Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

กสอ. ผนึกโตโยต้าเปิดตัวโครงการพี่ช่วยน้อง “ธุรกิจชุมชนพัฒน์” นำระบบคาราคุริ และไคเซ็น เสริมศักยภาพโอทอปและเอสเอ็มอีไทย

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ผนึกความร่วมมือกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดศูนย์เรียนรู้โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ในศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (กล้วยน้ำไท) ภายใต้โครงการ Big Brother หรือ พี่ช่วยน้อง ที่จะร่วมมือกันเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนา ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) ให้เป็นศูนย์ฯขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายครบวงจร ได้แก่ กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ กลุ่มดิจิทัลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง โดยการนำระบบ "คาราคุริ" กลไกอัจฉริยะจากญี่ปุ่นที่โตโยต้าใช้เพิ่มผลิตภาพ  ในกระบวนการผลิตมาถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการ พร้อมทั้งยกระดับหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ใน 4 ภูมิภาค ให้เป็นวิสาหกิจและหมู่บ้านต้นแบบของประเทศไทย ด้วยหลักการ “ไคเซ็น”

นายเดชา จาตุธนานันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ล่าสุด กสอ. ได้ผนึกกำลังร่วมกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในการร่วมมือเป็นพี่เลี้ยงพัฒนาศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) และโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CIV) ซึ่งมุ่งสนับสนุนกลไกที่จำเป็นต่าง ๆ ให้แก่เอสเอ็มอีและโอทอป เพื่อการยกระดับศักยภาพในหลากหลายด้าน พร้อมทั้งการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง   มาถ่ายทอดประสบการณ์จริง เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การเตรียมความพร้อมการขับเคลื่อนธุรกิจ ให้สามารถเติบโตและดำเนินธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพในหลากหลายมิติ

ทั้งนี้ ยังได้ร่วมกันเปิด “ศูนย์การเรียนรู้โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ภายในศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (กล้วยน้ำไท) เพื่อขับเคลื่อน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ 1.กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกล ที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม 2.กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว และ 3.กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง

โดยโตโยต้าจะให้ความช่วยเหลือด้วยการนำองค์ความรู้ในการทำธุรกิจที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ได้แก่ วิถีโตโยต้า (Toyota Way) และระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System) และปรัชญาลูกค้าเป็นที่หนึ่ง (Customer First) มาถ่ายทอดเพื่อพัฒนาศักยภาพให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ พร้อมมุ่งเน้นให้มีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ และราคา นอกจากนี้ยังจะมีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทุกกระบวนการจัดการ ซึ่งมั่นใจว่ากลไกความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นส่วนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนปรับตัวได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น พร้อมเชื่อมโยงการตลาดและการทำการค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างมีศักยภาพในอนาคต

ด้าน นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ได้สนับสนุนสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านโครงการ Big Brother หรือ “พี่ช่วยน้อง” ซึ่งนำองค์กรเอกชนขนาดใหญ่มาผนึกกำลังความช่วยเหลือ ถ่ายทอดนวัตกรรม ความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ในการทำธุรกิจแก่ผู้ประกอบการ เพื่อมุ่งสู่การเป็น “SMEs ยุค 4.0” โดยโตโยต้าได้ใช้ประสบการณ์จริงนำความรู้ทางวิชาการและความรู้เชิงขั้นตอนของโตโยต้า มาสนับสนุนใน 2 โครงการดังกล่าว โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  1. ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (Industry Transformation Center: ITC) โตโยต้าได้จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ภายในศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 3 แห่ง ใน กรุงเทพฯ ชลบุรี และนครราชสีมา ที่ให้ข้อมูลในเรื่อง ระบบการผลิตแบบโตโยต้าและการประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ซึ่งเป็นนิทรรศการ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เข้าศึกษาหลักการปรับปรุงธุรกิจ และแนวทางการบริหารจัดการตามแนวปฏิบัติของโตโยต้า รวมถึงตัวอย่างการปรับปรุงธุรกิจชุมชนต่าง ๆ ภายใต้โครงการ โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์ นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงวิธีการไคเซ็นกระบวนการผลิตด้วยกลไกอัติโนมัติ Karakuri หรือ การใช้กลไกพื้นฐาน เช่น รอก พื้นเอียง คาน ฯลฯ มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เพื่อลดการใช้พลังงาน และค่าใช้จ่าย
  2. หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village: CIV) โตโยต้านำประสบการณ์จาก โครงการโตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์ เข้ายกระดับหมู่บ้านที่มีศักยภาพ 4 แห่ง ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบ โดยจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ของโครงการ เข้าเป็นพี่เลี้ยงในการถ่ายทอดหลักการไคเซ็นแก่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์หลักของชุมชน ตลอดจนการจัดอบรมผู้ฝึกสอนเพื่อให้เป็นผู้ให้คำปรึกษาและขยายผลการนำไปประยุกต์ใช้ แก่หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสมต่อไป อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การขยายผลทางการท่องเที่ยวของชุมชนในอนาคต

โดย นายวุฒิกร กล่าวปิดท้ายว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การร่วมมือระหว่าง กสอ. และโตโยต้าในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ให้สามารถแข่งขันและพึ่งพาตนเองเตรียมความพร้อมสู่การเป็น SMEs 4.0 ได้อย่างภาคภูมิ ซึ่งโตโยต้ายังคงจะเดินหน้าขยายผลโครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่าง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป

อย่างไรก็ดี กสอ. และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ยังได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 และโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์” พร้อมเปิดศูนย์ศูนย์การเรียนรู้โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์ ณ กองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล้วยน้ำไท กรุงเทพฯ 

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2367 8201-4,0 หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

 

รองเท้าสุขภาพคลาส แอนด์ ซิลฟ์ รุ่นใหม่ขายดีอันดับ 1

แบรนด์รองเท้าสุขภาพชื่อดัง KLAS & SYLPH (คลาส แอนด์ ซิลฟ์) แนะนำรองเท้าแฟชั่นเพื่อสุขภาพรุ่นใหม่ยอดนิยม Tracy (เทรซี่) เน้นดีไซน์สวยทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้หญิงรุ่นใหม่ ภายใต้สโลแกน “ผู้หญิงยุคใหม่สวยได้ ไม่ต้องทนเจ็บ” มาพร้อมพื้นรองเท้าที่มีส่วนซัพพอร์ตอุ้งเท้าตามหลักออร์โธปิดิกส์ นุ่มสบาย ถนอมเท้า น้ำหนักเบา ช่วยบรรเทาอาการปวดเท้า ปวดส้นเท้าได้เป็นอย่างดี ผลิตจากหนังวัวแท้ มี 3 สีให้เลือก คือ สีเงิน สีโรสโกลด์ และสีบรอนซ์ ราคา 2,550 บาท โปรโมชั่นพิเศษลด 10% สำหรับรุ่นใหม่ และส่วนลดสูงสุด 30% สำหรับรุ่นอื่นๆ ตั้งแต่วันนี้ - 31 มกราคมนี้เท่านั้น

สำหรับผู้ที่กำลังมองหารองเท้าแฟชั่นเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะวัยใด ก็สามารถมีสุขภาพเท้าดีได้อย่างมีสไตล์ สามารถหาซื้อได้ที่ร้านคลาส แอนด์ ซิลฟ์ สาขา Terminal 21 (อโศก) สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว และสาขาเดอะ ลิทเติ้ลวอล์ค บางนา รวมถึงร้าน Heath Club สาขาโรงพยาบาลวิภาวดี สาขาโรงพยาบาลสินแพทย์ และสาขาโรงพยาบาลศิครินทร์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://klas-sylph.co.th/th, IG: KlasSylph, LINE: @klassylph, Facebook: Klas & Sylph (Thailand) หรือโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-026-1910

“นีโอ คอร์ปอเรท” ประกาศศักดาเปิดฐานผลิตแห่งใหม่ Automated Warehouse ระดับเวิลด์คลาส
ทุ่มงบลงทุน 2 พันล้าน สร้าง R&D Center พัฒนาสินค้านวัตกรรมลุยเจาะพรีเมี่ยม ตลาด CLMV แห่ซื้อออเดอร์ทะลัก ลั่นยอดขายปี 62 พุ่งพรวดแตะ 6,600 ล้าน

  • “นีโอ คอร์ปอเรท” บริษัทชั้นนำด้านสินค้าอุปโภคสัญชาติไทย ประกาศศักดาเผยโฉมฐานผลิตแห่งใหม่ เทคโนโลยีล้ำยุค เนื้อที่กว่า 190 ไร่ ใน จ.ปทุมธานี
  • เผยใช้งบลงทุนรวมกว่า 2,000 ล้าน จับมือยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นสร้าง Automated Warehouse AS/RS ทุ่มระบบซัพพลายเชนระดับเวิลด์คลาส
  • ชูวิสัยทัศน์สร้าง R&D Center ลุยยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้านวัตกรรมเจาะตลาดพรีเมี่ยม เพิ่มประสิทธิภาพ-ตัดต้นทุน ติดตั้ง”หุ่นยนต์”เร่งสปีดกำลังผลิต 100%
  • เดินหน้าเปิดตัวสินค้าฉีกคู่แข่งรับเทรนด์ Natural และ Organic Trend คุยตลาดต่างประเทศแห่ซื้อออเดอร์ทะลัก ลั่นยอดขายปี 62 พุ่งกว่า 10% แตะ 6,600 ล้าน เร่งเป้าหมายโกยรายได้หมื่นล้าน

นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานกรรมการและประธานบริหาร บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคสัญชาติไทยอันดับ 1 ภายใต้แบรนด์ ไฟน์ไลน์, ดีนี่, บีไนซ์, ทรอส, เอเวอร์เซ้นส์, วีไวต์, สมาร์ท และโทมิ  เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมแล้วที่จะเผยโฉมโรงงานผลิตแห่งใหม่ ซึ่งใช้เม็ดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นมากกว่า 2,000 ล้านบาท ในเนื้อที่ขนาดใหญ่กว่า 190 ไร่ ในจังหวัดปทุมธานี เพื่อสร้างฐานผลิตที่มีความทันสมัยด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสูงสุด รองรับการการขยายองค์กรที่มียอดขายเติบโตเพิ่มมากขึ้นทุกปีและตั้งเป้าผลักดันรายได้รวมสู่เป้าหมาย 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2022

ล่าสุด นีโอ คอร์ปอเรท ยังขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่กวาดยอดขายสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของตลาดรวมในประเทศไทย โดยมีอัตราเติบโตสูงสุดและสูงกว่าตลาดรวม ที่สำคัญเป็นบริษัทคนไทยที่มียอดขายสูงที่สุด ท่ามกลางคู่แข่งแบรนด์ต่างชาติ

“การลงทุนฐานผลิตแห่งใหม่ถือเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์การผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายสร้าง R&D Center หรือศูนย์รวมการเรียนรู้หลากหลายด้าน มุ่งเน้นการพัฒนา ทั้งด้านคุณภาพและภาพลักษณ์สินค้าในแนวทาง Premiumization เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สู่ระดับสากล  มีการทำวิจัยและพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง รองรับการขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ  รวมถึงการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งที่สะดวกในการใช้งานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบที่มีคุณภาพของคนไทยสู่สากล” 

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จับมือกับบริษัทผู้เชี่ยวชาญในประเทศญี่ปุ่นมานานกว่า 2 ปี ใช้เงินลงทุนกว่า 400 ล้านบาท พัฒนาระบบ Automated Warehouse นวัตกรรมด้านการจัดการ (Supply Chain and Operation Excellence) ที่เรียกว่า Automated Storage and Retrieval System (AS/RS ) ซึ่งเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ติด 1 ใน 3 ที่บริษัททั่วโลกเลือกใช้  โดยเป็นระบบจัดการการทำงานที่ผสานการจัดส่งสินค้าจากโรงงานผลิตถึงคลังสินค้า มีความถูกต้องแม่นยำ และรวดเร็ว  เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การจัดเก็บประหยัดพื้นที่ถึง 60% และช่วยลดต้นทุนปฏิบัติการลงด้วย

ขณะเดียวกัน มีการเพิ่มนวัตกรรมด้านการผลิตด้วยระบบหุ่นยนต์ (Robotic system) ทำให้ผลิตได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งให้ผู้ร่วมงานมีโอกาสเรียนรู้พัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับ Robot โดยนำระบบเครื่องจักรที่สามารถบรรจุขวดแบบอัตโนมัติ  และเครื่องบรรจุแบบซอง(POUCH) ความเร็วระดับไฮสปีด รวมกว่า 10 เครื่อง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนเพิ่มการลงทุนในระบบแพ็คและระบบจัดเรียงบนพาเลทแบบอัตโนมัติ เพื่อเสริมศักยภาพในอนาคต ซึ่งเฉลี่ยแล้วสามารถเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นกว่าเดิม 100-125%

กระบวนการผลิตทั้งหมดยังเน้นแนวคิด Eco Friendly ด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซล (Solar Cell)ขนาด 2,000 กิโลวัตต์, การปรับกระบวนการผลิต ให้ใช้น้ำอย่างคุ้มค่าที่สุด,  การนำน้ำทิ้งมาบำบัดเพื่อหมุนเวียนใช้ในการรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีพื้นที่สีเขียวให้พนักงาน

นายสุทธิเดช กล่าวว่า นีโอคอร์ปอเรทถือเป็น FMCG กลุ่ม Non-food เจ้าแรกที่มีระบบ Warehouse ที่ควบคุมด้วยระบบ Automatic - AS/RS  ที่สมบูรณ์ เป็น World Class System ที่ดีและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ มูลค่าสูงสุด เพื่อเป็นอนาคตใหม่ตามแผนยุทธศาสตร์เชิงรุก โดยเฉพาะการรุกตลาดพรีเมี่ยม ทั้งในกลุ่มเซกเมนต์ที่มีอยู่แล้ว และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดเซกต์เมนต์ใหม่ ๆ เพื่อรองรับช่องทางจำหน่าย ทั้งออฟไลน์และออนไลน์

ที่ผ่านมา บริษัทฯ เน้นการทำวิจัยทางการตลาดในรูปแบบต่าง ๆ มากกว่า 200 ครั้งต่อปี เพื่อศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้มีคุณภาพทัดเทียมแบรนด์ระดับโลกและตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ ร่วมมือกับคู่ค้าและสถาบันระดับโลกต่าง ๆ มากมายเพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ จนส่งผลให้สินค้าของนีโอ คอร์ปอเรท เป็นที่นิยมต่อเนื่องเป็นอันดับ 1 ของคนไทยมาอย่างยาวนาน รวมทั้งเปิดตลาดยังต่างประเทศ จนสินค้าเติบโตมียอดขายติดอันดับต้น ๆ ของอาเซียน

สำหรับเทรนด์สินค้าที่บริษัทฯ เร่งเดินหน้าสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อเน้นความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง คือ Natural และ Organic trend ซึ่งเริ่มออกสินค้าสู่ตลาดแล้วหลายตัว เช่น Fineline fabric softener  ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นพิเศษจากพลังธรรมชาติ D-Nee baby fabric care ผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าสำหรับเด็กแบรนด์แรก ที่มีผลิตภัณฑ์กลุ่มออร์แกนิค ครบวงจร  ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ECOCERT ประเทศฝรั่งเศส  พร้อมกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งในตลาดประเทศไทยและ CLMV

นอกจากนี้ ยังมี BeNice shower cream ผู้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายที่โดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่งในด้านการให้ผิวเนียนกระชับ (double firming) จาก Wheat protein & Micro collagen และฟรุตเอสเซ้นส์ (Fruit essence) สารสกัดจากผลไม้ธรรมชาติ ให้วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ลิขสิทธิ์เฉพาะของบีไนซ์และนำเสนอเป็นแบรนด์แรกในประเทศ

บริษัทฯ มั่นใจว่า การเปิดโรงงานแห่งใหม่จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถผลักดันยอดขายในปี 2562 เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2561 กว่า 10% หรือประมาณ 6,600 ล้าน ด้านภาพรวมรายได้ปี 2561 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากปี 2560 แบ่งสัดส่วนเป็นสินค้าของใช้ส่วนตัว (Personal care) 40% และผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน (Household care) 60% โดยมีสินค้าหลัก คือ แบรนด์ไฟน์ไลน์, ดีนี่ และ บีไนซ์ ขณะที่สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศปัจจุบันอยู่ที่ 15% คาดว่าจะเพิ่มเป็น 25% ภายใน 2565  โดยเน้นตลาด CLMV รวมถึงตลาดตะวันออกกลาง จีนและอเมริกา

(จากซ้าย) ศิริสุภา อาจสัญจร, สุทธิเดช ถกลศรี และ ปัทมา ถกลศรี

อนึ่ง บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2532 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในบริษัทไทยที่มีบทบาทและเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวภายในประเทศ ภายใต้แบรนด์สินค้าอันเป็นที่รู้จักกันดี เช่น ไฟน์ไลน์, ดีนี่, บีไนซ์, ทรอส, เอเวอร์เซ้นส์, วีไวต์, สมาร์ท และโทมิ

 “พีที” ห่วงใย แจกหน้ากากอนามัย N95 ฟรี 15,000 ชิ้น

สถานีบริการน้ำมันพีที ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาสถานการณ์ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐาน ภายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยพร้อมแจกหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 15,000 ชิ้น ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2562 เป็นต้นไป (จนกว่าของจะหมด) เพียงแสดงบัตรพีที แมกซ์การ์ด 1 ใบต่อหน้ากากอนามัย N95 1 ชิ้น ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีทุกสาขาในเขตกรุงเทพมหานคร ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://www.facebook.com/ptstation

ชินวะ เรียลเอสเตท เปิดแผนลงทุน ปี 62 มูลค่า 3,000 ล้านบาท เล็งปั้นโลว์ไรซ์ชิมลางก่อนกระจายโหนดทั่วกรุง-เตรียมแผนเร่งโอนรับรู้รายได้ไตรมาสสาม

“ชินวะ กรุ๊ป” เจ้าของนวัตกรรมรูเนะสุ เปิดแผนลงทุนในไทยปี 62 มูลค่า 3,000 ล้านบาท เน้นย้ำการปักหลักมั่นคงเพื่อก้าวย่างเติบโตแข็งแรง สานต่อ”คอนโดที่อยู่อาศัยคุณภาพด้วยจิตวิญญาณญี่ปุ่นแท้ๆ” เตรียมปั้นคอนโดโลว์ไรซ์ไพลอท โปรเจ็กซ์เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลืองก่อนกระจายทั่วกทม. พร้อมดันทริเปิ้ล เอส เซอร์วิส เร่งโอนโครงการรูเนะสุ ทองหล่อที่จะเริ่มโอนไตรมาสสาม

มร.โทโมยาสุ ยามาเบะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ ชินวะ กรุ๊ป กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ภายหลังการเข้ามาลงทุนในไทยประมาณสองปี ด้วยการนำนวัตกรรม“รูเนะสุ” โดยใช้ซิกม่า บีม-ลิขสิทธิ์หนึ่งเดียวในโลกเพื่อกลับคานเป็นพื้น-กลับพื้นเป็นคาน เพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการ Death Space ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นถึง 25-40 % นโยบายการลงทุนในในปีนี้ยังคงเน้นการปูทางวางรากฐานให้หนักแน่นมั่นคง เพื่อก้าวย่างที่เติบโตอย่างมั่นคงแข็งแรงในอนาคต โดยชูเอกลักษณ์จุดแข็งเทคนิคการก่อสร้างที่ทันสมัยของบริษัทแม่ เพื่อคงความเป็นคอนโดคุณภาพจิตวิญญาณญี่ปุ่นแท้ๆ ดังเจตนารมณ์ของชินวะ เนื่องจากมีบริษัทรับเหมาที่เป็นเจ้าของนวัตกรรมก่อสร้างอยู่ในกลุ่มธุรกิจ โดยปีนี้จะมีการเปิดคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ออกสู่ตลาดเป็นไพลอท โปรเจ็กซ์ รวมมูลค่าโครงการลงทุนปีนี้ประมาณ 3,000 ล้านบาท

“ประเทศไทยยังมีความน่าสนใจในการลงทุนของกลุ่มชินวะ กรุ๊ป ด้วยความพร้อมในหลายด้าน ทั้งตัวเลข "GDP" หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่มีอัตราสูงสุดในรอบหลายปี รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนในด้านต่างๆของภาครัฐ จะเห็นว่าช่วงนี้รัฐบาลผลักดันโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆอย่างต่อเนื่องและเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อภาคลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะสำหรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต่อยอดให้มีการสร้างโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเป็นผลดีต่อกลุ่มลูกค้าให้มีทางเลือกที่ดีและตรงใจมากขึ้น ชินวะเป็นกลุ่มทุนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 130 ปี การเข้ามาลงทุนในไทยนับเป็นก้าวแรกที่รุกตลาดต่างประเทศ จึงเน้นการปูรากฐานให้หนักแน่นแข็งแรง เพื่อก้าวย่างเติบโตอย่างช้าๆแต่มั่นคงแข็งแรง” มร.ยามาเบะกล่าว 

นายวิชัย จุฬาโอฬารกุล กรรมการบริหาร บริษัท ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า นโยบายของชินวะ ยังให้น้ำหนักกับทำเลสุขุมวิทตอนกลาง เพื่อตอบสนองโจทย์ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทำเลและกลุ่มเป้าหมายที่บริษัทมีความถนัดสอดรับกับข้อมูลการวิจัยต่างๆ โดยทำเลดังกล่าวยังมีความต้องการและเป็นทำเลที่มีอัตราการปรับราคาเพิ่มขึ้น แผนการลงทุน ประกอบด้วย โครงการเร็น สุขุมวิท 39 (REN Sukhumvit 39) นอกจากนั้นในปีนี้บริษัทจะมีการทดลองตลาด โดยขึ้นโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ในทำเลเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง บริเวณถนนศรีนครินทร์ บนที่ดินเกือบ 1 ไร่ สูง 7-8 ชั้น จำนวนไม่เกิน 100 ยูนิต ขนาดพื้นที่รวม 4,000 ตารางเมตร มูลค่าโครงการประมาณ 200 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มขายประมาณไตรมาสสาม

แม้เป็นโลว์ไรส์แต่ยังคงกิมมิกที่มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ของชินวะ ซึ่งภายหลังจะมีโครงการในลักษณะเดียวกันนี้กระจายในทำเลชุมชนทั่วไป เนื่องจากเป็นโครงการขนาดเล็กสามารถดำเนินการและปิดการขายได้เร็ว สำหรับปีนี้จะมีการรับรู้รายได้จากการโอนโครงการรูเนะสุ ทองหล่อ 5 ที่จะเริ่มทะยอยโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาสสาม ซึ่งบริษัทเตรียมกลยุทธ์เร่งโอนด้วยทริเปิ้ล เอส เซอร์วิส (Triple S Service หรือ SSS Service ) ระบบการบริหารงานหลังงานขายที่ใช้ประสานนักลงทุนไทย-ต่างชาติ สำหรับผู้เช่าชาวญี่ปุ่นแบบ Life Time FREE ลดขั้นตอนช่วยเอเย่นต์และนักลงทุน เป็นบริการตลอดชีพไม่มีวันหมดอายุที่พร้อมดูแลเฉพาะลูกค้าชินวะเท่านั้น

“กลุ่มชินวะที่โอกาซ้า มีธุรกิจที่มีความหลากหลาย ทั้งบริษัทรับเหมา คอนโดมิเนียม เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ บ้านเดี่ยว โรงแรม ที่จอดรถ ออนเซน เป็นต้น การเข้ามาทำโครงการในไทยในอนาคตจึงจะมีความหลากหลายรองรับทุกเซ็คเม้นท์เช่นกัน นอกจากนั้นยังรวมถึงการขายนวัตกรรม“รูเนะสุ” ซึ่งตลาดที่มีความเป็นไปได้สูงที่สนใจให้นวัตกรรมของเราเข้าไปช่วยเติมเต็ม อาทิ สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นต้น” นายวิชัย กล่าว

โครงการของ ชินวะ กรุ๊ป ในประเทศไทย

  • รูเนะสุ ทองหล่อ 5 (Runesu Thonglor 5)

ดำเนินงานโดย บริษัท ดับเบิ้ลยู-ชินวะ จำกัด ร่วมทุนกับ บริษัท วรลักษณ์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) โครงการตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ 1 ไร่ ดำเนินงานโดย เป็นอาคารโลว์ไรส์ 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 156 ยูนิต มี 2 type คือ 1-2 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 29-65 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท ออกแบบโครงการและฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อให้มีบรรยากาศกลิ่นอายการอยู่อาศัยแบบญี่ปุ่นแท้ๆ การใช้วัสดุก่อสร้าง-ตกแต่งบางส่วนนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น อาทิ ห้องน้ำระบบใหม่ที่พื้นสามารถแห้งได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 นาที, การใช้กระเบื้องนาโนคุณสมบัติพิเศษในการดูดซับกลิ่นความชื้นป้องกันไรฝุ่น เป็นต้น พื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกครบสมบูรณ์ สวนญี่ปุ่น สระว่ายน้ำ ออนเซนต้นตำรับแท้จากญี่ปุ่น สนามไดรฟ์กอล์ฟ Auto Parking ระบบรักษาความปลอดภัย ฯลฯ คาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ราวไตรมาสสาม ปี 62 มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท มีการติดตั้งระบบรูเนะสุ ซึ่งเป็นการกลับคานเป็นพื้น-กลับพื้นเป็นคาน ใช้พื้นที่ความต่างด้านล่างที่มีความสูง 60 เซนติเมตร เพื่อใช้ประโยชน์ในการเก็บของ ปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่น การบริหารจัดการ Death Space และสามารถทำให้ผู้อยู่อาศัยมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นถึง 25-40 %

  • เร็น สุขุมวิท 39 (REN Sukhumvit 39)

ดำเนินงานโดย บริษัท  เอส 39 จำกัด ภายใต้“ดีลแห่งชาติ” 3 ฝ่าย ผนึกกำลังจอยท์เวนเจอร์ ระหว่าง บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) จำกัด และ - Pressance Corporation จากญี่ปุ่น สัดส่วน 49:26:25 ดำเนินการโครงการคอนโดมิเนียมหรู บนที่ดินขนาด 2 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ราคาเริ่มต้นประมาณ.....บาท ที่ตั้งโครงการบนถนนสุขุมวิท ซอย 39 (ซอยพร้อมมิตร) เป็นอาคารสูง 7 ชั้น 2 อาคาร จำนวนรวม 298 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาท  และจะเป็นครั้งแรกในไทยของการก่อสร้างห้องชุดด้วยนวัตกรรม“รูเนะสุ”ทุกห้องทั้งโครงการ มี 2 type คือ 1 และ 2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้ประโยชน์ตั้งแต่ 30(+12) – 66(+18) ตร.ม. พร้อมฟังค์ชั่นแบบจัดเต็มทุกพื้นที่ และราคาที่คุ้มค่าทุกการอยู่อาศัยและการลงทุน เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีนี้

 

 

เกี่ยวกับ บริษัท ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) จำกัด

เป็นบริษัทในเครือของ ชินวะกรุ๊ป-กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งมาเกือบ 130 ปี ประกอบธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในหลายรูปแบบ เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2016 ด้วยการร่วมทุนกับกลุ่มอสังหาฯในไทย ก่อสร้างโครงการแรก คือ “รูเนะสุ ทองหล่อ 5” คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น จำนวน 156 ยูนิต มูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท ออกแบบโครงการและฟังก์ชั่นการใช้งานด้วยบรรยากาศการอยู่อาศัยแบบญี่ปุ่นแท้จริง คาดว่าจะแล้วเสร็จราวไตรมาส 3 ปี 2562 สำหรับโครงการ REN Sukhumvit 39 เป็นโครงการที่สองของการร่วมลงทุนในไทย

เกี่ยวกับ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน)

บริษัทรับเหมาก่อสร้างมีชื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีประสบการณ์และมีความชำนาญงานก่อสร้างคอนโดมิเนียมและอาคารต่างๆ ในไทยมากมาย นอกจากดำเนินงานด้านรับเหมาก่อสร้าง ยังมีนโยบายเปิดกว้างขยายการลงทุนทั้งในรูปของการพัฒนาโครงการเอง และเปิดกว้างร่วมลงทุนกับกลุ่มทุนต่างๆ

เกี่ยวกับ Pressance Corporation

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่มีจำนวนยูนิตสร้างขายเป็นที่ 1 ของคันไซ และเป็นที่ 2 ของประเทศญี่ปุ่น 21 ปี เป็นพันธมิตรที่ดีกับชินวะ กรุ๊ป มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

 

____________________

 

Shinwa Real Estate Plans an Investment of 3 Billion Baht in 2019,

Aiming to Develop a Pilot Low-Rise Condo Before Expanding Citywide, Set to Transfer Units for Revenue Recognition in the Third Quarter

“Shinwa Group,” the owner of Runesu innovation, plans to invest 3 Billion Baht in Thailand in 2019 with a focus on stability for a robust growth and continues to develop “quality condominium with a truly Japanese spirit. It prepares to develop a pilot low-rise condominium project in location near the Yellow Line before expanding to other locations citywide. It will introduce Triple S Service and accelerate transfer of Runesu Thonglor 5 which will start by the third quarter.

Mr. Tomoyasu Yamabe, Managing Director, Shinwa Real Estate (Thailand) Co., Ltd., a subsidiary of Shinwa Group which is a large corporation with headquarters in Osaka, Japan, discloses that after the group has entered to invest in Thailand two years ago and introduced the “Runesu” innovation—the sigma beam with beam adjusted to be floor and floor to be beam for space function being maximized by 25-40%, the group’s investment policy this year continues focusing on laying the foundation for sustainable business growth. It uses the parent firm’s cutting-edge construction technique as the key strength to develop quality condominium with a truly Japanese spirit which is Shinwa’s intention as one of its subsidiaries is a contractor that owns the innovation. This year the company will launch a low-rise condominium as a pilot project with a total investment of around 3 Billion Baht.

“Thailand remains attractive for an investment due to many positive factors including GDP growth, consumer confidence index which remains high for many years and the government’s investment policy. The government is pushing ahead many mass transit lines consecutively and quickly which will have a domino effect to other investments, especially property sector. The mass transit projects will boost a lot of condominium projects which will be good to customers as they will have a variety of attractive choices. Shinwa is a long-established corporation founded nearly 130 years ago.  As our investment in Thailand is the first step to tap overseas markets, we will focus on laying a strong foundation for a gradual and steady growth,” Mr. Yamabe says.

Mr. Wichai Chula-Olarnkun, Executive Director of Shinwa Real Estate (Thailand) Co., Ltd., says that Shinwa’s policy remains focusing on Middle Sukhumvit to meet Japanese customer’s requirements as it is the location and the target which the company is specialized at in line with research data. This location has strong demand and price is on the rise. The company’s investment plan comprises REN Sukhumvit 39. In addition, the company this year will have a pilot project with a plan to launch a low-rise condominium project in location clinging to the Yellow Line in Srinakarin area. It will be situated on a land plot sized nearly 1 rai with 7-8 storeys, a total of no more than 100 units and a total area of 4,000 square meter worth around 200 Million Baht. It expects to start sales by the third quarter. Despite smaller size, the project will have attractive gimmicks which is Shinwa’s identity. In the future, the company will expand new project under the same concept in other community locations as it is a small project which can start development and close sales in a short period. This year it will realize revenue from unit transfer at Runesu Thonglor 5 project by the third quarter. It prepares a strategy to accelerate unit transfer with Triple S Service or SSS Service, an after-sale management system which will coordinate between Thai and foreign investors and lifetime free for Japanese tenants which can reduce process and help agents and investors. It is a lifetime service without an expiry for only Shinwa’s customers.

“Shinwa Group in Osaka has various businesses including construction, condominiums, serviced apartments, single detached houses, hotels, car parking lots and onsen. Entering Thailand to develop property projects will also expand to other businesses in all segments in the future. These will include selling the “Runesu” innovation in target markets like Singapore and Malaysia which are interested in our innovation,” Mr. Wichai says.

Shinwa Group’s Projects in Thailand :

Runesu Thonglor 5

The project is developed by W-Shinwa Co., Ltd., a joint venture with Woraluk Property Public Company Limited. It is located on a 1-rai plot of land. It is a low-rise condominium with an eight-storey building and a total of 156 units. There are 2 types including 1 and 2 bedrooms sized 29-65 square meter with prices starting from 4.9 Million Baht a unit. It is designed to feature a truly Japanese living. Some parts of construction materials and decorative items will be imported from Japan like new system bathroom where floor can be dried very quickly within 1 minute and NANO tiles with special qualifications in absorbing odor and moisture and protecting dust mites. In common area, facilities are provided like Japanese garden, swimming pool, onsen originated from Japan, golf driving range, auto parking system, security system and etc. It is set to transfer units by the third quarter of 2019. Project sales value is more than 1.2 Billion Baht. The project is installed with the Runesu system with beam adjusted to be floor and floor to be beam using a difference at lower floor with a height of 60 centimeters for space function being maximized by 25-40%.

REN Sukhumvit 39

The project is developed by S 39 Co., Ltd., under “the national deal” of 3 parties joining force among Prebuilt Public Company Limited, Shinwa Real Estate (Thailand) Co., Ltd., and Pressance Corporation from Japan in a ratio of 49:26:25 respectively. It is a luxury condominium, being located on a land sized 2 rai 2 ngan 88 square wah on Sukhumvit Soi 39 (Soi Phrom Mit) with price starting from ….. Baht. It will be 2 seven-storey buildings with a total of 298 units worth around 2.6 Billion Baht and will be the first time in Thailand for a construction of “Runesu” innovation at all units in the project. There are 2 types comprising 1 and 2 bedrooms sized from 30 (+12) to 66 (+18) square meter with full functions in every square inch in an affordable price, definitely worth a residence and an investment. It will be officially launched this year.

 

About Shinwa Real Estate (Thailand) Co., Ltd.

A subsidiary of Shinwa Group, a large corporation with headquarters in Osaka, Japan. Founded for nearly 130 years, the group develops property projects in various categories. The group has expanded an investment in Thailand since 2016 through a joint venture with a Thai developer. The first development project is “Runesu Thonglor 5,” a low-rise condominium with eight storeys and a total of 156 units worth around 1.2 Billion Baht. The project and its function was designed to have a truly Japanese residence and lifestyle. Construction is expected for completion by the third quarter of 2019. REN Sukhumvit 39 is the company’s second joint venture project in Thailand.

About Prebuilt Public Company Limited :

SET-listed contractor experienced and specialized in construction of condominiums and other buildings in Thailand. In addition to construction job, the company has an open policy to expand an investment both through its own development and joint venture with others.

About Pressance Corporation.

A giant developer building the largest number of units in Kansai and the second largest in Japan. Established 21 years ago, the company is a long, good partner with Shinwa Group consecutively.

อินโฟเฟด จัด “University E-sports Championship” ลีกอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย

บริษัท อินโฟเฟด จำกัด ผู้ก่อตั้งสนามกีฬา “Thailand E-Sports Arena” เพื่อการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตแห่งแรกในประเทศไทย เดินหน้าจัดการแข่งขัน University E-sports Championship (UEC) ลีกอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ ครั้งแรกในประเทศไทย โดยเปิดให้นักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศสมัคร พร้อมดวลฝีมือแข่งขัน ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 1,000,000 บาท พร้อมโอกาสในการพัฒนาฝีมือและการทำงานในวงการอีสปอร์ต เผยตั้งใจดึงเหล่านักกีฬามือสมัครเล่นระดับมหาวิทยาลัยเข้าร่วมแข่งขันจากทุกภาคทั่วประเทศ ปลื้ม KK Fund กองทุนจากสิงคโปร์เข้าลงทุนในบริษัท ด้วยเห็นถึงโอกาสและศักยภาพในการเติบโต กางโรดแมปขยายการจัดลีกการแข่งขันในกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมตั้งเป้าเติบโต 200% ด้าน    ดีป้าออกโรงหนุนลีกแข่งขันอีสปอร์ตเต็มที่ เผยช่วยส่งเสริมและผลักดันเยาวชนที่ชื่นชอบในการเล่นเกมหันมาเข้าร่วมการแข่งขัน และพัฒนาตนเองจนก้าวสู่นักกีฬาอาชีพ และสามารถประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมอีสปอร์ตได้ ชี้ตลาดอีสปอร์ตในประเทศไทยคึกคักเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม CLMV เติบโตน่าจับตา เล็งส่งเสริมวงการอีสปอร์ตไทยเดินหน้าเต็มสูบ

นายจิรยศ เทพพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท อินโฟเฟด จำกัด ซึ่งเป็น สตาร์ทอัพด้านอีสปอร์ต เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัวสนามกีฬา “Thailand E-Sports Arena” ซึ่งเป็นสนามการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตที่ครบวงจรที่สุดของประเทศ สามารถจัดการแข่งขันเกมทั้งในรูปแบบ ออนไลน์ ออฟไลน์ บนแพลตฟอร์มโมบายและพีซี ในปีนี้บริษัทมีเป้าหมายจัดลีกการแข่งขันให้กับนักกีฬาอีสปอร์ตไทยได้โชว์ศักยภาพ และพัฒนาทักษะเพื่อต่อยอดสู่อาชีพต่าง ๆ จึงได้ผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยในประเทศ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ ดิจิทัล (depa) และบริษัทเอกชนชั้นนำที่เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนในการจัดการแข่งขัน University E-sports Championship หรือ UEC

ซึ่งเป็นลีกการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการเปิดกว้างให้ผู้เข้าแข่งขันระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันบนเว็บไซต์ www.UEC.live พร้อมมีเกมการแข่งขันที่นิยมหลายเกมและรางวัลมีมูลค่าสูงกว่าการแข่งขันที่ผ่านมา ในด้านการสนับสนุนนั้น ทางบริษัทยังเปิดรับผู้ร่วมสนับสนุนการแข่งขัน UEC เพื่อขยายช่องทางการสื่อสารสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านลีกการแข่งขัน UEC

“การจัดลีก UEC นับเป็นมิติใหม่ของการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตระดับอุดมศึกษาในประเทศ เนื่องจากเป็นการจัดแข่งขันที่เปิดกว้างให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สมัครเข้ามาร่วมการแข่งขันผ่านเว็บไซต์ โดยแข่งขันด้วยเกมยอดนิยม 3 เกม คือ Arena of Valor หรือ ROV, Player Unknown Battleground Mobile หรือ PUBG Mobile และ Overwatch ซึ่งครอบคลุมทั้งบนแพลตฟอร์มโมบายและพีซี เรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันที่เปิดกว้างเข้มข้นท้าทายศักยภาพนักกีฬาอีสปอร์ตไทยเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นบันไดสู่การ ต่อยอดอาชีพต่าง ๆ ในอนาคตอีกด้วย” นายจิรยศ กล่าวเสริม

อย่างไรก็ตาม การแข่งขัน UEC จะแบ่งภูมิภาคการแข่งขันออกเป็น 5 ภูมิภาคหลัก คือ ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันตก ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ สุดท้ายคือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยการแข่งขันในแต่ละเกมนั้นจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 2 รอบ คือ รอบ Online เพื่อเฟ้นหาตัวแทนมหาวิทยาลัยระดับภูมิภาค และรอบ Offline เพื่อชิงชนะระดับประเทศ ณ Thailand E-Sports Arena โดยการแข่งขัน UEC ในครั้งนี้ มีรางวัลเป็นทุนการศึกษาและทริปการศึกษาดูงานเกม G-Star ที่ประเทศเกาหลีใต้ มูลค่ารวมกว่า 1,000,000 ล้านบาท​

นายจิรยศ กล่าวต่อว่า ล่าสุด KK Fund จากประเทศสิงคโปร์ ได้เข้ามาลงทุนในบริษัทแล้ว ด้วยเล็งเห็นถึงศักยภาพและแผนธุรกิจของบริษัทสตาร์ทอัพด้านอีสปอร์ตที่น่าจับตา ซึ่งเงินทุนที่ได้จะนำไปใช้ในการจัดการแข่งขัน UEC, พัฒนา Studio, Production และแพลตฟอร์มการแข่งขัน โดยทางบริษัทมีแผนขยายการจัดลีกการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 7-8 % ประกอบกับตลาดอีสปอร์ตในประเทศกลุ่มนี้มีแนวโน้มการเติบโตเป็นไปในทิศทางของเศรษฐกิจ ทั้งยังมีการสนับสนุนจากทางภาครัฐในการเดินหน้าอุตสาหกรรมอีสปอร์ตอย่างต่อเนื่อง

และการจัดลีกการแข่งขันจะช่วยสร้างความคึกคักและสร้างกระแสความนิยมของกีฬาอีสปอร์ตในภูมิภาคมากขึ้น โดยโรดแมปแผนการจัดลีกการแข่งขันซีซันแรกนั้นจะเป็นการจัดแข่งขันภายในประเทศไทย และมีเป้าหมายที่จะขยายการแข่งขันไปยังกลุ่มประเทศ CLMV และ SEA ต่อไปตามลำดับ อีกทั้งบริษัทยังเปิดกว้างรับการลงทุนจากนักลงทุนที่สนใจและมองเห็นศักยภาพของบริษัท ซึ่งในปีนี้ปริษัทตั้งเป้าเติบโตกว่า 200%

ด้าน ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ ดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า อีสปอร์ตได้รับการบรรจุเข้าสู่การแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 ครั้งแรกในฐานะกีฬาสาธิตพิสูจน์ความสามารถของนักกีฬาไทยในเวทีมหกรรมกีฬาเป็นครั้งแรก และเป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ความสำเร็จในเวทีการแข่งขันระดับประเทศ และการพัฒนานักกีฬาอีสปอร์ตไทยให้มีศักยภาพในเวทีการแข่งขันระดับโลก ซึ่งการจัดลีกการแข่งขัน UEC ระดับอุดมศึกษาเต็มรูปแบบในครั้งนี้ นับเป็นก้าวที่สำคัญของการเปิดเวทีการแข่งขันให้กับเหล่านักกีฬาอีสปอร์ต ที่มีความสามารถได้แสดงความสามารถและฝึกฝีมือ ทั้งยังเป็นการแก้ปัญหา “เด็กติดเกม” ให้กลายเป็น “โอกาสของประเทศ” ได้ตรงจุด ด้วยการจูงใจให้เยาวชนที่ชื่นชอบการเล่นเกมเข้าสู่การแข่งขันและพัฒนาตัวเองเข้าสู่วงการอีสปอร์ตต่อไป

อนึ่ง การจัดลีกการแข่งขันมีส่วนช่วยให้ตลาดอีสปอร์ตในประเทศไทยและภูมิภาคคึกคัก โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดอีสปอร์ตในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว สูงขึ้นปีละกว่า 30% โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 50% และยังพบว่าประเทศในกลุ่ม CLMV มีมูลค่าการเติบโตที่น่าจับตาเช่นกัน

“AECS ” ชี้ หุ้นนิคมฯ –โรงไฟฟ้า น่าลงทุน แนะจับตาปัจจัยต่างประเทศ ยังส่อแวววุ่น

บล.เออีซี ประเมินหุ้นไทยยังคงผันผวน แนะเลือกหุ้นที่มีปัจจัยเสริมรองรับการลงทุน ด้านฝ่ายวิจัย ชี้ ควรลงทุนหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม อาทิ  AMATA-WHA-EASTW เหตุได้อานิสงค์จาก EEC พร้อมแนะหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ BGRIM-BPP-GUNKUL  เตือนนักลงทุน ยังต้องจับตาทิศทางต่างประเทศ ที่ยังคงเข้ามาฉุดภาพรวมการลงทุน 

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นไทย ยังคงผันผวน โดยให้น้ำหนักไปยังกลุ่มที่น่าลงทุนกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนิคมและสาธารณูปโภค เนื่องจากได้รับอานิสงส์บวกทั้งราคาขาย และยอดขาย ในพื้นที่เขต EEC อาทิ  AMATA  เพราะปัจจุบันมีพื้นที่รอการขาย 2,777 ไร่ และพื้นที่รอการพัฒนาอีกราว 8,172 ไร่ ขณะที่หุ้นที่น่าจับตาอีกตัวคือ WHA  โดยมีการคาดการณ์ว่า ในปี 62 WHA ตั้งเป้าขายที่ดินในนิคมไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่ และ คาดจะมีลูกค้าเข้ามาเช่าพื้นที่ เพิ่มจากคลังสินค้าอีกกว่า 1 แสนตรม.

หุ้น EASTW ที่มีการประเมินว่าในปี 62 คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของกำไร ซึ่งสอดคล้องรับไปกับการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมในเขต EEC ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำดิบ ในนิคมฯเพิ่มสูงขึ้นนอกจากนี้ ในระยะยาว EASTW ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วน การจำหน่ายน้ำควบคุมคุณภาพ (มาร์จิ้นสูง) มากขึ้นโดยล่าสุดเซ็นสัญญาให้บริการแก่ GULF (รับรู้ รายได้ปี 63) และ AMATA (รับรู้รายได้ปี 64)

นอกจากนี้ ทางฝ่ายวิจัย ยังแนะนำลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเน้นหุ้นประเภทที่มีลักษณะธุรกิจที่มีความสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเราเลือกหุ้นโรงไฟฟ้า ที่ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่องได้อีก 4-5 ปี ข้างหน้า ได้แก่ BGRIM โดยมองว่า ปี 62 มีแผน COD โรงไฟฟ้า เพิ่มอีก 682 MW ทำให้มีกำลังผลิตรวม 2,773 MW ณสิ้นปี 62 และมีเป้าหมายระยะยาวในปี 65 ที่ 3,130 MW ขณะที่หุ้น BPP เราประเมินว่า ปี 62 BPP มีแผน COD โรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 312 MW ทำให้มีกำลังผลิตรวม 2.48 GW ณ สิ้นปี 62 และมีเป้าหมายระยะยาวในปี 68 ที่ 4.3GW  และ GUNKUL มองว่า ปี 62 มีแผน COD โรงไฟฟ้ าโซลาร์อีก 105 MW ทำให้มีกำลังผลิตรวม 401MW  ณ สิ้นปี62 และมีเป้าหมายระยะยาวในปี 65 ที่ 543 MW.

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นในต่างประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปิดหน่วยงานสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อที่สุด (24 วัน) หลังทรัมป์และวุฒิสภา ยังไม่มีทีท่าจะสามารถตกลงร่างงบประมาณของสหรัฐฯ ได้ จากความขัดแย้งต่อประเด็นงบกำแพงกั้นเขตเม็กซิโก โดยที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทำเนียบขาวเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าทุกๆ 2 สัปดาห์ที่อยู่ในภาวะปิดหน่วยงานสหรัฐฯ จะทำให้ GDP ในช่วงไตรมาส 1/2561 ลดลง 0.1%

ขณะเดียวกันกรณีที่ นางเทเรซ่า เมย์ เตรียมเปิดลงมติร่างข้อตกลง BREXIT ฉบับล่าสุดที่ผ่านการประชุมร่วมกับ EU ซึ่งมีสัญญาณไม่ดีนัก เนื่องมีความขัดแย้งภายในฐานเสียงของพรรครัฐบาล ทำให้หลายฝ่ายคาดร่างกฏหมายดังกล่าว จะได้รับคะแนนเสียงไม่เพียงพอที่จะผ่านร่างกฏหมายดังกล่าวไปได้ (320 เสียง จาก 639 เสียง) ส่งผลให้อังกฤษมีแนวโน้มที่จะต้องออกจากกลุ่ม EU โดยไร้ข้อตกลง ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจ ของทั้ง EU และอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม  ภาพรวมตลาดในช่วงกลาง-ยาว ยังให้น้ำหนักส่วนใหญ่กับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ - จีน ที่เริ่มมีบรรยากาศการเจรจาที่ดีขึ้น และคาดจะเห็นความคืบหน้ามากขึ้นในการประชุมระหว่างผู้นำระดับสูงของทั้ง 2 ฝ่ายในวันที่ 30-31 ม.ค. นี้ โดยหากเป็นไปด้วยดี คาดทำให้นักลงทุนกลับมามองบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก บวกกับปัจจัยหนุนจากการที่เฟดส่งสัญญาณชัดเจนที่จะชะลอแผนขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2019 

 

ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บีโอไอ 4 ประเทศ

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ ต้อนรับเจ้าหน้าที่หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนจากกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม จำนวน 20 คน ที่มาร่วมฝึกอบรมด้านการส่งเสริมการลงทุน ระหว่างวันที่ 14-24 มกราคม 2562 ณ. ศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน ชั้น 18 อาคารจามจุรีสแควร์

วปธ. เข้าอวยพรปีใหม่กรมพัฒน์ฯ

นายณกฤช วนาอินทรายุธ (ซ้าย) และ ดร.วารีภรณ์ ทรงศักดิ์ (ที่ 2 จากขวา) ประธานหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ (วปธ.) รุ่นที่ 13 พร้อมด้วยคณะวิทยากรหลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้า รุ่นที่ 1 เข้าอวยพรปีใหม่และมอบของที่ระลึกให้แก่นายสมควร อิ่มถาวรสุข เลขานุการกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในโอกาสฉลองปีใหม่ 2019 และครบรอบวันสถาปนากรมฯ 96 ปี ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ นนทบุรี

CK ร่วมกับ BEM มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยภาคใต้

ดร.สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และ ผู้บริหารบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุปาบึก ในโครงการ “ รวมน้ำใจไทยช่วยวาตภัยใต้ ” จำนวนเงิน 1,000,000 บาท โดยมี นายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับมอบเงินช่วยเหลือ ณ อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็วๆ นี้