Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

ซินโนโลยี เปิดตัวเว็บไซต์ภาษาไทยอย่างเป็นทางการ เร่งขยายตลาดในประเทศไทย

ซินโนโลยี เจาะตลาดเข้าถึงผู้บริโภคไทย เร่งสร้างแบรนด์พร้อมผลักดันการเติบโตในปี 2018

ซินโนโลยี หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย (Network Attached Storage หรือ NAS) เปิดตัวเว็บไซต์ภาษาไทยอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ โดยการเปิดตัวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการตลาดที่ต้องการสนับสนุนผู้บริโภคในประเทศไทย ผ่านเนื้อหาและภาษาที่เหมาะสมกับผู้ใช้งาน เพื่อให้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีและเพิ่มความสะดวกสบายกับผู้ใช้งานมากขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างการรับรู้ของ ซินโนโลยี ในประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ภาษาไทยที่เปิดตัวใหม่ล่าสุดนี้ ทีมฝ่ายขายและการตลาดของ ซินโนโลยี ซึ่งรวมถึงพนักงานที่เป็นคนไทยได้ร่วมกันนำเครื่องมือทางการตลาดและการสนับสนุนต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานในประเทศไทย เพื่อให้กลุ่มลูกค้าของ ซินโนโลยี สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และการบริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเว็บไซต์ภาษาไทยนี้ ได้จัดทำข้อมูลและเนื้อหาทั้งหมดให้เหมาะสมและเข้าใจง่ายสำหรับผู้ใช้งานคนไทย เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดี และยังสามารถช่วยขยายการรับรู้ของ ซินโนโลยี ให้กว้างขึ้นในกลุ่มผู้ใช้งานในประเทศไทย รวมถึงผู้ที่สนใจใช้งานใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน

ม.ร. ไมค์ เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ ซินโนโลยี กล่าวว่า “เราเล็งเห็นโอกาสที่ดีในตลาดประเทศไทย ซึ่งในแต่ละปีนั้นผลประกอบการโดยเฉลี่ยของเราเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ ประกอบกับเว็บไซต์ภาษาไทยที่เสริมเข้ามาอีกด้วยแล้วนั้น คาดว่าเราจะยิ่งสร้างผลกำไรได้มากขึ้นภายในปี 2018 นี้ และพร้อมเป็นผู้นำด้าน NAS ที่แข็งแกร่งในตลาดประเทศไทยอย่างแท้จริง”

ยอดขายของ ซินโนโลยี ในประเทศไทยนั้นเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการใช้งานหน่วยจัดเก็บข้อมูลในตลาดประเทศไทยที่มีสูงขึ้น ทำให้อัตราการเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยนับตั้งแต่ปี 2015 อยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี เสริมด้วยการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้ว ซินโนโลยีคาดการณ์ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ภายในสิ้นปี 2018 นี้

เปิดตัว TRIMBLE CONNECT ในเอเชีย เครื่องมือทรงพลังสำหรับ
งานก่อสร้างผ่านเทคโนโลยี
CLOUD-BASED แบบไร้รอยต่อ

Trimble เปิดตัว TRIMBLE CONNECT ในภูมิภาคเอเชีย เครื่องมือทรงพลังสำหรับงานก่อสร้างผ่านเทคโนโลยี CLOUD-BASED แบบไร้รอยต่อ ที่จะเข้ามาจัดการการทำงานในอุตสาหกรรมการก่อสร้างโดยการเชื่อมต่อเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ทั้งด้านการระบุตำแหน่ง การจำลองโครงสร้าง การเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ และส่งเสริมการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อพัฒนาผลผลิต คุณภาพ ความปลอดภัยเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในธุรกิจ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการติดต่อสื่อสารและทำงานร่วมกันได้อย่างไม่สะดุด ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย วางแผนตารางเวลางานได้อย่างมีสมรรถภาพ และประหยัดต้นทุนซึ่งส่งผลดีต่อการลงทุนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง

นายพงษ์สุร อังคณานุชาติ Country Manager บริษัท ทริมเบิ้ล โซลูชั่น ประเทศไทย เปิดเผยว่า “Trimble Connect เป็นเครื่องมือทรงพลังที่จะนำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างภาคพื้นเอเชีย ซึ่งจะสามารถลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการก่อสร้าง รวมไปถึงการวางระบบพื้นฐานของงานด้านในโครงการให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างไร้รอยต่อ และไม่มีข้อผิดพลาดจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลตลอดทั้งโครงการ เช่นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เมื่อต้องนำงานในหลายภาคส่วนมาผนวกเข้าด้วยกัน มักจะพบปัญหาความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของแต่ละภาคส่วน เพราะมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย บวกกับเครื่องมือสื่อสารที่ต่างกันไป แต่ด้วย Trimble Connect โซลูชั่นนี้ จะทำให้หลายภาคส่วนทำงานร่วมกันผ่าน Cloud-based แพลทฟอร์มที่ช่วยผนวกข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกข้อมูลมาจากแหล่งเดียวกัน และด้วยชุดข้อมูลเดียวกันนี้ จะทำให้ทุกภาคส่วนสามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งกับการผลิต และการจัดการด้าน logistics เช่น การติดตามวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในการก่อสร้าง หรือนำไปประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีเสมือนจริง(mixed reality) เพื่อทัศนวิสัยในการทำงานที่ยอดเยี่ยม เนื่องด้วยข้อมูลในโปรเจคจะถูกจำลองและแสดงออกมาแบบเสมือนจริงด้วยแว่นโฮโลเลนส์ ณ ไซต์งานก่อสร้างหรือที่ใดๆ ก็ตามตรงหน้าของท่าน

อีกด้านหนึ่งเจ้าของธุรกิจ สถาปนิก ผู้รับเหมา และวิศวกร ต่างใช้ซอฟต์แวร์และเครื่องมือที่หลากหลายแตกต่างกันไป ในส่วนงานของตนเอง และส่งต่อเพื่อรวบรวมเป็นแบบแผนของโครงการ ซึ่งรูปแบบงานเหล่านี้อาจเป็นได้ทั้ง แบบร่าง 2 มิติ, รายงานก่อสร้าง, เอกสารต่างๆ, รวมไปถึงโมเดล BIM 3มิติ อย่างไรก็ตามขั้นตอนการแชร์ข้อมูลในแพลตฟอร์มเครื่องมือ และเทคโนโลยีที่แตกต่างกันนี้ ส่งผลให้ข้อมูลไม่ต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความยุ่งยาก และสร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้ทำงานได้ในที่สุด ด้วยเหตุนี้ Trimble Connect จึงสร้างแพลตฟอร์มที่ทรงประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือสำหรับการทำงานร่วมกันภายในโครงการบน cloud-based เพื่อให้ผู้ใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และด้วย Trimble Connect ทุกคนที่เกี่ยวข้องในโครงการก่อสร้างจะสามารถเข้าใจและมองเห็น ตั้งแต่ภาพรวมของโครงการไปจนถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุด ซึ่งช่วยให้ทีมสามารถเข้าถึง วิเคราะห์ จัดการและแชร์ข้อมูลโครงการด้วยปลายนิ้วผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์, เว็บเบราเซอร์, แอพพลิเคชั่นผ่านทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟน, และ แว่นโฮโลเลนส์ จะช่วยยกระดับการทำงานของธุรกิจก่อสร้างให้ดีขึ้น มีข้อมูลที่โปร่งใส สามารถติดตามทุกการเปลี่ยนแปลงและทุกภาคส่วนในโครงการ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึงจากทุกที่ทุกเวลา”

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Trimble Connect ได้ที่ http://connect.trimble.com  

เปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นสุดล้ำ AUTOBOT รุ่น STORM รับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
สแกนพื้นที่ 360° ด้วยระบบนำทางเลเซอร์ สั่งงานผ่านแอป ครบทั้งดูดฝุ่นและถูพื้น

บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะแบรนด์ AUTOBOT เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด หุ่นยนต์ดูดฝุ่น AUTOBOT รุ่น STORM ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี LIDAR 360° Mapping ระบบ Laser Guide สามารถสแกนพื้นที่ทำความสะอาดสุดแม่นยำ สามารถวางแผนเส้นทางในการทำความสะอาดได้แบบอัจฉริยะได้ครบพื้นที่ทั้งบ้าน และยังสามารถสั่งงานพร้อมดูสถานะการทำงานผ่านแอพลิเคชั่น “robotmaker” ได้ มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 3200mAh ใช้งานได้ยาวนานถึง 90 นาที มีเซนเซอร์ตรวจจับทำให้ไม่หล่นจากพื้นที่ต่างระดับ สามารถเข้าสู่แท่นชาร์จแบตเตอรี่เองได้โดยอัตโนมัติแม้จะไม่ได้เริ่มทำงานจากแท่นชาร์จ

นายธรรมสร มีรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะแบรนด์ AUTOBOT ในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มีความเร่งรีบมากขึ้น และเปิดกว้างต่อการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตมากขึ้น ทำให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ ใช้ชีวิตในคอนโดมิเนี่ยม ต้องออกไปทำงานเช้าและกลับค่ำ กลุ่มแม่บ้านหรือพ่อบ้านครอบครัวขนาดเล็กที่ดูแลทำความสะอาดบ้านเองโดยไม่มีคนรับใช้ ซึ่งมีภาระการทำงานบ้านมากมาย และในบางรายยังต้องออกไปทำงานนอกบ้านอีกด้วย กลุ่มคนรักสัตว์ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงภายในบ้านหรือในห้องนอน หรือกลุ่มผู้เป็นภูมิแพ้ โดยในปีที่ผ่านมา หุ่นยนต์ดูดฝุ่นของ AUTOBOT มียอดขายเติบโตถึง 30% ทำให้เรานำ AUTOBOT รุ่นใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง”

“ไตรมาสนี้ เราเปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น AUTOBOT รุ่น STORM  ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ล่าสุด สามารถทำความสะอาดห้องได้อย่างหมดจด ด้วยมอเตอร์พลังดูด 1800 PA สามารถดูดสิ่งสกปรกได้ทั้งฝุ่นผงขนาดเล็ก เส้นผม ขนสัตว์ ทราย เศษขนม ฯลฯ พร้อมด้วยไส้กรองฝุ่น HEPA Filter ที่กรองได้ถึงระดับ 0.3 ไมครอน ทำให้อุ่นใจเรื่องฝุ่นสำหรับผู้เป็นภูมิแพ้ และยังตอบโจทย์ความต้องการสำหรับห้องที่เป็นพื้นกระเบื้อง ไม้ หรือปาเก้ เพราะสามารถถูพื้นแบบเปียกด้วยผ้าม็อบถูพื้นไมโครไฟเบอร์ขนาดใหญ่และ ถังเก็บน้ำ ที่ปล่อยหยดน้ำลงบนผ้าอย่างช้าๆ” ธรรมสร กล่าว

จุดเด่นของ AUTOBOT รุ่น STORM คือระบบการสร้างแผนที่การทำความสะอาดแบบ LIDAR 360° Mapping โดยตัวเครื่องจะวิเคราะห์และวางแผนการเดินทำความสะอาดผ่านระบบ Laser นำทาง ที่ติดอยู่บนตัวเครื่อง ทำให้การทำความสะอาดทั่วถึงมากกว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วไป สามารถไปได้ทุกซอกของมุมบ้านแต่ไม่ทำความสะอาดซ้ำไปมาในพื้นที่เดิม เพราะมีระบบการสแกนพื้นที่ก่อนเริ่มทำงานทุกครั้ง ทำให้ประหยัดเวลาและประหยัดแบตเตอรี่ของตัวเครื่องให้ใช้งานได้นานขึ้น นอกจากนี้ STORM ยังมีถังเก็บน้ำสำหรับถูพื้นโดยเฉพาะ สามารถจุน้ำได้ถึง 150 cc และมีผ้าม็อบถูพื้นไมโครไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ถึง 40 cm ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำความสะอาดแบบเช็ดเปียกดีขึ้น มีถังเก็บฝุ่นขนาดใหญ่ 600ml. และมีภาพแผนที่เสมือนแสดงพื้นที่ในการทำควาสะอาดผ่าน  APP  มี HEPA Filter สามารถกรองฝุ่นได้เล็กถึง 0.3 ไมครอน และยังสามารถกำหนดพื้นที่ในการทำความสะอาดผ่าน APP ให้เครื่องทำความสะอาดในจุดที่ต้องการและไม่ต้องการได้

“AUTOBOT รุ่น STORM” มีวางจำหน่ายแล้วที่ AUTOBOT Shop สาขาสามย่าน, เซ็นทรัลพระรามเก้า, หาดใหญ่ และพัทยา ร้าน B2S สาขาเซ็นทรัลพระราม 3, เซ็นทรัลลาดพร้าว และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร้าน Betrend สาขาสยามพารากอน เดอะมอลล์บางแค และเดอะมอลล์งามวงวาน หรือสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ Lazada, Shopee, facebook fanpage: robotmaker และ www.autobotvacuum.com ในราคาเพียง 15,900 บาท

“พิเศษสุดสำหรับวันที่ 9 เดือน 9 นี้ เราจะร่วมทำโปรโมชั่นกับเว็บไซต์ออนไลน์ช็อปปิ้งชั้นนำอย่าง Lazada และ Shopee โดยจะมีโปรโมชันสุดพิเศษ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/robotmaker/

เกี่ยวกับ AUTOBOT STROM

AUTOBOT STROM เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ตอบโจทย์ของทุกครัวเรือน ..พร้อมโหมดการทำงานแบบจัดเต็ม ครบถ้วนทุกฟังค์ชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของแม่บ้าน และพ่อบ้านยุค 4.0 สตอร์มเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดรุ่นใหม่ล่าสุดของ Autobot ที่รวมทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียว เช่น การสแกนห้อง (Mapping) , ระบบกวาด ดูดฝุ่น ถูพื้น (Hybrid) , ระบบ Double Cleaning, ระบบสร้างกำแพงเสมือนบนแอพ พร้อมทั้งสเปกเครื่องสุดแรง การันตีคุณภาพ จากการบริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชสญและจัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในประเทศไทย มามากกว่า 5 ปี

ดั๊บเบิ้ล เอ มอบโชคผู้โชคดี QR Lucky Gold ครั้งที่ 1

นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดั๊บเบิ้ล เอ เดินทางไปมอบรางวัลทองคำให้กับผู้โชคดีจากการจับรางวัลครั้งที่ 1 ในแคมเปญ Double A QR Lucky Gold ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดข้างกล่องดั๊บเบิ้ล เอ โดย 1 QR ได้ 1 สิทธิ์ลุ้นทองคำ ซึ่งจะจับรางวัลครั้งต่อไปเป็นทองคำหนัก 1 บาท 5 รางวัลและทองคำหนัก 50 สตางค์ 15 รางวัลในวันที่ 7 กันยายน 2561 ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2561 ติดตามรายละเอียดและประกาศรายชื่อผู้โชคดีได้ทาง www.facebook.com/DoubleAClub

เดลล์ อีเอ็มซี  รุกเต็มตลาดเน็ตเวิร์กกิ้ง เปิดตัว 100 กิกะบิต อีเธอร์เน็ต รองรับโมเดิร์นดาต้าเซ็นเตอร์ระบบเปิด

แฟบริค สวิตช์ ซีรีย์ Z ใหม่ ให้ความสามารถเหนือชั้นกว่ารุ่นเดิมถึง 2 เท่า ติดเทอร์โบให้กับความริเริ่มในการปฏิรูปไอที สำหรับทั้งองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซ และผู้ให้บริการ

สรุปประเด็นข่าว

  • Z9264F-ON ใหม่ เป็นแฟบริค สวิตช์ ที่มีโครงสร้างแบบ fixed (fixed form-factor) ให้ศักยภาพสูงถึง 2 เท่า ช่วยเร่งสู่การใช้งานที่ความเร็ว 100GbE สำหรับสภาพแวดล้อมคลาวด์ในโทรคม รวมถึงพับบลิคและไพรเวท คลาวด์
  • แนวคิดริเริ่มของการเชื่อมต่อเครือข่ายในระบบเปิดที่ล้ำหน้า มาพร้อมการสนับสนุนสำหรับเดลล์ อีเอ็มซี Big Switch Networks, Cumulus Networks รวมถึงโซลูชันที่ทำงานร่วมกันเพื่อศักยภาพที่เหนือชั้นขึ้นด้วย VMware NSX
  • มอบศักยภาพให้ community โอเพ่นซอร์ส ด้วยทางเลือกฮาร์ดแวร์ที่มาพร้อมแพคเกจซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส Linux Foundation OPX และ OCP SONiC

เดลล์ อีเอ็มซี ผู้ริเริ่มการเชื่อมต่อเครือข่ายระบบเปิด (Open Networking) เปิดตัว Z9264F-ON แฟบริค สวิตช์ ความเร็ว 100GbE ใน Z-series รุ่นล่าสุด ที่ให้ความสามารถเพิ่มถึง 2 เท่าตัว พร้อมมอบชุดโซลูชันระบบเปิดที่สมบูรณ์ สำหรับองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซที่ทันสมัย และดาต้าเซ็นเตอร์ในส่วนของผู้ให้บริการ

แพลตฟอร์มใหม่นี้ ได้รับขุมพลังจาก StrataXGS® Tomahawk® II ซึ่งเป็น 6.4 Terabit/second Ethernet switching silicon ของ Broadcom สร้างขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างหลักของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงโดยเฉพาะ หรือ แฟบริค แอปพลิเคชัน ที่ให้ความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างแร็คในดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยความเร็วมากเป็นพิเศษ ให้ 64 พอร์ตที่ความเร็ว 100GbE ในฟอร์มแฟกเตอร์ 2RU ขนาดกะทัดรัด ทั้งนี้ Z9264F-ON ใหม่นี้ นับเป็นผลิตภัณฑ์ในอุดมคติสำหรับลูกค้าที่อยากเลิกใช้ระบบ chassis switching แบบเดิมที่มีค่าใช้จ่ายแพง ในขณะเดียวกันก็อยากเร่งเปลี่ยนจาก 40GbE เป็น 100GbE

ลูกค้าของเราที่เป็นองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซและผู้ให้บริการ มีความต้องการที่ชัดเจนในเรื่องโซลูชันนวัตกรรมและการเชื่อมต่อเครือข่ายระบบเปิด สำหรับระบบโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์” ทอม เบิร์นส์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป Dell EMC Networking and Solutions กล่าวZ9264F-ON ใหม่ มอบในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ด้วยแพลตฟอร์ม 100GbE switching ที่ให้ศักยภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม และช่วยให้ลูกค้าควบคุมการใช้งานเครือข่ายและระบบโครงสร้างของตนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

ดาต้าเซ็นเตอร์ ยังคงทำหน้าที่เป็นรากฐานของส่วนปฏิบัติการไอทีและการให้บริการมาอย่างต่อเนื่อง  การลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ที่ไซต์งาน (on premise) หรือการโฮสต์ หรือกระทั่งที่อยู่ในรูปแบบของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคลาวด์ กำลังมาแรง  โดยในสภาพแวดล้อมระบบงานทั้งหมด เครือข่ายนับเป็นสิ่งสำคัญที่มอบศักยภาพด้านการเชื่อมต่อภายในและระหว่างแร็คของดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกันเอง ออกไปยัง edge และสุดท้ายไปถึงผู้ใช้ปลายทาง  สิ่งที่มาพร้อมๆกันคือ การนำเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่น และระบบอัตโนมัติมาใช้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับพื้นฐาน ผลักดันให้เกิดเลเยอร์ของอุปกรณ์ และเร่งให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบด้านสตอเรจกับส่วนประมวลผล เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนทั่วไป ตั้งแต่สภาพแวดล้อมแบบไฮเปอร์-คอนเวิร์จ ตลอดจนสภาพแวดล้อมแบบไฮเปอร์-สเกล

การเปลี่ยนแปลงด้านสถาปัตยกรรมนี้ ตอบโจทย์ความต้องการเพิ่มขึ้นของผู้ซื้อที่เป็นองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซและผู้ให้บริการ เพราะช่วยให้องค์กรเหล่านี้สามารถตัดสินใจซื้อฮาร์ดแวร์เน็ตเวิร์ก และซอฟต์แวร์ที่เลือกได้อย่างอิสระ การแยกองค์ประกอบเทคโนโลยีในระดับนี้ ที่เดลล์ อีเอ็มซี เรียกว่า Open Networking เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนสู่ระบบเครือข่ายที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ หรือ (SDN – software-defined networking) ในลักษณะที่เป็นทางเลือกซอฟต์แวร์เชื่อมต่อเครือข่าย และเป็นการเพิ่มความสามารถมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ Z9264F-ON ใหม่ ก็นำโมเดลการใช้งานแบบใหม่ที่ว่า มาช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกด้านซอฟต์แวร์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ซอฟต์แวร์คอมเมอร์เชียล หรือโอเพ่น ซอร์ส มากกว่าตัวเลือกที่แข่งขันกันอยู่ นับเป็นการเปิดประตูสู่นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ประหยัดมากขึ้น และควบคุมการทำงานได้เหนือชั้นยิ่งขึ้น

เดลล์ อีเอ็มซี กำลังช่วยปฏิรูปสู่ระบบเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย ด้วยวิสัยทัศน์ในเรื่อง Open Networking” แรม เวลากา รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายผลิตภัณฑ์สวิตช์ ของ Broadcom Inc. กล่าว “เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นการสร้างแรงผลักดันเกี่ยวกับการแยกองค์ประกอบเครือข่าย ด้วยการใช้ความเร็วและความหลากหลายของสายผลิตภัณฑ์ switch silicon ชั้นนำในอุตสาหกรรมของ Broadcom เราหวังว่าจะได้เห็นความสำเร็จของแพลตฟอร์ม Z9264F-ON ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังจาก StrataXGS Tomahawk II silicon ของเรา ในการมอบประสิทธิภาพเครือข่ายในจุดสูงสุด ให้กับลูกค้าของเราพร้อมทางเลือกซอฟต์แวร์ที่มากที่สุด”

Open Networking และ 100GbE – ทางเลือกและศักยภาพที่หนักแน่น

เป็นเวลากว่า 4 ปีมาแล้ว ที่เดลล์ อีเอ็มซี ได้ส่ง Open Networking ออกมาท้าทายมาตรฐานอุตสาหกรรม ด้วยการแยกพื้นฐานโครงสร้างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ออกจากกัน โดยนับแต่นั้นเป็นต้นมา เดลล์ อีเอ็มซี ได้ปฏิรูปสายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเพื่อตอบรับวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ ด้วยการช่วยให้ลูกค้าองค์กรทุกขนาดมีทางเลือกมากที่สุด และได้รับศักยภาพสูงสุดจากการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ตลอดจนถึงปลายทางเครือข่าย หรือ edge ซึ่ง Z9264F-ON ทำให้วิสัยทัศน์นี้ก้าวหน้า ด้วยการนำ Open Networking มาสู่ silicon ที่ทันสมัย ช่วยให้ใช้งาน 100GbE ได้โดยให้ความหนาแน่นมากขึ้น และช่วยให้ดาต้าเซ็นเตอร์เร็วขึ้นในภาพรวม

ปี 2018 คาดว่าจะเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่มีการนำ 100GbE มาใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วยการคาดการณ์ว่าจะมีการส่งพอร์ตในตลาดสูงถึงเกือบ 3 เท่าภายในสิ้นปีนี้” ซาเมห์ บูเจลบีน ผู้อำนวยการอาวุโสของ Dell’Oro Group กล่าว “เราเห็นถึงการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นรวดเร็ว จาก 40GbE ไปสู่ 100GbE บวกกับการนำระบบที่มีฟอร์มแฟกเตอร์แบบ fixed มาช่วยผลักดันการเติบโต ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ ทำให้ Z9264F-ON ใหม่ เข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะสม และการนำเสนอเรื่อง Open Networking อยู่ในจุดที่โดดเด่น”

การนำเสนอทางเลือกในเชิงพาณิชย์ ที่ให้ความหนาแน่น (densities) ที่สอดคล้องต่อการทำงาน ปกติจะทำได้แค่การตั้งค่าการใช้งานแบบ “ระบบปิด” ซึ่งเป็นข้อจำกัดการใช้งานเฉพาะซอฟต์แวร์ของซัพพลายเออร์รายนั้นๆ  ซึ่งโดยทั่วไปจะทำให้ทางเลือกถูกจำกัด แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องของความสามารถ  ทั้งนี้ Open Networking ช่วยปลดล็อคข้อจำกัดเหล่านั้นได้ และปลดล็อคความสามารถซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงให้คุณค่ามากขึ้น

“ลูกค้ากำลังมองหาวิธีที่จะขยายการดำเนินงานได้อย่างครอบคลุม ในแบบที่เรียบง่าย พร้อมกับสร้างสมดุลในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสู่ไฮบริดคลาวด์” ดักลาส เมอร์เรย์ ซีอีโอ ของ Big Switch Networks กล่าว “เราภูมิใจที่ในความร่วมมือระหว่าง เดลล์ อีเอ็มซี และ Big Switch พร้อมกับเชื่อมั่นว่าซอฟต์แวร์ Cloud-First ของเรา และ Z9264F-ON ใหม่ของเดลล์ อีเอ็มซี เป็นการผสมผสานที่ชนะเลิศสำหรับลูกค้าของเราทั้งสองบริษัท”

“Cumulus Networks รวบ Open Networking มาไว้ด้วยกัน และยังคงเดินหน้าเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดต่อไปด้วย เดลล์ อีเอ็มซี” จอช เลสลีย์ ซีอีโอ ของ Cumulus Networks กล่าว “การผสมผสานวิสัยทัศน์ช่วยให้เครือข่ายเร็วขึ้น มีศักยภาพมากขึ้น ด้วยการจับคู่ระหว่าง Cumulus Linux และซอฟต์แวร์ NetQ ด้วย Z9264F-ON ใหม่  โดยทางเลือกระบบเปิดนี้ ให้ความสามารถในการขยายศักยภาพที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว รวมถึงให้ความยืดหยุ่น และประหยัดค่าใช้จ่าย นับว่ามอบทางเลือกที่แท้จริงเพื่อมาแทนโซลูชันแบบดั้งเดิมที่ไม่ยืดหยุ่นแถมราคาแพง”

เมื่อผสานการใช้งาน Z9264F-ON ร่วมกับซอฟต์แวร์ของเดลล์ อีเอ็มซี หรือของคู่ค้า ก็ตามก็จะช่วยให้เกิดระบบโครงสร้างเครือข่ายทางกายภาพที่มีศักยภาพและให้ความยืดหยุ่นสูง โดยในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย เครือข่ายทางกายภาพจะทำงานร่วมกับเครือข่ายเสมือนในการเชื่อมต่อเวอร์ชวลแมชชีน และคอนเทนเนอร์ รวมถึงการพัฒนาเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined data center)  เพื่อทำให้เรื่องนี้บรรลุผลสำเร็จ เดลล์ อีเอ็มซี ได้ร่วมมือกับ VMware อย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้เกิดโซลูชัน ‘better together’ คือการรวมกันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น เพื่อช่วยปรับปรุงในเรื่องของค่าใช้จ่ายและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“Virtual Cloud Network สร้างโดยใช้ VMware NSX ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายบนฐานการใช้ซอฟต์แวร์ในแบบเอ็นด์-ทู-เอ็นด์ ที่ไม่จำกัดการใช้งานเฉพาะค่าย เป็นระบบเปิด สามารถโปรแกรมการทำงานได้ ให้ความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน และสามารถมอบบริการเพื่อการใช้งานในส่วนของแอปพลิเคชัน และข้อมูลได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งใดก็ตาม” พีเดอร์ อูแลนเดอร์ รองประธานหน่วยธุรกิจด้าน การตลาดผลิตภัณฑ์ ระบบเชื่อมต่อเครือข่าย และความปลอดภัย ของ VMware กล่าว “Z9264F-ON ใหม่จาก เดลล์ อีเอ็มซี ช่วยให้ลูกค้าปรับใช้โครงสร้างเครือข่ายระบบเปิดที่ให้ประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับการใช้ Virtual Cloud Network ได้

โอเพ่น ซอร์ส และ 100GbE เร่งสู่การพัฒนาและการใช้งานในชุมชน

เทคโนโลยีระบบเชื่อมต่อเครือข่ายด้วยโอเพ่นซอร์ส มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีโครงการโอเพ่นซอร์สมากมายที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนนักพัฒนาและผู้ประกอบการเครือข่าย ทางเลือกซอฟต์แวร์เกิดใหม่เหล่านี้ ปกติแล้วต้องใช้ฮาร์ดแวร์แพลตฟอร์มที่เป็นระบบเปิดโดยเฉพาะ  จึงทำให้ Z9264F-ON เป็นตัวเลือกที่ตรงจุดประสงค์ดังกล่าว ลูกค้าสามารถเลือก Z9264F-ON เพื่อรันแพคเกจ OS10 Open Edition ของเดลล์ อีเอ็มซี บนฐานการใช้ซอฟต์แวร์ OpenSwitch ของ Linux Foundation หรือเลือกที่จะดาวน์โหลด OpenSwitch หรือ SONiC ในเวอร์ชันฟรี จาก Open Compute Project เพื่อให้ได้ความสามารถใหม่ยกเซ็ต รวมถึงชุมชนที่ผลักดันเรื่องของนวัตกรรมและการประสานความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

“ทั้งซอฟต์แวร์ โอเพ่นซอร์ส และ ฮาร์ดแวร์ Open Networking ต่างทำงานสอดประสานกัน” พอล ปาร์กเกอร์-จอห์นสัน หัวหน้านักวิเคราะห์ ACG Research กล่าว “จากการศึกษาของเราเมื่อเร็วๆ นี้ เราคาดว่าตลาดอุปกรณ์ระบบสวิตช์ และเราเตอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์ จะเติบโตจาก 8.1 พันล้านเหรียญในปี 2018 ไปสู่ 19.9 พันล้านเหรียญในปี 2023 สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของระบบโครงสร้างผู้ให้บริการคลาวดห์ รวมถึงแหล่งความต้องการใหม่ในการนำ ‘edge cloud’ มาใช้ในองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซ และผู้ให้บริการ  ทั้งนี้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เชื่อมต่อเครือข่ายแบบโอเพ่นซอร์ส จะมีบทบาทสำคัญในการใช้งานเหล่านี้ และเติบโตโดยรวมอยู่ในอัตรา 40 เปอร์เซ็นต์ จนถึงปี 2023  และคิดเป็นส่วนแบ่ง 15 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาดังกล่าว”

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่เห็นเดลล์ อีเอ็มซี อยู่ในสถานะผู้นำในเรื่องของระบบเชื่อมต่อเครือข่ายแบบโอเพ่นซอร์ส และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องความริเริ่มด้าน OpenSwitch” อาร์พิท โจชิปุระ ผู้จัดการทั่วไปในส่วน Networking และ Orchestration ที่ The Linux Foundation กล่าว “นวัตกรรมระบบเปิดที่ให้ความเร็วในระดับสูงสุด เป็นที่อุตสาหกรรมต้องการ และเรารู้สึกตื่นเต้นที่เห็นชุมชนก้าวไปสู่การตอบสนองความท้าทายดังกล่าวได้”

เกี่ยวกับเดลล์ อีเอ็มซี

เดลล์ อีเอ็มซี เป็นส่วนหนึ่งของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ที่มุ่งช่วยองค์กรธุรกิจเปลี่ยนโฉมดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่ความทันสมัย ในระบบอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบควบรวม เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ และระบบปกป้องข้อมูล ให้พื้นฐานที่เชื่อถือได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการพลิกโฉมไอที ด้วยการสร้างไฮบริดคลาวด์ พร้อมปรับโฉมธุรกิจด้วยการสร้างแอพพลิเคชันเพื่อการใช้งานบนคลาวด์และโซลูชันบิ๊กดาต้า ทั้งนี้ เดลล์ อีเอ็มซี ให้บริการลูกค้าครอบคลุม 180 ประเทศ รวมถึง 98 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรในทำเนียบ Fortune 500 ด้วยสายผลิตภัณฑ์แห่งนวัตกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในอุตสาหกรรมทั้งระบบงานหลักจนถึงระบบคลาวด์ 

กรมโรงงานฯ ร่วมตั้งคณะอนุกรรมการถกแนวทางยกเลิก 3 สารปราบศัตรูพืช
ประสานกรมวิชาการเกษตรร่างแผนควบคุมให้เข้มงวด ดีเดย์รู้ผล 30 ส.ค. นี้

กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงกรณีการร้องเรียนยกเลิกการใช้ 3 สารกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต จากภาคีเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เผยคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิกหรือแบนการใช้ทั้ง 3 สารดังกล่าว ซึ่งจากการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการบริโภคอาหาร ความเสี่ยงในเกษตรกรและผู้รับจ้างฉีดพ่น การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมพบว่ายังไม่มีหลักฐานชี้บ่งที่ชัดเจนแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังได้แนะนำแนวทางที่เหมาะสมแทนการแก้ปัญหาโดยการยกเลิกหรือแบน คือ ให้มีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการจำหน่าย จำกัดปริมาณการนำเข้าและให้ใช้กับพืชเศรษฐกิจเท่าที่จำเป็น โดยยังได้ประสานให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนบริหารจัดการในการจำกัดการใช้สารทั้ง 3 ชนิดที่ชัดเจนอีกครั้ง พร้อมเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา ซึ่งมีกำหนดที่จะพิจารณาในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 นี้

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเรื่องการยกเลิกหรือแบนการใช้ 3 สารกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต จากภาคีเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนนั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะกรรมการวัตถุอันตรายมิได้มีการนิ่งนอนใจแต่อย่างใด และยังได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพ ด้านพิษวิทยา ด้านการประเมินความเสี่ยง ด้านการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งเกษตร สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิกหรือแบนการใช้ทั้ง 3 สารดังกล่าว โดยคณะอนุกรรมเฉพาะกิจได้ใช้เวลาพิจารณารวบรวมข้อมูลทั้งสถิติการเจ็บป่วย สาเหตุความเสี่ยงจากการบริโภคอาหาร ความเสี่ยงในเกษตรกรและผู้รับจ้างฉีดพ่น การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรวจสอบข้อมูลพบว่าข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับการเกิดโรค หรือความเจ็บป่วยที่ปรากฏตามที่เป็นข่าว และจากข้อมูลของ The Joint FAO/WHO Expert Meeting on Pesticide Residues (JMPR) องค์กรระหว่างประเทศที่ได้มีการประเมินไว้ว่าความเสี่ยงของผู้บริโภค จากการได้รับสารจากการรับประทานอาหารไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะทำให้เกิดอันตราย

นายมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุด คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้พิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ และวิเคราะห์ภาพรวมในมิติต่าง ๆ ทั้งมาตรการกำกับดูแลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ความเป็นอันตรายของสาร ข้อมูลการเกิดโรค      การตกค้างของสารในสิ่งแวดล้อม ข้อมูลความเจ็บป่วยจากสถิติของศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี คุณสมบัติของสารทดแทนและราคา รวมทั้งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมน้ำตาล เป็นต้น ซึ่งการตัดสินใจได้ดูข้อมูลที่ได้รับจากภาคส่วนต่าง ๆ และเสียงส่วนใหญ่ในคณะกรรมการฯ เห็นว่า ปัญหาหลักไม่ใช่มาจากตัวสาร แต่มาจากวิธีการบริหารจัดการ ความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย และความเข้มงวดในการติดตามกำกับดูแล รวมทั้งยังไม่ได้มีการนำหลักเกณฑ์วิธีการจัดการที่ดีมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ใช้ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง มีการเข้าถึงสารได้ง่ายเกินไป และนำไปใช้ทำร้ายตัวเอง

อย่างไรก็ดี การห้ามใช้สารโดยที่ยังไม่มีมาตรการบริหารจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยตรงที่สาเหตุ และการยกเลิกในทันทียังจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรผู้ใช้ โดยเฉพาะชาวสวนชาวไร่ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ยืนต้นทั้งหลาย เช่น ทุเรียน มะม่วง เป็นต้น นอกจากนี้ คณะกรรมการส่วนใหญ่ยังให้ความเห็นว่า แนวทางการจำกัดการใช้เป็นแนวทางที่เหมาะสมแก้ปัญหาที่ตรงกับเหตุ โดยมีข้อเสนอแนะอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ให้มีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการจำหน่าย จำกัดปริมาณการนำเข้าเพื่อให้ใช้เท่าที่จำเป็น การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี นำระบบสากล Good Agricultural Practice หรือ GAP มาใช้ จัดทำฉลากและมีการสื่อสารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องมือในการฉีดพ่น และการป้องกันการรับสัมผัสสารดังกล่าวด้วย

นายมงคล กล่าวทิ้งท้ายว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายจึงได้ให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนบริหารจัดการในการจำกัดการใช้สารทั้ง 3 ชนิดที่ชัดเจนอีกครั้ง พร้อมเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา ซึ่งมีกำหนดที่จะพิจารณาในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 นี้

สำหรับประชาชนสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมโรงงานอุตสาหกรรม 1564 หรือขอคำปรึกษาแนะนำได้ที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โทร. 0 2202 4152 หรือเข้าไปที่ www.diw.go.th หรืออีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

กสจ.ต่อสัญญาบลจ.กรุงไทยดูแลทะเบียนสมาชิกรอบที่ 3

นายประเสริฐ บุญเรือง (ที่ 3 จากขวา) ประธานกรรมการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับลูกจ้างประจำของส่วนราชการ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว (กสจ.) และ นางชวินดา หาญรัตนกูล (ที่ 4 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM ลงนามร่วมกัน  ในพิธีลงนามสัญญาแต่งตั้งบริษัทจัดการทะเบียนสมาชิก กสจ. โดยบลจ.กรุงไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็น บริษัทจัดการทะเบียนสมาชิก กสจ. เป็นรอบสัญญาที่ 3 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 เป็นต้นไป

เคทีซีจัดกิจกรรม “ถอดรหัสไทยไปกับมิวเซียมสยาม”

เมื่อเร็วๆ นี้ นางพจนีย์พร ชำนาญภักดี ผู้อำนวยการ – ทรัพยากรบุคคล “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดกิจกรรม “ถอดรหัสไทยไปกับมิวเซียมสยาม” นำคณะครูและนักเรียนโรงเรียนสวัสดีวิทยาจำนวน 40 คน เข้าชมพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ “มิวเซียมสยาม” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมท่องเที่ยวเชิงแหล่งเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ให้แก่เยาวชนไทย เพื่อให้น้องๆ เยาวชนเข้าใจในพัฒนาการความเป็นไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

อีกทั้งเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยหันมาสนใจท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์มากขึ้น ผ่านแคมเปญ Muse Pass Season 6: มันส์ยกแก๊งส์ (Fun Together)” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง 63 พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากนางซองทิพย์ เสริมสวัสดิ์ศรี ผู้อำนวยการฝ่ายนิทรรศการและกิจกรรม สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) และทีมงานจากมิวเซียมสยามให้การต้อนรับ

เคทีซีมอบเงินบริจาค 1 ล้านบาท สนับสนุนมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม
ช่วยเหลือเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ปีที่ 5

นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช (ซ้าย) ผู้อำนวยการ - ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนมอบเงินบริจาค 1 ล้านบาท ให้กับนางสาวจารุวรรณ จันทร์เพ็ญ (ขวา) ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบริหารพัฒนาแหล่งทุน – มูลนิธิ สร้างรอยยิ้มประเทศไทย เพื่อสมทบทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ช่วยเหลือการศัลยกรรมแก้ไขภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ รวมถึงแผลไฟไหม้ และความผิดปกติพิการบนใบหน้าแต่กำเนิดแก่เด็ก เยาวชน และผู้ป่วยยากไร้ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศไทย ณ เคทีซี อาคารสมัชชาวาณิช 2 สุขุมวิท เมื่อเร็วๆ นี้

สมาชิกเคทีซีสามารถร่วมบริจาคเข้ามูลนิธิสร้างรอยยิ้มได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ด้วยวงเงินบัตรเครดิต หรือใช้คะแนนสะสม KTC Forever Rewards ทุกๆ 1,000 คะแนน เปลี่ยนเป็นเงินบริจาค 100 บาท หรือบริจาคผ่านเว็บไซต์ www.ktc.co.th/ClickKTC โมบายแอพพลิเคชั่น “TapKTC” ศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขา หรือที่ KTC Phone โทรศัพท์ 02-123-5000 โดยทุกการบริจาคจะได้รับใบเสร็จในการหักลดหย่อนภาษี

“KUNNA” คันนา ผลไม้อบแห้ง ขนมของฝากที่ 1 ในใจนักท่องเที่ยว
เปิดบริการเดลิเวอรี่ Kunna Online: We pack, you give. ผนึกกำลัง LINE MAN และ K PLUS
รุกตลาดออนไลน์ ตั้งเป้ายอดขายภายในประเทศโต 30% ในปี 2561

บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลไม้อบแห้ง ธัญพืชอบกรอบและ ฟิวชั่นสแน็ค “KUNNA” คันนา ผลไม้อบแห้ง ขนมของฝากที่ 1 ในใจนักท่องเที่ยว ล่าสุดเปิดตัวเปิดบริการเดลิเวอรี่ Kunna Online: We pack, you give. ด้วยการผนึกกำลังความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ผู้นำด้านธุรกิจออนไลน์อย่าง LINE MAN และ K PLUS ธนาคารกสิกรไทย รุกตลาดอาหารออนไลน์ภายในประเทศ พร้อมตั้งเป้าจะผลักดันยอดขาย เติบโตขึ้น 30% ภายในปี 2561

นางสาวณชา จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด

นางสาวณชา จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เนื่องด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตที่มีความเร่งรีบในแต่ละวัน อาจมีข้อจำกัดด้านเวลา และต้องการความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ดังนั้นการช้อป หรือซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์จึงสามารถเข้ามาตอบโจทย์บริโภคได้อย่างครอบคลุม ขณะเดียวกัน ‘KUNNA’ คันนา ผลไม้อบแห้ง ขนมของฝากที่ 1 ในใจนักท่องเที่ยว ได้เล็งเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ล่าสุดได้เปิดบริการเดลิเวอรี่ Kunna Online: We pack, you give. ด้วย Line Official Account KUNNA และล่าสุดร่วมมือพาร์ทเนอร์ผู้นำด้านธุรกิจบริการออนไลน์ประเทศไทยกับ LINE MAN บริการส่งของ สั่งอาหาร และสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ และธนาคารกสิกรไทย เปิดช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์คันนา โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์และชำระเงินได้ผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS โดยทำการเลือกสินค้า จำนวนสินค้าที่ต้องการ กดยืนยันการชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน K PLUS ได้ทันที สะดวกสบายตอบโจทย์รูปแบบชีวิตผู้บริโภคปัจจุบันมากขึ้น”

“ขณะเดียวกันในด้านการเติบโตผลิตภัณฑ์ ‘KUNNA’ คันนา ผลไม้อบแห้ง ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ตลาดหลักๆ คือการดำเนินธุรกิจในตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ โดยล่าสุดเมื่อเทียบการยอดจำหน่ายในปี 2560 กับเมื่อปี 2559 ผลิตภัณฑ์การเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องกับตลาดภายในประเทศมียอดจำหน่ายเติบโตถึง 40 – 45% จากคนไทย และลูกค้าต่างประเทศที่นิยมซื้อเป็นของฝาก ซึ่งหากพูดถึงตลาดในต่างประเทศเรายอดส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็วถึง 10% ทั้งในฝั่งภูมิภาคเอเชีย เช่น ฮ่องกอง จีน เกาหลี และตลาดฝั่งตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่อาจเกิดขึ้นที่กำลังจะเปิดตลาดอย่างเข้มข้นในช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป โดยสอดรับกับเทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคชาวต่างชาติปัจจุบันที่นิยมผลไม้ไทย และผลไม้อบแห้งจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก”

พร้อมกันนี้ในปี 2561 “KUNNA” คันนา ผลไม้อบแห้ง ขนมของฝากที่ 1 ในใจนักท่องเที่ยว เสริมความแข็งแกร่งด้านกลยุทธ์การตลาดอย่างเต็มกำลัง ทั้งภายในประเทศด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ธุรกิจออนไลน์อย่าง LINE MAN และ K PLUS ธนาคารกสิกรไทย ในการรุกตลาดออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ และสำหรับต่างประเทศ ล่าสุดเราได้มีการวางแพลตฟอร์มกลยุทธ์ใหม่ในการขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าการเติบโต 100% ของยอดจำหน่ายภายในประเทศ และยอดส่งออกภายในปี 2561” นางสาวณชา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับในด้านของการให้บริการเดลิเวอรี่ Kunna Online: We pack, you give. ด้วย Line Official Account KUNNA พร้อมด้วย LINE MAN และบริการ K PLUS ธนาคารกสิกรไทย พร้อมให้บริการในการสั่งสินค้า 24 ชม. จัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00 – 02.00 โดยกำหนดอัตราค่าบริการคำนวณตามระยะทาง พร้อมยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้บริการ KUNNA ผ่าน Line Official เสริมช่องทางการชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิต สามารถสั่งซื้อสินค้าและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/kunnasnack และ Line: @kunnasnack