Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

ช.การช่าง รับรางวัลยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Awards)

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) นำโดย นางสาวสวรรยา ตรีวิศวเวทย์ ผู้จัดการส่วนนักลงทุนสัมพันธ์ รับรางวัลยอดเยี่ยม ประเภทรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ ( Best Investor Relations Awards ) ในพิธีประกาศผลและมอบรางวัล SET Awards 2018 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและวารสารการเงินธนาคาร ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัล เมื่อเร็วๆ นี้

 

NIA ชวนเด็กไทยเรียนรู้วิถี 'นวัตกรน้อย' กับเวิร์กช็อปนวัตกรรมฟอง ฟอง เรียนรู้ง่ายและใช้ได้จริง 10 - 12 ม.ค. ณ อุทยานนวัตกรรม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมจัดกิจกรรมถนนสายวิทยาศาสตร์ เนื่องในงานวันเด็กแห่งชาติระหว่างวันที่ 10-12 มกราคม 2562 ณ อาคารอุทยานนวัตกรรม โดยในปีนี้ชวนน้องๆ เรียนรู้การเป็นนวัตกรน้อยผ่านกิจกรรม STEAM4INNOVATOR (สะตีมฟอร์อินโนเวเตอร์) ด้วยการสร้างสรรค์ “นวัตกรรมทำความสะอาดผิว” พร้อมร่วมเวิร์กช็อปเปิดโลกหุ่นยนต์จำลองเครื่องจักรการผลิตสบู่ และสนุกกับการออกแบบหุ่นยนต์เป็นเครื่องเป่าฟอง ฟอง

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า NIA ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจจนถึงการพัฒนาความสามารถของเยาวชนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การเวิร์กช็อป กิจกรรมค่าย ฯลฯ ภายใต้โครงการ “STEAM4INNOVATOR” ซึ่งเป็นแนวทางจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ ที่นำความรู้ด้านธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการมาบูรณาการเข้ากับความรู้ความเข้าใจทางด้าน สะตีม: STEAM (Science, Technology, Engineering, Art, Mathematics) เพื่อให้เยาวชนสามารถประยุกต์และสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีมิติของการประกอบธุรกิจนวัตกรรมอยู่ด้วย

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมในวันเด็กปีนี้ หน่วยงานกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ร่วมกันจัดงานในธีมตารางธาตุ NIA จึงนำ ธาตุคาร์บอน (C) มาให้น้องๆ รู้จัก โดยมีกิจกรรมเวิร์กช็อปการทำ “สบู่นวัตกรรม” ผ่านกระบวนการเรียนรู้ 4 ขั้นตอนของ STEAM4INNOVATOR ซึ่งแบ่งเป็น 4 ฐานกิจกรรม ได้แก่ ฐานที่ 1 การเริ่มต้นการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมจากความชอบ ค้นหาแรงบันดาลใจ มองเห็นปัญหาและการแก้ไขจากมุมมองใหม่ กับกิจกรรม "Insight Bubble Land" ท่องโลกนวัตกรรมฟอง ฟอง "เฮ เฮ้ เราคือคาร์บอน (C) ยินดีที่ได้รู้จัก" ซึ่งฐานนี้น้องๆ จะได้รู้จักกับธาตุคาร์บอน (C) ซึ่งเป็นธาตุพื้นฐานของสารอินทรีย์ ที่เมื่อจับกับธาตุอื่น ๆ แล้วจะสามารถแปลงร่างเป็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย และสบู่ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจและสามารถเติมความคิดสร้างสรรค์เพิ่มเข้าไปได้

ฐานที่ 2 Wow Idea การต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ กำหนดปัญหาและเป้าหมายในการแก้ไขที่ชัดเจน ในกิจกรรม "Light up Innovative idea ขยายความคิด จากจินตนาการ สู่นวัตกรรม” โดยฐานนี้ น้อง ๆ จะได้วิเคราะห์ว่าความต้องการของลูกค้าของเราคืออะไร ปัญหาคืออะไร แล้วเราสามารถเพิ่มสารอื่น ๆ เพื่อให้เกิดเป็น WOW IDEA ที่สร้างสรรค์ได้อย่างไร ฐานที่ 3 BIZ ANALYSIS / BIZ MATCHING / PROTOTYPING การออกแบบแนวคิดและแผนบริหารจัดการทั้งหมด กับกิจกรรม  "Create your own innovation" ร่ายพลังสร้างสรรค์ผลงาน สร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้การทำสบู่ ครีมอาบน้ำ บาธบอม หรือสครับ และฐานที่ 4 PRODUCTION & DIFFUSION การลงมือสร้างสรรค์อย่างจริงจังให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดผลงานนวัตกรรมออกสู่ตลาด กับกิจกรรม "Add value and be innovator"      โดยเป็นการเรียนรู้การเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่ดูดี มีมาตรฐาน ผ่านการรับรองให้เป็นนวัตกรรมทำความสะอาดผิวสู่ตลาดสากล

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า จะเห็นได้ว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นนี้เป็นส่วนที่จะช่วยให้เด็กๆ มี 5 ทักษะสำคัญสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจนวัตกรรม ได้แก่ Inspiration สร้างแรงบันดาลใจใหม่จากสิ่งใกล้ตัว กระตุ้นให้เกิดความอยากที่จะสร้างสรรค์ผลงานสร้างธุรกิจที่สร้างคุณค่า Imagination การสร้างจินตนาการเหนือความรู้พื้นฐานและวิชาการ ทำให้เรามองเห็นอนาคตที่กว้างไกล มองเห็นปัญหาและการแก้ไขจากมุมมองใหม่ Ideation การจัดการความคิดแบบรวบยอด เพื่อกำหนดปัญหาและเป้าหมายในการแก้ไขที่ชัดเจน Integration การออกแบบแนวคิดและแผนบริหารจัดการทั้งหมด Insight / Implementation การเข้าถึงองค์ความรู้ และสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง และการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทางธุรกิจ

และนอกจากกิจกรรมในโครงการ STEAM4INNOVATOR แล้ว NIA ยังร่วมกับสถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพเด็ก Raise Genius School ซึ่งเป็นสถาบันการเรียน การสอนวิชาหุ่นยนต์ ค่ายหุ่นยนต์ และเลโก้ จัดกิจกรรม “เปิดโลกหุ่นยนต์ Raise Lego Robot ครั้งที่ 13” โดยจะได้พบกับนิทรรศการการจำลองเครื่องจักรผลิตสบู่เหลว เวิร์กช็อปประดิษฐ์เครื่องเป่าฟองสบู่ (รอบบุคคลทั่วไป ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ รับน้องอายุ 7 ขวบขึ้นไป) การแข่งขันและประกวดหุ่นยนต์ (น้องนักเรียน Raise Genius 6 ขวบขึ้นไป) ซึ่งหากใครสนใจกิจกรรมดี ๆ มีประโยชน์แบบนี้ก็มาพบกันได้ที่ NIA : สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ในวันที่ 10-12 มกราคม 2562 สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-017-5555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th  , facebook.com/NIAThailand

5 บริษัทในเครือเอสซีจี ร่วมคว้า 4 ประเภท “รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2561” สร้างสรรค์ตัวอย่างการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2561 The Prime Minister’s Industry Award 2018 ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 26 นับเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่มอบให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ในการพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ พร้อมด้วยความคิดริเริ่มในการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ โดยมี 5 บริษัทในเครือเอสซีจี ร่วมรับรางวัลใน 4 ประเภท ดังนี้

1.) ประเภทการเพิ่มผลผลิต ได้แก่ บริษัทไทยเคนเปเปอร์ จำกัด (มหาชน) โรงงานกาญจนบุรี ในธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี โดยมี นายกิตติ วิวัฒน์บวรวงษ์ ผู้จัดการโรงงาน เป็นตัวแทนรับมอบ จากผลงานการปรับปรุงกระบวนการผลิต ด้วยการลดของเสีย และบริหารเวลาในการผลิตและซ่อมบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากยิ่งขึ้น

 

2.) ประเภทการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้แก่ บริษัท มาบตาพุด โอเลฟินส์ จำกัด จังหวัดระยอง ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี โดยมี นายมงคล เฮงโรจนโสภณ Vice President-Olefins Business and Operations เป็นตัวแทนรับมอบ

 

3.) ประเภทการบริหารความปลอดภัย ได้แก่ บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด จังหวัดระยอง โดยมี นายจิระชัย กาญจนอำพร ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ เป็นตัวแทนรับมอบ

 

4.) ประเภทความรับผิดชอบต่อสังคม ได้แก่ บริษัทผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด หรือ CPAC ในธุรกิจซีเมนต์ และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ประกอบด้วย โรงงานคอนกรีตผสมเสร็จเขาวง จังหวัดสระบุรี และโรงงานคอนกรีตผสมเสร็จอุบลราชธานี 2 จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี นายนันทพงษ์ จันทร์ตระกูล Managing Director – CPAC เป็นตัวแทนรับมอบ โดยโรงงานได้ร่วมกับชุมชนและโรงเรียนบ้านคำเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี นำวัสดุเหลือใช้จากโรงงานและชุมชน มาประยุกต์เป็นเครื่องเล่นเด็กตามแนวทาง Circular Economy พร้อมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ รวมทั้งร่วมมือกับชุมชนและโรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง จังหวัดสระบุรี ออกแบบโรงเรือนเพาะพันธุ์ผักหวานป่า ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และรวบรวมความรู้การเพาะปลูกอย่างถูกวิธี เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

 

5.) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด (ส่วนเหมือง) จังหวัดลำปาง โดยมี นายวิสุทธ จงเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) เป็นตัวแทนรับมอบ โดยบริษัทฯ ได้เลือกใช้วิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “Semi Open Cut” และการฟื้นฟูสภาพพื้นที่หลังการทำเหมืองเพื่อคืนสภาพเป็นพื้นป่าสมบูรณ์ รวมทั้งคำนึงถึงแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนให้กับชุมชนรอบข้างผ่านโครงการต่างๆ ของเอสซีจี เช่น “โครงการ SCG รักษ์น้ำ จากภูผาสู่มหานที” “สถานีปลูกคิดปันสุข” “ศูนย์เรียนรู้การฟื้นฟูเหมือง” และ “สระพวง” เป็นต้น

ซึ่งรางวัลนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสถานประกอบการอุตสาหกรรมอื่นๆ และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งในกระบวนการผลิตและกระบวนการทำงานที่มีคุณภาพ ใส่ใจต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยพิธีมอบจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ

มูลนิธิเอสซีจี มุ่งสร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ พาต้นกล้าชุมชน รุ่น 3 ศึกษาแนวคิด Satoyama และ Satoumi ที่ประเทศญี่ปุ่น
เรียนรู้ศาสตร์แห่งการพัฒนา สู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

ด้วยเชื่อมั่นว่าการพัฒนาเยาวชน คือ การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มูลนิธิเอสซีจี จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพนักพัฒนารุ่นใหม่ภายใต้ “โครงการต้นกล้าชุมชน” โดยพาต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 3 และพี่เลี้ยง รวม 20 คน ไปศึกษาแนวคิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากความหลากหลายทางชีวภาพแบบดั้งเดิมของชุมชนญี่ปุ่น

Satoyama & Satoumi คือ ศาสตร์แห่งการเรียนรู้คุณค่าของการสร้างภูมิทัศน์จากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น เป็นความสัมพันธ์ของป่าไม้ พื้นที่เพาะปลูก พื้นที่ชุ่มน้ำ นาข้าว ทุ่งหญ้า การเพาะเลี้ยงปศุสัตว์ และที่อยู่อาศัยของชุมชนในเขตชนบท ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

การเดินทางครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก The International Partnership for Satoyama Initiative (IPSI)  หน่วยงานกลางที่เชื่อมโยงกับองค์การระหว่างประเทศที่ดูแลเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิทัศน์แบบ Satoyama ทั่วโลก ในการนำชมและให้ความรู้แก่ต้นกล้าชุมชนและพี่เลี้ยง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนตนเอง

นอกจากนั้น คณะฯ ยังได้เยี่ยมชมหลังชมตลาดโอมิโจ ตลาดสดที่ใหญ่และเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยเอโดะ ที่มีร้านจำหน่ายอาหารทะเลสด ผักผลไม้ ร้านขายปลาตลาดสดโอมิโจที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ และตลาดเช้าทาคายาม่า ที่มีร้านจำหน่ายอาหารทะเลสด ผัก ผลไม้ ปลา และอาหารพร้อมรับประทาน รวมทั้งยังมีของที่ระลึกซึ่งเป็นงานฝีมือท้องถิ่นของชาวบ้านอีกด้วย ตลอดจนได้เยี่ยมชมหมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะ ซึ่งเป็นบ้านสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ และได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เพื่อจุดประกายให้ต้นกล้าชุมชนนำไปพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของชุมชนตนเอง ก่อให้เกิดวิถีชีวิตที่มีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนต่อไป

คุณสุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี กล่าวถึงการดูงานในครั้งนี้ว่า “ด้วยความเชื่อว่า ไม่มีการสร้างใดจะยั่งยืนไปกว่าการสร้าง ‘คน’ มูลนิธิเอสซีจีจึงส่งเสริมคนรุ่นใหม่ภายใต้ “โครงการต้นกล้าชุมชน” มาตั้งแต่ปี 2557 เพื่อสร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลและพัฒนาท้องถิ่นของตนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยตระหนักดีว่าต้นกล้าชุมชนจะเติบโตหยั่งรากอย่างแข็งแรงได้ ต้องได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม การพามาศึกษาดูงานจึงถือเป็นกิจกรรมพัฒนาศักยภาพที่มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญ เพราะการเรียนรู้แนวคิดแบบ Satoyama และ Satoumi ในครั้งนี้ คล้ายคลึงกับการโครงการต้นกล้าชุมชนที่มูลนิธิฯ ดำเนินอยู่อย่างมาก เราคาดหวังว่าน้องๆ ต้นกล้าฯ จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แล้วนำความรู้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม กลับไปปรับใช้เพื่อพัฒนากิจกรรมของชุมชน สังคม ให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป”

ด้าน คุณสำรวย ผัดผล ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้โจโก้ เครือข่ายมูลนิธิฮักเมืองน่าน และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน นักพัฒนาชุมชนรุ่นพี่ที่ร่วมเดินทางกล่าวว่า “การมุ่งหาความสะดวกสบายด้วยการทำงานในเมืองใหญ่เป็นค่านิยมของสังคมโลก สำหรับเมืองไทย คนหนุ่มสาวที่เลือกทำงานในถิ่นบ้านเกิด ผู้ใหญ่มักจะมองว่าเรียนมาสูงทำไมต้องกลับมาอยู่บ้าน แต่ในประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่น ค่านิยมที่ผลักคนหนุ่มสาวออกจากครอบครัวและชุมชน กลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ที่มีความพยายามอย่างมากที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ ด้วยการลงทุนทั้งการวิจัย ทุ่มงบประมาณ ให้ความรู้ด้านต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งญี่ปุ่นระดมความร่วมมือทั้งนักวิชาการ องค์กรท้องถิ่น และมหาวิทยาลัย เพื่อเร่งสร้างฐานเศรษฐกิจ สร้างคุณค่าในชุมชนให้เกิดขึ้น เพื่อหวังให้คนรุ่นใหม่ตระหนักและเห็นคุณค่าของชุมชนแล้วกลับมาพัฒนาบ้านเกิด

ในประเทศไทยก็ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน แต่ยังโชคดีที่มูลนิธิฯ เห็นความสำคัญ และริเริ่มโครงการต้นกล้าชุมชน ทำให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสให้คนหนุ่มสาวได้กลับไปทำงานในบ้านเกิดได้อย่างภาคภูมิใจ ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่โอกาสในการเปิดโลกทัศน์ พวกเขาจะได้บทเรียนที่นำกลับไปเทียบเคียงกับเรื่องที่ตัวเองกำลังทำอยู่ในชุมชน ถือว่าเป็นการลงทุนพัฒนาคน สร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ที่ดีวิธีหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อต้นกล้าฯ ชุมชน และประเทศในระยะยาว”

ต้นกล้าพลอย พิไลวรรณ จันทร์แก้ว ต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 3 บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยมหิดลเจ้าของโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านงานศิลปะสื่อสารเพื่องานอนุรักษ์ธรรมชาติ จ.นครนายก กล่าวถึงความประทับใจว่า “เป็นโอกาสที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะนำความรู้และประสบการณ์กลับไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนและองค์กร โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานของตัวเอง และเน้นการทำงานเป็นทีมให้มากขึ้น คิดรูปแบบการตลาดให้พิถีพิถันกว่าเดิม ใช้การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เรามีความถนัดเข้ามาต่อยอดให้น่าสนใจ ไม่ได้ขายแค่ความสวยงาม แต่ต้องทำให้สังคมตระหนักเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีมาก ถือเป็นบันไดขั้นแรกในการต่อยอดสู่ความสำเร็จสำหรับการเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และชุมชนต่อไป

ด้าน ต้นกล้าโจ องอาจ มิเง ต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 3 บัณฑิตหนุ่มจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เจ้าของโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า โดยชุมชนบ้านยางเปา อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตของผม การได้เจอผู้คน แนวคิด กระบวนการทำงานใหม่ๆ ทำให้ผมได้ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ว่ามีมาตรฐานหรือมีคุณภาพแบบญี่ปุ่นไหม แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ ก็ใส่ใจทุกรายละเอียด และสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เรียนรู้แนวคิดแบบ Satoyama และ Satoumi ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผมชอบมาก เพราะสอดคล้องกับโครงการที่ทำอยู่ ทำให้ผมสามารถนำมาปรับใช้และต่อยอดได้

ผมตั้งใจว่าจะกลับไปขยายแนวคิดนี้ โดยเริ่มจากแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อนที่กลับมาทำงานในชุมชนด้วยกันก่อน เพื่อผลักดันการพัฒนาแปลงเกษตรให้เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ และมีแผนยกระดับชุมชนให้เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เพื่อให้พร้อมขยายผลสู่ชุมชนอื่นๆ การศึกษาดูงานทำให้เรามั่นใจว่า ชุมชนเราก็สามารถทำได้ ขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีที่มอบโอกาสดีๆ ให้ผมและชุมชนครับ”

มูลนิธิเอสซีจีภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ และยังคงมุ่งมั่น ต่อยอด สนับสนุนต้นกล้าชุมชนทุกคนให้เติบโตเป็นนักพัฒนารุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ตลอดจนเป็นต้นแบบในการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหรือชุมชนอื่นๆ ในการกลับมาพัฒนาชุมชนบ้านเกิด เพราะเชื่อว่าไม่มีใครรู้จักชุมชนดีไปกว่าคนในชุมชนเอง 

 

เอสซีจี ช่วยเหลือผู้ประสบภัยปาบึก มอบหลังคาและปูนซีเมนต์ พร้อมแนะนำการซ่อมแซมบ้านอย่างมืออาชีพด้วยตนเอง

เอสซีจี โดย นายธิเชษฐ ศรีสุริยนต์ Southern Business Director ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (ที่ 5 จากซ้าย) สนับสนุนกระเบื้องหลังคาลอนคู่ มูลค่า 1,000,000 บาท ปูนซีเมนต์ มูลค่า 280,000 บาท และหินคลุก จำนวน 500 ตัน ให้แก่ นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช (ที่ 4 จากซ้าย) สำหรับนำไปใช้ซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน และถนนที่ชำรุดใน จ.นครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียงที่ประสบภัย โดยมีพนักงานจิตอาสากว่า 40 คน ร่วมกับกลุ่มผู้รับเหมาและช่าง ลงพื้นที่เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำการซ่อมแซมและทำความสะอาดบ้านเรือน วัด โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และศาลาประชาชน บริเวณชุมชนรอบโรงงาน

นอกจากนี้ เอสซีจียังได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดในภาคใต้บรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัย ในการซ่อมแซมบ้านที่อยู่อาศัยด้วยการลดราคากระเบื้องหลังคาลอนคู่สี รุ่นไฮบริดทุกสี ลอนคู่ซีเมนต์ และลอนคู่ตราร่ม สูงสุด 20% พี่น้องชาวใต้สามารถหาซื้อได้ที่ร้านผู้แทนจำหน่ายเอสซีจี หรือร้านค้าวัสดุก่อสร้างทั่วไป จำกัดจำนวนครอบครัวละไม่เกิน 300 แผ่น โดยต้องมีหนังสือรับรองจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดฯ พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 มกราคม 2562 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

STGT รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2561

บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2561 ประเภทการบริหารงานคุณภาพ ของกระทรวงอุตสาหกรรม

พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม และรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2561 โดยมี นายวิทย์นาถ  สินเจริญกุล กรรมการบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประเภทการบริหารงานคุณภาพ ซึ่งจัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่จะส่งเสริม สนับสนุน และประกาศเกียรติคุณให้กับผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีความคิดริเริ่มและมีความวิริยะอุสาหะ ในการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ

วิทย์นาถ  สินเจริญกุล เปิดเผยว่า “ในปี 2561 บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ STGT เราได้รับรางวัลต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จากการที่เรามุ่งมั่นและพัฒนาธุรกิจอย่างไม่หยุดนิ่งด้วยทีมR&D และทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีในการบริหารจัดการควบคุมคุณภาพตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำไปจนถึงปลายทางการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า ทำให้ปัจจุบันบริษัทศรีตรังโกลฟส์ฯ ถือเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางธรรมชาติและถุงมือยางสังเคราะห์ รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ทั้งนี้ รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประเภทการบริหารงานคุณภาพ จึงนับเป็นอีกหนึ่งรางวัลแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของเรา ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมของ STGT ที่จะส่งมอบการปกป้องทุกสัมผัส ด้วยความห่วงใย ไปสู่ทั่วโลกด้วยคุณภาพและมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นของตลาดโลก ควบคู่ไปกับการผลักดันเศรษฐกิจไทย สร้างมูลค่าและพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราและถุงมือยางให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ M Card จัดเอ็กซ์คลูซีฟทริปไหว้พระ ขอพรเสริมเฮงรับตรุษจีนปีกุน กับ อาจารย์คฑา ชินบัญชร

เทศกาลตรุษจีนใกล้มาถึงอีกแล้ว เดอะมอลล์ กรุ๊ป เชิญชวนสมาชิกบัตร M Card ร่วมเอ็กซ์คลูซีฟทริป M TRAVEL CHINESE NEW YEAR TRIP กับ 2 เส้นทางมหามงคลต้อนรับเทศกาลตรุษจีน นำโดย อาจารย์คฑา ชินบัญชร (ซินแสเฮ้งเต๊กเอี้ยง) ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์จีนและฮวงจุ้ยชื่อดัง ร่วมนำขอพรจากสิ่งศักด์สิทธิ์ พร้อมพาสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวสุดพิเศษ ลิ้มลองอาหารเลิศรส และช้อปปิ้งอย่างจุใจตามแหล่งช้อปปิ้งชื่อดัง 

สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า M Card โดยเฉพาะ กับ 2 เส้นทางมหามงคลต้อนรับเทศกาลตรุษจีน

ทริปวัดเล่งเน่ยยี่ เสริมดวง แก้ชง ต้อนรับปีหมู ไหว้พระขอพร พร้อมทำพิธีสะเดาะเคราะห์แก้ชง รับวัตถุมงคลจากท่านเจ้าอาวาส สักการะเจ้าแม่กวนอิม ปางประทานพรให้สมปรารถนา ณ มูลนิธิเทียนฟ้า และไหว้พระประจำวันเกิด ณ วัดทิพยวารีวิหาร ในวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เพียงช้อปภายในห้างฯ ครบ 10,000 บาท ภายในวันเดียวกัน  พร้อมแลกคะแนน 999 M Point รับฟรี 2 ท่าน จำนวนจำกัด เพียง 40 ท่านเท่านั้น แลกได้ตั้งแต่วันนี้  –  5 ก.พ. 62 (หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด) ที่จุด Inspector เดอะมอลล์ ทุกสาขา เอ็มโพเรียม และเอ็มควอเทียร์

ทริปเซี่ยงไฮ้ ผู่โถวซาน สักการะเจ้าแม่กวนอิม พร้อมทานอาหารรสเลิศ ร่วมนมัสการ “เจ้าแม่กวนอิมไม่ยอมไป” ที่มีประวัติยาวนาน เก่าแก่อายุกว่าพันปี ณ วัดไผ่สีม่วง ขอพรเสริมสิริมงคลหนานไห่กวนอิม หรือกวนอิมทะเลใต้ เข้าร่วมพิธีมหามงคลนมัสการองค์กวนอิมที่มีเทพลักษณ์เป็นชาย โดยคณะไต่ซือ ณ วัดผู่จี้ ที่มีประวัติความเป็นมาเกือบพันปี และสักการะพระพุทธรูปหยก ณ วัดพระหยกขาว เพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดปี พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารเลิศรส และเพลิดเพลินไปกับแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังแห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ 5 วัน 4 คืน เดินทางระหว่างวันที่ 27 - 31 มีนาคม 2562 เพียงใช้คะแนน 2019 M Point แลกซื้อ ได้ในราคาเพียง 57,900 บาท (ราคาปกติ 62,500 บาท) จำนวนจำกัด เพียง 30 ที่นั่งเท่านั้น โดยสามารถแลกคะแนนผ่านทาง M Card Mobile Application เพื่อนำรหัสไปเป็นส่วนลดที่ www.mcardshop.com ตั้งแต่วันนี้  – 28 ก.พ. 62 (หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ M Card Call Center 02-789-5555 หรือ Line : @MCardShop

เจ้าหน้าที่แผนกเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเยี่ยมชมนิคมฯ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) และนิคมฯ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1

นางสาวศิญาภัสร์ จันทไชยโรจน์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายเศรษฐกิจ จากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ได้แก่ มร. ดักลาส เจ. อโพสทอล (กลางขวา) ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ มร. แมทธิว ฟูลเลอร์ทัน (ที่ 2 จากขวา) เจ้าหน้าที่ฝ่ายเศรษฐกิจ และ นายนพรัตน์ ชัยเฉลิมมงคล (ขวา) ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายเศรษฐกิจ เข้าเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 ซึ่งเป็นที่ตั้งของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย รวมถึงเป็นฐานการผลิตของบริษัทยานยนต์ชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา อาทิ เจนเนอรัล มอเตอร์ส, ฟอร์ด มอเตอร์ รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย

“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” จัดโปรฯ “อินเด็กซ์ เซลล์” (Index Sale)

>> อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) จัดโปรโมชั่น  “อินเด็กซ์ เซลล์” (Index Sale) มหกรรมลดครั้งใหญ่ที่ทุกคนไม่ควรพลาด กับของมันต้องมี เซลล์ดีๆ ต้องมา ลดเคลียร์สต็อก!! หมดแล้ว หมดเลย!!! พบกับทัพเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ของใช้ภายในบ้าน 

  • ลดสูงสุด 70% อาทิ ชุดห้องนอน, ชุดโต๊ะอาหาร, โซฟา, ตู้เสื้อผ้า, เก้าอี้สำนักงาน, ชุดจาน, ชุดผ้าปูที่นอนพร้อมผ้านวม (6 ฟุต), ชั้นวางล้อเลื่อน, โคมไฟ, ตู้วางรองเท้าฯลฯ สินค้าลดกระชากใจไม่เกิน 199.- อาทิ แจกัน, หมอนอิง, หมอนกอด, กล่องอเนกประสงค์มีล้อ, รูปปั้น, แก้วมัค, นาฬิกา, ผ้าขนหนู, ชุดกล่องอาหารเด็ก, ตุ๊กตา, กระเป๋าอเนกประสงค์, ผ้าม่าน, พรม, กรอบรูป ฯลฯ
  • รับส่วนลดสูงสุด 50% เมื่อช้อปที่นอนแบรนด์ เซอร์ต้า (Serta)  หรือ เธอราเฟล็กซ์ (Theraflex)  ตามรุ่นที่กำหนด 
  • ลุ้นรับฟรี!! สำหรับสุดยอดนักช้อปรับรางวัลบัตรกำนัลห้องพักหรู จำนวน 3 รางวัล รวมมูลค่า 40,500.- (บัตรกำนัลห้องพัก Dara Suite 1 คืน มูลค่า 16,000.- จำนวน 1 รางวัล, บัตรกำนัลห้องพัก Dara  Deluxe Room 1 คืน มูลค่า 13,000.-  จำนวน 1 รางวัล และ บัตรกำนัลห้องพัก Deluxe Room 1 คืน มูลค่า 11,500.-  จำนวน 1 รางวัล)
  • ช้อปครบ - ขึ้นไป รับสิทธิ์แลกซื้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าในราคาลดลูดสุด 50% อาทิ ทีวี เครื่องซักผ้า เครื่องกำจัดไรฝุ่น เป็นต้น
  • พิเศษ สมาชิก JOY CARD รับส่วนลด 20% สำหรับห้องพักทุกประเภทจากราคาปกติที่โรงแรม Cape Dara Resort Pattaya
  • รับเครดิตเงินคืน หรือส่วนลดเพิ่มสูงสุด 20% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ พร้อม ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน

เริ่มช้อปได้แล้วตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. - 6 ก.พ. ศกนี้ ที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ 29 สาขาทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมโทร. 02- 417-1111 สนใจช้อปออนไลน์ได้ที่ https://www.indexlivingmall.com/

หมายเหตุ :: สอบถามเงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดขาย   *สินค้าหมดแล้ว หมดเลย*

ซีเอ็มเอ็มยู เปิดเทรนด์ “การตลาดด้วยอินฟลูเอนเซอร์” ชี้ 62 “ไมโคร” มาแรง พร้อมเผยกลยุทธ์ “ซี้ด” ทริคมาเก็ตติ้งออนไลน์ คว้าใจชาวเน็ต

  • ซีเอ็มเอ็มยู ชี้ 5 วงการอินฟลูเอนเซอร์ครองโลกโซเชียล พร้อมแนะ การเงินการลงทุน – ไอที – สุขภาพ หันใช้อินฟลูเอนเซอร์ เร่งโอกาสธุรกิจโต

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ ซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) เปิดข้อมูลงานวิจัยการตลาดออนไลน์ พบว่า การตลาดด้วยผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียล หรือ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing) เหมาะสม และโน้มน้าวใจผู้บริโภคได้มากกว่าการตลาดแบบเก่า โดยเฉพาะ ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (Micro Influencer) มีแนวโน้มทรงอิทธิพล และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ในปี 2562 โดย 5 วงการอินฟลูเอนเซอร์ที่พบมากที่สุดบนโลกโซเชียล ได้แก่ วงการท่องเที่ยว วงการอาหาร วงการแฟชั่นและความสวยความงาม วงการสุขภาพ และ วงการการเงินและการลงทุน โดยธุรกิจที่มีแนวโน้มหันมาใช้การตลาดดังกล่าวเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่มีสินค้า และบริการ ที่มีความซับซ้อน เข้าใจได้ยาก และต้องการความน่าเชื่อถือสูงอย่าง กลุ่มธุรกิจการเงินการลงทุน กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มไอที พร้อมแนะกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ “ซี้ด” (SEED Strategy) ช่วยสร้างความน่าสนใจ เอกลักษณ์ และความแตกต่างของธุรกิจ มัดใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า ประเทศไทยขึ้นแท่นประเทศที่มีค่าเฉลี่ยการใช้อินเตอร์เน็ต ดิจิทัลไซต์ และโซเชียลมีเดียสูงที่สุดของโลก ส่งผลให้ทุกธุรกิจเผชิญความท้าทาย และต้องเร่งปรับกลยุทธ์การตลาด ให้เท่าทันไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น จากข้อมูลงานวิจัยการตลาดกับกลุ่มผู้บริโภค จำนวน 1,031 คน พบว่า ประชาชนจำนวนร้อยละ 92.8 สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย ผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มผู้ที่ออนไลน์เป็นประจำทั้งวัน จำนวนร้อยละ 48.5 กลุ่มผู้ที่ออนไลน์ช่วงหัวค่ำ และก่อนนอน เนื่องจากไม่สามารถใช้อุปกรณ์สื่อสารได้ระหว่างทำงาน จำนวนร้อยละ 35.9 และผู้ที่ใช้เวลาช่วงเช้า และระหว่างเดินทางไปทำงาน จำนวนร้อยละ 8.4 จากข้อมูลพฤติกรรมประชาชนที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นให้น้ำหนักกับการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตลาดออนไลน์ด้วยผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียล หรือ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing)

ดร.บุญยิ่ง กล่าวเพิ่มว่า เทรนด์การตลาดออนไลน์ดังกล่าว เริ่มแพร่หลายตั้งแต่ช่วงปี 2558 โดยเริ่มจากการใช้ ดารานักแสดง คนดังที่เป็นที่รู้จัก และพรีเซ็นเตอร์ และมีพัฒนาการของกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มขึ้น ทั้งบล็อกเกอร์ และยูทูปเบอร์ เน็ตไอดอล ที่เน้นการให้ข้อมูลในรูปแบบประสบการณ์ หรือการรีวิว ที่เข้าถึงง่าย และผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นสูง และคาดว่า กลุ่มไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (Micro Influencer) ที่มียอดผู้ติดตามระหว่าง 10,000 – 100,000 คน จะมีแนวโน้มทรงอิทธิพล และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ในปี 2562 เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มักมีลักษณะพิเศษคือ มีความถนัดเฉพาะด้าน มีชื่อเสียงเฉพาะกลุ่ม และเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และมักจะได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคที่มากกว่า

“การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ขึ้นท็อปเทรนด์การตลาดน่าจับตา เนื่องจากไม่เพียงสร้างการรับรู้ และเข้าถึงผู้บริโภคผ่านการรีวิวแล้ว กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และโน้มน้าวสู่การตัดสินใจซื้อในท้ายที่สุด โดย 5 วงการอินฟลูเอนเซอร์ที่ประชาชนมักพบเห็นการรีวิวมากที่สุดบนโลกโซเชียล ได้แก่ วงการท่องเที่ยว วงการอาหาร วงการแฟชั่นและความสวยความงาม วงการสุขภาพ และวงการการเงินและการลงทุน ตามลำดับ โดยจากงานวิจัย พบว่า กว่าร้อยละ 75 ของผู้บริโภค เคยซื้อสินค้าหลังจากเห็นการรีวิวจากอินฟลูเอ็นเซอร์ โดยกลุ่มประเภทสินค้ามักซื้อตาม ได้แก่ เครื่องสำอาง อาหารเครื่องดื่ม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และสินค้าแ ฟชั่น เนื่องจากอิทธิพลของภาพ และวิดีโอรีวิว สามารถโน้มน้าวความรู้สึกร่วม มาสู่พฤติกรรมการบริโภคได้กว่าการโฆษณา”

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจที่มีสินค้า และบริการ ที่มีความซับซ้อน เข้าใจได้ยาก และต้องการความน่าเชื่อถือสูงอย่าง กลุ่มธุรกิจการเงินการลงทุน กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มไอที มีแนวโน้มจะหันมาใช้การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสามารถให้ข้อมูลเชิงลึก ด้วยการสื่อสารที่เข้าใจได้ง่ายกว่า สื่อการตลาดรูปแบบเดิมๆ ทั้งยังประหยัดงบประมาณการลงทุนจำนวนมาก

ขณะที่การทำการตลาดรีวิวผ่านอินฟลูเอนเซอร์จะกำลังเป็นที่นิยม การเลือกใช้สื่อที่เหมาะสม และสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นกุญแจสำคัญของการตลาดออนไลน์ ผู้ประกอบการ นักการตลาด ควรต้องเข้าใจพื้นฐานของผู้บริโภค เพื่อการตัดสินใจการทำกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม โดยกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่แนะนำ เพื่อสร้างความน่าสนใจ เอกลักษณ์ และความแตกต่างของธุรกิจ ได้แก่ กลยุทธ์ “ซี้ด” (SEED Strategy) ประกอบด้วย

  • ความจริงใจ (S: Sincere) ปัจจุบัน ผู้บริโภคมีช่องทางได้รับข้อมูลมากมาย และรู้เท่าทันการสื่อสารการตลาดมากขึ้น นักการตลาดจึงควรเลือกใช้สื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่มีคาแรคเตอร์เป็นตัวของตัวเอง และเป็นธรรมชาติ
  • ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (E: Expertise) การรีวิวที่ประสบความสำเร็จ จนนำมาสู่การตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการ นักการตลาดควรพิจารณาเลือกผู้ที่สามารถให้มากกว่าเพียงความรู้พื้นฐาน แต่ต้องมีความรู้ความถนัดเฉพาะด้านที่ตรงกับธุรกิจ
  • การเข้าถึง (E: Engagement) จำนวนผู้ติดตามมาก ไม่ได้สะท้อนการสื่อสารการตลาดที่มีประสิทธิภาพ นักการตลาดจึงควรศึกษาการเข้าถึงบนช่องทางของอินฟลูเอนเซอร์ โดยควรมีผู้ติดตาม กดถูกใจ (Like) เผยแพร่ต่อ (Share) และแสดงความคิดเห็น (Comment) รวมกันคิดเป็นร้อยละ 5 ของจำนวนผู้ติดตามทั้งหมด
  • ความแตกต่าง (D: Different) ท่ามกลางกลุ่มผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียลที่มีจำนวนมากในปัจจุบัน การสื่อสารการตลาดที่สร้างความแตกต่างให้กับผู้บริโภค นับเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ จึงควรพิจารณาถึงเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และแตกต่างของสื่อกลางการสื่อสาร ที่ตรงกันกับบุคลิกของแบรนด์ธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาถึงรูปแบบเนื้อหา และช่องทางการสื่อสารของสื่อที่ใช้ ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คอนเทนท์รีวิวสินค้าในรูปแบบวิดีโอ มีประสิทธิภาพมากกว่าเพียงรูปภาพ โดยช่องทางโซเชียลที่เข้าถึงผู้บริโภค 3 อันดับแรก ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) อินสตาแกรม (Instagram) และยูทูป (YouTube) ทั้งนี้ จากสถิติตัวเลขการใช้จ่ายสื่อการตลาดดิจิทัลย้อนหลัง 5 ปี (ที่มา: สมาคมดิจิทัล ประเทศไทย ปี 2561) พบว่า เม็ดเงินการลงทุนบนออนไลน์แพลทฟอร์มโตกว่า 3.5 เท่า (ราว 10,000 ล้านบาท) และยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2562 นี้ ดร.บุญยิ่ง กล่าวสรุป

ทั้งนี้ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้จัดสัมนาการตลาด “Such Seed Marketing: 2019 Influencer ครองเมือง” ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ สำหรับผู้สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) โทรศัพท์ 02-206-2000 หรือเข้าไปที่ www.cmmu.mahidol.ac.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/suchseedmarketing