Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

บอร์ด DRT ไฟเขียวแผนลงทุนครั้งใหญ่ในรอบ 5 ปี เพิ่มกำลังการผลิตไม้สังเคราะห์อีก 55,000 ตัน คาดผลิตสินค้าป้อนตลาดได้ไตรมาส 4/63

บอร์ด บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร หรือ DRT อนุมัติแผนลงทุนใหญ่ในรอบ 5 ปี เพิ่มสายการผลิตไฟเบอร์ซีเมนต์  (NT-11) ด้วยงบลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มไม้สังเคราะห์และไดมอนด์บอร์ดอีก 55,000 ตันต่อปี หลังใช้อัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยสูงถึง 88% คาดจะเริ่มเดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์ผลิตสินค้าป้อนตลาดได้ภายในไตรมาส 4/2563

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ แผ่นบอร์ด ยิปซัม อิฐมวลเบาและบริการหลังการขายภายใต้แบรนด์  ‘ตราเพชร’  เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ (บอร์ด) มีมติเห็นชอบการลงทุนในโครงการสายการผลิตไฟเบอร์ซีเมนต์ (NT-11) ที่โรงงานจังหวัดสระบุรี โดยใช้งบลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงินและกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เพื่อขยายกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มไม้สังเคราะห์และไดมอนด์บอร์ดอีก 55,000 ตันต่อปี ที่จะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตในอนาคต จากปัจจุบันอัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยอยู่ที่ 88% จึงจำเป็นต้องเพิ่มสายการผลิตดังกล่าว

ทั้งนี้ การเดินเครื่องจักรสายการผลิต NT-11 จะเข้ามาช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการผลิตสินค้า ช่วยลดการสูญเสียโอกาสการขายสินค้ากลุ่มไม้สังเคราะห์ ทำให้บริษัทฯ สามารถเร่งผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ ที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มลูกค้าโครงการ ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายรายย่อย รวมถึงสามารถรองรับการขยายตัวของช่องทางจำหน่ายห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากลูกค้าไปเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าวมากขึ้น

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DRT กล่าว่า สินค้ากลุ่มไม้สังเคราะห์ ถือเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี จึงเป็นจังหวะเหมาะสมที่ DRT จะลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตในครั้งนี้ ที่สอดคล้องกับภาวะของตลาดไม้สังเคราะห์ที่มีอัตราขยายตัวได้ดีมาก โดยบริษัทฯ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการติดตั้งประมาณ 18 เดือน และจะสามารถดำเนินการผลิตไม้สังเคราะห์และไดมอนด์บอร์ดได้ภายในไตรมาส 4/2563

“การลงทุนเพิ่มสายการผลิต NT11 ในครั้งนี้ ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในรอบ 5-6 ปีของ DRT เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผลักดันเป้าหมายการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่ต้องการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี” นายสาธิต กล่าว

‘เอ็มเฟค’ จับมือ ‘โซ  ซีเคียว’ สนับสนุนการจัดงานการแข่งขัน “SOSECURE Hacking Contest 2019” เพิ่มพูนทักษะบุคลากรทางด้านไอที ซีเคียวริตี้ 

นายปิตุพงศ์ ยาวิราช ที่ปรึกษาทางด้านความมั่นคงสารสนเทศ บริษัท บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็มเฟค (ที่ 2 จากขวา) และ นายวัชรพล วงศ์อภัย ประธานกรรมการ บริษัท โซ ซีเคียว จำกัด (ที่ 3 จากขวา) ร่วมจัดงานการแข่งขัน SOSECURE Hacking Contest 2019” ให้กับประชาชนทั่วไป และนิสิตนักศึกษาที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างความตระหนัก ความเข้าใจ และสนับสนุนโอกาสให้น้องๆได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ในเรื่องความปลอดภัยทางด้านไอที ซีเคียวริตี้ 

รูปแบบการแข่งขัน SOSECURE Hacking Contest 2019” เป็นการทำ Capture the Flag หรือ CTF ที่ทางทีมงานฯ ได้จัดเตรียมระบบต่างๆ เอาไว้เพื่อให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้มาร่วมหาช่องโหว่และเจาะระบบ เพื่อนำคำตอบหรือสิ่งต่างๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังระบบเหล่านั้นออกมาให้ได้  โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 คือ ทีม  MeatSpin ซึ่งได้รับรางวัลมูลค่า 80,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2  มี 2 ทีมร่วมคือ ทีม N0t S0 se3cure naja eiei และทีม 10 โมงเช้ายังไม่ได้นอน ได้รับรางวัลมูลค่า 20,000 บาท

“จ๊อบไทย” แนะ 9 Soft Skills ที่คนทำงานควรมีในปี 2019

การทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างดีเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กรนั้น คนทำงานอย่างเราก็ต้องมีความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับอาชีพที่เราทำอยู่ ที่เรียกกันว่า “ฮาร์ด สกิล” (Hard Skills) ซึ่งเป็นทักษะที่จะทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในตำแหน่งงานหรืออาชีพนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทักษะที่เกี่ยวกับสายงานโดยตรงอย่างเดียวนั้นอาจจะไม่เพียงพอต่อโลกการทำงานในปัจจุบัน เพราะบริษัทต่าง ๆ ยังมองไปถึง “ซอฟต์ สกิล” (Soft Skills) ของพนักงานด้วย ซึ่ง Soft Skills ก็คือทักษะที่ค่อย ๆ พัฒนามาจากการใช้ชีวิต การเข้าสังคม และการทำงาน ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถเอาไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะทำงานในสายงานไหนก็ตาม โดยวันนี้ นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย (JobThai) ผู้ให้บริการหางาน สมัครงาน ออนไลน์ อันดับ 1 ของประเทศไทย จะมาเผย 9 Soft Skills ที่คนทำงานควรมีในปี 2019 เพื่อที่จะช่วยทำให้คุณกลายเป็นพนักงานที่โดดเด่นเข้าตาองค์กร

     1. การบริหารเวลา (Time Management) ทักษะการบริหารเวลาอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะคนทำงานในยุคนี้ที่ต้องเร่งรีบเพื่อแข่งกับเวลา และต้องทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน ดังนั้นทักษะในการบริหารเวลาจึงเป็นทักษะที่สำคัญต่อคนทำงาน ซึ่งการทำงานในแต่ละวันควรมีการวางแผน ควบคุม กำหนดระยะเวลา และจัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน เพื่อทำให้งานสําเร็จตามเป้าหมายในเวลาที่กำหนด ซึ่งจะช่วยลดความเครียดที่เกิดจากงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานและมีเวลาสำหรับทำกิจกรรมส่วนตัวอื่น ๆ อีกด้วย

     2. การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long Learning) – ในปัจจุบันการพัฒนาที่ก้าวกระโดดของเทคโนโลยีทำให้เกิดนวัตกรรม เกิดอาชีพใหม่ ๆ ตลอดจนวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การทำงานในยุคนี้ใช้ความรู้ในสาขาวิชาเดียวคงไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้นคนทำงานจึงต้องมีการเตรียมพร้อมในการเรียนรู้อยู่เสมอ และสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของคนทำงานในยุคนี้คือ วิธีการอ่านจับใจความสำคัญ การสรุปประเด็น และการเชื่อมโยงข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ตลอดจนสามารถวิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างจากสิ่งที่เรียนรู้มาได้ ซึ่งทักษะนี้จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้

     3. ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) การทำงานในองค์กรหรือแม้แต่คนที่ทำงานอิสระเองนั้น ล้วนต้องมีการติดต่อประสานงานกับผู้อื่นทั้งสิ้น ดังนั้น Emotional Intelligence จึงเป็นทักษะสำคัญและส่งผลอย่างมากต่อการทำงาน เพราะคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ คือคนที่มีความสามารถในการสังเกต ทำความเข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตัวเองได้อย่างดี รวมถึงสังเกตและทำความเข้าใจอารมณ์ของคนอื่นด้วย ทักษะนี้จะช่วยให้คนทำงานสามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ รวมถึงบริหารจัดการกับความเครียด ซึ่งส่งผลให้การสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างมีคุณภาพ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน และยังทำให้ทั้งสุขภาพกายและใจดีตามไปด้วย

     4ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) – อย่างที่ทราบกันดีว่าโลกทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการติดต่อสื่อสาร เครื่องมือและวิธีการทำงาน เป็นต้น ความสามารถในการปรับตัวและมีความยืดหยุ่นทางความคิดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยคนที่มีทักษะในการปรับตัวและเปลี่ยนมุมมองความคิดจะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และสามารถพลิกแพลงหาวิธีที่เหมาะสมกับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

     5. การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) การทำงานทุกวันนี้เราต้องทำงานร่วมกับคนที่หลากหลาย ทั้งในแง่ของสายงาน ช่วงวัย หรือรูปแบบการทำงาน องค์กรต่าง ๆ จึงต้องการคนทำงานที่มีทักษะในการทำงานร่วมกับคนอื่น เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันภายในทีมตัวเองและการทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ รวมไปถึงทักษะในการบริหารคนที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในคนทำงานระดับหัวหน้าอีกต่อไป แต่จำเป็นสำหรับคนทำงานในทุก ๆ ระดับ

     6. การสื่อสาร (Communication) – ไม่ว่าจะทำงานในธุรกิจไหน หรือองค์กรใด แน่นอนว่าในที่ทำงานต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนองาน การเสนอความคิดเห็นทั้งกับหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้อง ซึ่งการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้เกิดความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำงาน ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนั้นยังรวมไปถึงทักษะการประสานงานและการเจรจาต่อรองด้วย ว่าจะใช้การเจรจาอย่างไรเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และมีทางออกแบบ Win-Win Situation หรือสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

     7. การแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน (Complex Problem Solving) เนื่องจากทุกวันนี้องค์กรต่าง ๆ ถูกผลกระทบจากเทคโนโลยี ตลอดจนความหลากหลายของธุรกิจ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์กรได้อย่างรอบด้าน ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความแตกต่างไปจากอดีตและมีความซับซ้อนมากขึ้น องค์กรต่าง ๆ จึงต้องอาศัยคนที่สามารถมองเห็นและแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนเหล่านั้น ทำให้ทักษะการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนถูกพูดถึงกันอยู่ไม่น้อย โดยทักษะนี้ต้องอาศัยหลายทักษะย่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ระบุปัญหาและความต้องการของลูกค้า อาศัยความเข้าใจในการเชื่อมโยง และใช้ความสามารถในการอ่านบริบทของธุรกิจ ตลอดจนต้องสร้างสรรค์วิธีแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่าง ๆ ตามแต่ละสถานการณ์แล้วตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

     8. การคิดเชิงวิเคราะห์และเลือกตัดสินใจ (Critical Thinking and Decision-making)ยุคแห่งข้อมูลมหาศาลที่รอให้เข้าไปขุดค้นออกมา หรือ Big Data กำลังเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมข้อมูลพวกนี้จะเยอะขึ้นอีกในอนาคตเมื่อความสามารถของหุ่นยนต์พัฒนาไปไกลกว่าปัจจุบัน ซึ่งทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์จะช่วยให้เราสามารถย่อยข้อมูลจำนวนมากได้ โดยต้องรู้จักตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ ตีความ ประเมินทางเลือกและตัดสินใจ เพื่อให้องค์กรได้ประโยชน์สูงสุด และเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่มีความผิดพลาดเลย  

     9. ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) คือความพยายามสร้างบางอย่างที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่คนทั่วไปมองเห็น ถือว่าเป็นทักษะที่มีคุณค่ามากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะไม่มีหลักสูตรตายตัวในการเรียน การสอน ทักษะนี้ยังเป็นการรวมเอาหลาย ๆ ทักษะย่อยไว้ด้วยกัน เช่น ช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็น และการเปิดใจกว้าง รวมถึงการเสพข้อมูลต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ในที่นี้ไม่ได้ใช้ในงานศิลปะเท่านั้น แต่เป็นการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้กับงาน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งองค์กรต่าง ๆ อยากได้คนที่มีทักษะนี้เข้าไปมีส่วนร่วมในการหยิบเอาเทคโนโลยี วิธีการทำงาน หรือแนวคิดมาใช้สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ ให้องค์กรด้วย

จะเห็นได้ว่าในโลกของการทำงาน “ซอฟต์ สกิล” (Soft Skills) มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า “ฮาร์ด สกิล” (Hard Skills) ดังนั้นถ้าคนทำงานเรียนรู้และนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง ก็จะส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม จ๊อบไทย ยังมีบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อคนทำงานอีกมากมาย โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่จ๊อบไทย (JobThai) โทรศัพท์ 02-353-6900 หรือเข้าไปที่ www.jobthai.com

ทริสเรทติ้ง จัดอันดับ อนันดาฯ ได้เครดิตองค์กร "BBB" แนวโน้ม “คงที่” สะท้อนความแข็งแกร่งในตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำแห่งวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า ตอกย้ำความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจหลังทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ BBB” แนวโน้ม “Stable” สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งของบริษัทในตลาดคอนโดมิเนียม ที่มียอดขายรอการรับรู้รายได้ที่มากขึ้นและสัดส่วนรายได้ค่าบริหารโครงการและส่วนแบ่งกำไรจากโครงการร่วมทุนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น

ดร. ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจในประเทศโดยรวมจะมีความผันผวน รวมถึงการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่จากการจัดอันดับของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด บริษัทจัดอันดับเครดิตสัญชาติไทย ก็ยังคงให้เรทติ้ง อนันดาฯ ในระดับ “BBB” แนวโน้ม “คงที่” แก่บริษัทฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของบริษัทในตลาดคอนโดมิเนียม ด้วยผลงานที่โดดเด่นที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ว่าสามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ณ เดือนธันวาคม 2561 บริษัทมียอดขายรอการรับรู้รายได้มูลค่า 41,000 ล้านบาทซึ่ง ประกอบด้วยยอดขายรอการรับรู้รายได้ในโครงการของบริษัทเองมูลค่า 4,000 ล้านบาท และของ โครงการร่วมทุนมูลค่า 37,000 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทจะส่งมอบยอดขายรอการรับรู้รายได้ใน โครงการของบริษัทให้แก่ลูกค้ามูลค่า 3,100 ล้านบาทในปี 2562 และ 900 ล้านบาทในปี 2564 สำหรับยอดขายรอการรับรู้รายได้ในโครงการร่วมทุนจะส่งมอบให้แก่ลูกค้าในช่วงปี 2562-2564 ยอดขายรอการรับรู้รายได้จำนวนมากจะช่วยประกันรายได้ในอนาคตได้ส่วนหนึ่ง

นอกจากนั้น ข้อดีของการได้รับอันดับเครดิต "BBB" บริษัทยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจาก อนันดาฯ มีสถานะทางการเงินที่มั่นคง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานว่าได้อยู่ในองค์กรที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

เครือพีซีเอส ร่วมบรรยายพิเศษในงาน “THFM Seminar 2019” เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบบริหารการจัดการและความเป็นเลิศด้านสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล

บริษัท รักษาความปลอดภัย พีซีเอส และฟาซิลิตี้ เซอร์วิสเซส จำกัด (พีซีเอส) ในเครือโอซีเอส กรุ๊ป ผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจร จากประเทศอังกฤษ ร่วมบรรยายพิเศษในงานสัมนาความเป็นเลิศด้านระบบสิ่งสนับสนุนโรงพยาบาลในประเทศไทยประจำปี ครั้งที่ 4 “THFM Seminar 2019” เพื่อยกระดับมาตรฐานงานการบริการที่เป็นเลิศ พร้อมร่วมออกบูธจัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม A-B โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ หลักสี่

ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลและทีมงาน บริษัทฟู้ดเฮ้าส์ เคเทอร์ริ่ง เซอร์วิสเซส

การสัมมนาความเป็นเลิศด้านระบบสิ่งสนับสนุนโรงพยาบาลในประเทศไทย (Thailand Healthcare Facility Management Seminar หรือ THFM) เป็นงานสัมมนางานแรกและงานเดียวของประเทศไทยที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 ภายใต้การกำกับดูแลของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ด้านการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ เพื่อมุ่งเน้นเรื่องการบริหารจัดการระบบสิ่งสนับสนุนโรงพยาบาลโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาล พร้อมอัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลากสาขา

มร.พอล มอร์ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจโรงพยาบาล Global Healthcare Director บริษัท โอซีเอส กรุ๊ป กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Environmental management for safety infection control” ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการควบคุมการติดเชื้ออย่างปลอดภัย กล่าวว่าหลักสำคัญ คือ การบริหารจัดการระบบปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ของระบบที่ดูแลและควบคุมการติดเชื้ออย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในส่วนของการทำความสะอาดในแต่ละพื้นที่ ของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ

เมนูสร้างสรรค์จาก ฟู้ดเฮ้าส์ เคเทอร์ริ่ง เซอร์วิสเซส

นอกจากนี้ บริษัท ฟู้ดเฮ้าส์ เคเทอร์ริ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด ภายใต้การดูแลในเครือโอซีเอส กรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและเบเกอรี่ ยังได้ร่วมออกบูธจัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ รวมถึงการสร้างสรรค์เมนูที่หลากหลายเพื่อสุขภาพโดยได้นักโภชนาการมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ เข้ามาดูแลอย่างพิถีพิถันในการบริการและโภชนาการตามมาตรฐานที่โรงพยาบาลกำหนด โดยกลุ่มลูกค้าหลักของฟู้ดเฮ้าท์ฯ ส่วนใหญ่ 95% คือโรงพยาบาลเอกชนกว่า 23 แห่งทั่วประเทศ และมุ่งหวังที่จะขยายจำนวนลูกค้าสายกลุ่มธุรกิจในอนาคตอีกด้วย

“โฮมบายเออร์กรุ๊ป” ผนึก “พร็อพทูมอร์โรว์” เปิดหลักสูตร Real Marketing ปั้นนักการตลาดอสังหาฯสายพันธุ์ใหม่ รับกระแสยุค Digital Transformation

“โฮมบายเออร์กรุ๊ป” ผู้เข้าใจพัฒนาการและความต้องการของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จับมือ “พร็อพทูมอร์โรว์” ที่ปรึกษาการตลาดอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่ ที่เข้าใจนักการตลาดและผู้บริโภค เปิดหลักสูตร Real Marketing ปั้นนักการตลาดอสังหาริมทรัพย์สายพันธุ์ใหม่รองรับกระแสเปลี่ยนผ่านยุค Digital Transformation ด้วยทักษะประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญนักการตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวหน้าของประเทศ รุ่นที่1 ระยะเวลาหลักสูตรระหว่าง เดือนมิถุนายน ถึง พฤษภาคม 2562

นายบริสุทธิ์ กาสินพิลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โฮมบายเออร์กรุ๊ป และ CEO & Founder HOME DOT TECH  กล่าวว่า การเปิดหลักสูตร Real Estate Marketing Digital Transformation” หรือ Real Marketing” มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้าง เพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ทางด้านการตลาดอสังหาริมทรัพย์ ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ พฤติกรรมผู้บริโภค การตลาดดิจิทัล การทำการตลาดออนไลน์ แนวโน้มต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยผู้เข้าร่วมสัมมนา และวิทยากร จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ update ข้อมูล สถานการณ์ แนวโน้มล่าสุดในด้านการตลาดอสังหาริมทรัพย์

การบริหารการตลาดอสังหาริมทรัพย์ มีความแตกต่างไปจากการบริหารการตลาดทั่วๆไป ดังนั้น จึงไม่สามารถนำความรู้ทั่วไปในการทำการตลาดสินค้าอื่นมาใช้ได้ และยิ่งในปัจจุบันที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล ทำให้การตลาดซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในโลกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก การเข้าใจพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงทางการตลาด จะช่วยให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง และใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นบนความเปลี่ยนแปลงในการขยายธุรกิจและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

หลักสูตร “Real Marketing” มั่นใจว่า เมื่อทักษะประสบการณ์ (Experience) หลอมรวมกับการรู้เท่าทันกับกระแสที่เปลี่ยนไปจากปัจจัยหลักที่มาจากการเติบโตของ Digital การพัฒนาเทคโนโลยี และการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ตอบรับเทคโนโลยีใหม่ จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ปรับแนวคิดเพื่อนำไป Transform องค์กรในด้านการตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

ด้านนายสุธาทร  สุทธิสนธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ www.prop2morrow.com  เว็บสื่ออสังหาฯรูปแบบใหม่ ที่ให้บริการด้านการเป็นที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรในรูปแบบที่หลากหลาย กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานด้านการตลาดร่วมกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มองเห็นว่า“คน” เป็นเรื่องที่ท้าทายของธุรกิจ การพัฒนาทักษะของคนในองค์กรให้ก้าวทันยุค Digital นอกจากจะดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาในองค์กรแล้ว การเพิ่มทักษะ การเพิ่มประสบการณ์ให้กับนักการตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็มีความสำคัญยิ่ง ซึ่งปัจจุบันภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยเองก็กำลังตื่นตัวกับ Digital Transformation กล่าวคือ เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับองค์กรธุรกิจ โครงสร้างองค์กรด้านทรัพยากรมนุษย์ก็ต้องกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจด้วย มิเช่นนั้นอาจ disrupt ธุรกิจหรือกับอาชีพที่ทำหายไปได้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ แนวโน้มการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และการทำการตลาดที่อยู่อาศัยนับจากนี้เป็นต้นไป การปรับสินค้าหรือการบริการตามความต้องการของตลาดหรือความต้องการของผู้บริโภคให้สอดคล้องกับรายละเอียดที่ได้จากข้อมูลที่ผู้บริโภคระบุไว้ด้วยตัวเองจากการสำรวจสอบถามเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่เพียงพอแล้ว แต่จากนี้ไปการพัฒนาสินค้าหรือการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย นอกจากจะแตกต่างจากคู่แข่งโครงการอื่นๆในทำเลเดียวกันแล้ว ผู้ประกอบการหรือนักการตลาดอสังหาริมทรัพย์จะต้องหาและคาดเดาความต้องการของผู้บริโภคให้เจอ พร้อมกับปรับสินค้ารวมถึงการบริการให้ตรงตามที่คาดการณ์ไว้

“การเข้าถึง Social Media ที่มากขึ้นในหลากหลายช่องทางที่มาของแหล่งข้อมูลของผู้บริโภค จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับการบริการหรือการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์แบบเฉพาะตัวของผู้บริโภคได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายสุธาทร  กล่าวพร้อมกับระบุว่าการเปิดหลักสูตร “Real Estate Marketing Digital Transformation” หรือ “Real Marketing” ที่เปิดรับสมัครวันนี้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เริ่มรุ่นแรกเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2562  เป็นอีกมิติช่วยเติมเต็มในการสร้างนักการตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่เข้าสู่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นเรียลเซ็กเตอร์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

 

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมหลักสูตร “Real Estate Marketing Digital Transformation” หรือ (Real Marketing)

  • Experience: แลกเปลี่ยน แนวคิด ประสบการณ์ กับวิทยากรและผู้เข้าร่วมหลักสูตร
  • Transform: ปรับแนวคิดเพื่อนำไป Transform องค์กรด้านการตลาดอสังหาริมทรัพย์
  • Practical: อัพเดทข้อมูล สถานการณ์ แนวโน้มล่าสุด ด้านการตลาดอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งนำกลับไปใช้ได้ทันที

 

ผู้ที่เหมาะสมในการเข้าหลักสูตร “Real Marketing” 

  1. เจ้าของกิจการ ผู้บริหารระดับสูง ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  2. ผู้ที่ทำงานด้านการตลาด และการขายอสังหาริมทรัพย์
  3. ผู้ที่สนใจเข้าสู่สายงานการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์

หลักสูตร “Real Marketing”  รุ่นที่ 1 กำลังเปิดรับสมัคร วันนี้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ผู้สนใจสมัครออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ www.therealmarketing.net ในอัตรา49,000 บาทต่อคน โดยจะเริ่มอบรมเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2562  จำนวน 7 วัน (วันละ 6 ชม. รวมทั้งหมด 36 ชม.) สถานที่โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท โรงแรม

‘สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส’ เสริมทัพผู้บริหาร ต่อยอดการเติบโต SHREIT สู่ผู้นำกองทรัสต์โรงแรมอาเซียน มั่นใจผลการดำเนินงานกลับมาแข็งแกร่ง เดินหน้าซื้อทรัพย์สินเพิ่ม

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบต่ออายุได้เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า ‘สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้’ หรือ SHREIT เปิดตัวผู้บริหารใหม่ ‘คริสตอป ฟอซิเนสติ’ เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร สร้างความแข็งแกร่งให้การบริหารกองทรัสต์สู่การเป็นผู้นำในระดับอาเซียน ย้ำชัด SHREIT เติบโตได้ตามแผน พร้อมเดินหน้าซื้อทรัพย์สินเสริมศักยภาพของกองทรัสต์

นายปธาน สมบูรณสิน กรรมการผู้จัดการ

นายปธาน สมบูรณสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส จำกัด ผู้จัดการกองทรัสต์อิสระที่บริหารโดยมืออาชีพ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ SHREIT เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัท มีมติแต่งตั้ง ‘นายคริสตอป ฟอซิเนสติ’ เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร เสริมความแข็งแกร่งให้บริษัทในการบริหารกองทรัสต์ SHREIT เพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวฝั่งเอเชีย เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวในแถบอาเซียนถือเป็นจุดหมายปลายทางระดับต้นๆ เห็นได้ชัดจากกระแสการเติบโตของการท่องเที่ยวในเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ทรัพย์สินของกองทรัสต์ตั้งอยู่  

นายคริสตอป ฟอซิเนสติ กล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารในครั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่า การเติบโตของกองทรัสต์ SHREIT จะเป็นไปได้ตามเป้าหมาย จากภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนที่มีการเติบโตที่ดี จากระดับรายได้ของชนชั้นกลางในเอเชียที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการใช้บริการโรงแรมที่พักมีจำนวนมากขึ้น ขณะเดียวกันในแถบอาเซียน หากไม่นับประเทศไทยและสิงคโปร์ โรงแรมที่ได้มาตรฐานในระดับสากลยังมีจำนวนจำกัด จึงถือเป็นโอกาสของกองทรัสต์ SHREIT ที่มีเป้าหมายในการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทโรงแรมที่บริหารงานโดยเครือโรงแรมซึ่งมีมาตรฐานระดับสากล

โดยที่ผ่านมาหลังจาก IPO ผลการดำเนินงานของกองทรัตส์ SHREIT มีการเติบโตของรายได้ตามเป้าหมาย จากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามโดยความผันผวนของตลาดทุนทั่วโลกในไตรมาส4/2561 ทำให้ต้องเพิกถอนการเข้าซื้อทรัพย์สินในช่วงเวลาดังกล่าว และแม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ดังนั้นจึงน่าจะสามารถกลับมาจ่ายปันผลได้อย่างน้อยเท่ากับระดับปกติในไตรมาส 1/2562 ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของโรงแรมทั้งสามแห่งยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ  

“ผมมีความเชื่อมั่นในยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อการเติบโตของกองทรัสต์ SHREIT จากพอร์ตโรงแรมที่มีคุณภาพ ซึ่งตั้งอยู่ในสองประเทศของภูมิภาคอาเซียนที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด ตลอดจนความพร้อมของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในธุรกิจโรงแรมในระดับภูมิภาค โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม พร้อมกับการเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจให้กับสินทรัพย์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถประกาศความคืบหน้าให้ทราบได้ในไม่ช้า และขอรับรองว่าเราจะคำนึงถึงประโยชน์ตอบแทนสูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ” นาย คริสตอป กล่าว

SHREIT เป็นกองทรัสต์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูง ส่งเสริมให้สามารถระดมทุนได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ นอกจากนั้น SHREIT ยังเป็นกองทรัสต์เดียวใน SET ที่ตอบสนองความต้องการในการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุน ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูงในต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็สามารถลดความกดดันจากภาวะการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศได้

ปัจจุบันสินทรัพย์ที่กองทรัสต์เข้าลงทุน ประกอบด้วย  1. โรงแรม Pullman Jakarta Central Park ในกรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว จำนวน 317 ห้อง 2. โรงแรม Capri by Fraser ระดับ 4 ดาว โดยมีห้องพักจำนวน 175 ห้อง และ 3. โรงแรม IBIS Saigon South ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว จำนวน 140 ห้อง ในเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม มีมูลค่าทรัพย์สินที่กองทรัสต์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 143.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

..............................

 

Strategic Property Investors’ reinforces its executive lineup and aims for a top spot in the ASEAN REITs market

Confident in its ability to meet its targets, SHREIT reactivates its acquisition strategy

Strategic Hospitality Extendable Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust (SHREIT) formally introduced a new senior executive, Mr. Christophe Forsinetti, who will assume the position of Executive Director of Strategic Property Investors Company Limited (SPI). With this appointment, the Board reinforces its commitment to focus on the ASEAN region and capture stronger returns through the acquisition of additional properties.

Mr. Patan Somburanasin, Managing Director of SPI, the REIT manager of SHREIT, revealed that the Company’s board of directors has appointed Mr. Christophe Forsinetti, an expert in ASEAN hospitality real estate, with the aim of taking advantage of South East Asia’s thriving tourism industry. Forecasts are strong across the region, with Chinese middle-class tourists acting as a catalyst, and especially strong in Vietnam and Indonesia where SHREIT already owns assets.

When appointed, Mr. Forsinetti said: “I am thrilled to take-on the role of Executive Director. I believe SHREIT’s growth targets will be met by successfully identifying quality hospitality real estate in the ASEAN region”. Mr. Forsinetti also stated that the increasing number of tourist arrivals triggered a demand for more hotel rooms. Hotels with high international standards still lack in the region, with the exception of Thailand and Singapore. The environment provides a great opportunity for SHREIT to place itself as a key player and activate long-term growth by investing in established brands and high-quality hotels in the region.

Since its IPO, SHREIT’s revenue growth was achieved through careful planning and effective decision-making. Instability in global markets forced the Trust to withdraw from an acquisition which impacted its Q4/2018 performance. However, it is important to note that the cost incurred from this withdrawal is a one-time only expense and dividend payment will still reach its targets in Q1/2019. Overall, the performance of the portfolio of hotels remains satisfactory.

“I have full confidence in SHREIT’s growth strategy and in its portfolio of high-quality hotels. SHREIT’s hotels are located in two of the ASEAN’s most rapidly expanding economies. These investments are a testament to the REIT manager’s expertise in the region’s hospitality real estate market. We are currently studying the acquisition of more assets, and at the same time, we are considering improvements to assets we already own. I am confident that we will be able to make an announcement on these matters very soon. Finally, we are committed to delivering strong returns to the Trust’s unitholders.” Mr. Forsinetti concluded.

SHREIT is listed on the highly-liquid Stock Exchange of Thailand (SET), providing the Trust with cheap cost of financing. Additionally, Investors on the SET have a strong appetite for portfolio diversification. This appetite has played out in SHREIT’s favor as it is the only REIT on the SET to offer high returns from a diverse portfolio of assets located in countries other than Thailand, making much less subject to competitive pressure.

The Trust’s current portfolio includes the Pullman Jakarta Central Park Hotel in Jakarta, Indonesia, which is a 317-room 5-star hotel; the Capri by Fraser Hotel, a 175-room 4-star hotel; and, the IBIS Saigon South Hotel, a 140-room 3-star hotel both located in Ho Chi Minh City, Vietnam. The asset net worth of the Trust as of December 31, 2018, is US$143.2 million.

TSI Insurance จับมือ Ideanomics และ GT Group พัฒนาระบบเทคโนโลยีด้านประกันภัย

นางสาวอรลดา เผ่าวิบูล (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาดและรับประกันภัย บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TSI Insurance ร่วมลงนามแลกเปลี่ยนบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ มร.อัลเฟรด พัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ที่ 2 จากซ้าย) บริษัท ไอเดียโนมิคส์ อิงค์ และ ดร.เดวิด ซิง (ขวาสุด) ประธานเจ้าหน้าที่ด้านบริหารความเสี่ยง จีที กรุ๊ป สิงคโปร์ เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีด้านธุรกิจประกันภัย โดย ไอเดียโนมิคส์ อิงค์ เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นแนสแด็ก (NASDAQ) ให้บริการด้านเทคโนโลยีทางการเงินและการแปลงสินทรัพย์เป็นดิจิตอล พร้อมทั้งดำเนินธุรกิจด้านการให้คำปรึกษาทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน รวมถึงการพัฒนาบริการแปลงสินทรัพย์เป็นดิจิตอลผ่านปัญญาประดิษฐ์และแพลตฟอร์มบริการทางการเงินในระบบบล็อกเชน ขณะที่ จีที กรุ๊ป เป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ของสิงคโปร์ โดยมี นายเปาโหลว จาง (ที่ 2 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีที กรุ๊ป, ดร. บรูโน วู ประธานกรรมการ ไอเดียโนมิก อิงค์ และ มร. ริชาร์ด แฟรงค์เคล อดีตผู้บริหาร เอฟบีไอ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรม Novotel Singapore on Steven ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเร็วๆ นี้

ออเนอร์ จับมือ สุดสัปดาห์ On Campus ตลอนทัวร์ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อแนะแนวสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กรุ่นใหม่

ออเนอร์สมาร์ทโฟนอีแบรนด์ชั้นนำ จับมือร่วมกับ สุดสัปดาห์ On Campus เตรียมบุก 5 รั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำ จัดกิจกรรมแนะแนวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนในการค้นหาความเป็นตัวเองสู่เป้าหมายในอนาคต

มูลนิธิอิออนประเทศไทย มอบโดรนแก่สภากาชาดไทย

เมื่อเร็วๆนี้ คุณสุพร วัธนเวคิน (ที่ 3 จากซ้าย) รองประธานกรรมการมูลนิธิอิออนประเทศไทยและทีมผู้บริหาร ร่วมส่งมอบโดรน จำนวน 2 ลำ รุ่น DJI Matrice 200 และ รุ่น DJI Matrice 600 Pro รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 548,739 บาท ให้กับสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย โดยมี พลโท นายแพทย์ อำนาจ บาลี (ที่ 4 จากขวา) ผู้อำนวยการเป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อสนับสนุนการปฎิบัติงานและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

Page 6 of 158