BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

ดั๊บเบิ้ล เอ จับรางวัล Double A QR Lucky Gold ครั้งที่ 3

นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดั๊บเบิ้ล เอ จับรางวัลมอบโชคครั้งที่ 3 กับแคมเปญ Double A QR Lucky Gold ให้กับผู้โชคดีได้รับรางวัลทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 5 รางวัล และทองคำหนัก 50 สตางค์ จำนวน 15 รางวัล จากการร่วมสนุกสแกนคิวอาร์โค้ดข้างกล่องกระดาษ ดั๊บเบิ้ล เอ โดย 1 QR ได้ 1 สิทธิ์ลุ้นทองคำ

ติดตามการประกาศรายชื่อผู้โชคดีทาง  www.facebook.com/DoubleAClub  

หัวเว่ยคลาวด์เปิดตัว EI Intelligent Twins สำหรับเมือง

เซี่ยงไฮ้ จีน - ในงาน HUAWEI CONNECT 2018 หัวเว่ยได้เปิดตัวโซลูชั่น EI Intelligent Twins สำหรับเมือง ด้วยการอัพเกรดความสามารถของบริการ Enterprise Intelligence (EI) บนหัวเว่ยคลาวด์ ด้วยชิป AI ตัวใหม่ล่าสุดของหัวเว่ย

มร. เจี๋ย หย่งลี่ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายผลิตภัณฑ์ EI ธุรกิจคลาวด์ ของหัวเว่ย กล่าวว่า "นับตั้งแต่เปิดตัว Cloud EI ในงาน HUAWEI CONNECT 2017 หัวเว่ยคลาวด์ได้ดำเนินการศึกษาโครงการต่าง ๆ กว่า 200 โครงการใน 8 อุตสาหกรรม ครอบคลุมระบบของเมือง การผลิต โลจิสติกส์ และอินเทอร์เน็ต โดยได้สรุปข้อค้นพบหลักๆ 3 ประการ ดังนี้ 1) AI ช่วยให้ IT พัฒนาจากระบบสนับสนุนไปสู่ระบบการผลิต 2) การรวม AI เข้ากับความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่ยาก และ 3) พลังของการประมวลผลเป็นอุปสรรคสำคัญหลักในการปรับใช้ AI"

Huawei Cloud EI ยกระดับความทันสมัยของอุตสาหกรรม

เพื่อพูดถึงการผสมผสานความชำนาญของอุตสาหกรรมเข้ากับ AI มร. เจี๋ยกล่าวว่า "Huawei Cloud EI จะช่วยปรับปรุงงานในอุตสาหกรรมให้ดีขึ้นใน 3 ด้าน ได้แก่ งานที่ซ้ำซ้อนและปริมาณมาก งานที่ต้องใช้ประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ และงานที่ต้องการความร่วมมือในหลายๆ ด้าน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญ และทลายข้อจำกัด"

สำหรับงานที่มีลักษณะซ้ำซ้อนหรือจำนวนมหาศาล บริการ Huawei Cloud EI จะช่วยเลือกชุดกลุ่มข้อมูลที่ใช้บ่อยในการดำเนินงานขององค์กร เช่น บริการ Huawei Cloud EI สองตัว คือ บริการการเรียนรู้เชิงลึก และบริการค้นหาภาพ ได้ช่วย China Gallery นำเข้าและตรวจเช็คลิขสิทธิ์ของภาพนับแสนภาพ และภาพอีกหลายสิบล้านภาพในอินเทอร์เน็ตทุก ๆ วัน โดยมีอัตราความถูกต้องถึง 99%

สำหรับงานที่ต้องใช้ประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี AI สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้น เมื่อผสานรวมกับประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ หรือความชำนาญในอุตสาหกรรม ยกตัวอย่าง ทีมภาพของ Huawei Cloud EI ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ KingMed Diagnostics ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้การทดสอบวินิจฉัยทางการแพทย์ การใช้เทคโนโลยี AI ทำให้บริษัทพันธมิตรได้ค้นพบพยาธิสภาพในการตรวจมะเร็งปากมดลูก โดยมีความไว (ผลบวก) มากกว่า 99% และมีความจำเพาะ (ผลลบ) มากกว่า 80%

ในส่วนของงานที่ซับซ้อนและต้องเกี่ยวข้องกับพารามิเตอร์ต่างๆ การพึ่งพาที่ซับซ้อนและมิติการทำงานร่วมกันแบบหลายส่วน เช่น การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการกำกับดูแลเมือง เทคโนโลยี AI ได้นำแนวคิดและวิธีการใหม่ ๆ มาใช้กับงานลักษณะนี้

หัวเว่ยเปิดตัว EI Intelligent Twins สำหรับเมืองต่างๆ

หัวเว่ยคลาวด์ได้เปิดตัว EI Intelligent Twins สำหรับเมืองและสถานการณ์ในเมืองที่ซับซ้อน

โซลูชั่น EI Intelligent Twins สำหรับดูแลความเรียบร้อยของเมือง โดยอาศัยหลักการ Digital Twin ใช้ AI เพื่อทำหน้าที่ผสานเทคโนโลยีคลาวด์, บิ๊กดาต้า, อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์, เอดจ์ คอมพิวติ้ง และเทคโนโลยีอื่น ๆ และเพื่อสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การสร้างข้อมูลและการวิเคราะห์ ไปจนถึงการบริหารแบบ closed-loop พลังการประมวลผลที่แข็งแกร่งช่วยให้เราสามารถตรวจสอบการตั้งเวลาและการกำหนดค่าทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านต่างๆ เช่น การจราจร, การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, การตอบสนองฉุกเฉิน และระบบน้ำประปา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานและปกป้องสิ่งแวดล้อมไปด้วยในขณะเดียวกัน เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2561 หัวเว่ยคลาวด์ได้เปิดตัว Traffic Intelligent Twins และ Industrial Intelligent Twins

มร. หลี่ เฉียง หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี กองตำรวจจราจรของเซิ่นเจิ้น ได้กล่าวในช่วงประชุมของงาน HUAWEI CONNECT 2018 ว่า "เรากำลังใช้ AI ในการสร้างเทคโนโลยีการดูแลความเรียบร้อยของชุมชนอัจฉริยะ และสมองจราจรอัจฉริยะ เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การเดินทางสำหรับทุกคน" เขาได้กล่าวชื่นชมโซลูชั่นใหม่ และกล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญของการบริหารจัดการจราจรในยุคใหม่ ประการแรกคือ AI ทำให้การบังคับใช้กฎหมายทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อนำแอพพลิเคชั่น AI เข้ามาช่วยในการตรวจจับการละเมิดกฎจราจรต่าง ๆ เช่น การพูดคุยโทรศัพท์ในขณะขับรถ และไม่สวมเข็มขัดนิรภัย ตำรวจจราจรเซิ่นเจิ้นสามารถที่จะเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายได้เพิ่มขึ้น 15% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ประการที่สองคือ

โซลูชั่นนี้ได้กำหนดนิยามใหม่ของการจัดระบบจราจร แทนที่จะเน้นควบคุมการจราจรด้วยสัญญาญไฟ ก็ได้เปลี่ยนมาใช้วิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการปล่อยรถ โดยพิจารณาจากปริมาณรถบนท้องถนน กองตำรวจจราจรของเซิ่นเจิ้นกำลังใช้งาน TrafficGo ซึ่งเป็นโซลูชั่น EI Traffic Intelligent Twins ของหัวเว่ย ที่ทางแยก 43 แห่งในเขตป่านเถียน เมืองเซินเจิ้น เพื่อควบคุมเวลาของสัญญาณแบบออนไลน์ นับแต่เริ่มใช้งานจนถึงตอนนี้ โซลูชั่นดังกล่าวสามารถเพิ่มความเร็วของการปล่อยรถให้สูงขึ้นได้มาก โดยเวลาเฉลี่ยในการรอที่แยกจราจรหลักๆ น้อยลง 17.7% และประการสุดท้ายคือ ได้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการใหม่เพื่อร่นระยะเวลาการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน เช่น เจ้าหน้าที่สายตรวจของกองตำรวจจราจรเซินเจิ้นสามารถลดเวลาตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินลงได้ราว 67%

มร. จาง หมิ่นเจ๋อ ผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการลงทุนด้านกลยุทธ์ของบริษัท ซานเลี่ยน โฮป กล่าวว่า “ในด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยีหลักมีผลต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ และการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันของสายการผลิต ซานเลี่ยน โฮป มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเส้นใยสังเคราะห์ เราใช้โซลูชั่น EI Industrial Intelligent Twins ของหัวเว่ย เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตที่ยืดหยุ่น และตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ โซลูชั่นดังกล่าวยังปรับได้ตามความต้องการของผู้ใช้ เพื่อสร้างระบบการผลิตที่ยืดหยุ่น ควบคุมด้วยซอฟท์แวร์ มีความถูกต้องและรวดเร็ว ช่วยเพิ่มอัตราส่วนการตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น 28.5% และความสามารถของโซลูชั่นนี้ก็ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี"

คุณสมบัติของ Huawei Cloud EI มีการอัพเกรดอย่างรวดเร็ว

เพื่อเพิ่มศักยภาพของหัวเว่ยคลาวด์ในทุกรูปแบบการใช้งาน หัวเว่ย ได้เปิดตัวชิพ AI รุ่น Ascend 310 และ 910

นอกจากนี้ Huawei Cloud EI ยังมีบริการต่างๆ มากถึง 45 บริการ และ 142 ฟังก์ชั่นการทำงาน ครอบคลุมบริการแพลตฟอร์มสำคัญ ๆ, API ทั่วไป, API ขั้นสูง และโซลูชั่นพรี-อินทิเกรชั่น บริการและฟังก์ชั่นเหล่านี้ทำให้การรวมผสาน AI เกิดขึ้นได้ สามารถตอบสนองความต้องการของเจ้าหน้าที่กลุ่มต่าง ๆ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลอาวุโสด้าน AI, วิศวกรข้อมูล, วิศวกรด้านไอทีทั่วไป และบุคลากรทางธุรกิจ

ในช่วงท้าย มร. เจี๋ย หย่งลี่ ได้กล่าวว่า “การเพิ่มพลังการประมวลผลที่ขับเคลื่อนด้วยชิป AI ของหัวเว่ย ทำให้หัวเว่ยคลาวด์ก้าวเข้าสู่ยุค AI เราหวังว่าพันธมิตรของหัวเว่ยจะได้นำโซลูชั่น Huawei Cloud EI Intelligent Twins ไปใช้งานต่อไป เพื่อสร้างเมืองที่ดีกว่าเดิมทั่วโลก โซลูชั่น EI Intelligent Twins ของหัวเว่ยจะได้รับการผนวกรวมเข้ากับความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอเทคโนโลยี AI แบบหลอมรวม ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถใช้บริการ AI ที่เชื่อถือได้ มีประสิทธิภาพ ในราคาที่ไม่แพง"

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
https://www.huawei.com/en/press-events/events/huaweiconnect2018?ic_medium=hwdc&ic_source=corp_banner_allwayson&source=corp_banner

Mini ITC

October 30, 2018

Mini ITC

นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (กลาง) เป็นประธานมอบ เครื่องมือ และชุดนิทรรศการเคลื่อนที่ให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จำนวน 64 จังหวัด ที่จะพัฒนาเป็นศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Mini ITC) ให้บริการด้านการออกแบบ และพัฒนาสินค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวทางอุตสาหกรรม 4.0 โดยมี นายสมคิด ตัณฑศรีสุข อุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม (ที่ 3 จากขวา) เป็นผู้แทนในการรับมอบ พร้อมด้วยนางพงษ์ศิริ วรรณศรี ผู้อำนวยการกองตรวจราชการ (ที่ 1 จากซ้าย) นางสาวณิรดา วิสุทธิชาติธาดา ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศและการสื่อสาร (ที่ 2 จากซ้าย) และ นางรวีวรรณ อุตรนคร ผู้อำนวยการกองกลาง (ที่ 2 จากขวา) สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมด้วย ณ ห้องโถงชั้น 1 กระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อเร็วๆ นี้

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ชวนมาเดินเล่น เสพงานศิลป์ กับโรงแรมในเครือที่ฮ่องกง กรุงเทพฯ และภูเก็ต

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง การเดินชมผลงานศิลปะที่จัดแสดงอยู่ในหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์เป็นกิจกรรมน่าสนุก ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เชิญชวนคนรักงานศิลปะเดินทางมาพักผ่อนที่ฮ่องกง กรุงเทพฯ และภูเก็ต สำรวจเส้นทางศิลปะและวัฒนธรรมอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และพักผ่อน ณ โรงแรมในเครือซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งศิลปะขึ้นชื่อของแต่ละเมือง

ฮ่องกง

นอกจากเป็นจุดหมายปลายทางของนักช็อปตัวยงและนักท่องเที่ยวสายบุญแล้ว ฮ่องกงยังเป็นศูนย์รวมของศิลปะและวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ โอโซ่ เวสลีย์ ฮ่องกง ชวนมาเที่ยวต่ายกู๋น (Tai Kwun) ศูนย์รวมมรดกเชิงศิลปะและวัฒนธรรมแห่งใหม่ของฮ่องกง ตั้งอยู่ใจกลางย่านเซ็นทรัล

ต่ายกู๋น แต่เดิมเคยเป็นอาคารสถานีตำรวจกลาง ปัจจุบันได้รับการแปลงโฉมใหม่เป็นศูนย์กลางมรดกทางวัฒนธรรมและศิลปะ พร้อมพานักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่โลกของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่านทางระบบอินเตอร์แอคทีฟ โปรแกรมส่งเสริมการเรียนรู้ การแสดงร่วมสมัย และนิทรรศการภายใต้ธีมต่างๆ ที่น่าสนใจ ต่ายกู๋นมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ชวนมอง นักท่องเที่ยวจึงสามารถเพลิดเพลินกับการเดินชมงานศิลป์และเก็บภาพสวยๆ สไตล์ฮิปสเตอร์ไว้อวดเพื่อนในโลกโซเชียล หลังจากชื่นชม ผลงานศิลปะแล้ว แขกผู้เข้าพักสามารถพักผ่อนให้เต็มอิ่มที่โอโซ่ เวสลีย์ ฮ่องกง ที่ใส่ใจการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม (Sleep) การเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพ (Connectivity) และการท่องเที่ยวเชิงลึกเฉกเช่นคนวงใน (Exploration) โอโซ่ เวสลีย์ ฮ่องกง เป็นที่พักใจกลางเมืองที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยว มอบความสะดวกสบายด้วยที่ตั้งไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหว่านไจ๋ (Wan Chai MRT station) ให้นักท่องเที่ยวสามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มอิ่ม เชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวอย่างมีประสิทธิภาพ และทีมพนักงานของโรงแรมที่พร้อมแนะนำเคล็ดลับการท่องเที่ยวเชิงลึกอย่างคนวงในให้กับแขกผู้เข้าพัก

โอโซ่ เวสลีย์ ฮ่องกง ชวนนักท่องเที่ยววางแผนมาเยี่ยมชมต่ายกู๋น ศูนย์รวมมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมแห่งใหม่ที่่ฮ่องกง มอบส่วนลดสูงสุด 15% จากราคาห้องพักแบบ Best Rate ในราคาเริ่มต้นคืนละ 734 ดอลลาร์ฮ่องกง++ (HKD) ต่อห้อง เมื่อสำรองห้องพักล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน รับส่วนลด 10% และรับส่วนลดเพิ่มอีก 5% เมื่อสำรองห้องพักล่วงหน้า 21 วัน โปรโมชั่นนี้เปิดให้สำรองห้องพักสำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2561 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสำรองห้องพัก สามารถเข้าชมผ่านทางเว็บไซต์ https://th.ozohotels.com/wesley-hongkong

อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ พร้อมเติมรสชาติความเป็นไทย ชวนแขกผู้เข้าพักลิ้มรสความอร่อยจากเมนูอาหารไทยและเอเชียยอดนิยมหลากหลายเมนูให้เลือกสรร
ที่อมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ ห้องอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตลาดสตรีทฟู้ด

กรุงเทพมหานคร

มิวเซียมสยาม (Museum Siam) ตั้งอยู่ในอาคารสไตล์คลาสสิคใจกลางย่านกรุงเก่าของกรุงเทพมหานคร สถานที่ที่จะพานักท่องเที่ยวย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์ไทยที่จัดแสดงในรูปแบบสร้างสรรค์และร่วมสมัย

ภายหลังจากการปรับโฉม มิวเซียมสยาม กลับมาเปิดโลกทางความคิดอีกครั้งในช่วงปลายปีพ.ศ. 2560 ผ่านนิทรรศการชุดใหม่ภายใต้ชื่อ “ถอดรหัสไทย” (Decoding Thainess) นิทรรศการชุดนี้ประกอบด้วยห้องจัดแสดงทั้งหมด 14 โซน นำเสนอแนวคิดมุมมองและวิวัฒนาการความเป็นไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และเทคนิคการเล่าเรื่องชวนติดตาม หลังจากเดินเที่ยวชมทั่วทั้งนิทรรศการแล้ว แขกผู้เข้าพักสามารถกระโดดขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก เดินทางกลับอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ พักผ่อนคลายความร้อนริมสระว่ายน้ำ หรืออิ่มอร่อยกับเมนูอาหารเลิศรสทั้งไทยและนานาชาติที่อมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ ห้องอาหารซิกเนเจอร์ของโรงแรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสตรีทฟู้ดมาร์เก็ตของเอเชีย

อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาสัมผัสความเป็นไทย พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษ เริ่มต้นเพียง 4,292 บาท++ ต่อห้อง ต่อคืน  เข้าพักอย่างน้อยสองคืนติดต่อกัน ในห้องพักแบบดีลักซ์ คิง พร้อมรับบัตรรับประทานอาหารมูลค่า 1,000 บาท ณ ห้องอาหารอมาญา ฟู้ดแกลเลอรี่ และส่วนลด 25% เมื่อใช้บริการทรีตเมนต์ที่บรีซ สปา นอกจากนี้แขกผู้เข้าพักยังสามารถพักผ่อนได้อย่างจุใจ ด้วยอภินันทนาการเช็คเอาท์ได้จนถึง 16.00 น. แพคเกจดังกล่าวเปิดสำรองห้องพักสำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2561 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสำรองห้องพัก สามารถติดต่ออมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ โทร. +66 2653 9000 หรือเข้าชมเว็บไซต์ https://th.amari.com/watergate/

หลังจากการเดินชมงานศิลป์ในเมืองภูเก็ตแล้ว แขกผู้เข้าพักสามารถนั่งพักผ่อนที่อมารี ภูเก็ต  ทานอาหารว่างคู่กันกับค็อกเทลที่ชื่นชอบ พร้อมดื่มด่ำกับวิวพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่แสนงดงาม

ภูเก็ต

ภูเก็ต นอกจากจะมีชายหาดที่แสนงดงามและเมนูอาหารท้องถิ่นที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางขึ้นชื่อเรื่องสตรีทอาร์ทและผลงานกราฟฟิตี้ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

จากอมารี ภูเก็ต แขกผู้เข้าพักสามารถเดินทางโดยรถยนต์ เข้าสู่ตัวเมืองภูเก็ต ที่มีอาคารสร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโนโปรตุกีส ระหว่างเดินเล่นตามหาคาเฟ่และร้านอาหารเจ้าดัง ไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือการมองหาผลงานสตรีทอาร์ตและกราฟฟิตี้ ที่ซ่อนอยู่ตามตรอกถนนกระบี่และดีบุก ผลงานศิลปะเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นตามเจตนารมณ์ของเหล่าศิลปิน ที่ต้องการผลักดันให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ จึงเป็นเสมือนหอศิลป์กลางแจ้ง เปิดโอกาสให้คนทุกวัยได้ชื่นชมและเข้าใจผลงานได้ง่าย นอกจากนี้ผลงานศิลปะชุดนี้ไม่เพียงแต่มอบความสนุกเพลิดเพลินให้กับผู้ชมเท่านั้น ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวภูเก็ตที่ผูกพันกับสถานที่นั้นๆ อีกด้วย หลังจากดื่มด่ำกับผลงานศิลปะแล้ว แขกผู้เข้าพักสามารถกลับไปพักผ่อนที่อมารี ภูเก็ต อิ่มอร่อยกับอาหารว่าง จิบค็อกเทลที่ชอบพร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่แสนงดงาม

อมารี ภูเก็ต เปิดโอกาสให้แฟนสตรีทอาร์ตมาสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง ด้วยแพคเกจ ภูเก็ต ซุปเปอร์ เซฟเวอร์ ราคาเริ่มต้นคืนละ 4,980  บาท++ เมื่อเข้าพักติดต่อกันอย่างน้อยสามคืน ในห้องพักแบบซูพีเรียร์ หันหน้าเข้าหาทะเล รับอภินันทนาการบริการรถรับส่งระหว่างสนามบินภูเก็ต-โรงแรม-สนามบิน รับประทานอาหารมื้อค่ำแบบไทยเซ็ทแสนอร่อยที่ห้องอาหารริมทะเล พร้อมรับส่วนลด 20% เมื่อใช้บริการทรีตเมนต์ที่ บรีซ สปา และอภินันทนาการเช็คเอาท์ได้จนถึงเวลา 16.00 น. แพคเกจดังกล่าวเปิดให้สำรองห้องพักสำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2562 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองห้องพัก สามารถติดต่ออมารี ภูเก็ต โทร. +66 7634 0106-14 หรือเข้าชมผ่านทางเว็บไซต์ https://th.amari.com/phuket/

พฤกษา ปล่อยโปรเด็ดส่งท้ายปี “Big Sale Ever” พบข้อเสนอดีที่สุดในรอบ 25 ปี
ทั้งลด  ทั้งแถม ทั้งได้ลุ้นโชคใหญ่ คอนโด สร้อยคอทองคำ มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท

พฤกษา เรียลเอสเตท ผู้นำอันดับหนึ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์ จัดโปรโมชั่นใหญ่ส่งท้ายปี “Pruksa 25th Year Big Sale Ever ลดใหญ่ แจกใหญ่ แถมใหญ่” โปรดีที่สุดในรอบ 25 ปี  ยกทัพทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว คอนโด พร้อมเข้าอยู่ 161 โครงการ ต่อแรกรับส่วนลดสูงสุดถึง 1.3 ล้านบาท และโปรโมชั่นพิเศษมากมาย ต่อสอง ลุ้นรับรางวัลใหญ่ คอนโด สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท และ Samsung Galaxy Note 9 รวมมูลค่าทั้งหมดกว่า 200 ล้านบาท  เพียงทำสัญญาและโอนภายใน 28 ธันวาคม 2561 นี้

นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผย ว่า เนื่องในโอกาสที่พฤกษา เรียลเอสเตท ดำเนินธุรกิจมาครบรอบ 25 ปี เพื่อเป็นการขอบคุณที่ลูกค้าให้การตอบรับที่ดีเสมอมา บริษัท จึงได้จัดแคมเปญ Pruksa 25th Year Big Sale Ever ลดใหญ่ แถมใหญ่ แจกใหญ่” ได้คัดเลือกโครงการเข้าแคมเปญทั้งทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม พร้อมเข้าอยู่ 161 โครงการทั่วประเทศ เพียงทำสัญญาและโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 28 ธันวาคม 2561  จะได้รับส่วนลดเงินสดสูงสุดถึง 1.3  ล้านบาท และรับโปรโมชั่นอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ Gift Voucher  ฟรีค่าใช้จ่ายในวันโอน ตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการที่เข้าร่วมแคมเปญ นอกจากนี้ ทุกๆ ยอดการซื้อ 1 แสนบาท จะได้รับเลขคูปอง 1 สิทธิ์ เพื่อลุ้นรับรางวัลใหญ่ พลัมคอนโด พหลโยธิน 89 จำนวน 3 รางวัล สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท จำนวน 30 รางวัล และ Samsung Galaxy Note9 จำนวน 75 รางวัล โดยจะแบ่งจับรางวัล 3 ครั้ง รอบแรกวันที่ 16 พ.ย. 61  รอบสอง 14 ธันวาคม 61 และรอบสุดท้าย 11 ม.ค. 62 ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยไม่ควรพลาด เพราะเป็นแคมเปญที่ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์มากมายและเป็นข้อเสนอดีที่สุดในรอบ 25 ปีของพฤกษา

พิเศษสุด !!!  สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนทางออนไลน์ และไปเยี่ยมชมโครงการ จะได้รับตุ๊กตาหมี “ใส่ใจ” Power Bank รุ่น Limited Edition 5,000 ตัว ล่าสุดจาก พฤกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 1739 หรือ www.pruksa.com

วปธ. รุ่น 13 ก้าวสู่ที่ปรึกษามืออาชีพ

ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ (กลาง) นายกสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาธุรกิจฯ และผู้อำนวยการบริหารหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ (วปธ.) เพื่อการพัฒนาวิสาหกิจไทย จัดพิธีมอบวุฒิบัตรให้กับนักศึกษาวิชาชีพธุรกิจ (วปธ.) รุ่น 13 ที่สำเร็จการศึกษาภาคทฤษฏี เพื่อก้าวสู่ที่ปรึกษามืออาชีพ ในการเป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือ SMEs ต่อไป ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

“ตลาดไท” ประกาศเดินหน้า “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย”
ช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ กระจายผักปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

  • ตลาดไทให้การต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชม “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย” พร้อมรับมอบประกาศเกียรติคุณ
  • เปิดความคืบหน้า 3 เดือนแรก “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย” จำหน่ายผักปลอดภัยไปแล้วกว่า 650 ตัน โดยเกษตรกร 27 กลุ่มจาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ตลาดไทประกาศเดินหน้าขยายโครงการต่อเนื่อง
  • ตั้งเป้าส่งเสริมเกษตรกรไทยปลูกผักปลอดภัยมากขึ้น และเพิ่มพื้นที่จำหน่าย พร้อมส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคในวงกว้าง เข้าถึงผักปลอดภัยได้ง่ายขึ้น

ตลาดไทให้การต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรับมอบประกาศเกียรติคุณในฐานะมีส่วนช่วยส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพและปลอดภัย และสนับสนุนเกษตรกรรมไทยให้มีศักยภาพมากขึ้น พร้อมกันนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้าเยี่ยมชม “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย” ในตลาดไท ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งเป้าส่งเสริมเกษตรกรไทยทั่วประเทศในการปลูกผักปลอดภัย และกระจายผลผลิตคุณภาพไปสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง โดยประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเยี่ยม และตลาดไทกำลังเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความแข็งแกร่งของตลาดไทในฐานะตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรใหญ่ที่สุดในอาเซียน

นายลักษณ์ วจนานวัช (ซ้าย) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ตลาดไทเป็นหนึ่งในตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรที่สำคัญของประเทศ และมีบทบาทในการสนับสนุนให้ความร่วมมือจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพและปลอดภัย (สินค้า Q) มากกว่า 170 ร้านค้า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่ตลาดไท ในฐานะที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้า Q สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและส่งเสริมเกษตรกรรมไทยให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ ได้ถือโอกาสเยี่ยมชมโครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมากและมีความสำคัญ เนื่องจากจะช่วยส่งเสริมเกษตรกรไทย ให้ผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป”

มร. เกรแฮม ชาร์ล แซนด์เดอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด (ตลาดไท) กล่าวว่า “‘โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย’ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของตลาดไท กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรไทยทั่วประเทศปลูกผักปลอดภัย โดยสนับสนุนในเรื่ององค์ความรู้และใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพ สด ใหม่ สะอาด ปลอดภัย มีบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ให้ได้ใบรับรองมาตรฐานการผลิต GAP, Thai GAP หรือ Organic Thailand และให้การสนับสนุนในเรื่องพื้นที่จำหน่ายสินค้าในตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตร เพื่อให้ได้ราคาที่เป็นธรรมเหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมและช่วยเหลือในเรื่องการเชื่อมโยง และสร้างโอกาสจับคู่การค้าให้เกิดการเจรจาซื้อ-ขายระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อ นอกจากนั้น ในส่วนของผู้บริโภคสามารถใช้คิวอาร์โค้ด (QR Code) ตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งเพาะปลูกได้ เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในเรื่องของแหล่งที่มาและความปลอดภัย นับเป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคสามารถเข้าถึง และหาซื้อผักปลอดภัยได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น”  

 

มร. เกรแฮม กล่าวว่า “ในช่วง 3 เดือนแรกของ ‘โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย’ ซึ่งได้เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเข้ามาค้าขายผักปลอดภัยภายในตลาดไท ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมค้าขายในพื้นที่โครงการจำนวนถึง 27 กลุ่ม จาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ มีสินค้าเข้าตลาดเฉลี่ยมากกว่า 40 ชนิด รวมจำนวนผลผลิตที่จำหน่ายไปทั้งสิ้นกว่า 650 ตันตั้งแต่เริ่มโครงการ หรือเฉลี่ย 10 ตันต่อวัน นอกจากนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคในวงกว้าง สามารถเข้าถึงผักปลอดภัยได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ตลาดไทจึงได้จับมือสมาคมตลาดสดไทย เพื่อช่วยกันเปิดพื้นที่ค้าขายผักร่วมใจ ผักปลอดภัย โดยปัจจุบันมีตลาดที่จำหน่ายผักร่วมใจ ผักปลอดภัย จำนวนมากกว่า 32 ตลาด”

ตลาดไทได้ประกาศเดินหน้าขยายโครงการ ‘โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย’ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งให้เรื่องการสนับสนุนและทำงานร่วมกับเกษตรกรจำนวนมากขึ้น จากหลากหลายพื้นที่มากขึ้น และการร่วมมือกับเครือข่ายตลาดต่างๆ ที่มากขึ้น เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมทั้งระบบอย่างแท้จริง และมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิตและคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยทั่วประเทศ สอดคล้องตามความมุ่งมั่นของตลาดไทที่ได้ดำเนินมาตลอดระยะเวลา 20 ปี และได้รับการยอมรับในฐานะตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้ผลิตที่สนใจเข้าร่วม “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย” หรือผู้ที่สนใจนำผลิตผลไปจำหน่าย สามารถรับคำปรึกษาได้จากเจ้าหน้าที่ตลาดไท โทร. 0-2908-4490-9 ต่อ 263 หรือแอดไลน์ (LINE) พิมพ์ @talaadthai หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ gap.talaadthai.com

เผยโฉม TicWatch C2 สมาร์ทวอชรุ่นคลาสสิค ที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีขั้นสุด

Mobvoi บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ Google และ Volkswagen เปิดตัว ทิควอทช์ ซี 2 (TicWatch C2) เจเนอเรชั่นที่ 2 ของสมาร์ทวอชรุ่นคลาสสิคจากทิควอทช์ ในประเทศอังกฤษ เปิดพรีออเดอร์พร้อมกันทั่วโลก เตรียมวางจำหน่ายในประเทศไทยเดือนพฤศจิกายน 61 นี้ โดยบริษัทอินโนเวชั่น อีทีซี

นายธรรมสร มีรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) บริษัท อินโนเวชั่นอีทีซี จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวของ TicWatch ในประเทศไทย เปิดเผยว่า ภายหลังจากบริษัท ได้เริ่มทำตลาด TicWatch ในประเทศไทยมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2561 นี้ ยอดขาย TicWatch ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกรุ่น โดยเฉพาะรุ่น TicWatch Pro กำลังที่เป็นที่นิยมของตลาดผู้ใช้สมาร์ทวอชในเมืองไทยอย่างมาก ล่าสุด Mobvoi จึงได้เปิดตัวรุ่นใหม่ TicWatch C2 เจเนอเรชั่นใหม่ของ TicWatch Classic ที่จะมาพร้อมตัวเรือนแสตนเลส สตีล สายหนังแท้ รองรับการใช้งานระบบ NFC Payment ติดตามข้อมูลสุขภาพ และฟิตเนสได้ รวมทั้งคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย

“TicWatch C2” เป็นสมาร์ทวอชระบบ Wear OS โดย Google™ ที่มีแอพลิคเคชั่นสำหรับสมาร์ทวอชมากมาย และมีหน้าปัดนาฬิกาให้เลือกนับพัน พร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานผู้ช่วย Google Assistant ชูจุดเด่นที่วัสดุระดับพรีเมียม สวย ดูดี ทน เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ตัวเรือนด้านหน้าผลิตจากแสตนเลสสตีล ที่มาพร้อมกับสายหนังแท้หรูหรา พน้าจอ AMOLED ขนาด 1.3 นิ้ว (360 x 360 พิกเซล) เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ 4.1 และไวไฟ 802.11 b/g/n มี GPS GLONASS Beidou  มีเซ็นเซอร์ตรวจจับด้านสุขภาพและการออกกำลัง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การหมุน ทิศทางการเคลื่อนที่ แบตเตอรี่ความจุ 400 mAh สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 2 วัน และฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ ครบครัน อาทิ สามารถสั่งงานโดยตรงด้วยเสียงผ่าน Google Assistant™ ใช้ Google Pay ชำระเงินได้โดยตรง ผ่านระบบ NFC Payment มีฟีเจอร์กันน้ำและฝุ่นมาตรฐาน IP68 (IP68 Water and dust resistant) โดยจุดเด่นอีกประการที่สำคัญคือเพิ่มขนาดใหม่สำหรับผู้มีข้อมือเล็ก ในรุ่น TicWatch C2 18mm (มีเฉพาะตัวเรือนสีโรสโกลด์) ที่ตัวเรือนมีความบางพิเศษ คือหนาเพียง 12.80 มิลลิเมตรที่มากับสายหนังแท้ขนาด 18 มิลลิเมตร โดยในรุ่นปกติ TicWatch C2 20mm ที่มีให้เลือก 2 สีคือตัวเรือนสีดำ และสีแพลตตินั่ม (เงิน) จะมีความหนา 13.10 มิลลิเมตร และมากับสายหนังแท้ขนาด 20 มิลลิเมตร

นายชนินทร์ มโนชญากร ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) บริษัท อินโนเวชั่นอีทีซี จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า TicWatch C2 จะเข้ามาสร้างสีสันให้กับตลาดผู้ใช้สมาร์ทวอชในเมืองไทยได้อีกรุ่น ด้วยคุณภาพระดับพรีเมียมที่การันตีโดยบริษัทชั้นนำอย่าง Mobvoi และราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้ทาง อินโนเวชั่นอีทีซี ยังสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ด้วยการรับประกันสินค้าในระยะเวลา 1 ปี และสามารถเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ทันทีภายใน 7 วัน หากเครื่องมีปัญหา  อย่างไรก็ตามคาดว่าการมาของ TicWatch C2 จะสามารถขยายกลุ่มผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลือกใช้สมาร์ทวอชเรือนแรก และกลุ่มผู้ใช้ที่เคยใช้เจเนอเรชั่นแรกของทิควอท์ชคลาสสิค โดย TicWatch C2 จะวางจำหน่ายในประเทศไทยช่วงเดือนธันวาคม  2561 ที่จะถึงนี้ ในราคาระหว่าง 7,000 – 8,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและขนาด)

ปัจจุบัน TicWatch ที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยได้แก่รุ่น TicWatch C รุ่น TicWatch S&E รุ่น TicWatch Pro ที่ร้าน B2S สาขาเซ็นทรัล พระราม 3, เซ็นทรัลลาดพร้าว, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, B2S พัทยา, B2S ชลบุรี ร้าน Be trend สาขาเอ็มโพเรียม และสยามพารากอน หรือสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ Lazada, Shopee, facebook fanpage: Ticwatch Thailand และ www.ticwatchthailand.com

VMware เผยพฤติกรรมเสี่ยงของผู้บริโภคในโลกไซเบอร์ เป็นอุปสรรคด้านความปลอดภัยในการขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสดในประเทศไทย

  • ช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างความเข้าใจเรื่องสังคมไร้เงินสด และพฤติกรรมความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของผู้บริโภคที่หละหลวมมีส่วนคุกคามภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการทุจริตทางการเงินและการสูญเสียทางเศรษฐกิจ
  • นวัตกรรมจำเป็นต้องพึ่งพาสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเร็ว ความอัจฉริยะ และ ‘Zero Trust’ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ VMware ประกาศวิสัยทัศน์ด้านเครือข่ายและสถาปัตยกรรมแห่งอนาคตที่สร้างขึ้นพร้อมกับการเชื่อมต่อที่ครอบคลุม ทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัยในตัว สำหรับแอพและข้อมูลที่มีการกระจายในปริมาณสูง ไม่ว่าจะใช้งานอยู่บนคลาวด์แบบใดก็ตาม

VMware อิงค์ (NYSE: VMW) ผู้นำนวัตกรรมซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร ได้เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมลูกค้าธนาคาร (VMware Banking Consumer 2020 Study) ฉบับใหม่โดยพบว่าลูกค้าคนไทยมากกว่าหนึ่งในสาม (35%) ไม่ได้มีมาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลทางการเงินของพวกเขา โดยพวกเขาตั้งรหัสผ่านเดียวกันสำหรับการเข้าใช้บริการแอพบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งรหัสผ่านดังกล่าวมีข้อมูลส่วนตัวรวมอยู่ด้วย

ขณะที่การตอบรับกระแสสังคมไร้เงินสดเพิ่มขึ้นนั้น เป็นสัญญาณด้านบวกให้เห็นถึงเป้าหมายที่ชัดเจนของประเทศไทยในเรื่องนี้ แต่พฤติกรรมการใช้งานในโลกไซเบอร์ที่ย่ำแย่อาจส่งผลทำให้ลูกค้าสถาบันการเงินและธนาคาร (FSI) มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาการฉ้อฉลและการสูญเสียทางการเงิน ผู้บริโภคคนไทยส่วนใหญ่ (86%) เก็บข้อมูลบัญชีธนาคารไว้ในแอพพลิเคชั่นอย่างน้อย 1 ถึง 6 แอพพลิเคชั่น มีเพียงส่วนน้อย (30%) ที่มีพฤติกรรมที่ดีในการใช้งานทางไซเบอร์โดยใช้รหัสผ่านที่แตกต่างกันสำหรับบัญชีธนาคารของเขาทั้งหมด แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ประเทศไทยถูกจัดว่าดีที่สุดในภูมิภาค โดยมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคนี้ซึ่งอยู่ที่ 24%

“การชำระเงินโดยไม่ใช้เงินสดหรือเปลี่ยนเป็นสังคมไร้เงินสดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น – ปริมาณการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือในเดือนมิถุนายน 2017 มีมูลค่าถึง 22,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 57% จากปีที่แล้ว ตามข้อมูลที่ได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย[1]  การเติบโตของการชำระเงินโดยไม่ใช้เงินสดถูก เร่งให้ก้าวไกลยิ่งขึ้นหลังจากการกำหนดมาตรฐานของการชำระเงินผ่านระบบ QR code และการเปิดตัวบริการการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ” กล่าวโดย คุณเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของ VMware “สถาปัตยกรรมระบบที่มีอยู่ขณะนี้ยังไม่เพียงพอ ที่จะปกป้องคุ้มกันสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากการชำระเงินในรูปแบบนี้ ทางธนาคารและสถาบันการเงินจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายแบบใหม่ที่ช่วยปกป้องแอพ ข้อมูล และผู้ใช้ ผ่านสภาพแวดล้อมการทำงานบนระบบคลาวด์ที่หลากหลาย”

การสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า ผู้บริโภคในประเทศไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับระดับการรักษาความปลอดภัย ที่มาพร้อมกับวิธีการชำระเงินแบบใหม่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรวมถึงการใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อ สรรพสิ่งที่เชื่อมต่อ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และแอพต่างๆ  ดังนั้นธนาคารและสถาบันการเงิน จำเป็นต้องรับภาระหนักขึ้นเพื่อให้วิธีการชำระเงินแบบใหม่เหล่านี้มีความปลอดภัย ผ่านการใช้นวัตกรรมและการจัดวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง  ในทางกลับกัน ผู้บริโภคในสิงคโปร์และมาเลเซียไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไว้วางใจในวิธีการชำระเงินแบบใหม่นี้ และรู้สึกสบายใจกว่าที่จะใช้วิธีการทำธุรกรรมแบบเดิม เช่น การใช้เงินสดและบัตรเอทีเอ็ม

ผู้บริโภคชาวไทยยังแสดงความพึงพอใจต่อการใช้บริการธนาคารในด้านต่างๆ ต่อไปนี้ในระดับที่สูง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเดียวกัน

  • ความรวดเร็วในการตอบคำถามหรือแก้ไขปัญหา
  • ความพร้อมใช้งานของช่องทางให้บริการลูกค้า
  • ความโปร่งใสของนโยบาย ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เข้าใจได้ง่าย
  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการใช้ข้อมูลตามหลักจริยธรรม

VMware มีส่วนช่วยในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลโดยใช้เครือข่ายระบบคลาวด์เสมือน: เครือข่ายที่ล้ำสมัยและระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับทุกภาระงานบนระบบคลาวด์ต่างๆ

เพื่อช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินมีดุลภาพระหว่างนวัตกรรมและความสามารถในการปรับเปลี่ยนขนาดระบบ ทาง VMware ได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถประยุกต์ใช้สถาปัตยกรรมเครือข่าย ที่ทำงานโดยอาศัยซอฟต์แวร์แบบเอ็นต์-ทู-เอ็นต์ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น ซึ่งก็คือ เครือข่ายระบบคลาวด์เสมือน (Virtual Cloud Network) ที่เชื่อมต่อได้ครอบคลุมขึ้นและมีระบบรักษาความปลอดภัยในตัว(Intrinsic Security) สำหรับแอพและข้อมูลที่มีการกระจายข้อมูลปริมาณมาก ภายใต้สภาพแวดล้อมคลาวด์ทุกรูปแบบ  ธนาคาร สถาบันการเงิน และธุรกิจต่างๆ ที่กำหนดให้ความคล่องตัว นวัตกรรม และความมั่นคงปลอดภัยเป็นแกนหลักสำหรับการดำเนินธุรกิจ จะได้รับประโยชน์จากเครือข่ายระบบคลาวด์เสมือนดังกล่าว โดยช่วยปลดล็อกข้อจำกัดที่มีอยู่จากเทคโนโลยีระบบเครือข่ายปัจจุบัน การลดความซับซ้อนของระบบเครือข่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยกำหนดบทบัญญัติการรักษาความปลอดภัยขึ้นใหม่

ยกระดับความล้ำสมัยของเครือข่ายและระบบซีเคียวริตี้สำหรับภาระงานทั้งหมดบนระบบคลาวด์ต่างๆ: VMware NSX-T Data Center 2.3 ช่วยขยายขีดความสามารถของเครือข่ายแบบมัลติคลาวด์และระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง  การเข้าถึงการเชื่อมต่อในทุกรูปแบบ ทำงานอิสระแยกจากระบบคลาวด์พื้นฐาน ช่วยให้ลูกค้าสามารถทำงานข้ามระบบคลาวด์สาธารณะที่หลากหลาย เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่พร้อมใช้งานและบริการพิเศษจากผู้ให้บริการระบบคลาวด์ต่างๆ ได้โดยสะดวก

ความง่ายของการวางระบบ การบริหารจัดการ และการใช้งาน NSX: VMware NSX-T Data Center 2.3 ช่วยให้การติดตั้ง การปรับตั้งค่า การบริหารจัดการกับผังงานใหม่ และค้นหาฟังก์ชั่นการทำงานสำหรับออปเจ็ค์และอีเวนต์ต่างๆ เป็นเรื่องง่าย ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดนโยบายต่างๆ และนำไปบังคับใช้งานทั้งกับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง และพื้นที่ใช้งานบนโครงสร้างระบบคลาวด์ที่หลากหลาย

การวางแผนระบบรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติงานที่ขับเคลื่อนโดยตัวเองสำหรับเครือข่ายระบบคลาวด์เสมือน: ช่วยให้ลูกค้าสร้างและเปิดใช้งานโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับเครือข่ายระบบคลาวด์เสมือนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมใช้งานอย่างเต็มที่ และมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น ลูกค้าสามารถเร่งการวางแผนและการจัดแยกระบบส่วนงานขนาดเล็ก วางแผนการย้ายแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีมุมมองการปฏิบัติงานที่ชัดเจนขึ้นในการบริหารจัดการ ปรับเปลี่ยนขนาด และบังคับใช้ข้อกำหนดสำหรับการติดตั้งระบบศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ VMware NSX  ซึ่งโซลูชั่นนี้สามารถเลือกใช้ได้ทั้งแบบซอฟต์แวร์ติดตั้งในบริษัทและให้บริการในรูปแบบ SaaS ที่มีฟีเจอร์ครบครันและระดับความสามารถเท่าเทียมกันทั้งคู่

VMware และ Arista เชื่อมความปลอดภัยทางกายภาพและเวอร์ชวลทั่วทั้งเครือข่ายระบบคลาวด์เสมือน:  Arista และ VMware ได้ร่วมมือกันเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันที่แนบชิดขึ้นระหว่าง Arista CloudVision และ VMware NSX

“ธนาคารและสถาบันการเงินต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นในการจัดการข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า รวมทั้งข้อเรียกร้องจากลูกค้าที่ต้องการได้รับบริการที่รวดเร็ว  การค้นหาดุลยภาพที่เหมาะสมระหว่างการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการรักษาความปลอดภัย ขณะเดียวกันก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าโครงสร้างดิจิทัลรองรับนวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งฟังดูยุ่งยากแต่มีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีแห่งอนาคต สถาปัตยกรรมเครือข่ายระบบคลาวด์เสมือนทำหน้าที่คุมบังเหียนเพื่อส่งต่ออานุภาพของเทคโนโลยีเครือข่าย ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้กับธนาคาร และสถาบันการเงินในการตอบรับกับโอกาสและรับมือกับอุปสรรคใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้น สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ และส่งมอบบริการสำหรับแอพพลิเคชั่นและข้อมูลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” คุณเอกภาวิน อธิบายเพิ่มเติม

“VMware มุ่งมั่นที่จะช่วยลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจของเรา เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบดิจิทัลในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันในทุกธุรกิจ (disruptive change) เมื่อภูมิภาคนี้เริ่มต้นที่จะเดินเข้าสู่แนวคิดเมืองและประเทศอัจฉริยะ (smart cities, smart nations) ด้วยการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงจึงเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งสำหรับธุรกิจเฉพาะด้าน เช่น ธนาคารและสถาบันการเงิน” คุณเอกภาวิน กล่าวเพิ่มเติม “เรายังคงเดินหน้าช่วยเหลือธุรกิจต่างๆ ให้สามารถบริหารจัดการบนคลาวด์ที่หลากหลายและเชื่อมโยงส่วนงานระหว่างฝ่ายไอทีและนักพัฒนาเข้าด้วยกัน”

 

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์ (VMware)

วีเอ็มแวร์ เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน ด้วยความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์กว่า 75,000 ราย ผนวกกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของวีเอ็มแวร์ อาทิ ระบบประมวลผล ระบบคลาวด์ โมบิลิตี้ เน็ตเวิร์คกิ้ง และระบบรักษาความปลอดภัย วีเอ็มแวร์จึงเป็นผู้ให้บริการระบบดิจิทัลพื้นฐานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัว โดยให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 500,000 รายทั่วโลก สำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต ในปีนี้ วีเอ็มแวร์ฉลองครบรอบ 20 ปีแห่งความก้าวหน้าในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างผลประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูได้ที่ https://www.vmware.com/company.html

VMware, NSX และ NSX-T Data เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท VMware, Inc. หรือบริษัทสาขาในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่นๆ  บทความนี้อาจจะประกอบด้วยไฮเปอร์ลิงค์ไปยังเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่ของ VMware ที่ถูกสร้างขึ้นและดูแลโดยผู้อื่น ซึ่งจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบสำหรับเนื้อหาบนเว็บไซต์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว

เกี่ยวกับ VMware Banking Consumer 2020

VMware Banking Consumer 2020 เป็นการสำรวจที่จัดทำขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคในช่วงเดือนกันยายน 2018 โดยเป็นการสำรวจพฤติกรรม ความชอบ และทัศนคติเกี่ยวกับการธนาคารและอนาคตของรูปแบบการชำระเงินของผู้บริโภคจำนวน 6,000 คน ในประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไทย และเกาหลีใต้

 

[1] ธนาคารแห่งประเทศไทย, การใช้ระบบธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือและระบบธนาคารผ่านอินเทอร์เน็ต, 2018

____________________

VMware: Poor Consumer Cyber Hygiene A Security Snag in Thailand’s Cashless Drive

  • Widening gap between cashless uptake and lax consumer cybersecurity habits threatens businesses and economy with greater risk of financial fraud and economic losses
  • Innovation needs to rest on a robust network architecture built on speed, intelligence and ‘zero trust,’ urges VMware as it announces its networking vision and next-generation architecture built with pervasive connectivity, intrinsic security for hyper-distributed apps and data, regardless of cloud environment

According to VMware, Inc. (NYSE: VMW), a leading innovator in enterprise software, the new VMware Banking Consumer 2020 Study reveals that more than a third (35%) of Thailand consumers surveyed do not take proper measures to secure their financial data, using the same passwords for some to all of the services and apps that contain their personal payment data.

While the increasing uptake in cashless payments are encouraging signs for Thailand’s cashless ambitions, poor cyber hygiene practices could put consumers, banks and financial institutions (FSIs) at great risk of financial fraud and losses. A majority (86%) of Thailand consumers surveyed store their bank account details on at least one to six applications, yet only a handful (30%) are practicing good cybersecurity practices by using different passwords for all their accounts. That said, Thailand still emerges as the safest in the region, topping the regional average of 24%.

“Cashless payments is ramping up - the volume of mobile payments for June 2017 reached US$22.1 billion, a 57% increase from the previous year, according to the Bank of Thailand[1]. The growth of cashless payments is set to further accelerate with the standardization of QR code payments and launch of mobile payment services,” said Ekpawin Sukanan, Country Manager, VMware Thailand. “Existing architecture is currently insufficient to guard against this payment reality – banks and FSIs need a new network infrastructure to protect apps, data and users across multiple cloud environments.” 

The study also found that consumers in Thailand are less concerned about the level of security afforded by new payment methods than their regional counterparts, embracing the use of connected devices, connected things, e-payment wallets and apps. Banks and FSIs thus need to do more to secure these new payment methods through innovation and deploying robust infrastructure. In contrast, consumers in Singapore and Malaysia place lesser trust in these new methods of payment and are more comfortable with the traditional transaction methods such as cash and ATMs.

Thailand consumers also indicated high levels of satisfaction with their banks, rating these attributes higher than the regional average:

  • Speed in answering queries or solving issues;
  • Availability of customer service channels;
  • Transparency in policies and understandable terms and conditions;
  • Data privacy and ethical use of data.

VMware Powers Digital Transformation with Virtual Cloud Networking: Advances Networking and Security for All Workloads on Any Cloud

To help banks and FSIs strike a balance between innovation and scalability, VMware announced new advancements to help customers implement a more secure, end-to-end software-based network architecture, a Virtual Cloud Network, that enables pervasive connectivity and intrinsic security for hyper-distributed apps and data, regardless of cloud environment. Banks, FSIs and businesses that put agility, innovation and security at the core of their business stand to benefit from a Virtual Cloud Network by unlocking value from current networking technologies, significantly reducing network complexity, and redefining network security.

Advancing Networking and Security for All Workloads on Any Cloud: VMware NSX-T Data Center 2.3 extends advanced multi-cloud networking and security capabilities. This pervasive connectivity, independent of the underlying cloud, empowers customers that operate across multiple public clouds to take advantage of local availability zones and the unique services of different cloud providers.

Simplifying NSX Deployment, Management, and Use: VMware NSX-T Data Center 2.3 simplifies installation, configuration, and management with new deployment workflows and search functionality for objects and events. This enables administrators to express policies in a declarative fashion which will be applied to data center and multi-cloud infrastructure.

Security Planning and Self-Driving Operations for a Virtual Cloud Network: This helps customers build and run an optimized, highly-available, and more secure infrastructure for virtual cloud networking. Customers can accelerate micro-segmentation planning and deployment, plan application migration, gain operational views to manage, scale, and enforce compliance for VMware NSX data center deployments. This solution is available as both on-premises software and as a SaaS offering with full feature and scale parity across both.

VMware and Arista Bridge Physical and Virtual Security Across the Virtual Cloud Network:
Arista and VMware have collaborated to drive tight interoperability between Arista CloudVision and VMware NSX.

“Banks and FSIs face increased scrutiny over how personal data is handled, and an unyielding demand for fast response to consumers. Finding the right balance between staying attuned to consumers’ needs in compliance and security, while future-proofing their digital foundation with innovation, can be tricky but critical, especially when we are turning to technologies of the future. A Virtual Cloud Network architecture that harnesses the power of networking technologies will empower banks and FSIs to respond faster to new opportunities and threats, create new business models, and deliver services to all applications and data, wherever they are located,” Ekpawin explained.

“VMware is committed to helping our customers and partners embrace digital transformation in this time of disruptive change. As the region embarks on its journey to becoming smart cities and nations with next-generation technologies, establishing a highly secured infrastructure will be mission-critical for verticals such as banks and FSIs,” added Ekpawin. “We continue to help businesses master multi-cloud, and bridge the divide between IT operations and developers.”

 

About VMware

VMware software powers the world’s complex digital infrastructure. The company’s compute, cloud, mobility, networking and security offerings provide a dynamic and efficient digital foundation to over 500,000 customers globally, aided by an ecosystem of 75,000 partners. Headquartered in Palo Alto, California, this year VMware celebrates twenty years of breakthrough innovation benefiting business and society. For more information, please visit https://www.vmware.com/company.html.

VMware, NSX and NSX-T Data Center are registered trademarks or trademarks of VMware, Inc. or its subsidiaries in the United States and other jurisdictions. This article may contain hyperlinks to non-VMware websites that are created and maintained by third parties who are solely responsible for the content on such websites.

About VMware Banking Consumer 2020

VMware Banking Consumer 2020 is a regional multi-country study conducted in September 2018, surveying the behaviors, preferences and attitudes towards banking and the future of payments of 6,000 consumers in Indonesia, Malaysia, Singapore, the Philippines, Thailand and South Korea.

 

[1] Bank of Thailand, Use of Mobile Banking and Internet Banking, 2018

วสท. ขานรับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม
เดินหน้าจัดงาน 'วิศวกรรมแห่งชาติ 2561' มุ่งก้าวทันกระแสโลก สู่ความเป็นผู้นำแห่งอาเซียน

เตรียมเขย่าวงการนวัตกรรมกันอีกครั้งในงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” (National Engineering 2018) งานสัมมนาวิชาการด้านวิศวกรรมและงานแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี นวัตกรรรมวิศวกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย โดยล่าสุด เพิ่งเสร็จสิ้นจากงานแถลงข่าวประกาศความพร้อมเดินหน้าจัดงาน พร้อมเปิดเวทีเสวนาหัวข้อ “Smart Home บ้านอัจฉริยะ เพื่อบ้านที่ทันสมัย และอยู่สบาย” เรียกน้ำย่อย และผนึกกำลังผู้ร่วมแสดงสินค้าเทคโนโลยีวิศวกรรมจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน นำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหลากหลายแวดวงสาขาอาชีพมาจัดแสดงอย่างครบครัน และเนื่องจากในปี 2561 นี้ เป็นปีที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ครบรอบ 75 ปี จะมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “Engineering for Society” Smart Engineering, Smart Life, Smart Nation - วิศวกรรมอัจฉริยะ เพื่อชีวิตทันสมัย สู่ประเทศไทยแห่งอนาคต” เพื่อร่วมปฏิรูปประเทศก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ และยกระดับสังคมสู่สมาร์ทไลฟ์ สมาร์ทเนชั่น อย่างยั่งยืน

ดร.ทศพร ศรีเอี่ยม ประธานการจัดงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 กล่าวว่า ท่ามกลางคลื่นยักษ์ดิจิตอลและเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงฉับพลัน (Disrupt) และสร้างโมเดลใหม่ๆ ของคนไทย ธุรกิจอุตสาหกรรมและประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมเรียนรู้การพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทที่เชื่อมต่อกับโลก การจัดงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 (National Engineering 2018) ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการจัดต่อเนื่องมาทุก ๆ ปี และปีนี้ถือเป็นปีที่ 13 แล้ว โดยเรามุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมงานได้มาเรียนรู้อัพเดทเทรนด์นวัตกรรมวิศวกรรมที่ก้าวหน้าของประเทศไทย และอัพเดทเทรนด์ด้านเทคโนโลยีวิศวกรรมของโลก นอกจากนี้ ยังต้องการให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน ตลอดจนพัฒนามาตรฐานวิศวกรรมของวิศวกรไทยและอาเซียนให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล โดยงานในปีนี้  ได้รวบรวมผู้ร่วมแสดงสินค้าเทคโนโลยีวิศวกรรมจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 100 ราย นำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหลากหลายแวดวงสาขาอาชีพมาจัดแสดงอย่างครบครัน ซึ่งจะสามารถช่วยสะท้อนให้เห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์มนุษย์ในปัจจุบัน และเรียนรู้การพัฒนาเพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพทางสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต

โดยภายในงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 ครั้งนี้ เราได้แบ่งโซนการจัดงานออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่

  • โซนสัมมนาวิชาการ โดยรวมรวบหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจไว้กว่า 80 หัวข้อ เกี่ยวกับความก้าวล้ำของวงการวิชาชีพวิศวกรรมในการเป็นฟันเฟืองสนับสนุนการปฏิรูปประเทศสู่ New S-Curve ของรัฐบาล และยังมีเวทีเสวนาระดับนานาชาติ (International Forum) ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อัพเดทเทรนด์วิศวกรรมจากผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรทั่วโลกมารวมไว้ในงานเดียว โดยมีไฮไลท์สำคัญ คือ การปาฐกถาพิเศษจากรัฐมนตรีทั้ง 3 กระทรวง ได้แก่หัวข้อดังนี้ 

    • ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Industry Transformation Thailand 4.0” โดย ดร.สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เวลา 09.00-10.00 น.
    • ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์คมนาคม ยุทธศาสตร์สร้างชาติ” (Transforming Transportation) โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เวลา 13.00-14.00 น.
    • ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Digital Transformation ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ” โดย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัช-ตะพงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2561 เวลา 09.00-10.00 น.

นอกจากนี้ยังมีการจัดเวทีเสวนาเรื่องมาตรฐานระบบรางที่เกี่ยวข้องโครงการรถไฟความเร็วสูง การบรรยายพิเศษหัวข้อต่าง ๆ อาทิ โครงการ EEC, Transportation, มาตรฐานด้านวิศวกรรมใหม่ๆ Education, Innovation ตลอดจนมีเวทีเสวนาความรู้ทางด้านเทคโนโลยีวิศวกรรมในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ที่มาสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือต่อยอดสร้างธุรกิจในอนาคต อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต (EV Car) การใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การเลือกใช้แบตเตอรี่รถยนต์ให้เหมาะสมในอนาคต การเลือกใช้หุ่นยนต์เพื่อใช้ในการทดแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (DATA Center and CLOUD Technology) การตรวจสอบอาคารให้ปลอดภัย เป็นต้น

  • โซนกิจกรรมการแข่งขันเทคโนโลยีวิศวกรรม อาทิ การแข่งขันหุ่นยนต์ต่อสู้ 2018 (Battle Robot Warrior), การแข่งขันอากาศยานไร้คนขับ กรณีดับเพลิง (Drone for Firefighting) เป็นต้น
  • โซนคลินิกช่าง บริการให้คำปรึกษา “ฟรี” ปัญหาเรื่องบ้าน บ้านทรุด บ้านร้าว และปัญหาทางวิศวกรรมต่าง ๆ โดยวิศวกรอาสาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขากว่า 150 คน จากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ
  • โซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีวิศวกรรม

 “ไฮไลท์สำคัญของงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 ในครั้งนี้ นอกจากที่ท่านจะได้รับทราบถึงนโยบายที่สำคัญของทางรัฐบาล เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เข้าใจตรงกันว่าควรจะดำเนินไปในทิศทางใด วิศวกร นักอุตสาหกรรม และนักธุรกิจจะต้องมีการปรับตัวอย่างไรบ้าง ท่านยังจะได้รับทราบว่ายังมีมาตรฐานใดบ้างที่มีความสำคัญ และมีความเกี่ยวเนื่องกัน รวมไปถึงยังได้รับทราบถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ภาคธุรกิจจะต้องเรียนรู้และนำไปปรับใช้เพื่อให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศ  เช่น การจัดเวทีเสวนาเรื่องมาตรฐานระบบรางที่เกี่ยวข้องโครงการรถไฟความเร็วสูง, การจัดเวทีเสวนา และการจัดแสดงเทคโนโลยีเกี่ยวกับ Big Data และ IoT ว่าจะมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของทุกคนในอนาคตอย่างไร, การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีไปสู่ยุคอุตสาหกรรมอัจฉริยะ รวมไปถึงนิทรรศการพิเศษ “ปฏิบัติการด้านวิศวกรรมถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย” ที่เราได้จำลองบรรยากาศภายในถ้ำหลวงฯ เพื่อแสดงให้เห็นว่างานด้านวิศวกรรมได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจครั้งสำคัญนี้อย่างไรบ้าง” ดร.ทศพร กล่าว

ด้าน นายศรัณย์พงศ์ อาชว์สุนทร (ขวา) ผู้ช่วยผู้ว่าการ วางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) กล่าวภายในงานเสวนาหัวข้อ Smart Home บ้านอัจฉริยะ เพื่อบ้านที่ทันสมัย และอยู่สบาย” ว่า ในยุคที่นวัตกรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุก ๆ ด้าน การเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้เป็นบ้านอัจฉริยะ หรือ Smart Home ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิตอลและการสื่อสารมาควบคุมระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ผ่าน Smart Devices ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานภายในบ้านลงได้ โดย PEA ได้คิดค้น และพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า “PEA Hive Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระบบบริหารและจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะสำหรับบ้านพักอาศัย เพื่อเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการบริหารจัดการการใช้พลังงานภายในบ้านพักอาศัยและอาคารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยผู้อยู่อาศัยในบ้านอัจฉริยะนี้ จะสามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในบ้าน ตลอดจนเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้าจากระบบของการไฟฟ้าหรือแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์รูฟท็อป ผ่าน Mobile Application โดย PEA Hive Platform จะทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานร่วมกัน เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นลง และตอบสนองต่อสภาวะวิกฤติด้านพลังงาน ทั้งนี้ เจ้าของบ้านยังสามารถเลือกอุปกรณ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากหลากหลายยี่ห้อ และผู้ผลิตได้อีกด้วย และนอกจากนั้น Hive Platform ยังตอบโจทย์ความเป็นไลฟสไตล์ของแต่ละบุคคล ที่เรียกว่า Smart Mode โดยสามารถเลือกโหมดการใช้งานในรูปแบบของ Comfort Mode , Eco Mode , DR Mode และ Emergency Mode ได้เองอีกด้วย

นายวชิระชัย คูนำวัฒนา (ซ้าย) ผู้อำนวยการสำนักงาน Business Transformation และกรรมการผู้จัดการธุรกิจ Innovative Solution บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า ขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า สมาร์ทโฮม (Smart home) กันเสียก่อน หลายคนอาจจะคิดว่า สมาร์ทโฮม (Smart home) หมายถึง ตัวบ้านที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัย แต่จริง ๆ แล้ว สมาร์ทโฮม (Smart home) คือ ระบบบ้านอัจฉริยะ เป็นระบบการทำงานของระบบต่าง ๆ ทั้งภายนอก และภายในบ้านให้ถูกควบคุมเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยการทำงานของซอฟต์แวร์ผสมกับอุปกรณ์เฉพาะของแต่ละยี่ห้อ แต่มีหัวใจเดียวกันคือการสร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต ช่วยประหยัดพลังงานด้วยนวัตกรรมผนังแบบใหม่ และส่งเสริมด้านสุขภาพของผู้อยู่อาศัย โดยสามารถควบคุมได้โดยการใช้สมาร์ทโฟนอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันต้องบอกว่าไม่ใช่แค่เทรนด์เทคโนโลยีที่มันเปลี่ยนไป แต่เป็นไลฟ์สไตล์ของคนเราที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) เมื่อก่อนเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมต่ออุปกรณ์กับอุปกรณ์ให้สามารถคุยได้ แต่ต่อไปไม่ใช่แล้ว จะเปลี่ยนเป็นการเชื่อมต่อคนกับอุปกรณ์ เพื่อที่จะตอบสนองการใช้ชีวิตของคนเราได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้บริโภคสามารถมาอัพเดทเทรนด์เทคโนโลยีนวัตกรรมต่าง ๆ ได้ภายในงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561”

 

เตรียมสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” (National Engineering 2018) งานสัมมนาวิชาการ และแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีนวัตกรรรมวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย ในวันที่ 1 - 3 พฤศจิกายน 2561 ณ  ฮอลล์ 9 อิมแพค ฟอรั่ม ฮอลล์ 9 เมืองทองธานี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nationalengineering18.com หรือ facebook.com/NationalEngineeringByEIT