในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น” อมิต มิธา ประธานฝ่ายคอมเมอร์เชียล ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เดลล์ อีเอ็มซี กล่าว “ในขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วง “เพิ่งเริ่ม” และ “กำลังพัฒนา” ในแง่ของการเติบโตด้านไอที ซึ่งดูเป็นการเริ่มต้นที่มีแนวโน้มไปในทางที่ดี และเราก็เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาคพื้นดังกล่าวในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการปฏิรูป รวมถึงการครองส่วนแบ่งตลาดและรักษาการเติบโตในอนาคต ความมุ่งมั่นดังกล่าวยังคงขับเคลื่อนภูมิภาคให้ยืนหยัดอยู่แถวหน้าในการปฏิรูปทางดิจิทัลทั่วโลกได้ต่อไป”

เดวิด เว็บสเตอร์ ประธาน ฝ่ายธุรกิจเอ็นเตอร์ไพร์ซประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น เดลล์ อีเอ็มซี กล่าวเสริม “ความสำคัญของการปฏิรูปไอทีและดิจิทัล ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นหัวข้อสำคัญในการประชุมผู้บริหาร ในขณะที่ฝ่ายไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ยังคงเดินหน้าต่อเพื่อกำหนดบทบาทตนเอง ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางธุรกิจเมื่อเทียบกับองค์กรที่ทัดเทียมทั่วโลก เพราะภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมีนัย  การลงทุนในเทคโนโลยีหลักในภูมิภาคดังกล่าวนับว่าสูงกว่าที่อื่นทั่วโลก ซึ่งสร้างความเป็นไปได้มหาศาลในการปฏิรูป และประสบความสำเร็จในการทำให้เทคโนโลยี กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางธุรกิจ”

การศึกษาการเติบโตของการปฏิรูปไอทีของ ESG ประจำปี 2018

การศึกษาการเติบโตของการปฏิรูปไอทีจากการวิจัยในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ตาม ข่าวประชาสัมพันธ์ ของ ESG’s 2018 IT Transformation Maturity Study ที่ออกมาก่อนหน้าในปีนี้ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับสภาวการณ์ด้านการปฏิรูปไอทีทั่วโลก ซึ่งประโยชน์ที่ธุรกิจได้รับถือเป็นการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของบริษัท รวมถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีที่มีต่อการปฏิรูปไอที  นอกจากนี้ การศึกษาที่สนับสนุนการจัดทำโดยเดลล์ อีเอ็มซี และอินเทล คอร์ปอเรชัน ยังพิสูจน์ได้ว่าการปฏิรูปไอทีส่งผลให้ได้รับประโยชน์ปลายทางคือการผลักดันไปสู่การสร้างนวัตกรรม สร้างความแตกต่างทางธุรกิจ และสร้างการเติบโต

การเติบโตของไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

ผลการรายงานในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก แสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันต่อเนื่องอย่างจริงจังของการปฏิรูปไอทีที่กำลังโลดแล่นในภูมิภาคดังกล่าว ความสำคัญที่ว่ามาจากการที่ผู้ตอบสำรวจมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการปฏิรูปไอทีและการปฏิรูปดิจิทัล รวมถึงความกดดันในเรื่องของเวลาในการนำสินค้าลงสู่ตลาด และความต้องการในการลดต้นทุนให้ได้มาก สิ่งที่คล้ายกับผลการรายงานทั่วโลกก็คือ องค์กรในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกที่ปฏิรูประบบไอทีของตนก็จะดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง มากกว่าองค์กรที่มีคะแนนการเติบโตน้อยกว่า โดยในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

  • องค์กรที่ปฏิรูป มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น และเร็วขึ้นถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับการแข่งขัน
  • องค์กรที่ปฏิรูป มีแนวโน้มที่จะนำแอปพลิเคชันทั้งหมดมาปรับใช้งานได้สำเร็จเร็วกว่าเวลาที่กำหนด
  • องค์กรที่ปฏิรูป ใช้เวลาน้อยลงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ ในการสนับสนุนการทำงานของแอปพลิเคชันสำคัญทางธุรกิจ

การเติบโตของไอที ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุน เมื่อเทียบกับทั่วโลก

เพื่อให้แข่งขันได้ในการแข่งด้านนวัตกรรม องค์กรในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ยังคงสร้างระบบโครงสร้างไอทีแบบองค์รวมอย่างต่อเนื่อง และนำหน้าภูมิภาคอื่นของโลกในแง่ของการนำเทคโนโลยีบางประเภทมาใช้งาน อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าผู้นำธุรกิจในภูมิภาคนี้ยังคงตามหลังผู้ที่ทัดเทียมกันในระดับโลก ในเรื่องความเข้าใจว่าจะนำไอทีมาปรับให้เข้ากับการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจส่วนไหนได้บ้าง และจะแปลงการปฏิรูปไอทีไปสู่ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันสำคัญสำหรับองค์กรธุรกิจในภาพรวมได้อย่างไร  โดยในเอเชียแปซิฟิก

  • องค์กรที่ปฏิรูปแล้ว จะนำหน้าองค์กรอื่นในโลก ในแง่ของการขยายขีดความสามารถในการใช้สตอเรจ - 70 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 65 เปอร์เซ็นต์
  • องค์กรที่ปฏิรูปแล้ว จะนำหน้าองค์กรอื่นในโลก ในแง่ของการนำแฟลชมาใช้งาน - 76 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 72 เปอร์เซ็นต์
  • 24 เปอร์เซ็นต์ ขององค์กรที่ปฏิรูปแล้ว ในเอเชียแปซิฟิก มองไอทีว่าเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน เมื่อเทียบกับอีก 37 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่เหลือของโลก
  • มีความเป็นไปได้ที่ผู้นำไอทีจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ ในบริษัทที่ปฏิรูปแล้วซึ่งมีฐานอยู่ในเอเชียแปซิฟิก ในอัตรา 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 67 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่เหลือของโลก

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

เดลล์ เทคโนโลยีส์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะที่มอบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และสำคัญในการสร้างอนาคตดิจิทัลให้แก่องค์กรธุรกิจ ทั้งปฏิรูปไอที และให้การปกป้องข้อมูลที่ถือเป็นสินทรัพย์สำคัญ เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าทุกขนาดองค์กรใน 180 ประเทศ - เริ่มตั้งแต่ 99 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่จัดอันดับใน Fortune 500 ไปจนถึงลูกค้ารายย่อย – ด้วยสายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดตั้งแต่เทคโนโลยีปลายทาง (Edge) สู่ส่วนกลางที่สำคัญ (Core) ตลอดจนถึงคลาวด์ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกอบด้วยแบรนด์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ เดลล์ เดลล์ อีเอ็มซี พิโวทอล อาร์เอสเอ ซิเคียวเวิร์คส์ เวอร์ทุสสตรีม และวีเอ็มแวร์

เอมิเรตส์ ชวนคุณเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวสุดหรู ด้วยตั๋วโดยสารชั้นธุรกิจราคาสุดพิเศษ
ให้ผู้โดยสารนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว ได้สัมผัสบริการระดับพรีเมียมตลอดการเดินทาง

สายการบินเอมิเรตส์ชวนคุณเดินทางทั่วโลกอย่างมีสไตล์ กับบัตรโดยสารราคาสุดพิเศษสำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจในเดือนตุลาคมนี้  โดยไม่ว่าคุณจะเดินทางเพื่อธุรกิจหรือการพักผ่อน ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมตลอดทั้งการเดินทางด้วยบัตรโดยสาร ในราคาเริ่มต้นเพียง 15,495 บาท

เอมิเรตส์ พร้อมให้คุณก้าวสู่โลกใบนี้ได้ง่ายดายดั่งฝันทันทีที่จองบัตรโดยสารราคาพิเศษตั้งแต่วันที่ 10 ถึง 31 ตุลาคมนี้ พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางในชั้นธุรกิจที่เหนือกว่าของเอมิเรตส์ สู่จุดหมายปลายทางต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ ลอนดอน ดูไบ ฮ่องกง ซิดนีย์ นิวยอร์ก อัมสเตอร์ดัม และแมนเชสเตอร์ ซึ่งผู้โดยสารจะสามารถออกเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2562 จึงช่วยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกวันเดินทางตามที่ต้องการ และเหมาะกับช่วงเวลาและเทศกาลที่น่าตื่นตาตื่นใจของแต่ละจุดหมายปลายทางได้อย่างเต็มที่

ผู้โดยสารจากประเทศไทย สามารถบินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่จุดหมายปลายทางต่างๆ ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ด้วยเครื่องบินแอร์บัส A380 และเครื่องบินโบอิ้ง 777 โดยสายการบินเอมิเรตส์เปิดให้บริการ 6 เที่ยวบินต่อวัน จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ 2 เที่ยวบินต่อวันจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตสู่ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ด้วยตารางการบินหลากหลายเวลา ที่มีให้เลือกตลอดทั้งวันเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้โดยสาร ปัจจุบันสายการบินเอมิเรตส์เชื่อมต่อจากฮับการบินดูไบสู่เครือข่ายทั่วโลกที่ครอบคลุมมากกว่า 162 จุดหมายปลายทางในกว่า 86 ประเทศ ซึ่งรวมถึง ตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล ออสตราเลเซีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกา และเอเชียใต้

ให้บริการที่เหนือกว่า ตั้งแต่ก่อนเที่ยวบินของคุณ

เริ่มต้นประสบการณ์การเดินทางที่หนือกว่าด้วยบริการรถรับ-ส่งจากบ้านสู่สนามบิน พร้อมพนักงานขับรถส่วนตัวสำหรับการเดินทางสุดราบรื่น โดยทันทีที่เดินทางถึงสนามบิน ผู้โดยสารชั้นธุรกิจจะสามารถผ่อนคลาย ณ ห้องรับรองสายการบินเอมิเรตส์แสนสะดวก ที่ครอบคลุมกว่า 41 ที่ทั่วโลก รวมถึงห้องรับรองผู้โดยสารอีกกว่า 7 แห่งภายในสนามบินนานาชาติดูไบ สำหรับห้องรับรองผู้โดยสารของเอมิเรตส์  ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ยังพิเศษขึ้นด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายจากวิวสวนสวยบริเวณปีกอาคารด้านตะวันตกของสนามบิน อีกทั้งผู้โดยสารยังสามารถทำงานได้อย่างสะดวกสบายผ่านอุปกรณ์และบริการต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ระบบจอสัมผัสที่ทันสมัย และบริการเชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรี เป็นต้น

นอกจากนี้ผู้โดยสารยังสามารถเข้าถึงบริการที่การันตีด้วยรางวัลรับรองคุณภาพมากมายของสายการบินเอมิเรตส์ อาทิ เก้าอี้อาร์มแชร์หนังที่แสนสบาย โทรทัศน์จอแอลอีดี พื้นที่สำหรับรับประทานอาหารที่มาพร้อมกับตัวเลือกที่นั่งแบบบาร์ รวมถึงบุฟเฟ่ต์อาหารไทยและนานาชาติอันหลากหลายที่มีบริการเครื่องดื่มที่นานาชนิด พร้อมด้วยแชมเปญและไวน์คุณภาพระดับพรีเมียม ทั้งนี้ห้องรับรองผู้โดยสารเอมิเรตส์ยังคงมีบริการห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ และห้องสวดมนต์ พร้อมให้ผู้โดยสารได้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์สุดหรูตลอดการเดินทางอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่บริการภาคพื้นดินจนถึงบริการน่าประทับใจบนเครื่อง

บริการและผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมในเที่ยวบิน

ในระหว่างการเดินทาง ผู้โดยสารสายการบินเอมิเตส์ชั้นธุรกิจ จะได้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์อันยอดเยี่ยมบนเครื่องบิน ด้วยอาหารนานาชาติและบริการเครื่องดื่มที่หลากหลาย ไวน์คุณภาพระดับพรีเมียม และผลิตภัณฑ์ชุดสิ่งอำนวยความสะดวกของแบรนด์บุลการี (Bvlgari) จากอิตาลี ที่ผลิตให้กับสายการบินเอมิเรตส์โดยเฉพาะ

ผู้โดยสารสามารถลิ้มลองกับอาหารรสเลิศที่จัดเตรียมโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ลูกเรือนานาชาติของเอมิเรตส์จากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ต่างพร้อมให้การต้อนรับและดูแลผู้โดยสารเป็นอย่างดีในทุกเที่ยวบิน และยังได้ลิ้มรสอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนานาภูมิภาค ที่จัดเตรียมโดยเชฟฝีมือดีของเอมิเรตส์ ที่พร้อมเสิร์ฟบนชุดจานสุดหรูจาก รอยัล ดาลตัน (Royal Doulton) ผ้าเช็ดปากและผ้าปูโต๊ะลินิน รวมถึง ชุดช้อน ส้อม มีด จาก รอเบิร์ต เวลช์ (Robert Welch) อีกด้วย 

ล่าสุดนี้ เอมิเรตส์ได้ร่วมมือกับแบรนด์บุลการี (Bvlgari) เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ชุดสิ่งอำนวยความสะดวกชุดใหม่ สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ อย่างน้ำหอมที่ให้กลิ่นหอมสดชื่นของใบชาเขียว (Bulgari - Eau Parfumée Au Thé Vert) และสกินแคร์ที่จำเป็นต่างๆ สำหรับผิว ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายตลอดการเดินทาง โดยชุดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับชั้นธุรกิจมีให้เลือกสรรถึง 8 แบบ และมอบให้แก่ผู้โดยสารที่เดินทางในเที่ยวบินระยะไกลแบบข้ามคืนเท่านั้น

สายการบินเอมิเรตส์ยังได้อัพเดทเมนูเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนเที่ยวบิน ด้วยตัวเลือกเพิ่มขึ้นกว่า 30 ชนิด ที่พร้อม เสิร์ฟกับไวน์และแชมเปญอีก 80 ชนิดในทุกเที่ยวบินเอมิเรตส์อยู่เป็นประจำ โดยเมนูเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ๆ ต่างมีทั้งแบรนด์หายากและแบรนด์ที่ทำเองด้วยมือ (hand-crafted) รวมถึงแบรนด์ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างเช่น เฮนเนสซี่ (Hennessy) เป็นต้น

ผู้โดยสารชั้นธุรกิจบนเครื่องบินแอร์บัส A380 สามารถสังสรรค์และเพลิดเพลินกับค็อกเทลและและขนมขบเคี้ยวนานาชนิดได้ที่บริการห้องรับรองบนเครื่องบิน ทั้งนี้ลูกค้ายังสามารถลิ้มรสเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พรีเมี่ยมหลากหลายชนิด อาทิ ซิงเกิ้ลมอลต์วิสกี้ Glenfiddich Solera Reserve อายุ 15 ปี Bourbon Woodford Reserve ของ Distiller's Select รวมถึงคราฟท์จิน Gips Sipsmith และอื่นๆ อีกมากมาย

ร่วมสร้างความทรงจำอันประทับใจกับทุกการเดินทางด้วยสายการบินเอมิเรตส์ กับระบบความบันเทิงบนเที่ยวบิน ice ที่ได้รับรางวัลการันตีระดับโลก ซึ่งได้รวบรวมภาพยนตร์ เกมส์ เพลง และความบันเทิงต่างๆ จากทั่วโลก กว่า 3,500 ช่อง ให้ผู้โดยสารได้เพลิดเพลินตลอดทั้งการเดินทาง รวมถึงบริการ Wi-Fi บนเครื่อง เพื่อให้ติดต่อครอบครัวและเพื่อนฝูงได้อย่างสะดวกอีกด้วย

เพื่อความสบายที่เหนือกว่า เครื่องบินแอร์บัส A380 ของสายการบินเอมิเรตส์ ในชั้นธุรกิจสามารถปรับที่นั่งให้กลายเป็นเตียงนอนราบขนาด 79 นิ้ว โดยแต่ละที่นั่งจะมาพร้อมกับหน้าจอสำหรับความบันเทิงส่วนบุคคลแบบ HD LCD ขนาด 32 นิ้ว รวมถึงบริการห้องรับรองบนเครื่องบิน พร้อมทั้งเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวนานาชนิด ให้ผู้โดยสารชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่งได้เพลิดเพลินและพบปะสังสรรค์ระหว่างเที่ยวบินอีกด้วย

สำหรับราคาเริ่มต้นของบัตรโดยสารสู่เส้นทางต่างๆ รายละเอียดดังตารางด้านล่างนี้

จุดหมายปลายทาง

ราคาบัตรโดยสารชั้นธุรกิจ

เริ่มต้นที่

ลอนดอน

109,906 บาท

ดูไบ

60,515 บาท

ฮ่องกง

15,495 บาท

ปารีส

122,670 บาท

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสำรองที่นั่งสามารถเข้าชมได้ที่ www.emirates.com/th หรือจองผ่านตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน ซึ่งราคาบัตรโดยสารดังกล่าวได้รวมค่าภาษีสนามบินและค่าธรรมเนียมแล้ว
ทั้งนี้อัตราค่าโดยสารอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราในแต่ละวัน โดยเงื่อนไขและข้อกำหนดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

หัวเว่ย ก้าวสู่ลำดับที่ 68 แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกในปี 2018 โดยอินเตอร์แบรนด์

เซิ่นเจิ้น/ประเทศจีน - หัวเว่ยได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในโลกลำดับที่ 68 ในรายงานวิจัย Best Global Brands 2018 ฉบับล่าสุด โดยอินเตอร์แบรนด์ บริษัทที่ปรึกษาด้านแบรนด์ชั้นนำ โดยขยับขึ้นสองลำดับจากปีก่อน ด้วยมูลค่าแบรนด์ที่สูงขึ้น 14% คิดเป็น 7.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ 

หัวเว่ย เป็นผู้จัดหาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และสมาร์ทดีไวซ์ชั้นนำระดับโลก และมีปณิธานที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปสู่ทุกคน ทุกบ้าน และทุกองค์กร เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ มร. จาง หงสี่ ประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดองค์กร ของหัวเว่ย กล่าวว่า “วัฏจักรอุตสาหกรรมในอนาคต เทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ AI, 5G, IoT และการประมวลผลแบบคลาวด์ จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีก หัวเว่ยจะส่งมอบคุณค่าที่มากขึ้น และสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิมให้แก่ลูกค้า ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีทั้ง AI, สมาร์ทดีไวซ์, เครือข่าย และระบบคลาวด์เข้าด้วยกัน” บริษัทจะสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า โดยอาศัยความร่วมมือแบบเปิดกว้างกับคู่ค้าในอุตสาหกรรม การทำงานเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้คน สร้างความสุนทรีย์ในบ้าน และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในองค์กรธุรกิจประเภทต่าง ๆ  

ธุรกิจเครือข่ายโทรคมนาคมของหัวเว่ยมุ่งเน้นแก้ปัญหาให้กับลูกค้า สร้างเครือข่ายแบบ All-Cloud ด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นหัวใจหลักสำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ด้วยโซลูชั่นนวัตกรรมสำหรับพรีเมียมบรอดแบนด์ภายในที่พักอาศัย ไวร์เลสไซต์สำหรับการใช้งานลักษณะต่างๆ และ Mobile Money หัวเว่ยช่วยให้ผู้ให้บริการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากศักยภาพของระบบเครือข่ายที่มีอยู่ เพิ่มประสบการณ์การเชื่อมต่อของลูกค้าและความปลอดภัยของเครือข่ายให้ดีขึ้นด้วยระบบ O&M แบบดิจิทัล ในขณะเดียวกันก็กำลังเร่งทดสอบการใช้งานเทคโนโลยี 5G เชิงพาณิชย์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่า 50 รายทั่วโลก 

ธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ยมีนวัตกรรมเทคโนโลยีในด้านคลาวด์, บิ๊กดาต้า, ปัญญาประดิษฐ์, IoT, การสื่อสารองค์กร และอื่น ๆ บริษัทชั้นนำระดับโลกหลายรายมีการติดตั้งใช้งานโซลูชั่นเมืองอัจฉริยะ เมืองปลอดภัย ธนาคารแบบ Omni Channel ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การขนส่ง และสมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น ของหัวเว่ย โดยปัจจุบันบริษัทใน Fortune Global 500 จำนวน 211 ราย ซึ่งรวมถึง 48 รายใน Fortune 100 ได้เลือกหัวเว่ยเป็นบริษัทคู่ค้าในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ระบบดิจิทัล

ในขณะที่ธุรกิจคอนซูเมอร์ของหัวเว่ยใช้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและดีไซน์การออกแบบที่ลงตัว ในปีนี้ สมาร์ทโฟน Huawei P20 Series ได้สร้างมาตรฐานใหม่อีกครั้งสำหรับกล้องโทรศัพท์มือถือ และได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้บริโภคทั่วโลก ตอกย้ำภาพลักษณ์ของหัวเว่ยในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านโทรศัพท์ระดับพรีเมียมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และในวันที่ 16 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ จะมีการเปิดตัวสมาร์ทโฟน Huawei Mate รุ่นใหม่ในกรุงลอนดอน โดยจะเป็นโทรศัพท์รุ่นแรกที่ใช้ชิพเซ็ต Kirin 980 ของหัวเว่ย ธุรกิจคอนซูเมอร์ของหัวเว่ย ยังมีนวัตกรรมบรอดแบนด์เคลื่อนที่และอุปกรณ์สมาร์ทโฮมใหม่ ๆ อีกมากมาย ที่จะนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลได้อย่างอัจฉริยะให้แก่ผู้ใช้และที่พักอาศัยทั่วโลก 

หัวเว่ยคลาวด์ กำลังเร่งสร้างนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ และมีมุ่งมั่นที่จะให้บริการคลาวด์มีความเสถียร เชื่อถือได้ ปลอดภัย และมีการปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลาแก่ลูกค้า หัวเว่ยคลาวด์ มีบริการกว่า 120 บริการ และ 60 โซลูชั่นใน 16 หมวด รวมถึงบริการผ่าน Inclusive AI สำหรับให้บริการ AI ด้วยค่าบริการที่ไม่แพง ใช้งานง่าย มีความปลอดภัยและคุณภาพสูง โดยได้รับการทดสอบและอนุมัติในหลายประเทศ และขณะนี้ลูกค้าหลายรายได้ใช้บริการคลาวด์ของหัวเว่ยเป็นหลักในกระบวนการดำเนินธุรกิจของตนเอง บริการ Enterprise Intelligence (EI) ของหัวเว่ยคลาวด์ มีใช้ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การผลิต การเงิน และอินเทอร์เน็ต และโมเดล AI + Industry ของหัวเว่ยก็เป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ที่สำคัญในการปรับรูปแบบธุรกิจให้ทันสมัย  

กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา หัวเว่ยได้สร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ระบบนิเวศ และดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมมาโดยตลอด บริษัทสนับสนุนให้มีการเปิดกว้าง ทำงานร่วมกัน และสร้างความสำเร็จร่วมกัน รวมถึงได้มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ในฐานะบริษัทที่มีความรับผิดชอบ หัวเว่ยมีความมุ่งมั่นที่จะลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลในสังคม ปกป้องสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้มีเครือข่ายการสื่อสารที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ กลยุทธ์ในอนาคตของหัวเว่ยคือ การมุ่งเน้นทางด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีและสมาร์ทดีไวซ์ การสำรวจและการสร้างโลกอัจฉริยะให้เกิดขึ้น นอกจากนี้หัวเว่ยยังได้แสวงหาเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ อย่างมุ่งมั่น รังสรรค์นวัตกรรมและความก้าวหน้าร่วมกับคู่ค้าในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ

Page Visitor

021086750
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
50696
59264
50696
901632
1584897
21086750
Your IP: 3.238.96.184
2021-05-16 18:49