Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

ขณะนี้ ทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาพรวมเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสะท้อนจาก ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 4/ 2560โดยขยายตัวในเกณฑ์ดีร้อยละ 4.0 ต่อเนื่องจากการขยายตัวของไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/ 2560 ขยายตัวจากไตรมาส3/ 2560 ร้อยละ 0.5

โดยรวมทั้งปี 2560 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3.9 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.3 ในปี 2559ส่วนในด้านการใช้จ่าย การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.2 และร้อยละ 1.7 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.0 และร้อยละ 0.5 ในปี 2559 ตามลำดับขณะที่การส่งออกสินค้าขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 9.7 เร่งขึ้นมากจากการขยายตัวร้อยละ 0.1 ในปี 2559 และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี

สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รวมทั้งปี 2560 อยู่ที่ 15,450.1 พันล้านบาท (455.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) รายได้ต่อหัวเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 228,371.0 บาทต่อคนต่อปี (6,729.0 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อหัวต่อปี) เพิ่มขึ้นจาก 215,454.6 บาทต่อคนต่อปี (6,103.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัวต่อปี) ในปี 2559 เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 0.7 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 10.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

ส่วนเศรษฐกิจไทยปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.6-4.6 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก ที่จะส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวและสนับสนุนเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากขึ้น

ประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาลที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และการลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น รวมทั้งการขยายตัวในเกณฑ์ดีของสาขาเศรษฐกิจสำคัญๆ ต่อเนื่องจากปี 2560 และการปรับตัวดีขึ้นของการจ้างงานและฐานรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

พร้อมทั้งคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวร้อยละ 6.8 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 3.2 และร้อยละ 5.5 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 0.9-1.9 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 7.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

ทั้งนี้ จากการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของปี 2560 รวมถึงการคาดการณ์ตัวเลขดังกล่าวในปีนี้ได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการไทยเป็นอย่างมากว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้ก้าวผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และมีแนวที่สดใสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เติบโต 17.6% สูงสุดในรอบ 5 ปี โดยมีมูลค่า 20,101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่ยังคงต้องจับตามองและยังอยู่ในความสนใจของผู้ประกอบการไทยในขณะนี้ คือการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในทุกจังหวัดประจำปี 2561 เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อเม็ดเงินในการจ้างงาน โดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 มีมติเห็นชอบการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในทุกจังหวัดประจำปี 2561 มาอยู่ในช่วง 308-330 บาทต่อวัน เฉลี่ย 315.97 บาทต่อวัน โดยปรับเพิ่มจากอัตรา 300-310 บาทต่อวันในปี 2560 เฉลี่ย 305.44 บาทต่อวัน และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 เป็นต้นไป

ปิดท้ายฉบับนี้กับวิสัยทัศน์ “คุณพลพัฒ กรรณสูต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโดยเปิดแผนธุรกิจปี 61 ลุ้นคว้างานโครงการใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 1.3 หมื่นลบ.ดัน Backlog ขึ้น พร้อมเร่งเดินหน้าก่อสร้างงานโครงการคุณภาพต่อจากปี 60 ชูจุดเด่นฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง บวกทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญสามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้เป็นอย่างดี ด้านรายได้ตั้งเป้าโตเพิ่ม 10% พร้อมมุ่งสู่ Top 5 ในวงการก่อสร้างของประเทศ

ท่ามกลาง สภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ การทุ่มเม็ดเงินลงทุนในแต่ละโครงการ จะต้องดำเนินการภายใต้การพิจารณาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภาครัฐได้เดินหน้ากระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยโครงการต่างๆ มากมาย รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อดึงดูดและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยผ่านหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ส่งเสริมการลงทุน “คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ”

สำหรับผลการดำเนินงานของบีโอไอในปี 2560 ที่ผ่านมา มียอดนักลงทุนยื่นโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 600,000 ล้านบาท โดยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมรวม 1,456 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 641,978 ล้านบาท ซึ่งเป็นการยื่นขอรับการส่งเสริมใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายมูลค่า 392,141 ล้านบาท แบ่งเป็น 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม 241,055 ล้านบาท และอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) 151,087 ล้านบาท ส่วนในปี 2561 บีโอไอตั้งเป้าหมายยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน 720,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายปี 2560 ร้อยละ 12

ด้านสถิติขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI ในปี 2560 อันดับ 1 โครงการลงทุนจากญี่ปุ่น มูลค่า 133,002 ล้านบาท อันดับ 2 สิงคโปร์ มูลค่า 40,366 ล้านบาท อันดับ 3 จีน 27,514 ล้านบาท อันดับ 4 สหรัฐอเมริกา 20,022 ล้านบาท และอันดับ 5 เนเธอร์แลนด์ 15,842 ล้านบาท

นอกเหนือจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ซึ่งเป็นปัจจัยหัวหอกที่ช่วยดึงดูดการลงทุนแล้ว ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบดำเนินการสมาร์ทวีซ่า หรือ วีซ่าประเภทพิเศษ เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือ ผู้บริหารระดับสูงเข้ามาทำงานในไทย หรือ ลงทุนในไทยใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

โดยสมาร์ทวีซ่า เป็นวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานหรือลงทุนในกิจการ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในกระบวนการผลิตหรือการให้บริการ และเป็นกิจการใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

สมาร์ทวีซ่าจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1. ผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง (Talent) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.นั กลงทุน (Investor) 3. ผู้บริหารระดับสูง (Executive) และ 4.สตาร์ทอัพ (Startup) ซึ่งผู้ที่มีสิทธิจะได้รับวีซ่าประเภทนี้ต้องมีคุณสมบัติพิเศษตามหลักเกณฑ์ และผ่านการรับรองของหน่วยงานภาครัฐที่กำหนด พร้อมทั้งได้เปิดให้ขอวีซ่าได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 มีมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 299,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2560 มีมูลค่า 392,000 ล้านบาท สำหรับในปี 2561 บีโอไอตั้งเป้าว่าจะมีการลงทุนของกลุ่มเป้าหมายกว่า 400,000 ล้านบาท

ปิดท้ายฉบับนี้ กับวิสัยทัศน์ “คุณวราลักษณ์ ปั้นวงศ์สกุล”  ผู้บริหาร C.H.G. Fashion Mall แหล่งช้อปปิ้งมิติใหม่ด้านแฟชั่น โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ บนพื้นที่ 1,620 ตร.ม. ชั้น 2 อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง ด้วยงบรีโนเวทกว่า 17 ลบ. ภายใต้ธีม “English Garden Style” ตอบสนองไลฟ์สไตล์แฟชั่นได้อย่างลงตัว มั่นใจด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชำนาญในการบริหารสถานที่ หนุนสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างองค์กรและผู้ประกอบการร้านค้าอย่างยั่งยืน

ในปี 2561  โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC  (Eastern Economic Corridor) ยังคงเป็นเมกะโปรเจคหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้กลายเป็น “World-Class Economic Zone” รองรับการลงทุนอุตสาหกรรม Super Cluster และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

โดยครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งจะมีการลงทุนใน 4 กลุ่ม ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน, อุตสาหกรรมเป้าหมาย, การท่องเที่ยว และการสร้างเมืองใหม่ โดยมี 5 โครงการหลัก ได้แก่ 1. สนามบินอู่ตะเภา 2. ท่าเรือแหลมฉบัง 3. รถไฟความเร็วสูง 4. อุตสาหกรรมไฮเทคสำหรับอนาคต และ 5. เมืองใหม่ฉะชิงเทรา-พัทยา-ระยอง

โครงการดังกล่าวนับเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอีก 20 ปีข้างหน้า แทนที่ Eastern Seaboard เดิมที่ดำเนินงานมาตลอดกว่า 30 ปี  โดยคาดว่าจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องในแต่ละปีนอกจากนี้ ยังจะก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการกว่า 100,000 อัตราต่อปีอีกด้วย ดังนั้นความพร้อมด้านแรงงานที่จะมารองรับความต้องการของโครงการนี้ จึงนับเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน

โดยแนวโน้มความต้องการจ้างงานในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ ECC ในระยะเวลา 5 ปี (2560-2564) พบว่ามีความต้องการแรงงานใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ จำนวน 1.77 แสนคน สำหรับสาขาที่มีความความต้องการแรงงานมากเป็นอันดับหนึ่งคือ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมี 0.35 แสนคน รองลงมา คือ ยานยนต์สมัยใหม่ 0.34 แสนคน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 0.33 แสนคน ยานยนต์สมัยใหม่ 0.34 แสนคน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 0.33 แสนคน การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 0.21 แสนคน และหุ่นยนต์ จำนวน 0.16 แสนคน

สำหรับอุตสาหกรรมดาวเด่นในปีนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ระบุว่า ภาครัฐยังคงชู 5 อุตสาหกรรม S-Curve เดิมที่มีศักยภาพ หรือ First S-Curve ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์, อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร

ขณะเดียวกันยังได้มีการเพิ่มและเน้น 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ซึ่งประกอบด้วย อุตสาหกรรมหุ่นยนต์, อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์, อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

ส่วนธุรกิจดาวรุ่งในปี 2560 จากการเปิดเผยของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประกอบด้วย 1. ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม 2. ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว 3. ธุรกิจ e-commerce 4.ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว 5. ธุรกิจก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง 6. ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ 7. ธุรกิจบริการทางการเงิน (เคาเตอร์เซอร์วิส ออนไลน์แบงค์กิ้ง ฟินเทค) 8. ธุรกิจโมเดิร์นเทรด 9. ธุรกิจซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 10. ธุรกิจให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายและบัญชี

ในทางกลับกัน10 ธุรกิจดาวร่วงในปี 2560 ประกอบด้วย 1. ธุรกิจฟอกย้อม 2. ธุรกิจหัตถกรรม 3. ธุรกิจนิตยสาร 4. ธุรกิจร้านเช่าหนังสือ 5. ธุรกิจร้านเช่า VDO และ CD 6. ธุรกิจสิ่งทอผ้าผืน 7. ธุรกิจจัดทำโปสเตอร์ 8. ธุรกิจโรงไม้ 9. ธุรกิจเฟอนิเจอร์ และ 10. ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องจักรทางการเกษตร

ทั้งนี้ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลกที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ  ดังนั้นในปี 2561ผู้ประกอบการจะต้องมีการวางแผนธุรกิจและแผนการลงทุนอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี รวมถึงการผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงตลอดไป

ปิดท้ายฉบับนี้ด้วยวิสัยทัศน์ คุณสุรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CNT โดยตั้งเป้ารายปีนี้พุ่ง 9 พันลบ. พร้อมโชว์แผนการดำเนินธุรกิจ ปรับสัดส่วนงานภาครัฐพุ่ง 40% ตอกย้ำคุณภาพด้วยการบริหารจัดการภายในองค์กรแบบ BU Control ด้านเป้าหมายระยะยาวมุ่งก้าวสู่ Top 5 ในธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างของประเทศ

“ออลล์ อินสไปร์” ฟอร์มเด่นครึ่งปีแรกกวาดรายได้โต 1,240%
ครึ่งปีหลังตุน Backlog รอรับรู้รายได้ 6,800 ลบ.

บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ บริษัทประกาศผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 61 โชว์รายได้รวม 1,153.89ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,240% และมีกำไรสุทธิ 165 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 16.6% และมีรายได้จากการโอนอสังหาริมทรัพย์ กว่า 977.12 ล้านบาท ทั้งนี้ยังมี backlog ที่รอรับรู้รายได้ในอนาคตจำนวน 6,800 ล้านบาท ไตรมาส 3 มีแผนเปิดโครงการ The Excel Ratchada 18 และ The Excel Lasalle 17 ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมตัวยื่น Filingต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2561 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2561 บริษัทฯมีรายได้รวม 1,153.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 1,240% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนและมีกำไรขั้นต้นรวม 452 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 43.5%และมีกำไรสุทธิรวม 165 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 16.6%สำหรับสาเหตุการเติบโตของผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกมาจากการรับรู้รายได้หลักจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ 977.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 1,100% เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นมาจากยอดโอนโครงการ The Excel Groove ในไตรมาส 2 ส่วนภาพรวมครึ่งหลังปี 2561 ผลการดำเนินงานของบริษัทยังมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง เพราะบริษัทฯ มีรายได้รอการรับรู้ (backlog) ในอนาคตแล้วประมาณ 6,800 ล้านบาท และคาดว่าจะทยอยรับรู้ในช่วงครึ่งหลังปี 2561 เป็นต้นไป

สำหรับแผนการเปิดโครงการอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอีก จำนวน 3 โครงการ คือ เปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมประเภท low-rise The Excel Ratchada 18 และ The Excel Lasalle 17และเปิด VVIP โครงการบ้านทาวน์โฮม มูลค่าโครงการรวมประมาณ 3,400 ล้านบาท

นอกจากนี้บริษัทฯอยู่ระหว่างการเตรียมยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น” เดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่องเป็นปีที่ 6
ชวนคนกรุงเทพฯ สร้างสังคมสีเขียว ในโครงการ GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2018

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับกรุงเทพมหานคร เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ และผู้ประกอบการย่านสาทร จัดโครงการ “GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2018” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อรณรงค์ให้เกิดการมีส่วนร่วมที่จะทำประโยชน์ให้สังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชน   

นายโสมพัฒน์ ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “โครงการ GIVE GREEN CBD SYNERGY POWER เป็นโครงการที่ กลุ่มบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่นร่วมกับกรุงเทพมหานคร กลุ่มผู้ประกอบการ และพันธมิตรทางธุรกิจย่านสาทร มุ่งมั่นที่รณรงค์ให้เกิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเริ่มจากพื้นที่ย่านสาทร ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจหลักของกรุงเทพฯ ทั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการในย่านสาทรและพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้โครงการประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 6 ปี และปีนี้เราได้สานต่อโครงการ ภายใต้ชื่อโครงการ GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2018 ซึ่งประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ AWC Charity Market Around กิจกรรมตลาดนัดการกุศล, Empire Tower We Run 2018 with Virgin Active กิจกรรมวิ่งการกุศล, A Sathorn District Charity Christmas Tree กิจกรรมเปิดต้นคริสมาสต์แห่งการให้ และสุดท้ายคือ ปันฝัน (Pun Fun) กิจกรรมมอบสิ่งของบริจาคให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ”

ด้าน นางวัลลภา ไตรโสรัส กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงเหล่าพันธมิตรและผู้ร่วมให้การสนับสนุนโครงการว่า “กลุ่มบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น ต้องขอขอบคุณกรุงเทพมหานคร ที่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพโครงการ GIVE GREEN CBD SYNERGY POWER มาอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณพันธมิตรผู้สนับสนุนหลักได้แก่ Virgin Active, KPMG, KTAM, VGI, GIS, UOB, CES, ไทยเบฟเวอเรจน้ำดื่มช้าง, เครื่องดื่ม 100 Plus, EPSON, Perfect Companion, Diageo Moet, TOTO, TCC Technology, PCS,  NCC, AIS, โจนส์ แลง ลาซาลล์, Kanok, ชิน-นะ-รัช, บางกอกอินดัสเทรียลก๊าซ, Major Cineplex, Blue Pay, SE-ED, Warrix, โควเอ็น ซูชิบาร์ ,ดอยแบงค์ และผู้สนับสนุนทุกท่านที่ทำให้การจัดกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และร่วมประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์ย่านสาทรของเราในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจหลักของประเทศ ซึ่งทุกท่านที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการนี้ จะได้รับทั้งความบันเทิงสนุกสนานได้ช้อป ชิม และสิ่งสำคัญคือ ได้ร่วมทำบุญ สร้างโอกาส ต่อเติมความฝันให้แก่เด็กๆ ในมูลนิธิที่ขาดแคลนและชุมชนต่างๆ ซึ่งตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2561 เรายังเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้ร่วมบริจาค หรือมอบอุปกรณ์สนับสนุนทางการศึกษาได้ที่บูธรับบริจาค ณ ชั้น G อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ จึงขอเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการมาร่วมกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ เพื่อสร้างสรรค์สังคมแห่งการแบ่งปันร่วมกัน”

สำหรับโครงการ GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2018  เป็นกิจกรรมที่มุ่งรณรงค์ให้คนในสังคมให้ตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะก่อให้เกิดการแบ่งปันและคืนความสุขให้กับสังคม จากการเป็นผู้ให้  ช่วยต่อเติมความฝันให้แก่เด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสในชุมชนต่างๆ

สำหรับกิจกรรมแรก AWC Charity Market Around กิจกรรมตลาดนัดการกุศล เป็นการออกร้านค้าของผู้สนับสนุนเพื่อหารายได้สมทบเข้าโครงการ  โดยมีสินค้ามากมาย อาทิ เสื้อผ้าราคาถูก ร้านค้าดารา ร้านขนม และร้านค้าแบรนด์ดัง Garmin, Ka-nom, Kouen, Warrix โดยแต่ละร้านค้าจะแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้โครงการ เพื่อนำไปสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การเรียนและกีฬามอบให้แก่เด็กๆที่ขาดแคลน

กิจกรรมที่สอง EMPIRE TOWER WE RUN 2018 WITH VIRGIN ACTIVE ในปีนี้ตั้งเป้าเชิญชวนนักวิ่งทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติกว่า 4,000 คน มาร่วมกิจกรรมเส้นทางวิ่งมาราธอนสีเขียว ภายใต้แนวคิด “The Charity สังคมแห่งการแบ่งปัน”

กิจกรรมที่สาม A Sathorn District Charity Christmas Tree เป็นกิจกรรมที่นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากกิจกรรมวิ่งมาราธอน นำไปจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนและอุปกรณ์กีฬาต่างๆ มาประดับตกแต่งต้นคริสต์มาส ซึ่งปีนี้จะนำวัสดุเหลือใช้และของบริจาคจากหลายๆส่วนมาปรับเป็นต้นคริสต์มาสในแบบ Reuse and Refill เน้นประโยชน์สูงสุด  ซึ่งต้นคริสต์มาสแห่งการให้นี้จะติดตั้งไปจนถึงเทศกาลแห่งความสุขในช่วงปลายปี ถือเป็นการเพิ่มสีสัน ให้แก่ประชาชนผู้ผ่านไปมาระหว่างทางเดินสกายวอล์ค สถานีช่องนนทรี

และกิจกรรมสุดท้าย ปันฝัน (Pun Fun) เป็นกิจกรรมส่งต่อ “การให้” นำอุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์การเรียน ที่ได้จากการจัดงานทั้งหมด มอบให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน ในพื้นที่ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เพื่อนำความรักและความปรารถนาดีส่งต่อให้แก่เด็กนักเรียนที่ขาดแคลนและด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารต่อไป ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.empiretowerwerun.com

ครั้งแรกในเมืองไทย ‘ฟิวซ์ที’ เครื่องดื่มชาจาก ‘โคคา-โคลา’
อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากวิตามินซี สดชื่นได้ทุกวัน

  • เปิดตัวเครื่องดื่มชา ‘ฟิวซ์ที’ อย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่นชาพร้อมดื่มเพื่อผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
  • ผสานขุมพลังจากวิตามินซีที่มีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และยกกำลังคุณประโยชน์ด้วย ‘เมล็ดเชีย’
  • ‘ฟิวซ์ที’ รสเสาวรสมีน้ำตาลน้อยกว่า 6 กรัมต่อ 100 มล. การันตีโดยเครื่องหมาย ‘ทางเลือกสุขภาพ’
  • พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ ‘อาชิ – อาชิตา ศิริภิญญานนท์’ บิวตี้บล็อกเกอร์สายเฮลท์ตี้ สาวสวยที่ใส่ใจสุขภาพและดูแลตัวเองเป็นประจำ

กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทยประกาศเปิดตัว “ฟิวซ์ที” เครื่องดื่มชาน้องใหม่ 2 รสชาติ เป็นครั้งแรกในเมืองไทย ‘เครื่องดื่มชาผสมน้ำเสาวรสและเมล็ดเชีย’ และอีกหนึ่งสูตร ‘เครื่องดื่มชากลิ่นพีชผสมเมล็ดเชีย’ อร่อย กลมกล่อม หอมกลิ่นชา อุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และผสมผสานกับอาหารเพื่อสุขภาพอย่าง ‘เมล็ดเชีย’ ที่มีสารอาหารอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อาทิ โปรตีน แคลเซียม ไฟเบอร์ วิตามินบี 1-3 และอื่นๆ อีกมากมาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ แต่ต้องเผชิญอุปสรรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกวัน อย่างมลภาวะเป็นพิษ ความร้อน และฝุ่นควัน

‘ฟิวซ์ที’ พร้อมเสิร์ฟแล้ววันนี้ที่ร้านสะดวกซื้อ ‘เซเว่น-อีเลฟเว่น’ ทั่วประเทศ บรรจุในขวด PET  ขนาด 350 มล. ราคาเพียง 20 บาท และพิเศษยังจัดจำหน่ายผ่านตู้กดเครื่องดื่มในร้านอาหารชั้นนำของโลก และโรงภาพยนต์ชั้นนำในเมืองไทย ได้แก่ ร้านเบอร์เกอร์คิง ร้านเท็กซัส ชิคเก้น เดอะมอลล์ ฟู้ดฮอลล์ และโรงภาพยนต์เอส เอฟ ซีนีม่า เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าคุณภาพดี และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ตามนโยบายของบริษัทที่ก้าวสู่การเป็นบริษัทเครื่องดื่มเต็มรูปแบบ

นางสาวคลาวเดีย นาวาร์โร ผู้อำนวยการการตลาด บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย)

นางสาวคลาวเดีย นาวาร์โร ผู้อำนวยการการตลาด บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากการศึกษาตลาดเครื่องดื่มชาในเมืองไทย เราพบว่าปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพและดูแลรูปลักษณ์ของตัวเองมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันของผู้บริโภค ล้วนต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพและผิวพรรณโดยตรง จากจุดนี้ ทำให้เราพบช่องว่างและเล็งเห็นถึงโอกาสในการกระตุ้นตลาดเครื่องดื่มชาให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว ‘ฟิวซ์ที’ 2 รสชาติ ได้แก่ ‘เครื่องดื่มชาผสมน้ำเสาวรสและเมล็ดเชีย’ และ ‘เครื่องดื่มชากลิ่นพีชผสมเมล็ดเชีย’ เป็นครั้งแรกในเมืองไทย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ห่วงใยสุขภาพเป็นพิเศษ

‘เสาวรส’ นับว่าเป็นซุปเปอร์ฟรุต (Super Fruit) ผลไม้มากคุณประโยชน์ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและแร่ธาตุรวมอยู่หลายชนิด เมื่อมาผสานรวมกับ ‘เมล็ดเชีย’ เพื่อสุขภาพ จึงทำให้ ‘เครื่องดื่มชาผสมน้ำเสาวรสและเมล็ดเชียตราฟิวซ์ที’ เป็นเครื่องดื่มชาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์จากผลไม้และเมล็ดเชียเพื่อสุขภาพ ซึ่งสูตรนี้ ได้มีการลดปริมาณน้ำตาลลง จึงได้รับเครื่องหมายโภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” (หรือ Healthier Choice) ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจาก มูลนิธิส่งเสริมโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

“คนเราจะมีหน้าตาดูดี และผิวพรรณดูมีสุขภาพดีได้ ต้องมาจากการดูแลร่างกายที่ดีและครบถ้วน ซึ่งต้องเริ่มจากการดูแลจากภายในสู่ภายนอก โดยการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการแต่งหน้าแต่งตัวให้เหมาะสมกับตัวเอง แต่ถ้าไลฟ์สไตล์ของเราต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมที่อาจทำร้ายผิวพรรณอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะมาจากความร้อน เหงื่อ ฝุ่นควัน มลภาวะทางอากาศ ทั้งในอาคาร และนอกอาคาร หรือแม้แต่ในรถขนส่งสาธารณะ การดูแลร่างกายจากภายในจึงยิ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก” นางสาวคลาวเดีย กล่าวเสริม

กลุ่มเป้าหมายหลักของ ‘ฟิวซ์ที’ คือ สาวๆ อายุตั้งแต่ 20 – 29 ปี ผู้ที่นิยมดื่มชาทั้งเพื่อความสดชื่นผ่อนคลายจากกลิ่นหอมของเสาวรสและพีช และยังเป็นตัวช่วยในการดูแลสุขภาพจากวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ และสารอาหารจากเมล็ดเชีย

อาชิ – อาชิตา ศิริภิญญานนท์

พร้อมกันนี้ ‘ฟิวซ์ที’ ยังได้เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนแรก คือ ‘อาชิ – อาชิตา ศิริภิญญานนท์บิวตี้บล็อกเกอร์น้องใหม่มาแรงของเมืองไทยที่สามารถดูแลตัวเองให้ดูดีจากภายในสู่ภายนอก และยังคอยแนะนำวิธีการดูแลตัวเองในทุกๆ ด้านให้แก่ผู้ติดตาม (Followers) ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Instagram - ARCHITASIRI และ YouTube - ArchitaStation ที่มีผู้ติดตามหลักล้านคน จนได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในบิวตี้บล็อกเกอร์ที่คนติดตามเยอะที่สุดและกำลังมาแรงในยุคนี้ นอกจากนี้ ‘ฟิวซ์ที’ ยังได้เตรียมแผนสื่อสารการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ทั้งตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และคุณประโยชน์ไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น โฆษณา บนสื่อดิจิทัล โซเชียลมีเดีย สื่อ ณ จุดขาย ร้านสะดวกซื้อ ‘เซเว่น-อีเลฟเว่น’  สื่อ out-of-home โดยเฉพาะในบริเวณที่มีมลภาวะเพื่อให้สอดรับกับคอนเซ็ปต์ของผลิตภัณฑ์ และยังส่งกองทัพ ‘ฟิวซ์ที’ มอบตัวอย่างผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภคชาวออฟฟิศเพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์ความอร่อยสดชื่นด้วยตัวเองอีกด้วย

“เรามุ่งเสริมแกร่งความเป็นผู้นำในธุรกิจเครื่องดื่มแบบไม่อัดลมของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา (ประเทศไทย) ให้เติบโตไปพร้อมๆ กับเครื่องดื่มชนิดอัดลม โดยการรุกตลาดเครื่องดื่มชาที่ผสานคุณประโยชน์จากผลไม้และเมล็ดเชียเป็นรายแรก พร้อมชูจุดเด่น ของ ‘ฟิวซ์ที’ ที่แตกต่างจากแบรนด์ทั่วไปที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ในราคาขายปลีกเพียงขวดละ 20 บาท ซึ่งปัจจุบัน ‘ฟิวซ์ที’ มีจำหน่ายแล้วในมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เม็กซิโก และตุรกี เป็นต้น” นางสาวคลาวเดีย กล่าวสรุป

ติดตามและร่วมกิจกรรมกับ ‘ฟิวซ์ที’ ได้ที่ Facebook – Fuze Tea Thailand

M Card ฉลองเทศกาลวันแม่ ผ่านแคมเปญ M CARD WOW A MOM
มอบโปรโมชั่นสำหรับคนพิเศษตลอดเดือนสิงหาคม

M Card โดย บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ฉลองเทศกาลวันแม่ มอบโปรโมชั่นสำหรับคนพิเศษตลอดเดือนสิงหาคม ผ่านแคมเปญ M CARD WOW A MOM เมื่อช้อปภายในห้างฯ และศูนย์ฯ ครบทุก 1,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ เพียงลงทะเบียนเข้าร่วมแคมเปญผ่าน M Card Application ลุ้นรับโชค 2 ชั้น ลุ้นที่ 1 : ทริป Taiwan Exclusive Trip 4 วัน 3 คืน กับ Dining GURU มล. ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ บินหรูโดยสายการบิน China Airlines จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง รวมมูลค่ากว่า 325,000 บาท ลุ้นที่ 2 : บัตรกำนัลห้องพักสุดหรู 2 วัน 1 คืน ห้อง Deluxe Pool Access Room จาก Avani Hua Hin Resort & Villas จำนวน 15 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 82,500 บาท พิเศษ ผู้ถือบัตรเครดิต SCB M รับสิทธิ์ 5 เท่า หรือ บัตรเครดิต SCB รับสิทธิ์ 3 เท่า เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2561 ที่ เดอะมอลล์ ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และบลูพอร์ต

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าราคาพิเศษสำหรับสมาชิก M Card เพียงแลก 12 M Point ผ่าน M Card Application รับส่วนลดสูงสุด 80% (เฉพาะแบรนด์ในห้างที่ร่วมรายการ) ตลอดเดือนสิงหาคม หรือ รับฟรี 12 เมนูพิเศษ เพียงแลก 12 M Point จากร้านดังในศูนย์ฯ อาทิ The Pizza Company, Zen Restaurant, Au Bon Pain, Korean Dessert Café, บางหวาน, ก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร, เจียง ลูกชิ้นปลา (จำนวน 1 สิทธิ์ / 1 ท่าน / ร้านค้า ตลอดรายการ) เฉพาะวันที่ 11-13 สิงหาคม 2561 เท่านั้น

อิออน ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ มอบโชคทองแก่ผู้โชคดีจาก “กดปั๊บ ลุ้นรับโชค”

คุณศรัณยา พิภพภิญโญ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) มอบทองคำแท่งมูลค่า 400,000 บาท และ iPhone 8 ขนาด 256 GB จำนวน10 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 745,000 บาท ให้แก่ผู้โชคดีจากแคมเปญ "กดปั๊บ ลุ้นรับโชค กับอิออนยัวร์แคช” สำหรับลูกค้าอิออนที่ใช้บริการเบิกถอนเงินสดอิออนยัวร์แคช ทุก 1,000 บาท/เซลล์สลิป ผ่านเครื่องบัวหลวงเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน  - 31 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรับข่าวสารและกิจกรรมดีๆ ได้ทาง www.aeon.co.th

ดับเบิ้ลความสุขที่โรงแรมในเครือเบสท์เวสเทิร์นทั่วเอเชีย
กับแคมเปญ “ดับเบิลพ้อยท์” สะสมคะแนนสองเท่า!

โรงแรมในเครือเบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท เอเชีย ตอบแทนลูกค้าที่ไว้ใจและสนับสนุนด้วยดีเสมอมา ด้วยแคมเปญ “ดับเบิลพ้อยท์” แคมเปญใหม่ล่าสุดจากโปรแกรมสะสมคะแนน “เบสท์เวสเทิร์นรีวอร์ดส” รับคะแนนสะสมเพิ่มเป็นสองเท่า ทันทีที่สำรองห้องพักที่โรงแรมในเครือเบสท์เวสเทิร์นในเอเชียที่เข้าร่วมโครงการนี้ โดยสำรองห้องพักโดยตรงกับโรงแรมหรือผ่านช่องทางเว็บไซต์ของโปรโมชั่น ที่นี่* ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ตุลาคม 2561

โปรแกรมสะสมคะแนนเบสท์เวสเทิร์นรีวอร์ดส ให้ลูกค้าคนสำคัญได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากการสะสมคะแนนเมื่อใช้บริการที่โรงแรมในเครือ เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิก และสะสมคะแนนในทุกครั้งที่เข้าพัก ก็สามารถนำคะแนนมาแลกเป็นห้องพักฟรีที่โรงแรมกว่า 4,200 แห่งทั่วโลก โดยเฉพาะในหลากหลายเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจในเอเชีย อาทิ ภูเก็ต บาหลี โตเกียว โอซาก้า มะนิลา จาการ์ตา โอกินาว่า เกาะเซบู ย่างกุ้ง และเวียงจันทน์ นอกจากนี้ ยังสามารถนำคะแนนไปแลกรับสิทธิพิเศษ หรือบัตรกำนัลต่างๆ ได้อีกด้วย

อย่ารอช้า! กับโปรแกรมสะสมคะแนนเบสท์เวสเทิร์นรีวอร์ดส ที่เปิดโอกาสให้คุณได้ดับเบิ้ลความสุข สมัครเป็นสมาชิกโปรแกรมสะสมคะแนน ได้ผ่านทาง https://www.bestwesternhotelasia.com/create-account แล้วเพลิดเพลินกับความคุ้มค่าสองเท่า

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ “ดับเบิลพ้อยท์” จาก “เบสท์เวสเทิร์นรีวอร์ดส” ที่ +66 (0)2 656 1260 หรือ ที่นี่*

*https://www.bestwestern.com/en_US/offers/rewards/doublepointasia.html?ssob=SMINTAA86G&cid=SMINTAA86G:asia:promo:doublepointsasia

TSI Insurance จัดโปรโมชั่นประกันภัยอุบัติเหตุรับวันแม่

บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TSI Insurance จัดโปรโมชั่นพิเศษ “ประกันอุบัติเหตุ TSI แทนใจจากลูก…”  ต้อนรับเทศกาลวันแม่ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ ด้วยอัตราเบี้ยประกันภัยเพียง 999 บาท ให้ความคุ้มครองทั้งแม่และลูกวงเงินสูงสุด 120,000 บาท ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องสำรองจ่ายกับโรงพยาบาลเครือข่ายของ TSI Insurance ที่มีมากกว่า400 แห่งทั่วประเทศ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2630-9055 ต่อ 304