Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

BEM จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2562 ยุติข้อพิพาทและต่อสัญญาสัมปทานกับการทางพิเศษฯ

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2562 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย ยุติข้อพิพาทกับการทางพิเศษฯ โดยการทบทวนและแก้ไขสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 สัญญาเพื่อการต่อขยายโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ส่วนดี) และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน- ปากเกร็ด โดยมี ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการบริษัท เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วย นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการบริษัท นอกจากนี้ ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ และ นางพเยาว์ มริตตนะพร  กรรมการผู้จัดการ ร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2562 ณ ห้องเลอ คองคอร์ด บอลรูม โรงแรมสวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดา                     

DOD ดึง “ กอล์ฟ อัครนันท์ ” มือหนึ่ง ด้านมาร์เก็ตติ้ง ต่อยอดจิ๊กซอว์ธุรกิจ ผุดบริษัทย่อย เจาะตลาดออนไลน์-สร้างแบรนด์ดิ้ง โกยออเดอร์เข้าปลาย Q2 สบช่อง ซื้อที่ดินเพิ่ม ขยายไลน์อาหารทางการแพทย์-ไลน์การผลิตเครื่องดื่ม

บมจ.ดีโอดี ไบโอเทค หรือ DOD เดินเกมรุกทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ระบุ ตั้งแต่ต้นปี 62 บริษัทฯประกาศ ปรับโมเดลธุรกิจใหม่ หวังดึง Strategic Partner ร่วมขยายการลงทุน เพื่อต่อจิ๊กซอว์ทางธุรกิจ ล่าสุด บอร์ดไฟเขียว ดึง “ กอล์ฟ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ” มือหนึ่ง ด้านมาร์เก็ตติ้ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอางและสกินแคร์ TOP 5 ในโลกออนไลน์ และ สร้างแบรนด์ดิ้ง ร่วมก่อตั้งบริษัทย่อย ผนึกกำลังเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาและสร้างแบรนด์สินค้า ในการผลิตผลิตภัณฑ์ด้านความงามและสุขภาพ แบบครบวงจร  ส่งซิก พาร์ทเนอร์ใหม่ เตรียมดันออเดอร์เข้า DOD เพียบ เชื่อทยอยรับรู้รายได้อย่างเร็วปลายไตรมาส2/62 หรือ ต้นไตรมาส3/62 พร้อม สบช่อง ซื้อที่ดินเพิ่ม เตรียมต่อยอด ขยายไลน์การผลิตเครื่องดื่ม และ อาหารทางการแพทย์ โดยล่าสุดมีการเจรจา จบดีลกับ บริษัทยา ยักษ์ใหญ่ในประเทศ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว     

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีส่วนประกอบหลักมาจากสารสกัดจากธรรมชาติ ในรูปแบบการรับจ้างพัฒนาผลิตภัณฑ์และผลิต (ODM) ที่ให้บริการแบบครบวงจร (One Stop Service) ซึ่งได้รับมาตรฐานระดับสากล เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯมีการประกาศปรับแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา โดยจะมุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ครบวงจรแบบ One Stop Service Solution ต่อประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทฯเดินเกมรุก เพื่อต่อยอดจิ๊กซอว์ทางธุรกิจ โดยการผนึกพันธมิตร มาร่วมเป็น Strategic Partner ในการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ในอนาคต

ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯได้มีมติ จัดตั้งบริษัทย่อย เพื่อร่วมลงทุนในการพัฒนาและการผลิตผลิตภัณฑ์สกินแคร์ เครื่องสำอางและเสริมอาหาร รวมถึงการสร้างแบรนด์ดิ้ง ตลอดจนการเพิ่มช่องทางการตลาด ในการขยายธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์และรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้า โดยบริษัทร่วมทุน ดังกล่าว DOD จะถือหุ้น 51% ส่วนอีก 49% ถือหุ้นโดย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ซึ่งเป็นผู้บริหารมือฉมัง ด้านการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด ที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญด้านการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และสกินแคร์ ผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ช่องทางตลาดออนไลน์ จนเคยทุบสถิติสร้างยอดขาย ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน มีรายได้ 300 ล้านบาท ติดอันดับ TOP 5 ของประเทศไทย มาแล้ว  

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดีโอดี ไบโอเทค กล่าวว่า การที่บริษัทฯ ดึงพันธมิตรดังกล่าว เข้ามาร่วมเป็น Strategic Partner เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในครั้งนี้ เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่คร่ำหวอด ในการเป็นผู้นำด้านการวางกลยุทธ์การตลาด รวมถึงการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ให้เป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็ว และถือเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการตลาดออนไลน์ ที่มีตัวแทนขาย   ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 100,000 ราย พร้อมทั้งยังมีทีมซัพพอร์ต ตัวแทนขาย ไปยังช่องทางต่างประเทศ อาทิ สปป.ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย  ญี่ปุ่น จีน  ออสเตรเลีย และยังมีกลุ่มศิลปิน ดารา นักแสดง  ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ และพรีเซ็นเตอร์ ในการช่วยขยายช่องทางการตลาด ในการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอางและสกินแคร์ ที่ครบวงจร จนเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ในเรื่องของการสร้างสถิติยอดขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จนเป็นที่ยอมรับ

ดังนั้น จากจุดแข็งที่กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้น  ผนวกกับการที่พันธมิตรดังกล่าว เข้ามาช่วยบริหารงาน ภายใต้บริษัทย่อย ในครั้งนี้ จะเป็นการขยายกลยุทธ์ ทางการตลาดในเชิงรุก ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ DOD ให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการให้บริการ One Stop Service Solution ได้ในระยะเวลาอันใกล้

สำหรับการจัดตั้งบริษัทย่อย เบื้องต้นคาดว่า จะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2562 นี้ และหลังจากนั้น พันธมิตรรายดังกล่าว จะเริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้า และทยอยเริ่มส่งออเดอร์ลูกค้าที่มีอยู่ในมือทั้งหมด รวมถึงหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาให้ทาง DOD และ PCCA เป็นผู้ผลิตทั้งหมดเพียงรายเดียวในประเทศ  ซึ่งดีลในรูปแบบนี้ ถือเป็นดีลที่เรียกได้ว่าเป็น เอ็กซ์คลูซีฟ ซัพพลายเออร์ อย่างมาก เพราะต้องยอมรับว่า ดีลประเภทนี้ จะไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก ที่จะมีการโยกออเดอร์ของคู่ค้าทั้งหมด มาส่งให้ผู้ผลิตเพียงรายเดียว ดังนั้นจึงคาดว่า DOD และ PCCA จะมียอดออเดอร์ทยอยเข้ามาตั้งแต่ปลายช่วงไตรมาส 2/2562 เป็นต้นไป ซึ่งก็ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถทยอยรับรู้รายได้เข้ามาอย่างเร็วที่สุดปลายไตรมาส 2 หรือ ต้นไตรมาส3/2562  

อย่างไรก็ตามเชื่อว่า โอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการควบคุมคุณภาพการผลิตที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล ของ DOD ที่มีการการันตีความน่าเชื่อถือ ภายใต้มาตรฐาน ISO22000:2005, HACCP, GMP Codex และ HALAL และมีการยกระดับการผลิต โดยการผลิตในห้อง Clean Room ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตเดียวกับการผลิตยา มาใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  จึงทำให้วันนี้ DOD มีพันธมิตรทยอยมาขอเจรจาในการร่วมธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ในวันเดียวกันนี้ ที่ประชุมยังมีมติ ขอซื้อที่ดินเพิ่ม ซึ่งอยู่บริเวณติดกับที่ตั้งอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทในนิคมอุตสาหกรรมอยู่เจริญ-ท่าจีน ต.ท่าจีน อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร พื้นที่ประมาณ 24 ไร่  เพื่อรองรับขยายการลงทุน ในการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และ ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ โดยผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ซึ่งบริษัทฯได้เล็งเห็นโอกาส การเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความต้องการที่จะหันมาเจาะตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์  

โดยล่าสุด บริษัทฯได้มีการเจรจากับพันธมิตร ซึ่งเป็นบริษัทยา รายใหญ่ในประเทศ และได้ทำการศึกษา วิจัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ ในรูปของ “ผงชงดื่ม” ร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วย อาทิ ผู้ป่วยโรคตับ และผู้สูงอายุ เพราะอาหารทางการแพทย์ จะสามารถเข้าไปช่วยทดแทนสารอาหารที่ขาดหายไป ให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ทั้งพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุและวิตามินต่างๆในปริมาณที่เหมาะสม

สำหรับวัตถุประสงค์หลักที่ DOD มองเห็นโอกาสในการขยายไลน์การผลิต มาผลิตผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์นั้น เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทย ยังคงพึงพาการนำเข้าอาหารทางการแพทย์ จากต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง และยังต้องแบกรับกับต้นทุนราคาที่สูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ในปัจจุบัน ประเทศไทย มีผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารทางการแพทย์ เพียงรายเดียว ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยทั่วประเทศ จนส่งผลให้ในบางครั้งอาหารทางการแพทย์ขาดตลาด และจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ DOD เล็งเห็นช่องว่างทางการตลาด จึงผุดโปรเจค เพื่อพัฒนาขยายไลน์การผลิต เพื่อเจาะตลาดผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ สำหรับรองรับความต้องการบริโภคในผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ของผู้ป่วย

และด้วยความมุ่งมั่น ที่ไม่หยุดยั้งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ DOD ยังได้แตกไลน์ธุรกิจ ของ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ประเภทน้ำ เพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อเพิ่มช่องทางความหลากหลายของสินค้าให้กับลูกค้า ได้มีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าหาก DOD ได้มีการขยายไลน์ผลิต สำหรับผลิตภัณฑ์ทั้ง อาหารทางการแพทย์ และ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ประเภทเครื่องดื่ม ได้แล้วเสร็จ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับบริษัทฯในอนาคต และจะตอบโจทย์ ในการเป็นผู้นำธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ครบวงจรแบบ One Stop Service Solution ได้อย่างมีนัยสำคัญ

เฟดเอ็กซ์พัฒนานวัตกรรมสุดล้ำ เพื่ออนาคตที่เกิดขึ้นได้จริง

ในเกือบทุกอุตสาหกรรมและทุกภูมิภาค Disruptive Technology อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์และบล็อกเชนนั้นถือได้ว่าเป็นตัวแปรที่จะทำให้การทำธุรกิจเกิดความเปลี่ยนแปลง องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนตั้งคำถามเกี่ยวกับโอกาสและความเสี่ยงในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในองค์กร

คาเรน เรดดิงตัน ประธาน บริษัท เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ ที่เฟดเอ็กซ์ เราถามตัวเองว่าอะไรคือเทคโนโลยีที่เราสามารถพัฒนาและนำไปใช้ได้ในปัจจุบัน เพื่อสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนให้กับลูกค้า พนักงาน และชุมชนของเรา และเราจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร ผลจากการคาดการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า Digital Transformation จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีของเอเชียแปซิฟิกราว 1.16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2564[1] แต่มีลูกค้าเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่กำลังเกิดขึ้น โดยนวัตกรรมเหล่านี้สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างแท้จริง และเฟดเอ็กซ์มุ่งมั่นที่จะทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีเหล่านั้นในทุกๆ วัน”

เทคโนโลยีนั้นช่วยให้การส่งและการรับพัสดุเป็นไปอย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น งานเอกสารอาจกินเวลาและน่าเบื่อหน่าย ซึ่งเฟดเอ็กซ์รับรู้ถึงปัญหานี้และอยู่ในระหว่างการพัฒนาแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่าอเล็กซ่า – แอปพลิเคชั่นที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรื่องการส่งสินค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้เสียงในการสั่งสินค้าโดยไม่ต้องใช้มือและกระดาษ โดยมีผู้ช่วยดิจิทัลถามคำถามที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยให้การจัดส่งเสร็จสมบูรณ์[2]

“เฟดเอ็กซ์ส่งพัสดุวันละกว่า 14 ล้านชิ้น[3] ซึ่งนั่นทำให้เรามีโอกาสมากมายในการพัฒนาระบบให้รวดเร็วขึ้น ดีขึ้น และปลอดภัยขึ้น กล่องใหญ่ขนาดเท่าตู้เย็นนั้นไม่สามารถวางบนสายพานลำเลียงในโกดังของเราได้ ดังนั้นเราจึงนำทีมหุ่นยนต์เคลื่อนที่ที่มีชื่อว่า ลัคกี้ ดัสตี้ และ เนท โดยตั้งชื่อตามตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง Three Amigos มาใช้ในการเคลื่อนย้ายพัสดุเหล่านี้ภายในโกดัง การขนถ่ายสินค้าลงจากรถบรรทุกและลำเลียงไปยังสายพานนั้นเป็นงานที่จำเจ เราจึงได้นำหุ่นยนต์อัตโนมัติมาทดลองใช้ในขั้นตอนนี้ เพื่อให้พนักงานของเราได้ใช้เวลากับงานอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ความชำนาญของมนุษย์ อย่างเช่น การจัดเรียงสินค้าที่มีรูปร่างแตกต่างออกไปให้พอดีกับพื้นที่จำกัด[4] นอกจากนั้นเรายังได้ลงทุนไปกับหุ่นยนต์ส่งของที่สามารถขนย้ายพัสดุที่มีน้ำหนักมากให้เดินทางไปได้ไกลขึ้น โดยมีความเป็นไปได้สูงมากที่หุ่นยนต์เหล่านี้จะสามารถนำพัสดุไปส่งถึงหน้าบ้านหรือที่ทำงานได้ในอนาคต” คาเรน กล่าวเสริม

ด้วยรถขนส่งของเฟดเอ็กซ์จำนวนกว่า 180,000 คันที่วิ่งอยู่บนท้องถนนในทุกๆ วัน ก้าวต่อไปของเฟดเอ็กซ์จึงเป็นการพัฒนายานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เนื่องจากอุบัติเหตุบนท้องถนนกว่า 9 ใน 10 ครั้งเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์[5] การนำบิ๊กดาต้าและปัญญาประดิษฐ์มาใช้นั้นจะช่วยให้ขั้นตอนการดำเนินงานของเรามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการขนส่งสินค้าโดยใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่

ในขณะที่รถบรรทุกไร้คนขับนั้นถูกคาดการณ์ว่าจะมีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมขนส่งในทศวรรษถัดไป เฟดเอ็กซ์ก็ได้ทดสอบนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่สามารถเชื่อมต่อรถบรรทุกหลายคันเข้าด้วยกันโดยจัดเป็นกลุ่ม และใช้การสื่อสารแบบไร้สายเชื่อมต่อระหว่างยานพาหนะแต่ละคัน โดยคนขับรถบรรทุกคันแรกสามารถควบคุมความเร็วและการเบรกของรถบรรทุกคันหลัง[6] เทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการลดแรงต้านทานลม รวมทั้งช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

การขนส่งที่ดีนั้นไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ระบบการขนส่งและบรรจุภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการข้อมูลต่างๆ โดยมีไอโอที และบล็อกเชนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี ในบางครั้ง สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่รู้ว่าพัสดุอยู่ที่ไหนในขั้นตอนของการจัดส่ง แต่รวมถึงความสามารถในการติดตามด้วยว่า มันได้รับการจัดเก็บในสภาวะที่เหมาะสมหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นยา อวัยวะเพื่อใช้ช่วยเหลือชีวิต อาหารสด ดอกไม้ หรือวัตถุดิบอื่นๆ ที่สามารถเน่าเสียได้ โดยสิ่งเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการขนส่งที่มีการควบคุมอุณหภูมิและสภาวะแวดล้อมอย่างเหมาะสม ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้พัฒนาเครื่องมือที่จะช่วยให้การตรวจสอบสภาพพัสดุเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที SenseAware จะแจ้งเตือนผู้ส่งเกี่ยวกับอุณหภูมิและความชื้นของสินค้า ปริมาณแสงที่พัสดุได้รับมากเกินไปหรือไม่ รวมถึงปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของพัสดุ

ในขณะเดียวกัน ระบบบล็อกเชนช่วยลดปัญหาที่พบเจอได้เป็นประจำที่เกี่ยวข้องกับการส่งและรับสินค้า อย่างเช่น วันและเวลาในการส่ง การชำระค่าขนส่ง และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง โดยบล็อกเชนใช้ระบบคอมพิวเตอร์โค้ดในการบันทึกทุกขั้นตอนของการซื้อขายและการขนส่งลงในระบบการบันทึกข้อมูลดิจิทัลถาวร ซึ่งจะไม่สามารถแก้ไขได้นอกจากว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเห็นพ้องกัน นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่ระบบนี้จะสามารถทำให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูล ซึ่งจะนำไปสู่อีกขั้นของการสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในการขนส่งระหว่างประเทศ[7] เฟดเอ็กซ์ได้เริ่มการทดสอบระบบบล็อกเชนกับพัสดุที่มีขนาดใหญ่และมูลค่าสูง อีกทั้งยังได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Blockchain in Transport Alliance (BiTA) เพื่อให้มั่นใจว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในระบบการขนส่งนั้นจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้

“ไอโอที ปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รวมทั้งนวัตกรรมสุดล้ำอื่นๆ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาระยะหนึ่งแล้ว ในขณะที่เฟดเอ็กซ์มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า และจะไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนานวัตกรรมใหม่ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงกับลูกค้า เป้าหมายของบริษัทฯ คือการสร้างโอกาสและความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ และเรารู้ว่าการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องเหมาะสมจะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ[8]” คาเรน กล่าวปิดท้าย

 

เกี่ยวกับเฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส

เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการขนส่งแบบด่วนรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยให้บริการรับส่งพัสดุที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ สู่ปลายทางกว่า 220 ประเทศทั่วโลก เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส มีเครือข่ายการขนส่งทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศทั่วโลก เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจัดส่งพัสดุด่วนในเวลาจำกัด พร้อมทั้งรับประกันการคืนเงินภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด[1] .

เกี่ยวกับเฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น

เฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (มีชื่อเรียกในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กว่า FDX) เป็นผู้ให้บริการขนส่ง อี-คอมเมิร์ซ และบริการด้านธุรกิจแก่ลูกค้าและธุรกิจต่างๆทั่วโลก บริษัทของเราให้บริการด้านธุรกิจครบวงจร โดยมีบริษัทในเครือที่ทำงานแข่งขันกันเป็นกลุ่มและบริหารจัดการด้วยความร่วมมือภายใต้แบรนด์เฟดเอ็กซ์ที่ได้รับความไว้วางใจ โดยมีรายได้ปีละ 69,000 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทของเรายังได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้จ้างงานที่ได้รับความไว้วางใจและเป็นที่ชื่นชอบสูงสุดของโลก เฟดเอ็กซ์สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานมากกว่า 450,000 รายในการเป็นผู้ให้บริการขนส่งที่ยึดถือและปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย หลักจริยธรรม และความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ รวมถึงความต้องการของลูกค้าและชุมชน "อย่างแน่วแน่และถึงที่สุด" ท่านสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: about.fedex.com

 

[1]Digital transformation to contribute more than US$1 trillion to Asia Pacific GDP by 2021; AI is primary catalyst for further growth”, Microsoft Asia News Center, Feb 2018.

[2] Some mirrored messaging, http://www.fedex.com/be/enews/2018/february/logistics-tech-trends.html

[3] FedEx Corp Facts, FedEx website, May 2018.

[4] https://about.van.fedex.com/wp-content/uploads/2017/04/March-Madness-iPhones-and-Robots-FWS-04-06-2017.pdf

[5] Speech “March Madness, iPhones and Robots” by Frederick W. Smith at National Conference on Undergraduate Research, April 2017.

[6]The future tech trends set to revolutionise logistics”, FedEx website, Feb 2018.

[7]FedEx CEO: Adopt New Tech Like Blockchain or Be Disrupted”, May 2018,  

[8] Speech “March Madness, iPhones and Robots” by Frederick W. Smith at National Conference on Undergraduate Research, April 2017.

[1] ภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

ออเนอร์ ยกขบวนสมาร์ทโฟนจัดโปรกระหน่ำ ลด แลก แจก แถม !! ร่วมฉลองครบรอบ 7 ปี ลาซาด้า

ออเนอร์ เอาใจขาช้อปยกขบวนสมาร์ทโฟนหลากหลายรุ่นมาจัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม ลด แลก แจก แถม ร่วมฉลองวันเกิดครบรอบ 7 ปี ลาซาด้า ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม – 27 มีนาคม 2562 นี้เท่านั้น

พลาดไม่ได้กับโปรโมชั่นรุ่นไฮไลท์สุดพิเศษจากออเนอร์ อาทิ HONOR 10 Lite สมาร์ทโฟนเพื่อคนรักการเซลฟี่ HONOR 8X เต็มอิ่มกับความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ หรือ HONOR View20 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีดีไซน์สุดล้ำพร้อมกล้องหลัง 48 ล้านพิกเซล และรุ่นอื่นๆที่ร่วมรายการอีกมากมาย

รายละเอียดโปรโมชั่น

  • เมื่อซื้อ HONOR 10 Lite ในราคาเริ่มต้นที่ 6,490 บาท รับฟรีทันที! การ์ด Micro SD ความจุ 64 GB
  • เมื่อซื้อ HONOR 8X ในราคาเริ่มต้นที่ 7,490 บาท รับฟรีทันที! เคสกันรอยอย่างดีมูลค่า 399 บาท
  • เมื่อซื้อ HONOR View20 ในราคาเริ่มต้นที่ 17,990 บาท รับฟรีทันที! HONOR Band 4 Running มูลค่า 990 บาท และหัวชาร์จแบบ Fast Charger
  • HONOR Play ลดสูงสุดในราคาพิเศษเพียง 7,990 บาท จากราคาปกติ 8,990 บาท พร้อมคูปองส่วนลดมูลค่า 100 บาท
  • HONOR 10 ลดสูงสุดในราคาพิเศษเพียง 10,490 บาท จากราคากปกติ 13,990 พร้อมคูปองส่วนลดมูลค่า 300 บาท
  • HONOR 7A ลดสูงสุดในราคาพิเศษเพียง 3,290 บาท จากราคาปกติ 3,990 บาท
  • HONOR 7s ลดสูงสุดในราคาพิเศษเพียง 2,790 จากราคาปกติ 3,490 บาท

**เท่านั้นยังไม่พอในวันที่ 27 มีนาคม 2562 ออเนอร์ยังจัดหนักลดสุดค้มกำลังสองไปกับโปรโมชั่น Flash Sale  สำหรับสมาร์ทโฟออเนอร์นรุ่น HONOR Play  HONOR 10  HONOR 8X  และ HONOR 10Lite อีกทั้งสำหรับลูกค้า 50 ท่านแรก ที่ซื้อ HONOR View20 ยังจะได้รับชุดหูฟัง JBL ฟรีทันทีอีกด้วย!

รีบเข้าช้อปได้แล้ววันนี้ที่ HONOR Official Store https://www.lazada.co.th/shop/honor-thailand-1524560761/ ตั้งแต่วันนี้ – 27 มีนาคม นี้เท่านั้น

PPS พัฒนากลุ่มธุรกิจใหม่ภายใต้ Investment Platform ซับพอร์ตธุรกิจในเครือ พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจ - กลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อการเติบโตยั่งยืน ด้าน PPS Oneworks รับงานเข้ามือ 30 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษารับรู้รายได้ต่อเนื่อง เดินหน้าประมูลงานใหม่ หนุน Backlog 315 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้โต 10% หรือ 425 ล้านบาท เตรียมจ่ายปันผลอีก 0.01 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่าย 22 พ.ค. 62 ขณะที่ผลประกอบการปี 61 รายได้รวม 387.09 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7.42 ล้านบาท

ดร.พงศ์ธร ธาราไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (PPS) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเพิ่มช่องทางในการหารายได้ให้แก่กลุ่มบริษัท ภายใต้ Investment Platform เพื่อการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง โดยมีกลุ่มบริษัท Ensemble Equity PTE., LTD.และ Profin Group ทำหน้าที่หากลุ่มผู้ลงทุน ร่วมกับผู้ช่วยในการคัดเลือกโครงการที่น่าสนใจ และใช้ Project SPV หรือ Special-purpose Vehicles เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงกลุ่มนักลงทุนและโครงการ และส่งต่อโครงการนั้นให้กับบริษัทในเครือ PPS ทั้งหมด เพื่อทำหน้าที่เป็น Project support หรือ Technical service

“การพัฒนากลุ่มธุรกิจใหม่ ถือเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงการภาครัฐ - เอกชน ที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างการทำธุรกิจ ปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน และหาโอกาสทางธุรกิจอยู่เสมอ เพื่อกระจายความเสี่ยง ขยายขอบเขตการดำเนินงาน และขยายฐานลูกค้า รองรับการเติบโตที่ยั่งยืน” ดร.พงศ์ธร กล่าว

ขณะที่ บริษัทร่วมทุน PPS Oneworks ขยายธุรกิจด้านการออกแบบ การบริหารงานก่อสร้าง งานประมาณราคา (Quantity Surveyor) และ Technical Support ด้วยเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายบริการ และขยายฐานลูกค้าให้กับบริษัท อีกทั้งเป็นการดำเนินงานที่มีระยะเวลาสั้น สามารถคาดการณ์รายได้และระยะเวลารับรู้รายได้ได้ชัดเจนกว่างานรับเหมา ขณะนี้มีงานที่อยู่ระหว่างการดำเนินการประมาณ 30 ล้านบาท และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายโครงการ ซึ่งบริษัทตั้งเป้ารายได้ 50 ล้านบาทในปีนี้

สำหรับธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาบริหารโครงการในช่วงไตรมาสแรกทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องอาทิ โครงการสยามสินธร โครงการพัฒนาพื้นที่ย่านสยามสแควร์ (Block H) โครงการเซ็นทรัลพลาซ่า ชลบุรี  อีกทั้งมีโครงการใหญ่ที่เพิ่งเริ่มงานในปลายปี 2561 อาทิ โครงการ เดอะมอลล์ 2 รามคำแหง โครงการ The EmSphere นอกจากนี้มีงานที่อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญา มูลค่ารวมมากกว่า 60 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มงานประเภทโรงแรมและงานโมเดิร์นเทรด ขณะเดียวกันยังเดินหน้าเข้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน อีกทั้งเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมประมูลงานในโครงการเมกะโปรเจกต์และงานกลุ่ม EEC คาดว่าจะเริ่มทยอยเปิดประมูลตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/62 เป็นต้นไป ปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ที่ 315 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้จนถึงปี 2566 บริษัทเชื่อว่าจะสามารถเติบโตตามแผนที่วางไว้ประมาณ 10% หรือมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 425 ล้านบาทในปีนี้

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติให้นำเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562 ในการจ่ายปันผล สำหรับปี 2561 จากกําไรสะสม ในอัตราหุ้นละ 0.02 บาท เป็นจำนวนเงิน 16.72 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นไปแล้ว เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.01 บาท ดังนั้น บริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.01 บาท คิดเป็นเงินปันผลจ่ายเพิ่มเติมจํานวน 8.60 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 58.72% ของกําไรสะสมส่วนที่ยังไม่ได้จัดสรรก่อนจ่ายปันผลประจําปี 2561 กำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 7 พ.ค. 62 และกำหนดจ่ายปันผลวันที่ 22 พ.ค. 62 (ขออนุมัติจากประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 24 เม.ย. 62 )

ขณะที่ผลประกอบการปี 61 บริษัทมีรายได้รวม 387.09 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 396.03 ล้านบาท จำนวน 8.94 ล้านบาท หรือลดลง 2.26 % และมีกำไรสุทธิ 7.42 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 55.17 ล้านบาท จำนวน 47.75 ล้านบาท หรือลดลง 86.55% ทั้งนี้ผลประกอบการของบริษัทมีการชะลอตัวลงเนื่องจาก ความล่าช้าจากโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงร่วมกัน ส่งผลให้มีการปรับประมาณการต้นทุนและรายได้ของโครงการดังกล่าว

Priceza เปิดตัว “Priceza Insights” ดันเป็นอีคอมเมิร์ซ ฮับในไทย ตอกย้ำการเป็นผู้นำเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน เครื่องมือค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา อันดับ 1

ตลาดออนไลน์คึกคัก Priceza หนุนผู้ประกอบการ เพิ่ม “Priceza Insights” (https://www.priceza.com/insights/) แหล่งรวบรวมข้อมูลเชิงลึก อินไซต์ของวงการอีคอมเมิร์ซ ยกระดับธุรกิจก่อนลงสนามสู้ศึกอีคอมเมิร์ซ 2019 ตั้งเป้าเป็นอีคอมเมิร์ซ ฮับ ในประเทศ จากยอดผู้เยี่ยมชมเว็บกว่า 12 ล้านครั้งต่อเดือน

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด ผู้ให้บริการเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน “Priceza” (ไพรซ์ซ่า) เครื่องมือค้นหาสินค้าและบริการเปรียบเทียบ (Shopping Search Engine) อันดับหนึ่งของประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทเป็นสื่อกลางให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ นำสินค้าชนิดเดียวกันมาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น เปิดให้บริการทั้งรูปแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน 6 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 8 ล้านคนต่อเดือน และมีจำนวนการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์กว่า 12 ล้านครั้งต่อเดือน ซึ่งล่าสุดได้เพิ่ม Priceza Insights (ไพรซ์ซ่า อินไซต์) เว็บเพจใหม่ในเว็บ Priceza.com เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมถึงเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์การแข่งขันของตลาดอีคอมเมิร์ซที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

“เราตั้งเป้าให้ Priceza Insights เป็น E-Commerce Hub ในประเทศไทย เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์จากการนำข้อมูลในเว็บไซต์มาปรับใช้ เตรียมความพร้อมสู้ศึกอีคอมเมิร์ซ 2019 อย่างมั่นใจ ทั้งนี้ผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซนอกจากการรู้จุดแข็งของธุรกิจแล้ว ต้องรู้จักลูกค้า เข้าใจตลาด และเทรนด์ใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่ง Priceza Insights ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกของวงการอีคอมเมิร์ซ เพื่อช่วยยกระดับธุรกิจให้สามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว นายธนาวัฒน์ กล่าว

ความโดดเด่นของ Priceza Insights นอกจากรวบรวมความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซ การค้าขายออนไลน์ รวมถึงข่าวสารด้านการตลาดแล้ว ยังได้รวบรวมคำค้นหายอดนิยม สินค้ายอดนิยม ร้านค้ายอดนิยม และระดับราคาที่ลูกค้าพึงพอใจ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้นำข้อมูลไปใช้ในการทำแคมเปญส่งเสริมการตลาด ให้เกิดยอดขายในช่วงนั้นๆ สูงขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปปรับใช้และพัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างมีประสิทธิภาพ

Priceza Insights เก็บฐานข้อมูลสถิติเชิงลึกจากการเยี่ยมชมเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Priceza โดยนำมาวิเคราะห์และนำเสนอให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างบทความไฮไลต์ เรื่องความนิยมและความต้องการของตลาด E-Commerce ปี 2019 จากปัญหาการเกิดมลภาวะทางอากาศในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการป้องกันตัวเองมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นที่นิยมและต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในเทรนด์ อย่างหน้ากาก N95 และเครื่องฟอกอากาศ รวมถึงพบว่าราคาเครื่องฟอกอากาศช่วงราคาที่ขายดีที่สุดคือ ราคาไม่เกิน 3,000 บาท ซึ่งสินค้านี้มียอดคลิกค้นหาเพิ่มสูงขึ้นในเดือนมกราคม 2562 จากเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง 40 เท่า สัมพันธ์กับยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 4 เท่า สร้างรายได้ให้กับร้านค้าอีคอมเมิร์ซรวมกว่า 1.2 ล้านบาท” นายธนาวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

สุดท้ายแล้วผู้ประกอบการที่ปรับตัวเองอยู่เสมอ จากการหาข้อมูลที่เหมาะสมและเชื่อถือได้ จะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดอีคอมเมิร์ซ หรือการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดในประเทศไทย เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความมั่นใจในการซื้อสินค้าและบริการ พร้อมชำระเงินในรูปแบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์การแข่งขันของตลาดอีคอมเมิร์ซมีความดุเดือด และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจในรูปแบบการซื้อสินค้าระหว่างผู้ผลิต เจ้าของสินค้า และผู้จัดจำหน่าย เว็บไซต์ศูนย์รวมสินค้า หรือมาร์เก็ตเพลส  E-Tailer และอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกันอย่างคึกคัก ดังนั้นผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมก่อนใครๆ กับ Priceza Insights ได้ที่ https://www.priceza.com/insights/

 

เกี่ยวกับบริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด

ก่อตั้งขึ้นในปี 2553 โดยนายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา และกลุ่มเพื่อนสมัยเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีก 2 คน ได้แก่ นายวัชระ นิวาตพันธุ์ และนายวิโรจน์ สุภาดุลย์โดยมองเห็นอนาคตการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จึงได้พัฒนาเครื่องมือค้นหาสินค้า การบริการเปรียบเทียบข้อมูลและราคาสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าออนไลน์ ปัจจุบัน เปิดให้บริการทั้งรูปแบบเว็บไซต์ (www.priceza.com)  และแอปพลิเคชันใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม 

บลจ.ไทยพาณิชย์ จ่ายปันผลกอง SCBINDIA

นายณรงค์ศักดิ์  ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมจ่ายเงินปันผลกองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นอินเดีย (SCBINDIA) สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2561-28 กุมภาพันธ์ 2562 และกำไรสะสมให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 22 มีนาคม 2562 อัตรา 0.1604 บาทต่อหน่วย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว อัตรา 0.1462 บาทต่อหน่วยเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561 รวมเป็นยอดเงินจ่ายปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานดังกล่าว 0.3066 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตามเมื่อนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน SCBINDIA มีการจ่ายปันผลรวม 0.6950 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้กองทุน SCBINDIA มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ iShares India 50 ETF ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนซึ่งซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ประเทศสหรัฐฯ กองทุนหลักบริหาร โดย BlackRock และมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย (CNXNIFTY) เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี CNXNIFTY  โดยมีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 6.46% ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 10.05% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 6.00% และย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 6.31% (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม2562)

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า กองหุ้นอินเดียในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม 2561 ได้ปรับตัวสูงขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนมาจากนโยบายของรัฐบาลที่มีการปรับลดภาษีสินค้าและการบริการกว่า 50 รายการ รวมไปถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอินเดีย ซึ่งส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั้งขนาดกลางและขนาดย่อมปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มธนาคาร นอกจากนี้สัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติที่มีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นในแถบเอเชีย ส่งผลให้ผลกระทบจากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติจากความกังวลในความไม่แน่นอนของสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ดีในช่วงเดือนกันยายนหุ้นอินเดียปรับตัวลดลงอย่างหนักจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ประเทศอินเดียขาดดุลการค้าสูงขึ้น ค่าเงินรูปีอ่อนค่า รวมไปถึงปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีแนวโน้มแย่ลงจากการที่รัฐไม่สามารถควบคุมปริมาณการใช้จ่ายภาครัฐ และดำเนินการจัดเก็บภาษีให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ นอกจากนี้คะแนนความนิยมของนายโมที (Modi) นายกรัฐมนตรีอินเดียก็ตกต่ำลง จากการที่ไม่สามารถผลักดันนโยบายที่เคยให้สัญญาไว้ตอนหาเสียงได้

สำหรับในระยะถัดไปบลจ.ไทยพาณิชย์คาดว่าตลาดหุ้นอินเดียจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการที่ค่าเงินรูปีแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ รวมไปถึงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงต้องให้ความสำคัญปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันการปรับตัวขึ้นของตลาดอินเดีย เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อการขาดดุลการค้า ค่าเงินรูปี และกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงเรื่องของคะแนนความนิยม และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่จะนำไปสู่ทิศทางของผลการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2562

อาชญากรไซเบอร์ทำเงินได้หลายล้านดอลลาร์จาก Formjacking ก่อภัยคุกคามร้ายแรงต่อองค์กรธุรกิจและผู้บริโภค

รายงานภัยคุกคามประจำปีของไซแมนเทคเปิดเผยเกี่ยวกับการโจมตีที่แนบเนียน ทำลายล้างมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงให้กับองค์กร

  • เกือบหนึ่งในสิบของกลุ่มคนร้ายที่ทำการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายใช้มัลแวร์เพื่อทำลายและทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก เพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2560
  • ผู้โจมตีปรับปรุงเทคนิคแบบเดิมๆ เช่น ฟิชชิ่งแบบมีเป้าหมายชัดเจน การดักแก้ไขข้อมูลบนเครื่องมือที่ถูกต้อง และไฟล์อันตรายที่แนบไปกับอีเมล
  • การติดเชื้อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในองค์กรเพิ่มขึ้นถึง 12 เปอร์เซ็นต์
  • ทรัพยากรคลาวด์ตกเป็นเป้าหมายที่ง่ายดายมากขึ้นสำหรับการโจรกรรมทางดิจิทัล โดยข้อมูลกว่า 70 ล้านรายการถูกโจรกรรมหรือรั่วไหลจากคลาวด์สตอเรจสาธารณะ S3 ที่กำหนดค่าอย่างไม่เหมาะสม
  • คนร้ายสนใจเพิ่มมากขึ้นต่อระบบควบคุมอุตสาหกรรมและการดำเนินงานที่มีช่องโหว่ 

รายงานภัยคุกคามด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต (Internet Security Threat Report - ISTR) ฉบับที่ 24 ของไซแมนเทค (Nasdaq: SYMC) ระบุว่า เนื่องจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) และการโจมตีแบบ Cryptojacking ให้ผลตอบแทนที่น้อยลง ดังนั้นอาชญากรไซเบอร์จึงหันไปใช้วิธีอื่นแทน เช่น Formjacking

รายงาน ISTR ของไซแมนเทคให้ภาพรวมเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยคุกคาม รวมถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภัยคุกคามทั่วโลก แนวโน้มของอาชญากรรมไซเบอร์ และแรงจูงใจสำหรับผู้โจมตี  รายงานฉบับนี้วิเคราะห์ข้อมูลจากเครือข่ายข้อมูลข่าวกรองทั่วโลก (Global Intelligence Network) ของไซแมนเทค ซึ่งเป็นเครือข่ายข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามของพลเรือนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยทำหน้าที่บันทึกเหตุการณ์จากเซ็นเซอร์ตรวจจับการโจมตี 123 ล้านจุดทั่วโลก สกัดกั้นภัยคุกคาม 142 ล้านรายการในแต่ละวัน และตรวจสอบกิจกรรมภัยคุกคามในกว่า 157 ประเทศ  ข้อมูลสำคัญจากรายงานของปีนี้มีดังต่อไปนี้:

Formjacking เป็นช่องทางรายได้ใหม่ที่รวดเร็วสำหรับอาชญากรไซเบอร์

การโจมตีแบบ Formjacking มีรูปแบบที่เรียบง่าย เปรียบได้กับการดักจับรหัสเอทีเอ็มในโลกเสมือนจริง โดยคนร้ายใส่โค้ดแปลกปลอมไว้ในเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีก เพื่อโจรกรรมข้อมูลบัตรชำระเงินของผู้ซื้อ โดยเฉลี่ยแล้ว ในแต่ละเดือน ตรวจพบเว็บไซต์กว่า 4,800 แห่งที่มีโค้ด Formjacking ซ่อนอยู่  ไซแมนเทคได้สกัดกั้นการโจมตีแบบ Formjacking มากกว่า 3.7 ล้านครั้งบนอุปกรณ์ลูกข่ายในช่วงปี 2561 โดยเกือบหนึ่งในสามของการตรวจพบทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่มีการซื้อสินค้าทางออนไลน์คึกคักที่สุดในรอบปี นั่นคือ ช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม

แม้ว่าเว็บไซต์ชำระเงินออนไลน์ของผู้ค้าปลีกที่มีชื่อเสียงหลายราย เช่น Ticketmaster และ British Airways จะถูกฝังโค้ด Formjacking ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่ผลการศึกษาของไซแมนเทคชี้ว่า โค้ดดังกล่าวปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีกขนาดเล็กและขนาดกลางอย่างกว้างขวางมากที่สุด

จากตัวเลขประมาณการ คาดว่าอาชญากรไซเบอร์สามารถทำเงินได้หลายสิบล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว จากการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินของผู้บริโภคผ่านการปลอมแปลงและขายบัตรเครดิตบนดาร์คเว็บ  บัตรเครดิตเพียงแค่ 10 ใบที่โจรกรรมได้จากเว็บไซต์แต่ละแห่งอาจสร้างผลตอบแทนมากถึง 2.2 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน เนื่องจากบัตรเครดิตหนึ่งใบมีราคา 45 ดอลลาร์ในฟอรั่มซื้อ-ขายใต้ดิน  เพียงแค่การโจมตีสายการบิน British Airways หนึ่งครั้งก็ส่งผลให้ข้อมูลบัตรเครดิตกว่า 380,000 ใบถูกโจรกรรม ซึ่งอาจทำให้คนร้ายได้รับผลตอบแทนมากกว่า 17 ล้านดอลลาร์

มร.เกร็ก คลาร์ก ซีอีโอของไซแมนเทค กล่าวว่า “Formjacking เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อองค์กรธุรกิจและผู้บริโภค  ผู้บริโภคไม่มีทางรู้เลยว่าเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีกออนไลน์ติดเชื้อหรือไม่ ถ้าหากไม่ได้ใช้โซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร ส่งผลให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินอาจถูกโจรกรรมและนำไปใช้ในการแอบอ้าง  สำหรับองค์กรต่างๆ การโจมตี Formjacking ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นของการโจมตีระบบซัพพลายเชน รวมไปถึงความเสี่ยงต่อชื่อเสียงและความเสียหายทางการเงินที่องค์กรธุรกิจอาจต้องเผชิญ”

Cryptojacking และ Ransomware ให้ผลตอบแทนลดลง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) และ Cryptojacking ซึ่งคนร้ายลักลอบใช้พลังประมวลผลและซีพียูบนระบบคลาวด์ที่โจรกรรมมาจากผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ เพื่อขุดเงินดิจิทัล กลายเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมในการสร้างรายได้อย่างง่ายๆ  อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2561 วิธีดังกล่าวให้ผลตอบแทนที่น้อยลง เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลมีมูลค่าลดลง และมีการใช้ระบบคลาวด์และโมบายล์คอม

พิวติ้งเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การโจมตีดังกล่าวมีประสิทธิภาพน้อยลง  และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2556 ที่การติดเชื้อมัลแวร์เรียกค่าไถ่มีจำนวนลดลง โดยลดลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์  แต่กระนั้นองค์กรต่างๆ ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังต่อไป เพราะการติดเชื้อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในองค์กรเพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2561 ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มการลดลงโดยรวม และแสดงให้เห็นว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อองค์กร  ที่จริงแล้ว กว่าแปดในสิบของการติดเชื้อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ส่งผลกระทบต่อองค์กรต่างๆ

แม้ว่าการโจมตีแบบ Cryptojacking เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อต้นปีที่แล้ว แต่กลับลดลง 52 เปอร์เซ็นต์ตลอดปี 2561  แม้ว่าเงินดิจิทัลจะมีมูลค่าลดลง 90 เปอร์เซ็นต์ และให้ผลกำไรที่ลดลงอย่างมาก แต่การโจมตีแบบ Cryptojacking ยังคงได้รับความสนใจจากคนร้าย เนื่องจากมีอุปสรรคเพียงเล็กน้อยในการเจาะเข้าสู่ระบบ เสียค่าใช้จ่ายน้อย และเป็นเรื่องยากที่จะสืบหาที่มา  ทั้งนี้ ลำพังเพียงแค่เดือนธันวาคม 2561 ไซแมนเทคได้สกัดกั้นเหตุการณ์ Cryptojacking ราว 3.5 ล้านครั้งบนอุปกรณ์ลูกข่าย

ในเรื่องของความปลอดภัย ระบบคลาวด์ไม่ต่างอะไรกับพีซี

ข้อผิดพลาดด้านความปลอดภัยที่เคยเกิดขึ้นกับพีซีในช่วงที่เริ่มต้นใช้งานภายในองค์กรกำลังเกิดขึ้นกับระบบคลาวด์ในตอนนี้ กล่าวคือ เวิร์กโหลดหรืออินสแตนซ์ของสตอเรจบนระบบคลาวด์ที่ถูกกำหนดค่าไม่ถูกต้องเพียงหนึ่งรายการอาจสร้างความเสียหายหลายล้านดอลลาร์ต่อบริษัท หรืออาจทำให้บริษัทต้องประสบปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ  ลำพังเพียงแค่ปีที่แล้ว มีบันทึกข้อมูลกว่า 70 ล้านรายการถูกโจรกรรมหรือรั่วไหลจากระบบสตอเรจ S3 ที่กำหนดค่าอย่างไม่เหมาะสม  นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือมากมายที่เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งช่วยให้ผู้โจมตีสามารถระบุทรัพยากรคลาวด์ที่ตั้งค่าอย่างไม่ถูกต้องบนอินเทอร์เน็ต

นอกจากนั้น การค้นพบช่องโหว่ในชิปฮาร์ดแวร์เมื่อไม่นานมานี้ เช่น ช่องโหว่ Meltdown, Spectre และ Foreshadow ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อบริการคลาวด์ โดยอาจเปิดโอกาสให้คนร้ายเจาะเข้าสู่พื้นที่หน่วยความจำที่ได้รับการป้องกันในทรัพยากรของบริษัทอื่นๆ ที่โฮสต์อยู่บนเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวกัน

จุดอ่อนในเครื่องมือที่ใช้งานอยู่และซัพพลายเชนกระตุ้นการโจมตีที่รุนแรงและแนบเนียนมากขึ้น

การโจมตีระบบซัพพลายเชนและเครื่องมือที่ผู้ใช้งานมีอยู่แล้ว (Living off the Land - LotL) กลายเป็นกระแสหลักของภัยคุกคามสมัยใหม่ โดยวิธีดังกล่าวได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวางในหมู่อาชญากรไซเบอร์และกลุ่มทีมงานมืออาชีพที่ทำการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย  ที่จริงแล้ว การโจมตีซัพพลายเชนเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 78 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2561

เทคนิค LotL เปิดโอกาสให้คนร้ายซ่อนเร้นกิจกรรมของตนไว้ท่ามกลางกระบวนการที่ถูกต้องมากมาย ตัวอย่างเช่น การใช้สคริปต์ PowerShell ที่เป็นอันตรายมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 1,000 เปอร์เซ็นต์เมื่อปีที่แล้ว  ขณะที่ไซแมนเทคสกัดกั้นสคริปต์ PowerShell ที่เป็นอันตรายได้ถึง 115,000 รายการในแต่ละเดือน แต่ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ PowerShell โดยรวม  การใช้วิธีการแบบกำปั้นทุบดินด้วยการปิดกั้นกิจกรรม PowerShell ทั้งหมดจะส่งผลให้การดำเนินงานขององค์กรต่างๆ หยุดชะงักลง และนั่นคือเหตุผลที่กลุ่มคนร้ายนิยมใช้การโจมตีแบบ LotL มากกว่า

การระบุและสกัดกั้นการโจมตีต้องใช้วิธีการตรวจจับขั้นสูง เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และ Machine Learning เช่น บริการ Managed Endpoint Detection and Response (MEDR) ของไซแมนเทค เทคโนโลยี EDR 4.0 ที่ได้รับการปรับปรุง และ Targeted Attack Analytics (TAA) ซึ่งเป็นโซลูชั่น AI ขั้นสูง  ทั้งนี้ TAA ช่วยให้ไซแมนเทคตรวจพบการโจมตีที่ซ่อนเร้นหลายสิบรูปแบบ รวมถึงการโจมตีจากกลุ่ม Gallmaker ซึ่งดำเนินการจารกรรมข้อมูลทางไซเบอร์โดยไม่ใช้มัลแวร์

นอกเหนือจาก LotL และจุดอ่อนในระบบซัพพลายเชนซอฟต์แวร์แล้ว ผู้โจมตียังเพิ่มการใช้วิธีการโจมตีแบบเดิมๆ เช่น ฟิชชิ่งแบบมีเป้าหมายชัดเจน (Spear-phishing) เพื่อแทรกซึมเข้าสู่องค์กร  ขณะที่การเก็บรวบรวมข้อมูลยังคงเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย แต่กลุ่มผู้โจมตีที่ใช้มัลแวร์เพื่อทำลายและทำให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงักมีจำนวนเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2561

Internet of Things ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี

ขณะที่การโจมตี Internet of Things (IoT) ยังคงอยู่ในระดับสูงและใกล้เคียงกับปี 2560 แต่รูปแบบการโจมตี IoT กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  แม้ว่าเราเตอร์และกล้องที่เชื่อมต่อครองสัดส่วนเปอร์เซ็นต์มากที่สุดของอุปกรณ์ที่ติดเชื้อ (90 เปอร์เซ็นต์) แต่พบว่าอุปกรณ์ IoT เกือบทั้งหมดมีช่องโหว่ โดยทุกสิ่งตั้งแต่หลอดไฟอัจฉริยะ ไปจนถึงอุปกรณ์สั่งงานด้วยเสียง กลายเป็นช่องทางเพิ่มเติมสำหรับการโจมตี

กลุ่มทีมงานมืออาชีพที่ทำการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายหันมาใช้ IoT เป็นช่องทางหลักเพิ่มมากขึ้น  การแพร่ระบาดของมัลแวร์เราเตอร์ VPNFilter แสดงถึงพัฒนาการของภัยคุกคาม IoT ทั่วไป  มัลแวร์ดังกล่าวสร้างขึ้นโดยกลุ่มคนร้ายที่มีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรพร้อมสรรพ โดยจะทำให้ผู้โจมตีสามารถทำลายหรือลบข้อมูลทั้งหมดในอุปกรณ์ ขโมยข้อมูลและรหัสผ่าน และแทรกแซงการสื่อสาร SCADA

มร. เชอรีฟ เอล-นาบาบิ รองประธานฝ่ายวิศวกรรมการขาย

มร. เชอรีฟ เอล-นาบาบิ รองประธานฝ่ายวิศวกรรมการขาย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ไซแมนเทค กล่าวว่า “เนื่องจากการผนวกรวมระหว่างระบบไอทีและ IoT ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นเป้าหมายถัดไปของสงครามไซเบอร์ก็คือ เทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน หรือ Operational Technology  กลุ่มต่างๆ เช่น Thrip และ Triton แสดงความสนใจที่จะโจมตีระบบปฏิบัติงานและระบบควบคุมภาคอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ทางไซเบอร์”

ความตื่นตัวเรื่องความเป็นส่วนตัว

กรณีข้อมูลรั่วไหลที่เกิดขึ้นกับ Cambridge Analytica และ Facebook รวมไปถึงการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัว (General Data Privacy Regulation - GDPR) และการเปิดเผยเกี่ยวกับจุดบกพร่องด้านการติดตามตำแหน่งของแอพและความเป็นส่วนตัวในแอพที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย เช่น ฟีเจอร์ FaceTime ของ Apple ส่งผลให้ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในช่วงปีที่แล้ว

เป็นที่ถกเถียงกันกว่าสมาร์ทโฟนอาจเป็นอุปกรณ์สอดแนมที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะประกอบด้วยกล้อง อุปกรณ์รับฟัง และเครื่องติดตามตำแหน่งที่ตั้ง ซึ่งเจ้าของเครื่องพกพาติดตัวไปทุกที่  สมาร์ทโฟนจึงตกเป็นเป้าหมายของการสอดแนมโดยรัฐบาลของบางประเทศ และกลายเป็นช่องทางสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภค โดยที่นักพัฒนาโมบายล์แอพไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะป้องกันปัญหานี้

ผลการศึกษาของไซแมนเทคชี้ว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของแอพ Android ยอดนิยม และ 25 เปอร์เซ็นต์ของแอพ iOS ยอดนิยม ร้องขอการติดตามตำแหน่งที่ตั้ง ขณะที่ 46 เปอร์เซ็นต์ของแอพ Android ยอดนิยม และ 24 เปอร์เซ็นต์ของแอพ iOS ยอดนิยม ร้องขอสิทธิ์การเข้าถึงกล้องถ่ายรูปบนอุปกรณ์ และมีการแชร์ที่อยู่อีเมลให้กับ 44 เปอร์เซ็นต์ของแอพ Android ยอดนิยม และ 48 เปอร์เซ็นต์ของแอพ iOS ที่ได้รับความนิยมสูงสุด

เครื่องมือดิจิทัลที่เก็บรวบรวมข้อมูลโทรศัพท์มือถือสำหรับการติดตามบุตรหลาน เพื่อน หรือโทรศัพท์ที่สูญหายก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน และส่งผลให้มีการตรวจสอบติดตามผู้อื่นโดยไม่ได้รับคำยินยอม  ทั้งนี้ แอพและบริการกว่า 200 รายการนำเสนอความสามารถที่หลากหลายสำหรับการสะกดรอยตาม เช่น การติดตามตำแหน่งที่ตั้งเบื้องต้น การดักรับข้อความ และแม้กระทั่งการลักลอบบันทึกวิดีโอ

เกี่ยวกับรายงานภัยคุกคามด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต

รายงานภัยคุกคามด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต (Internet Security Threat Report) ให้ภาพรวมและข้อมูลวิเคราะห์เกี่ยวกับภัยคุกคามทั่วโลกในแต่ละปี โดยอ้างอิงข้อมูลจากเครือข่ายข้อมูลข่าวกรองทั่วโลก (Global Intelligence Network) ของไซแมนเทค ซึ่งนักวิเคราะห์ของไซแมนเทคใช้ในการระบุ วิเคราะห์ และระบุข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มของการโจมตี โค้ดแปลกปลอม ฟิชชิ่ง และสแปม ไปที่ go.symantec.com/ISTR เพื่อดูข้อมูลสำคัญสำหรับปีนี้ และลงทะเบียนเข้าร่วมการสัมมนาเกี่ยวกับ ISTR ของไซแมนเทค ในวันที่ 28 มีนาคม เวลา 10:00 น. ตามเวลาฝั่งแปซิฟิก / 13:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก

 

เกี่ยวกับไซแมนเทค

บริษัท ไซแมนเทค (NASDAQ: SYMC) เป็นผู้นำระดับโลกทางด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่พร้อมช่วยให้การปกป้อง คุ้มครองข้อมูลสำคัญ องค์กรธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และผู้ใช้ทั่วไป ไม่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกจัดเก็บเอาไว้ที่ใดก็ตาม  องค์กรต่างๆ ทั่วโลกต่างเลือกใช้บริการของไซแมนเทค เพื่อวางแผนกลยุทธ์ในการป้องกัน ที่สามารถเชื่อมโยงระบบเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้สามารถป้องกันภัยคุกคามที่แสนซับซ้อนในปัจจุบันได้อย่างครอบคลุมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง คลาวด์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่นเดียวกับผู้ใช้ทั่วไปมากกว่า 50 ล้านคนที่เชื่อมั่นในบริการของ Symantec’s Norton และ LifeLock เพื่อปกป้องชีวิตในโลกดิจิทัล ที่บ้านและอุปกรณ์ส่วนตัวของพวกเขาเหล่านั้น  เครือข่ายข้อมูลอัจฉริยะทางไซเบอร์ของไซแมนเทค เป็นหนึ่งในเครือข่ายข้อมูลไซเบอร์ภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ สามารถตรวจสอบภัยคุกคาม และปกป้องลูกค้าจากการโจมตีรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนสูงได้เป็นอย่างดี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.symantec.com หรือติดต่อเราได้ทาง Facebook, Twitter และ LinkedIn

TNR ตั้งเป้าดันรายได้ปี 62 เติบโต 20% รุกเพิ่มพอร์ตยอดขาย ONETOUCHTM และ PLAYBOY ดันอัตรากำไรขั้นต้น

บมจ. ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ หรือ TNR ตั้งเป้าดันรายได้รวมปี 62 เติบโต 20% จากปีก่อนที่ทำได้ 1,460 ล้านบาท พร้อมขยับอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น วางกลยุทธ์มุ่งเพิ่มพอร์ตรายได้จากกลุ่มธุรกิจผลิตถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ ทั้ง ONETOUCHTM และ PLAYBOY เป็น 20% จากปีก่อนอยู่ที่ 10% พร้อมตั้งเป้าพลิกผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย - บ๊อก เอเชีย กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้มีกำไรในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้

นายอมร ดารารัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR ผู้ผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยจากน้ำยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในไทยภายใต้แบรนด์ ONETOUCHTM และ PLAYBOY เปิดเผยว่า ในปี 2562 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้รวมเติบโต 20% จากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 1,460 ล้านบาท และเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นกว่าปีก่อนโดยทิศทางการดำเนินงานจะมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจผลิตถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ (company’s trademark) เป็น 20% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 10% ซึ่งประกอบด้วยแบรนด์ ONETOUCHTM ที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า และแบรนด์ PLAYBOY ที่ได้รับสิทธิ์ในการขายและทำการตลาดผลิตภัณฑ์ถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นรวม 188 ประเทศทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีเมื่อเทียบกับกลุ่มธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) และกลุ่มธุรกิจงานประมูล (Tender)

ทั้งนี้ ในการรุกเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ ได้วางตำแหน่ง ONETOUCHTM เป็นแบรนด์เจาะกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียลในประเทศไทยและกลุ่ม CLMV โดยปี 2562 บริษัทฯ เตรียมงบโฆษณาเพื่อสร้างแบรนด์ และมีแผนจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อกระตุ้นการขายสินค้ามากยิ่งขึ้นและขยายฐานลูกค้าใหม่เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ยังไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ ONETOUCHTM มาก่อน เป้าหมายเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยโดยสิ้นปีที่ผ่านมามีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 27% ขณะที่แนวโน้มตลาดถุงยางอนามัยในประเทศไทยคาดว่าจะมีปริมาณการใช้ใกล้เคียงกับปีก่อน

ส่วนการขยายตลาดแบรนด์ PLAYBOY ได้วางตำแหน่งเป็นแบรนด์เจาะกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มพรีเมี่ยมในไทยและต่างประเทศ โดยหลังจากได้รับสิทธิ์การขายและการตลาดเมื่อปีที่ผ่านมา ได้เดินทางพบกับคู่ค้าในภูมิภาคต่าง ๆ พร้อมทั้งวางระบบพัฒนาผู้แทนจำหน่ายและการวางแผนจัดกิจกรรมการตลาดร่วมกับผู้แทนจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ เพื่อเพิ่มยอดขาย ส่วนแผนงานในปีนี้จะรุกขยายตลาดในภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ ยุโรป แอฟริกา อาเซียนและตะวันออกกลาง ทั้งการเพิ่มประเทศคู่ค้าใหม่ ๆ และการเพิ่มยอดขายสินค้าในประเทศคู่ค้ารายเดิม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดขายสินค้าในกลุ่มธุรกิจ OEM เติบโตจากปีก่อนประมาณ 10-15% โดยปัจจุบันยังคงมีคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์จากลูกค้าในภูมิภาคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มธุรกิจงานประมูลจะเน้นเข้าประมูลงานที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและสามารถควบคุมอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อย่างไรก็ตามในระยะยาวบริษัทฯ จะทยอยปรับลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจงานประมูลและหันมามุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ มากขึ้น

นับจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลายปี 2559 เรามีนโยบายเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ มากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้น่าจะเห็นภาพชัดเจนหลังจากเราได้สิทธิ์แบรนด์ PLAYBOY ซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่คนไทยและต่างประเทศรู้จักดี โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ยังมีโอกาสเติบโตอย่างมาก

นายสุเมธ มาสิลีรังสี ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน TNR กล่าวว่า ในปีนี้น่าจะเป็นปีที่บริษัทฯ มีการเติบโตที่ดีขึ้นทั้งในด้านยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น โดยนอกจากแผนงานเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายสินค้าแบรนด์ ONETOUCHTM และ PLAYBOY แล้ว คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ผลดีจากราคาวัตถุดิบหลักในตลาดโลกที่ปรับลดลง ได้แก่ ราคาซิลิโคนที่ปรับลดลงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาและสถานการณ์ราคาน้ำยางที่อยู่ในช่วงลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารต้นทุนการผลิตสินค้าในปีนี้

ส่วนบริษัท บ๊อก เอเชีย กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของ TNR ที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กระดาษ หลังจากเข้าควบรวมกิจการเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์ให้แก่บริษัทฯ และลูกค้าทั่วไป บริษัทฯ ได้เข้าไปดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นภายในโรงงาน ส่งผลให้มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น และตั้งเป้าหมายให้บริษัท บ๊อก เอเชีย กรุ๊ปฯ กลับมาสร้างผลกำไรอีกครั้งตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ โดยจะเน้นลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง

“ราคาวัตถุดิบในปีนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกับการบริหารต้นทุนการผลิตของบริษัทฯ อย่างไรก็ตามปัจจัยต้องติดตามคือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเรามอนิเตอร์อยู่ตลอดเวลาและทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน ส่วนกรณีที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเกินกว่า 10% หรือมีอัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เราจะใช้วิธีพิจารณาปรับขึ้นราคาสินค้ากต่างประเทศเป็นราย ๆ” นายสุเมธ กล่าว

TQM พบนักลงทุน (Opportunity Day)

ดร.อัญชลิน พรรณนิภา (กลาง) ประธานกรรมการ ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ คุณสมพร อำไพสุทธิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีการเงิน บมจ. ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น หรือ TQM ผู้นำธุรกิจโบรกเกอร์ประกันภัย ร่วมกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) เพื่อให้ข้อมูลภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2561 ของบริษัทฯ มีรายได้รวม 2,525.04 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนร้อยละ 10.7 และมีกำไรสุทธิ 404.3 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 50.7 พร้อมนำเสนอแผนกลยุทธ์ในปี 2562 ด้วยการนำระบบออนไลน์เข้ามาผลักดันผลการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “TQM24 เพื่อนคุณ 24 ชั่วโมง” เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายให้แก่นักลงทุน ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Page 2 of 158