Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

กสิกรไทยและวีซ่า ร่วมโครงการนำร่องพัฒนาระบบการชำระเงินระหว่างธุรกิจด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน

กสิกรไทยเป็นธนาคารแรกของไทยที่เริ่มพัฒนาระบบการชำระเงินข้ามประเทศที่ไม่ยุ่งยากและโปร่งใสมากขึ้น

คุณสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่าประจำประเทศไทย และ คุณศิริพร วงศ์ตรีภพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย

วีซ่า แถลงถึงความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยในการริเริ่มโครงการนำร่อง “วีซ่า บีทูบี คอนเนค (Visa B2B Connect)” ซึ่งวีซ่าได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้สถาบันการเงินสามารถประกอบธุรกรรม ชำระเงินข้ามประเทศระหว่างธุรกิจด้วยความไม่ยุ่งยาก รวดเร็วและปลอดภัย รวมทั้งมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยโครงการนำร่องดังกล่าวขณะนี้อยู่ในระหว่างการทดสอบกล่องทรายทดสอบธุรกรรม (regulatory sandbox) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกสิกรไทย เป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ นอกเหนือจากธนาคารอื่นๆ อีกหลายแห่งทั่วโลก

คุณสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่าประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เราภูมิใจที่มีตัวแทนธนาคารจากประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมโครงการนำร่องนี้ Visa B2B Connect คือแพลตฟอร์มการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ โดยสร้างอยู่บนพื้นฐานเทคโนโลยีบล็อกเชนสำหรับวิสาหกิจ ที่ออกแบบมาเพื่อดำเนินธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงระหว่างธนาคาร ในนามของลูกค้าองค์กร โดยขั้นตอนการทำธุรกรรมจะอยู่ภายใต้การบริหารโดยวีซ่าแบบครบวงจร พร้อมทั้งมีการนำเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย การกำกับดูแล และเทคโนโลยีรายการเดินบัญชีแบบกระจายตัว หรือ Distributed Ledger”

คุณศิริพร วงศ์ตรีภพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “ธนาคารกสิกรไทยมุ่งเน้นสรรหานวัตกรรมใหม่แบบครบวงจรเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า และด้วยความเป็นพันธมิตรกับวีซ่า เราภูมิใจที่จะได้มีส่วนร่วมในโครงการนำร่อง Visa B2B Connect ซึ่งนับเป็นก้าวแรกในบริบทใหม่ของการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้สำหรับการทำธุรกรรมชำระเงินข้ามพรมแดน ในฐานะผู้บุกเบิก เราเชื่อว่าธนาคารจะเป็นผู้นำในตลาดซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าองค์กรของธนาคาร เนื่องจากการทำธุรกรรมการชำระเงินจะมีความปลอดภัยมากขึ้น”

“เรามุ่งมั่นร่วมมือกับธนาคารพันธมิตรของเราเพื่อให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ เครื่องมือต่างๆ และความเชี่ยวชาญของวีซ่า ที่จะสามารถนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจและความสำเร็จต่อไป นอกจากนี้ด้วยความสามารถทางเทคโนโลยี และเครือข่ายของวีซ่า เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับธนาคารกสิกรไทย ในการเสริมสร้างวิธีการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและไร้รอยต่อในตลาดธุรกิจ หรือ B2B ทั่วโลก” คุณสุริพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้วย Visa B2B Connect วีซ่าตั้งใจที่จะพัฒนาการชำระเงินในรูปแบบ B2B ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยการใช้เวลาที่สั้นลงในการประมวลผล และเพิ่มชัดเจนในการติดตามขั้นตอนกระบวนการการทำธุรกรรมให้สูงขึ้น โดยผลลัพธ์ที่จะมีต่อลูกค้าธนาคารคือความสามารถในการลดต้นทุน และทรัพยากรที่ธนาคารและลูกค้าจำเป็นต้องใช้ในการรับส่งข้อมูลการใช้จ่ายทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล

PPS ปรับกลยุทธ์จับมือลูกค้า-พันธมิตร ขยายพอร์ตงานในและต่างประเทศ พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจบริษัทย่อย เพิ่มศักยภาพและโอกาสเข้ารับงาน ด้านโปรฟิน กรุ๊ป รออนุมัติให้บริการระบบเสนอขาย ICO Portal เผยภาพรวมธุรกิจครึ่งปีหลังปรับตัวดี รับรู้รายได้งานรัฐ เอกชน คว้างานใหม่หลายโครงการ รอเซ็นสัญญา 105 ล้านบาท หนุน Backlog 332 ล้านบาท ขณะที่งบครึ่งปีแรกรายได้ 194.76 ล้านบาท กำไร 14.51 ล้านบาท

ดร.พงศ์ธร ธาราไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (PPS) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาบริหารโครงการซึ่งเป็นธุรกิจหลัก โดยร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานรถไฟฟ้า งานเรือ เพื่อร่วมรับงานที่ปรึกษาฯในประเทศ นอกจากนี้ยังมีแผนการทำงานร่วมกับลูกค้ากลุ่มค้าปลีกที่มีแผนขยายสาขาในต่างประเทศด้วย ซึ่งการปรับกลยุทธ์ดังกล่าว ถือเป็นการเพิ่มโอกาสการรับงานทั้งในและต่างประเทศของบริษัท

ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทย่อย โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะควบรวม ขายหุ้น หรือยุบกิจการ และมีแผนขยายขอบเขตการทำงาน โดยเพิ่มการรับงานตกแต่งภายใน และการรับงานแบบจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ (turnkey) ดำเนินการตั้งแต่ออกแบบสถาปัตย์ ออกแบบโครงสร้าง คุมงานก่อสร้าง จนถึงงานแล้วเสร็จ ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างของบริษัทย่อยดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างศักษภาพและโอกาสในการรับงานมากขึ้น

ขณะที่ บริษัท โปรฟิน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนดำเนินธุรกิจ Project Financing และ ICO Portal อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในการเป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายดิจิทัล คาดว่าจะทราบผลภายในเดือนพ.ย.นี้ ขณะนี้มีบริษัทที่สนใจจะระดมทุนด้วยการเสนอขายสินทรัพย์ดิจิทัล (ICO) อยู่ระหว่างการเจรจา 4-5 ราย

“ภาพรวมการดำเนินธุรกิจครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยบริษัทจะทยอยรับรู้รายได้จากงานเอกชน หลายแห่ง อาทิ งานคอนโดมีเนียม งานค้าปลีก รวมถึงงานภาครัฐบางส่วน ขณะเดียวกันในไตรมาส 3 บริษัทสามารถเข้ารับงานใหม่หลายโครงการ อาทิ งานโครงการมิกซ์ยูส และงานประมาณราคาก่อสร้าง 3 โครงการ ขณะนี้เริ่มให้บริการและรับรู้รายได้บางส่วนแล้ว นอกจากนี้มีงานที่อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาอีกมูลค่า 105 ล้านบาท  ส่วนงานโครงการภาครัฐ อาทิ งานรถไฟฟ้า งานรถไฟรางคู่ งานรถไฟความเร็วสูง ฯลฯ หากโครงการดังกล่าวเปิดประมูลตามแผน บริษัทได้เตรียมความพร้อมเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ที่ 332 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ประมาณ 149 ล้านบาทภายในปีนี้” ดร.พงศ์ธร กล่าว

สำหรับผลประกอบการครึ่งแรกปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 194.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 190.27 ล้านบาท จำนวน 4.49 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.36% และมีกำไรสุทธิ 14.51 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 33.68 ล้านบาท จำนวน 19.17 ล้านบาท หรือลดลง 56.92%

พร็อพทูมอร์โรว์ ผนึกภาครัฐ-เอกชนจัดงานเสวนา “กรุงเทพจตุรทิศ”
เรื่อง “ผ่า ! ผังเมืองใหม่…พลิกโฉมกรุงเทพฯสู่มหานครโลก”

เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ www.prop2morrow.com  เว็บสื่ออสังหาฯรูปแบบใหม่เครือ ทูมอร์โรว์ กรุ๊ป ได้จัดเสวนาประจำปี 2561 “กรุงเทพจตุรทิศ : ผ่า ! ผังเมืองใหม่...พลิกโฉมกรุงเทพฯสู่มหานครโลก”  โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องในภาคส่วนต่างๆ ทั้ง หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานวิจัย ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องมาร่วมงานเสวนาในครั้งนี้

บุคคลในภาพ (จากขวาไปซ้าย ) ดังนี้

  1. นายวสันต์ เคียงศิริ อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร
  2. นายศักดิ์ชัย บุญมา ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร
  3. นายสุธาทร สุทธิสนธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด
  4. นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทยและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-พรีเมียม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
  5. นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี ประเทศไทย จำกัด
  6. นายปิยพันธ์ วงศ์ยะรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทูมอร์โรว์กรุ๊ป จำกัด

ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ - ผู้นำธุรกิจครอบครัวแห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมความพร้อมก้าวสู่อนาคต

จากซ้ายไปขวา:

  1. แอนดรูว์ สแตเพิลส์ Global Editorial Director, The Economist Corporate Network
  2. วีรีน่า เสี่ยว, กรรมการผู้จัดการSAP ประจำภูมิภาคอินโดไชน่า
  3. รศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์, รองศาสตราจารย์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ธุรกิจครอบครัวในไทยและฟิลิปปินส์ เชื่อมั่นว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการความเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เนื่องจากโปรแกรม SAP ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยของหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ หรือ EIU

จากงานวิจัยพบว่าธุรกิจครอบครัวในไทย มีผลตอบรับในทางที่ดีในการจัดการกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบ Cloud computing (8.3 ใน 10 มีความมั่นใจที่จะร่วมมือกับฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย) การเรียนรู้ของเครื่องจักร (8.2) นอกจากนี้ยังได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดในด้านของความสามารถในการคัดเลือกพนักงาน (8.6) รวมไปถึงความสามารถและการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน (8.6 มีความมั่นใจที่จะร่วมมือกับฟิลิปปินส์)

นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวในไทยยังมีทัศนคติไปในเชิงบวกต่อสภาพของธุรกิจและมีความเชื่อมั่นว่า จะสามารถเผชิญหน้ากับสถานการ์ณที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาจึงไม่ค่อยมีความกังวลในพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่เป็นทางลบ เช่น เรื่องของกฏหมาย การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และ สภาพภูมิประเทศ มากนัก เป็นสัญญาณว่าการลงทุนของรัฐบาลและการเริ่มต้นนโยบายประเทศไทย4.0กำลังเป็นที่น่าจับตามอง ธุรกิจครอบครัวในไทยส่วนใหญ่ประเมิณค่าสูงในเรื่องของคุณภาพระบบการศึกษา ในการอบรมพนักงานใหม่และคุณภาพโครงสร้างระบบ ICT

“การมีทัศนคติที่มึความเชื่อมั่นของธุรกิจครอบครัวในไทยนั้น เป็นเสมือนการสร้างความแข็งแกร่งในการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมนี้” ไมเคิล โกล์ด บรรณาธิการอาวุโสแห่ง EIU ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคกล่าว และยังเสริมอีกว่า “เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของสิ่งที่มีอยู่และโอกาสในการเติบโตของธุรกิจดิจิตอล พวกเขาไม่สามารถที่จะหวังพึ่งเส้นสายหรือลูกค้าคนสำคัญได้ ธุรกิจครอบครัวและธุรกิจSMEsจึงต้องการการพิสูจน์ตัวเองกับเทคโนโลยีดิจิทัล และจำเป็นที่จะต้องรู้ถึงวิธีการทำงาน รวมถึงวิวัฒนาการต่างๆ เพื่อที่จะแข่งขันกับธุรกิจในระดับนานาชาติได้”

นอกจากการศึกษาในระดับภูมิภาคแล้ว ผู้นำทางด้านธุกิจครอบครัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงค์โปร์, และไทย ยังเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตโดยการ การจำแนกประเภทของบุคคล สภาพแวดล้อม กระบวนการต่างๆ รวมถึง เทคโนโลยีอีกด้วย

ในด้านของความมุ่งมั่นในการเจริญเติบโต ครอบครัวนักธุรกิจไทย กำลังมองหาตลาดใหม่ๆ (8.6) สินค้าใหม่ (8.6) และการรับแผนธุรกิจใหม่ๆ (8.5) ในอีก3 ปีที่จะถึงนี้ และเพื่อที่จะสำเร็จลุล่วง พวกเขากำลังมองหาการร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนความเติบโต ในตลาดใหม่ๆ และ พัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยมีความประสงค์เป็นอย่างมากในการร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในขณะที่ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวโน้มที่จะให้ความร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ

“ด้วยอัตราการเติบโตที่รวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบันควบคู่ไปกับการแข่งขันทางการตลาดระดับโลก ส่งผลให้ธุรกิจครอบครัวจำเป็นต้องมีความกล้าที่จะเสี่ยงในการแข่งขันทางการตลาด และมีความเตรียมพร้อมอยู่เสมอกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”  วีรีน่า เสี่ยว กรรมการผู้จัดการ SAP ประจำภูมิภาคอินโดไชน่ากล่าว ทั้งยังเสริมว่า “สุดท้ายนี้ พวกเขาอาจจะต้องการระบบดิจิทัลเป็นหัวใจในการทำงานควบคู่ไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อีกขั้นในระบบ ERP เพื่อที่จะก้าวผ่านทุกมุมมองของธุรกิจ เพิ่มมูลค่าและรายได้ ผ่านการใช้ประโยชน์ของฐานข้อมูลและการใช้งานของเครื่องจักรที่ทันสมัย ”

สำหรับรายงานฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดได้แล้ว นอกจากนี้ เรายังได้สร้างเครื่องมือเปรียบแบบระบบออนไลน์  ซึ่งผู้ใช้สามารถที่จะใช้ระบบนี้ในการเตรียมความพร้อมของตนในอนาคตเทียบกับกลุ่มผู้บริหาร

เกี่ยวกับ SAP

ในฐานะผู้นำตลาดซอฟต์แวร์แอพพลิเคชันระดับองค์กร SAP (NYSE: SAP) ได้ช่วยเหลือบริษัทขนาดต่างๆในทุกอุตสาหกรรมให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น จากแบคออฟฟิซ สู่ ห้องประชุมคณะกรรมการ จาก คลังสินค้าสู่หน้าร้าน จากคอมพิวเตอร์สู่อุปกรณ์โทรศัพท์ – SAP ช่วยให้ผู้คนและองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  และใช้ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อคงสถานะภาพการเป็นผู้นำในการแข่งขันทางธุรกิจ แอพพลิเคชั่นและบริการของ SAP ช่วยให้ธุรกิจและลูกค้าภาครัฐกว่า 388,000  รายสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.sap.com.

เกี่ยวกับ หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ (EIU)

หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ(EIU) ของนิตยสารชื่อดังระดับโลก “THE ECONOMIST” เป็นผู้นำทางด้านซอฟท์แวร์ของโลก โดยเป็นการทำธุรกิจในเชิง business-to-business หรือเป็น ซอฟต์แวร์ที่นำข้อมูลที่มีอยู่มาจัดทำรายงานในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับมุมมองในการวิเคราะห์ ทั้งยังให้ข้อมูลที่รวดเร็ว แม่นยำ และตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานจากทั่วทุกมุมโลก สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.eiu.com or www.twitter.com/theeiu.

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ SAP News Center  หรือฟอลโลว SAP บนทวิตเตอร์ @sapnews

ไปรษณีย์ไทย สานต่อโครงการ “ไปรษณีย์ไทย...เพื่อแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง”
จับมือ ม.ศิลปากร ปรับโฉม “เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน” เติมไอเดียเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) จับมือ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และเทศบาลตำบลด่านเกวียน จ.นครราชสีมา เดินหน้าสานต่อการดำเนินงานไปรษณีย์เพิ่มสุข ภายใต้โครงการไปรษณีย์ไทย...เพื่อแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเพิ่มมูลค่า “เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน” ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิชาการและเติมไอเดีย สู่ 5 ผลิตภัณฑ์ดีไซน์เก๋ ได้แก่ เครื่องประดับ ของที่ระลึก ของประดับตกแต่งในบ้าน ของใช้ในครัวเรือน และกระเบื้อง เพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งานของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์ลวดลายและขั้นตอนการผลิตดั้งเดิมของชุมชน พร้อมสนับสนุนการกระจายสินค้าและพัฒนาการขนส่ง เพื่อสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนด่านเกวียนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทย จับมือ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และเทศบาลตำบลด่านเกวียน เดินหน้าเพิ่มมูลค่าสินค้า ปรับดีไซน์ (Redesign) “เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน” จังหวัดนครราชสีมา เครื่องปั้นดินเผาจากริมฝั่งแม่น้ำมูล ที่มีความแข็งแกร่ง ทนทาน และพื้นผิวมันวาวสวยงาม ภายใต้การดำเนินงานไปรษณีย์เพิ่มสุขในโครงการ “ไปรษณีย์ไทย...เพื่อแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง” โดยนำร่องพัฒนา 5 ผลิตภัณฑ์ ทั้งเครื่องประดับ ของที่ระลึก    ของประดับตกแต่งในบ้าน ของใช้ในครัวเรือน และกระเบื้อง ให้มีรูปลักษณ์ใหม่ และมีดีไซน์เฉพาะตัวที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งานของผู้บริโภคในปัจจุบัน และพัฒนานวัตกรรมการขนส่งเครื่องปั้นดินเผา เพื่อให้สามารถส่งสินค้าผ่านช่องทางไปรษณีย์ได้

นางสมร กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว ไปรษณีย์ไทย ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย สนับสนุนกระบวนการรวมกลุ่มของชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของกลุ่ม พร้อมทั้งเชื่อมโยงกลุ่มผู้ค้า และกลุ่มช่างปั้นเข้าด้วยกัน สร้างเครือข่ายการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก สู่การปรับรูปแบบเครื่องปั้นดินเผาให้มีความทันสมัยโดดเด่นมากขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดโอกาส ให้นักศึกษาสาขาวิชาเครื่องเคลือบดินเผา ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชน พร้อมประยุกต์ใช้องค์ความรู้มาพัฒนาเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนให้มีความสวยงามร่วมสมัย ถ่ายทอดเทคนิคการปั้นดินเผารูปแบบต่างๆ และการเขียนลวดลายสมัยใหม่สู่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ในอนาคต โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์การผลิตดั้งเดิมของชุมชน ที่มีส่วนของวัตถุดิบ การปั้น การตกแต่งลวดลาย และการเผาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านการอบรมยุวมัคคุเทศก์น้อยในชุมชน เพื่อให้สามารถนำนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมและเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของชาวด่านเกวียน พร้อมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณศูนย์เรียนรู้เครื่องปั้นดินเผาให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานไปรษณีย์เพิ่มสุข ภายใต้

โครงการไปรษณีย์ไทย...เพื่อแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ของกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนนี้ ไปรษณีย์ไทย มีความตั้งใจยิ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมา ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนเป็นการพลิกฟื้นศิลปะการปั้นเครื่องปั้นดินเผาตามภูมิปัญญาของท้องถิ่น ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนให้คงอยู่สืบไป โดยในอนาคต ไปรษณีย์ไทย เตรียมผลักดันผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้สามารถส่งขายทั่วไทยผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ เพื่อเป็นการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนด่านเกวียนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน นางสมร กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ THP Contact Center 1545 เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th

TSI Insurance สร้างความสัมพันธ์โบรกเกอร์ประกันภัย

นายจักรวี วิสุทธิผล (ขวา) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย นายธีรพล คำผา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ที่ 2 จากซ้าย) บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TSI Insurance เข้าพบ นายศุภกิจ ศุภบรรณพงษ์ (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ เอ็น ซี โบรกเกอร์เรจ จำกัด เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนร่วมหารือถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจร่วมกันเมื่อเร็วๆ นี้ ณ บริษัท เอ เอ็น ซี โบรกเกอร์เรจ จำกัด

ออลล์ อินสไปร์ฯ 1 ใน 6 สุดยอดกูรู ร่วมงาน The Next Rising Star RE-Talk 2018

คุณธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และอิมเพรสชั่น โชว์ศักยภาพความเป็นสุดยอดกูรู ผู้สร้างแบรนด์ให้เป็น “ดาว” ร่วมงานสัมมนาของ MRE มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อ The Next Rising Star RE-Talk 2018 พร้อมแชร์ประสบการณ์ สู่การเป็น “ดาว” ในวงการอสังหาฯ เมืองไทย คนต่อไป ต้องทำอย่างไร นอกจากนี้ภายในงานมีคณาจารย์และวิทยากรรับเชิญที่มีชื่อเสียง พร้อมผู้เข้าร่วมงานสัมมนาเป็นจำนวนมาก จัดขึ้น ณ หอประชุม ศาตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

***... เตรียมตัวให้พร้อม!! พบกับคอนโดคุณภาพเยี่ยมบนทำเลรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่ทำให้ทุกการอยู่อาศัยสะดวกสบายและลงตัวที่สุด สามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ ในราคาที่คุ้มค่า กับ ค่าย อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ นำโดยผู้บริหารหนุ่มหล่อ คุณชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เดินหน้าเตรียมเปิดตัวคอนโดใหม่ โครงการ เอลลิโอ สาทร-วุฒากาศ (Elio Sathorn - Wutthakat) คอนโดบนทำเลศักยภาพ แต่งครบ พร้อมอยู่ ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีวุฒากาศ ที่เพียง 15 นาทีถึงสาทร ตอบโจทย์การเดินทางสู่ใจกลางเมืองอย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมส่วนกลางจัดเต็ม เท่ห์ ดีเกินราคา ปฏิเสธไม่ได้กับโปรโมชั่นดีๆ ที่รู้แล้วต้องบอกต่อ อาทิ จองเพียง 10,000 บาท ทุกยูนิต ผ่อนสัญญา 0% 10 เดือน ผ่อนดาวน์เริ่มต้น 1,999 บาท/เดือน พิเศษสุด!! รับส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท ในราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท *(เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) พร้อมเปิดให้จองเฟสแรก ราคาเดียวยกชั้น เลือกยูนิตที่ดีที่สุดก่อนใคร! ผ่าน Ananda Online Booking ในวันที่ 25 ก.ย. นี้ และ งาน Pre - Sales ในวันที่ 29 - 30 ก.ย. นี้ที่ Sale Gallery โครงการ เอลลิโอ สาทร-วุฒากาศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ananda.co.th หรือ 02 316 2222 ...***

‘เอพี ไทยแลนด์’ พลิกมิติการใช้ชีวิตใจกลางเมือง เปิดตัวคอนโดฯ ‘ไลฟ์ อโศก ไฮป์’ 
ตอกย้ำการเป็นเจ้าตลาดผู้พัฒนาอสังหาฯ ย่านธุรกิจใหม่แห่งอนาคต

  • ชูจุดแข็ง การดีไซน์ที่โดดเด่นกว่าใครเฉพาะไลฟ์สไตล์เทรนด์เซตเตอร์ ในราคา จับต้องได้เฉลี่ยเพียง 135,000 บาทต่อตารางเมตร
  • ประยุกต์ Design Thinking ค้นหาความต้องการที่ยังไม่ถูกตอบสนองพัฒนาอสังหาฯ ตอบโจทย์เรียลดีมานด์ย่านเชื่อมต่อ อโศก-เพชรบุรี-พระราม 9
  • โลเคชั่นเชื่อมต่อทุกการเดินทาง คุ้มค่าสำหรับการซื้อเพื่ออยู่อาศัย และเพิ่มโอกาสการลงทุนระยะยาว

วันนี้ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยสำหรับคนเมือง เดินหน้าเจาะดีมานด์คนเมืองรุ่นใหม่ เปิดตัว ‘ไลฟ์ อโศก ไฮป์ (LIFE Asoke Hype)’ คอนโดมิเนียมใหม่ใจกลางย่านธุรกิจแห่งอนาคต อโศก-พระราม 9 ผสมผสานความต่างอย่างลงตัว สะท้อนตัวตนที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยการดีไซน์ผ่านกระบวนการคิดแบบ Design Thinking ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบพื้นที่ของเอพี ที่ทำทุก ย่างก้าวใน ‘ไลฟ์ อโศก ไฮป์’ สัมผัสได้ถึงความเป็นส่วนตัวใจกลางเมืองที่สมบูรณ์แบบ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ส่วนกลางแบบจัดเต็ม รองรับทุกการใช้ชีวิตแบบดิจิตอลกับนวัตกรรมล้ำสมัย ตอบสนองความต้องการของเรียลดีมานด์อย่างแท้จริง คุ้มค่ากับแพ็คเกจราคาที่จับต้องได้ และยังสามารถต่อยอดโอกาสการลงทุนระยะยาวในอนาคต ทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือปล่อยเช่าระยะยาว ด้วยผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าประมาณ 5 - 6%

ไลฟ์ อโศก ไฮป์ (LIFE Asoke Hype) จะเปิดจองรอบแรกผ่านระบบ AP i-Booking ในวันอังคารที่ 2 ตุลาคมนี้ เวลา 19.00 - 21.00 น. และมีกำหนดเปิดพรีเซลอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในวันที่ 6-7 ตุลาคมนี้ ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กร และการสร้างสรรค์ บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่าความสำเร็จในการพัฒนาคอนโดมิเนียมเครือเอพีที่ผ่านมา คือ การเลือกเฟ้นทำเลที่ดีเยี่ยม      ใจกลางเมืองช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ผนวกกับความใส่ใจในการออกแบบเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ใช้สอย การบริหารแพ็คเกจราคาขายที่เหมาะสม ตลอดจนความมั่นใจในคุณภาพการก่อสร้าง การบำรุงรักษา และบริการหลังการขายของเอพี แต่ในปัจจุบันเกมธุรกิจเปลี่ยนไป กล่าวคือ ผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่างชูทำเลสะดวกใกล้แนวรถไฟฟ้าเป็นจุดขาย เราในฐานะเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้ายังคงคุณภาพด้านต่างๆ ที่กล่าวมาไว้คงเดิม แต่เพิ่มศักยภาพของคอนโดฯ เราให้สามารถเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า รวมถึงความต้องการที่ยังไม่ถูกตอบสนอง (unmet needs) ด้วยการนำกระบวนการ Design Thinking เข้ามาเสริม โดยสำหรับการพัฒนาคอนโดมิเนียม ไลฟ์ อโศก ไฮป์ นับเป็นโจทย์ที่ทีมต้องทำการบ้านหนักมาก เพื่อให้มั่นใจว่า ไลฟ์ อโศก ไฮป์ จะเป็นมิติใหม่ของการยกระดับการใช้ชีวิตในคอนโดย่านใจกลางเมืองอย่างแท้จริง จะทำอย่างไรให้ ไลฟ์ อโศก ไฮป์ สามารถนำเสนอทั้งพื้นที่ส่วนกลางและพื้นภายในยูนิตพักอาศัยได้แตกต่างและตรงกับที่ลูกค้ามองหา”

“เอพี เราเป็นเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า โดยเฉพาะย่านเชื่อมต่ออโศก-เพชรบุรี-พระราม 9 ที่เรามีโครงการพัฒนาแล้วเสร็จในย่านนี้ทั้งสิ้นจำนวน 5 โครงการ รวมกว่า 3,600 ยูนิต ทำให้เรามีประสบการณ์ ความชำนาญ และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงทุกอินไซต์ที่มีความแตกต่างและเฉพาะเจาะจงของลูกค้าในย่านนี้ ประกอบกับการไม่หยุดนิ่งที่จะยกระดับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อส่งมอบคุณภาพการอยู่อาศัย อย่างยั่งยืนโดยนำกระบวนการ Design Thinking เข้ามาเพื่อค้าหาความต้องการแฝงของลูกค้าทั้ง ความต้องการในวันนี้และอนาคตที่จะเกิดขึ้น โดยพบว่าลูกค้าย่านนี้เป็นกลุ่มคน Gen-X ถึง Gen-Y อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 28-37 ปี เป็นกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์ความหลากหลายในการใช้ชีวิต จึงเป็นที่มาของการออกแบบโครงการ ไลฟ์ อโศก ไฮป์ ภายใต้แนวคิด The Supremacy of Both Worlds การเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาผสมผสาน เพื่อให้เกิดมิติใหม่ของการพักอาศัยใจกลางเมืองที่ไม่เหมือนใคร ภายใต้ 4 จุดขายต่าง

(1) Privacy in Connected Space ยกระดับฟังก์ชั่นการใช้งานบนพื้นที่ส่วนรวมที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง อาทิ Running Loop, Co Working Business Lounge, สระว่ายน้ำ หรือจัดโซนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้วยเทคนิคการไล่ระดับเพื่อให้รองรับการใช้งานที่ตอบความเป็นส่วนตัว  ที่แท้จริง (2) SUPREME LUXURY IN ECLECTIC DESIGN นิยามใหม่ของการใช้ชีวิตแบบลักชัวรี่ ด้วยเอกลักษณ์ของการออกแบบ ซึ่งเป็นที่มาของสีสันที่จัดจ้านแบบลงตัวบนตัวตึก ที่บ่งบอกถึงสไตล์อันโดดเด่นเป็นหนึ่งเดียวของผู้อยู่อาศัย (3) SUPREME SPACE IN TOMORROW’S FUNCTIONALITY การให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ที่ภายในยูนิตพักอาศัย ขยับขยายได้จริง ยืดหยุ่นได้หลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้อาศัย ส่งเสริมการใช้ชีวิตวันนี้และการปรับเปลี่ยนในอนาคต และ (4) SUPREME LOCATION AT SUPREME PRICE ชูจุดต่างด้วยศักยภาพของทำเลแห่งอนาคตในราคาที่จับต้องได้” นายวิทการ กล่าว

ไลฟ์ อโศก ไฮป์ (LIFE Asoke Hype) คอนโดมิเนียมโครงการร่วมทุนระหว่าง เอพี และ มิตซูบิชิ จิโช เรสซิเดนซ์ (บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป - MECG) มูลค่าโครงการ 5,700 ล้านบาท สูง 40 ชั้น จำนวน 1,253 ยูนิต สิ่งที่จะทำให้ ไลฟ์ อโศก ไฮป์ แตกต่างจากโครงการอื่นในย่าน คือ การเสนอมิติใหม่แห่งการพักอาศัยใจกลางเมืองในแพ็คเกจราคาขายที่สามารถจับต้องได้เฉลี่ยเพียง 135,000 บาทต่อตารางเมตร บนทำเลศักยภาพใจกลางย่านธุรกิจแห่งใหม่ อย่างย่านเชื่อมต่อ อโศก-เพชรบุรี-พระราม 9 เพียง 300 เมตรจากรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีพระราม 9” นายวิทการกล่าว

นายขยล ตันติชาติวัฒน์ ผู้อำนวยการ บริษัท บางกอกซิตี้สมาร์ท จำกัด ผู้นำที่ปรึกษาด้านการลงทุนในธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ใจกลางเมืองแบบครบวงจร กล่าวถึงภาพรวมการลงทุนคอนโดมิเนียมในย่านเชื่อมต่อ อโศก-เพชรบุรี-พระราม 9 ว่า “พื้นที่ย่านเชื่อมต่อ อโศก-เพชรบุรี-พระราม 9 ถือว่าเป็นย่านธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เป็นทำเลแห่งโอกาส ทั้งอัตราการเข้ามาของลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะชาวต่างชาติจากแถบเอเชียทั้ง ไต้หวัน สิงค์โปร์ ฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น จึงทำให้มีผู้ประกอบการอสังหาฯ สนใจลงทุนในย่านนี้จำนวนมากและทำให้การแข่งขันสูง จากการสำรวจโดยฝ่ายวิจัยบางกอกซิตี้สมาร์ทพบว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ลูกค้าในย่านนี้ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือลงทุนอสังหาฯ ในย่านนี้นอกจากปัจจัยทำเลนั่นคือ การนำเสนอสินค้าที่แตกต่าง ปัจจัยด้านราคาที่จับต้องได้  และที่สำคัญคือ คุณภาพที่ได้มาตรฐานของตัวโครงการที่อยู่อาศัย ฉะนั้นโจทย์สำหรับผู้ประกอบการที่จะเข้ามาทำตลาดในพื้นที่โซนนี้ จะต้องสามารถครองใจลูกค้าในเรื่องเหล่านี้ให้ได้”

“สำหรับที่ตั้งของคอนโดมิเนียม ไลฟ์ อโศก ไฮป์ เป็นทำเลที่มีศักยภาพทั้งความพร้อมในวันนี้ และอนาคตอันใกล้ จากแผนพัฒนาพื้นที่โครงการออฟฟิสเกรดเอที่จะเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ โดยมีการคาดการณ์จำนวนพนักงานในบริษัทสัญชาติไทยและกลุ่มทุนต่างชาติ ที่กำลังจะย้ายเข้ามาอย่างเต็มรูปแบบในย่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่นี้กว่า 78,000 คนในปี 2563 ประกอบกับแผนการเชื่อมต่อระหว่างโครงการรถไฟฟ้าสายปัจจุบัน อย่างสายสีน้ำเงินที่มีจำนวนผู้โดยสายเฉลี่ยต่อวันประมาณ 270,000 คน (เพิ่มขึ้นกว่า 5.23% ต่อปี) กับโครงการรถไฟฟ้าในอนาคตสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและยกระดับความสามารถในการเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ CBD เดิมอย่างย่านสีลม สาทร และสุขุมวิทได้โดยตรง อีกทั้งแวดล้อมไปด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงเป็นที่ต้องการสำหรับ   ผู้ซื้อที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย” นายขยลกล่าว

“ในส่วนของภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมทำเลเชื่อมต่อ อโศก-เพชรบุรี-พระราม 9 ย้อนหลัง 5 ปีพบโครงการใหม่ที่เปิดตัวในย่านทั้งสิ้น 19 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่เปิดตัวในแนวถนนเส้นหลักตั้งแต่แยกอโศก-อโศกเพชรบุรี จำนวน 9 โครงการ ในราคาขายเฉลี่ย 240,000 บาท/ตร.ม. มียอดขายรวม 82% และเป็นโครงการที่เปิดตัวตั้งแต่แยกอโศกเพชรบุรี-สถานีศูนย์วัฒนธรรม จำนวน 10 โครงการ ในราคาขายเฉลี่ย 175,000 บาท/ตร.ม. และมียอดขายรวมแล้วถึง 83% ซึ่งนับเป็นอัตราการตอบรับที่ดี ขณะที่คอนโดมิเนียมในกลุ่มสินค้ารีเซลก็พบการปรับตัวขึ้นมาปีละประมาณ 9% เช่นกัน นอกจากนี้  ผู้ซื้อที่ต้องการลงทุนในการปล่อยเช่าและขายต่อให้ความสนใจในตลาดโซนนี้ไม่แพ้กัน เพราะผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าระยะยาว (Rental Yield) ของคอนโดฯ ในย่านนี้ พบอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 5 - 6% ซึ่งนับว่าราคาคอนโดมิเนียม ในทำเลนี้ ยังเหมาะสมในการซื้อทั้งเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุนระยะยาว” นายขยลกล่าวเพิ่มเติม

ดังนั้น โครงการคอนโดมิเนียใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดในโซนนี้ ต้องสร้างความแตกต่างทั้งภายในยูนิต พักอาศัย และพื้นที่ส่วนกลางรวมถึงคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เพื่อที่จะชนะใจคนเมืองและลูกค้าต่างชาติที่กำลังมองหาคอนโดในทำเลนี้ ซึ่งนับวันจะมีแต่มูลค่าเพิ่มขึ้น เอพีเชื่อว่า ไลฟ์ อโศก ไฮป์ คอนโดมิเนียมใหม่ใจกลางย่านธุรกิจแห่งอนาคต เชื่อมต่ออโศก-เพชรบุรี-พระราม 9 ผสมผสานความต่างอย่างลงตัว สะท้อนตัวตนที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร จะสามารถครองใจผู้ซื้อกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแน่นอน ด้วยจุดเด่นทั้งในด้านโลเคชั่นเพียง 300 เมตรจากรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีพระราม 9 เลเอ้าท์ในยูนิตที่ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ พื้นที่ส่วนกลางการออกแบบที่เข้าใจความต้องการของ ผู้ซื้อในเรื่องความเป็นส่วนตัว ราคาเสนอขายที่จับต้องได้ ตลอดจนความมั่นใจในคุณภาพการก่อสร้าง การบำรุงรักษา และบริการหลังการขายของเอพี” นายวิทการกล่าวสรุป

ไลฟ์ อโศก ไฮป์ (LIFE Asoke Hype) คอนโดฯ ใจกลางย่านธุรกิจแห่งอนาคต โดดเด่นด้วยดีไซน์   ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มูลค่าโครงการ 5,700 ล้านบาท ประกอบด้วยอาคารที่พักอาศัยสูง 40 ชั้น จำนวนห้องชุดทั้งสิ้น 1,253 ยูนิต และ 4 ร้านค้า ประกอบด้วยห้องชุดแบบ 1) สตูดิโอ ขนาด 25.50 ตารางเมตร 2) ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 30.50 – 32.00 ตารางเมตร 3) ห้องชุด 1 ห้องนอน (แบบพิเศษ) ขนาด 35.00-40.00 ตารางเมตร 4) ห้องชุด 2 ห้องนอน ขนาด 48.50 – 64.00 ตารางเมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในชั้น 1 ชั้น 7 ชั้น 40 และชั้น Rooftop โดยโครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 5-0-10 ไร่ ทำเลศักยภาพย่านธุรกิจแห่งอนาคตอโศก-พระราม 9 พรั่งพร้อมด้วยห้างสรรพสินค้าและแหล่งชอปปิ้ง โรงเรียน อาคารสำนักงาน ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคม สะดวกทั้งการใช้รถยนต์ส่วนตัว และระบบขนส่งสาธารณะ ตั้งอยู่บนทำเลเชื่อมต่อที่สำคัญและดีที่สุดบริเวณอโศก-พระราม 9 เพียง 300 เมตรจากรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีพระราม 9 และจุดขึ้น-ลงทางด่วน ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายในการเดินทางและสีสันการใช้ชีวิต

ทั้งนี้ สรุปปี 2561 บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 38 โครงการมูลค่า 59,580 ล้านบาท เปิดตัวในครึ่งปีหลังจำนวน 30 โครงการ มูลค่า 49,210 ล้านบาท แบ่งเป็นเปิดตัวในไตรมาส 3 จำนวน 12 โครงการ มูลค่า 17,980 ล้านบาท และไตรมาส 4 จำนวน 18 โครงการ มูลค่า 31,230 ล้านบาท ณ วันที่ 15 กันยายน บริษัทฯ สร้างยอดขายรวมได้แล้วถึง 29,710 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากคอนโดมิเนียมมูลค่า 14,455 ล้านบาท แนวราบมูลค่า 15,255 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้แล้วราว 75% ของเป้ายอดขาย ปี 2561 ที่ตั้งไว้ (เป้ายอดขาย 39,800 ล้านบาท) สินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ามากถึง 54,255 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 9,675 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ทั้งหมดภายในปีนี้ และคอนโดมิเนียมมูลค่า 44,580 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน) โดยจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566

“เอพี ไทยแลนด์ กล้าที่จะแตกต่าง ผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับคนเมือง”

ATP30 โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรก 61 พร้อมรุกธุรกิจรถรับส่งนักท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ

นายปิยะ เตชากูล (กลาง) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) (“ATP30”) ร่วมงาน Opportunity Day ให้ข้อมูลสรุปผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกรายได้รวม 203.05 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 19.80 ล้านบาท พร้อมแผนการดำเนินงานครึ่งปีหลัง รุกธุรกิจรถรับส่งนักท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ มั่นใจรายได้ปีนี้โตตามเป้า 20% อัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 10% ณ ห้องประชุม 603 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆนี้