Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

สีฟ้าเปิดเทศกาลฤดูร้อน ด้วยเมนูไอศกรีมโฮมเมดชุดสวีทซัมเมอร์  เอาใจแฟนคลับ ทั้งมะม่วงและทุเรียนยกขบวนมาให้ฟินกันสุด สุด

สีฟ้า รับลมร้อน ด้วยสุดยอดเมนูของหวานชุดสวีทซัมเมอร์ เอาใจทั้งสาวก ทุเรียนเลิฟเวอร์ ด้วยไอศกรีมทุเรียนโฮมเมด ที่จัดเสิร์ฟข้าวเหนียวมูน ที่มูนด้วยน้ำเชื่อมอบดอกมะลิพร้อมราดด้วยน้ำกะทิหวานมันจากน้ำตาลเมืองเพชร วางคู่กับเนื้อทุเรียนสดใหม่ เหมือนเก็บจากต้น ในราคาเพียง 139 บาท และพลาดไม่ได้กับเมนูสุดพิเศษ แมงโก้เลิฟเวอร์ ที่สีฟ้าคัดมะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพ พร้อมข้าวเหนียวมูนหวานละมุนลิ้นแถมเพิ่มความฟิน ด้วยไอศกรีมโยเกิร์ตมะม่วงให้ชื่นฉ่ำนิดๆ แบบไม่ซ้ำใคร ในราคาพิเศษเพียงชุด 149 บาท วันนี้ ถึง 31 พ.ค. 62 นี้

นอกจากนี้ แฟนๆ สีฟ้า สามารถติดตามโปรโมชั่นอาหารอื่นได้ที่ร้านสีฟ้า ทั้ง 21 สาขาได้เพิ่มติม หรือ สอบถาม ติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ www.seefah.com และ http://www.facebook.com/seefahfanpage หรือที่ฝ่ายการตลาดร้านอาหารสีฟ้า โทร. 0 2655-0251

เบค บราเธอร์ส ชวนเติมความสดชื่นกับเครี่องดื่มผลไม้  แบบแซ่บซ่าส์ท้าลมร้อน กันให้สุด สุด !!!

เบค บราเธอร์ส (Bake Brothers) ผู้ให้บริการขนมอบ และ เครื่องดื่ม แนะนำเครื่องดื่มชุดพิเศษ ต้อนรับลมร้อนด้วยความสดชื่นของเครื่องดื่มผลไม้สุดฮิตประจำฤดูกาล ชุด SUMMER : Let’s get fresh. !! ที่เติมความสดชื่น จากส่วนผสมที่อุดมไปด้วยคุณค่าจากวัตถุดิบสดใหม่ พร้อมเพิ่มความสดใสซาบซ่า 3 ชุดพิเศษใหม่ เริ่มต้นด้วย Mango Sparkling: น้ำมะม่วงเปรี้ยวหวานกำลังดี พร้อมความซ่าของโซดา ท็อปด้วยลูกชุบมะม่วง ให้ชิมเล่นๆ พอดีคำ หรือเลือกความสด ซ่าส์ แบบ Coco sparkling: ที่ได้ทั้งความหวานของน้ำมะพร้อมหอมละมุน แต่แซ่บ ซ่าส์ แถมเนื้อมะพร้าว ให้อร่อยเล่น ๆ
กันแบบเพลิน ๆ ปิดท้ายด้วย Coco mango sparkling: เข้มข้นกับรสชาติที่เข้ากันได้ดีระหว่างน้ำมะม่วงและน้ำมะพร้าวสุดฮิต ผสานความซ่าของโซดาและท็อปด้วยลูกชุบหวานๆ อีกชุด แต่รับรองว่า ใครกำลังร้อน ๆ ละก็ แก้วนี้เลยตอบโจทย์สุด

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกันได้ที่ ห้างสรรพสินค้าเทอมินัล21 สาขาอโศก ชั้น5 โซน San Francisco โทร.096-091-6419 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ รพ.รามาธิบดี  ชั้น2 โทร. 02-354-3947-8  และสาขาใหม่ เดอะมาร์เก็ต แบงคอก ชั้นG โซน M2 โทร.02-209-5120

#BakeBrothersBangkok #BakeBrothersThailand #เมนูไหนก็อร่อย

พรรณเวช แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ สุดยอดนวัตกรรมครีมและเซรั่มบำรุงผิวหน้าใส

พรรณเวช แบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวโดยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ กว่า 20 ปี ของพรรณเวชคลินิก แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด "Premium White Perfect Serum” (พรีเมี่ยม ไวท์ เพอร์เฟค เซรั่ม) เซรั่มบำรุงผิวหน้าในระดับล้ำลึกก่อนนอน  และ Premium White Perfect Booster Cream" (พรีเมี่ยม ไวท์ เพอร์เฟค บูสเตอร์ ครีม) ครีมบำรุงผิวหน้ากลางวัน อุดมด้วยสารสกัดจากแมงกะพรุนทะเลน้ำลึก ช่วยในการฟื้นฟูและสร้างความยืดหยุ่นของผิว กระตุ้นการสร้างคอนลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์อีกครั้ง และสุดยอดนวัตกรรมสารสกัดจากไฮยาลูโรนิก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น ลดริ้วรอย ความเหี่ยวย่น โคเอมไซม์คิวเทน เพิ่มพลังงานให้แก่เซลล์ผิว ต้านอนุมูลอิสระ โปรวิตามิน บี5 ช่วยปกป้องการสูญเสียความชุ่มชื่น ให้ผิวนุ่ม และเพิ่มความยืดหยุ่น พร้อมด้วยสารสกัดจากสมุนไพร อาทิ ว่านห่างจระเข้ ชะเอมเทศ ที่ช่วยลดการอักเสบของผิว ลดรอยแดงจากสิว ควบคุมความมันบนใบหน้า กระชับรูขุมขน บำรุงผิวให้นุ่ม กระชับเรียบเนียนอย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตด้วยระบบมาตรฐานและความปลอดภัย จำหน่ายในราคาชุดละ 1,380 บาท

พบกับผลิตภัณฑสูตรแพทย์ผิวหนัง แบรนด์พรรณเวช ได้แล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือที่ https://www.facebook.com/PannavejBeautySkin/ ติดต่อสอบถามผลิตภัณฑ์ได้ที่ โทร. 02 418 2885

WHAUP พบนักลงทุน

นายเผ่าพิทยา สมุทรกลิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารการเงิน บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ แอนด์ เพาเวอร์ (WHAUP) ร่วมนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานปี 2561 ให้กับนักลงทุน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ภายในงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน (Opportunity Day) ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมตอกแผนการขยายธุรกิจสาธารณูปโภคในประเทศ และต่างประเทศ โดยตั้งเป้าปริมาณการขายน้ำ 120 ลูกบาศก์เมตร และไฟฟ้ามียอดตามสัดส่วนการถือหุ้น 570 MW รวมทั้งการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคประเทศเวียดนาม

บลจ.วี บริษัทในเครือ KTBST พร้อมเปิดให้บริการกองทุนรวม ประเดิม IPO  2 กองทุนตราสารหนี้เด่น สร้างโอกาสผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับนักลงทุน

บลจ. วี  พร้อมให้บริการด้านกองทุนรวมอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ประเดิมเปิดเสนอขาย IPO 2 กองทุนตราสารหนี้ WE-MONEY และ WE-INCOME  เน้นลงทุนในตราสารหนี้ ทั้งในและต่างประเทศ  ที่สร้างโอกาสผลตอบแทนส่วนเพิ่มในภาวะดอกเบี้ยเงินฝากในระดับต่ำ  เล็งเปิดตัวกองทุนใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในปีนี้ 

นายอิศรา พุฒตาลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วี จำกัด  (บลจ.วี) เปิดเผยว่า บลจ. วี เกิดขึ้นโดยมีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่สร้างผลการดำเนินงานของกองทุนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ พร้อมด้วยความหลากหลายด้านนวัตกรรมทางการเงิน และมุ่งที่จะออกแบบกองทุนรวมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันเพื่อความมั่งคั่งของลูกค้า ภายใต้แนวคิด "We design your wealth .. We grow together."

บลจ. วี ก่อตั้งโดยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านตลาดเงินและตลาดทุน และมีประสบการณ์ในธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุน และธุรกิจหลักทรัพย์ มานานกว่า 20 ปี ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงเชื่อมั่นได้ว่า บลจ. วีมีความชำนาญทั้งในด้านการสรรหาผลิตภัณฑ์กองทุนรวมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับลูกค้า ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

บลจ.วี ถือหุ้นใหญ่ โดย บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KTBST) ทั้งนี้ บลจ.วี ได้เริ่มดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 62 โดยในช่วงแรกพร้อมให้บริการด้านกองทุนรวมให้กับนักลงทุน ผ่านช่องทางการขาย คือ ตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน (Selling agent) ของบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

นายอิศรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 62 ซึ่งประเมินว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกยังสามารถเติบโตได้ในปีนี้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวลงเล็กน้อย  โดยที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ นั้นที่ยังสามารถเติบโตได้ดีที่ระดับ 2.3-2.5% ในปีนี้ แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 1/62 อาจจะชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากผลกระทบจากเรื่องสงครามการค้า แต่คาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในปลายไตรมาส 2/62  ดังนั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวมยังเป็นการเติบโตที่ดี นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มที่จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นต่อไป

ขณะที่เศรษฐกิจไทยด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่ง ภาพรวมของเศรษฐกิจที่สามารถเติบโตได้ที่ระดับ 3.5 - 4% ในปีนี้ ดังนั้น บลจ.วี  จึงมีแผนที่จะนำเสนอกองทุนใหม่ที่มีนโยบายลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดี

นางสาวนิตยา เลิศแสงเพชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์และช่องทางบริการ บลจ. วี

นางสาวนิตยา เลิศแสงเพชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์และช่องทางบริการ บลจ. วี กล่าวว่า บลจ. วี มุ่งเน้นการออกแบบกองทุนรวมที่สนองตอบความต้องการของนักลงทุนเป้าหมาย โดยในช่วงแรก บลจ.วี  จะเสนอขายกองทุนตราสารหนี้ 2 กองทุน ที่สร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่จูงใจเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากตลาดเงินในปัจจุบัน จึงคาดว่าจะได้รับผลตอบรับที่จากช่องทางการขายของ KTBST ที่มีฐานลูกค้าบุคคลธรรมดารายใหญ่ (High Net Worth) ซึ่งต้องการหาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากเงินฝากธนาคารในภาวะที่ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ จากการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้  บลจ.วี พร้อมเสนอขาย กองทุนตลาดเงินและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ได้แก่      

กองทุนเปิด วี มันนี่ มาร์เก็ต (WE-MONEY) กองทุนตลาดเงินเหมาะสำหรับการบริหารสภาพคล่องระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ลงทุน มีความเสี่ยงต่ำ ลงทุนในเงินฝาก ตราสารภาครัฐ ตราสารหนี้เอกชนระยะสั้นที่มีความแข็งแกร่งทางการเงิน  โดยกองทุนสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ และเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ตั้งแต่วันที่ 18-19 มีนาคม 62

หลังจากนั้นจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) กองทุนเปิด วี ฟิกซ์ อินคัม ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (WE-INCOME)  มีนโยบายลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในอันดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) เป็นหลัก และกระจายการลงทุนบางส่วนลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non– Investment Grade) และตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated Securities) ระยะสั้นที่มีฐานะทางการเงินและมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น เหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยกองทุนมีสภาพคล่องสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ และจะเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ประมาณวันที่ 21-22 มีนาคม 62  สำหรับ กองทุน WE-INCOME อยู่ในระหว่างการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต.

นอกจากนี้ บลจ. วี เตรียมที่จะออกกองทุนใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในปีนี้ เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้า  เช่น กองทุนประเภทคอมเพล็กรีเทิร์น , กองทุนประเภททริกเกอร์ฟันด์ และกองทุนต่างประเทศ  สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วี จำกัด โทร. 02-648-1555 หรือ  www.weasset.co.th และบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร. 02-648-1111

ทั้งนี้ การลงทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยกองทุน WE-INCOME ไม่ถูกจำกัดความเสี่ยงด้านการลงทุนเช่นเดียวกับกองทุนรวมทั่วไป จึงเหมาะกับ  ผู้ลงทุนที่รับผลขาดทุนได้ในระดับสูงเท่านั้น

อีริคสันจับมือวีเอ็มแวร์ เพิ่มความสะดวกในการทำเน็ตเวิร์กเวอร์ชวลไลเซชั่น สำหรับผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร

  • อีริคสันและวีเอ็มแวร์เซ็นข้อตกลงความร่วมมือ 5 ปี เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำเน็ตเวิร์กเวอร์ชวลไลเซชั่นสำหรับผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (Communication Service Provider หรือ CSP)
  • นำเสนอประสบการณ์ระดับชั้นนำของอุตสาหกรรมให้แก่ CSP เพื่อดำเนินการติดตั้งและใช้งาน Ericsson VNFs และแพลตฟอร์ม vCloud NFV ของวีเอ็มแวร์ รองรับบริการระดับโทรคมนาคมสำหรับเครือข่ายทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • จัดตั้ง VNF Certification Lab เพื่อรองรับและสนับสนุนการทำงานโซลูชั่นให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและพร้อมทั้งสร้างรายได้ให้กับ CSP ในเวลาที่รวดเร็ว

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) และ วีเอ็มแวร์ (NASDAQ: VMW) ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือระดับโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการติดตั้งและใช้งาน แอปพลิเคชั่น Ericsson และแพลตฟอร์ม vCloud NFV ของวีเอ็มแวร์สำหรับผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (Communication Service Provider หรือ CSP)  ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดของทั้งสองบริษัทซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2555 และช่วยให้ CSP เพิ่มความรวดเร็วในการสร้างรายได้สำหรับบริการใหม่ๆ ในระดับโทรคมนาคม

ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมถึงการประสานงานร่วมกันทางด้านเทคนิคและการทดสอบการใช้งานร่วมกันระหว่างกลุ่มผลิตภัณฑ์ Virtual Network Functions, โซลูชั่นบิลลิ่งและการคิดค่าบริการ, ระบบอัตโนมัติ และการผนวกรวมระบบ (Orchestration) กับแพลตฟอร์ม vCloud NFV ของวีเอ็มแวร์ เพื่อช่วยให้ CSP ได้รับประโยชน์จากโซลูชั่นเวอร์ช่วลไลซ์ที่รวดเร็วกว่า ประหยัดค่าใช้จ่าย และผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดี  โซลูชั่นเหล่านี้มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก CSP เปลี่ยนย้ายไปสู่กลยุทธ์มัลติคลาวด์เพื่อลดค่าใช้จ่ายและปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร

เพื่อช่วยให้ CSP ดำเนินการติดตั้งและใช้งานเครือข่ายเวอร์ชวลไลซ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัททั้งสองจะประสานงานร่วมกันในด้านเทคนิค เช่น ในส่วนของ Cloud Core และ Cloud Communication เพื่อมอบประสิทธิภาพและการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอย่างเหมาะสมสำหรับเวิร์กโหลดจำนวนมาก  นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนเพิ่มเติมในห้องแล็บเพื่อการรับรอง (Certification Lab) ซึ่งจะรองรับการทดสอบการใช้งานร่วมกันระหว่าง VNF ของอีริคสันและแพลตฟอร์ม vCloud NFV ของวีเอ็มแวร์ รวมไปถึงการรับรอง การตรวจสอบระบบ การปรับปรุงประสิทธิภาพ และการจัดทำเอกสาร

ปัจจุบัน มีผู้ให้บริการด้านการสื่อสารราว 50 รายที่ใช้งานเครือข่ายโมบายล์ซึ่งประกอบด้วย Ericsson VNFs บนแพลตฟอร์ม VMware vCloud NFV

แมท เบล, ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์เทคโนโลยีและสถาปัตยกรรม จากโวดาโฟน (Vodafone) กล่าวว่า “เราได้ทำงานร่วมกับอีริคสันและวีเอ็มแวร์มานานหลายปี และได้ติดตั้งและใช้งาน EPC, PCRF, UDC, IMS, MSC Virtual Network Functions ของอีริคสัน และ vCloud NFV ของวีเอ็มแวร์  โซลูชั่นซอฟต์แวร์จากบริษัททั้งสองช่วยให้เรานำเสนอบริการใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และจะช่วยให้ลูกค้าของเราได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากเครือข่าย VoLTE และ 4G/5G”

ออนอเร่ ลาบูร์แดต รองประธานฝ่ายพัฒนาตลาด กลุ่มธุรกิจ Telco NFV ของวีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “ข้อตกลงนี้เป็นการขยายความร่วมมือกับอีริคสันซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จด้วยดี โดยจะมีการต่อยอดเพิ่มเติมในส่วนของการประสานงานร่วมกันเพื่อผนวกรวม ปรับแต่ง และรองรับการใช้งานร่วมกันในขอบเขตที่กว้างขวางสำหรับโซลูชั่นของทั้งสองบริษัท เพื่อเร่งการติดตั้งและใช้งาน VNFs  เทคโนโลยีของอีริคสันและวีเอ็มแวร์จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการสร้างรายได้ และช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถนำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่และเหนือชั้นสำหรับลูกค้า”

แอนเดอร์ โรสเอนเกรน ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรม กลุ่มธุรกิจบริการดิจิทัลของอีริคสัน กล่าวว่า “ภายใต้ความร่วมมือกับวีเอ็มแวร์ เรามีเป้าหมายร่วมกันในการสนับสนุน CSP ด้วยการมอบประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับการติดตั้งและใช้งานซอฟต์แวร์จากอีริคสันและวีเอ็มแวร์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ส่วนแกนหลักไปจนถึงส่วนรอบนอกของเครือข่าย”

 

เกี่ยวกับอีริคสัน

อีริคสัน (Ericsson) ช่วยให้ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการเชื่อมต่อ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ครอบคลุมเครือข่าย บริการดิจิทัล บริการภายใต้การจัดการ และธุรกิจใหม่ และได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราเปิดให้บริการดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างช่องทางรายได้ใหม่ๆ  อีริคสันลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่นำเสนอคุณประโยชน์ของระบบโทรศัพท์และโมบายล์บรอดแบนด์สำหรับผู้ใช้หลายพันล้านคนทั่วโลก  หุ้นของอีริคสันจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq Stockholm และ Nasdaq New York www.ericsson.com

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์

วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน ด้วยความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์กว่า 75,000 ราย ผนวกกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของวีเอ็มแวร์ อาทิ ระบบประมวลผล ระบบคลาวด์ โมบิลิตี้ เน็ตเวิร์คกิ้ง และระบบรักษาความปลอดภัย วีเอ็มแวร์จึงเป็นผู้ให้บริการระบบดิจิทัลพื้นฐานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัว โดยให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 500,000 รายทั่วโลก สำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปีนี้ วีเอ็มแวร์ฉลองครบรอบ 20 ปีแห่งความก้าวหน้าในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างผลประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.vmware.com/company.html

ทีคิวเอ็ม กางกลยุทธ์ TQM Digital เตรียมรุก 8 โปรเจกต์ใหญ่ในปีนี้ เขย่าวงการประกัน ส่ง CHAT CENTER ซื้อ - เคลมเรียลไทม์ 24 ชม.กับ CHATBOT อัจฉริยะ

ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ ในกลุ่มบริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM กางกลยุทธ์การตลาด “TQM Digital” ตอกย้ำผู้นำ Insure Tech ทุ่มลงทุนรวมกว่า 200 ล้านบาทตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2561 ได้ลงทุนร่วม 50 ล้านบาท ผสานเทคโนโลยี Big Data, AI, Cloud Server พาองค์กรสู่ TQM Digitalization ในปี 62 วางโรดแมปก้าวสู่แพลตฟอร์มดิจิตอล เต็มรูปแบบ ด้วย 8 โปรเจกต์ใหญ่ ล่าสุด เปิดตัว CHAT CENTER ที่รวมทุกช่องทางออนไลน์ มาไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อประกันทุกประเภทแบบเรียลไทม์ตลอด24 ชม. ด้วย CHATBOT อัจฉริยะโต้ตอบได้ไม่แพ้มนุษย์

ดร. อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด

ดร. อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับทิศทาง การดำเนินธุรกิจของทีคิวเอ็มในปี2562ได้มีการวางแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรให้เป็นไปตามเป้าโดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาช่องทางขายและบริการ ภายใต้โครงการ “TQM Digital” เพื่อก้าวเป็นผู้นำตลาด ประกันออนไลน์ หรือ Insure Tech โดยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ลงทุนนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วยงบประมาณรวมกว่า 200 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2561 ได้ลงทุนร่วม 50 ล้านบาท ทั้ง Big Data, AI และ Cloud Server อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็น โบรคเกอร์ประกันรายแรกที่พัฒนาฟีเจอร์ Real-time CHATBOT เปิดตัว “TQM Blue Beary Bot” ผ่าน LINE Official โดย สามารถซื้อประกันภัยผ่าน CHATBOT ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่ง TQM ประสบความสำเร็จอย่างมากในปีที่ผ่านมา จากการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ การให้บริการที่สามารถเข้าถึง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัล โดยเฉพาะผู้ใช้บริการผ่าน LINE OFFICIAL “TQM INSURANCE BROKER” กว่า 17 ล้านคน

“นอกจาก CHATBOT ทีคิวเอ็มยังได้นำ Cloud Server เข้ามาใช้ในการทำงาน ทำให้ทีคิวเอ็มมีความแข็งแกร่ง ด้านการบริหารจัดการข้อมูล และเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ เพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลมากยิ่งขึ้น และเป็นการลดต้นทุนในการบริหารจัดการข้อมูล เป็นการรองรับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (BIG DATA)ในปัจจุบัน และสร้าง WEB SERVICE API เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีระบบโครงข่ายในการเก็บข้อมูลธุรกรรมออนไลน์ (BLOCKCHAIN) สร้างความสะดวกให้แก่การดำเนินธุรกิจในการรับส่งแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างทีคิวเอ็มกับบริษัทประกัน และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในยุคดิจิทัล” ดร.อัญชลิน กล่าว 

ทั้งนี้ บริษัทฯ พร้อมที่จะเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตในปี 2562 ด้วยกลยุทธ์ Insure Tech โดยการเดินหน้านำเทคโนโลยีมาปรับกระบวนการทำงานของทีคิวเอ็มสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ (TQM Digitalization) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “TQM เพื่อนคุณ 24 ชั่วโมง” ผ่าน 8 โครงการใหญ่ โดยในปีนี้ทีคิวเอ็มจะนำ AI (Artificial Intelligence) และ BIG DATA มาใช้ในการเชื่อมต่อข้อมูลให้เกิดการเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภค ให้สามารถตอบสนอง ความต้องการหรือความสนใจได้อย่างแม่นยำ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันให้มีความเหมาะสม แตกต่างและหลากหลาย ให้ความคุ้มค่าทั้งด้านราคาและความคุ้มครองมากที่สุดแก่ลูกค้า ทั้งยังนำมาต่อยอดพัฒนาในช่องทางการขายและการสื่อสาร โดยนำแต่ละช่องทางในออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งได้แก่ TQM WEB, TQM Twitter, TQM FB, และ TQM IG มารวมไว้ใน แพลตฟอร์มเดียวกันภายใต้ชื่อ  CHAT CENTER  ดร.อัญชลิน กล่าว  

ดร.นภัสนันท์  พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ด้าน ดร.นภัสนันท์  พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวว่า “ซื้อสะดวก ประสานงานง่าย บริการ 24 ชั่วโมง” คือจุดขายในปี 2562 โดยจะขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด  “TQM เพื่อนคุณ 24 ชั่วโมง” ทั้งนี้ ได้พัฒนาโปรดักท์ฟีเจอร์ในระบบ CHAT CENTER ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อประกันได้ครบทุกโปรดักท์ ทั้งประกันรถยนต์ ประกันการเดินทาง ประกันอุบัติเหตุ ประกันบ้านที่อยู่อาศัย ได้แบบ Real-time ด้วยการแชทซื้อกับ 'TQM BLUE BEARY BOT' ผ่าน LINE OFFICIAL ‘TQM INSURANCE BROKER’ โดยทีคิวเอ็มได้พัฒนา CHATBOT ให้เป็นระบบ ที่มีทักษะและความสามารถเหมือนมนุษย์ ตอบโต้ได้รวดเร็วทันใจ รวมทั้งยังพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องด้วย MACHINE LEARNING ซึ่งจะทำให้ CHATBOT เข้าใจภาษามนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น ช่วยปิดการขาย ให้คำแนะนำ นำเสนอข่าวสาร และโปรโมชั่น ทำให้การซื้อประกันเป็นเรื่องง่าย สามารถซื้อ ครบ จบที่เดียว นอกจากช่องทางการซื้อที่สะดวกสบายแล้ว ทีคิวเอ็มยังใช้ CHATBOT เป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยในส่วนของงานบริการหลังการขายด้วย อาทิ ให้คำแนะนำช่วยเหลือลูกค้า การแจ้งเคลม ดูประวัติการเคลม ดูกรมธรรม์ที่ซื้อไว้กับทีคิวเอ็มทั้งหมด แจ้งสถานะจัดส่งกรมธรรม์ ติดตามสถานะชำระเงิน แจ้งต่ออายุประกัน และที่สำคัญสามารถให้บริการและดูแลลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทและทำหน้าที่หลายๆ อย่างเปรียบเสมือนมนุษย์ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่ชอบโทร แต่ชอบการแชทมากกว่า ในขณะเดียวกันระบบหลังบ้านของทีคิวเอ็มยังคงมีทีมงานที่คอยดูแลเคียงข้างลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงในยุค Mobile First ทำให้ทีคิวเอ็มต้องเดินหน้านำเทคโนโลยีมาพัฒนาทั้งด้านงานขายและงานบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำจุดแข็งในความเป็นผู้นำโบรคเกอร์ ประกันภัยที่ให้ลูกค้าได้มากกว่าเพียงการซื้อและขายประกัน แต่หัวใจสำคัญของทีคิวเอ็มคือ ความต้องการและความพึงพอใจ ของลูกค้า ภายใต้แนวคิดทีคิวเอ็ม 'ไม่หยุดทำดีที่สุดเพื่อคุณ' ” ดร.นภัสนันท์  อธิบาย

อนึ่ง 8 โครงการใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “TQM เพื่อนคุณ 24 ชั่วโมง” ในกลยุทธ์ Insure Tech ด้วยการเดินหน้านำเทคโนโลยีมาปรับกระบวนการทำงานของทีคิวเอ็มสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ (TQM Digitalization) ประกอบด้วย  1. โครงการ BIG DATA PROJECT ด้วยการใช้ AI มาประมวลผลและวิเคราะห์ เพื่อใช้ในการนำเสนอ Products ให้ตรงความต้องการของลูกค้า 2. โครงการ Products Segmentation เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าตามความต้องการหรือตาม พฤติกรรมของแต่ละกลุ่มกับบริษัทประกัน  3. โครงการ LIFE INSURANCE PLATFORM ตัวช่วยเปรียบเทียบประกันชีวิต ที่มีความเหมาะสมและคุ้มค่ากับตนเองมากที่สุดและเป็น Platform สนับสนุนระบบงานขายประกันชีวิตของบริษัทฯ 4. โครงการ Non Motor INSURANCE PLATFORM สนับสนุนงานขายประกันหมวด Health, PA, TA, Home เพิ่มความสะดวกในการ เลือกทำประกัน 5. โครงการ AFFILIATE / STRATEGIC PARTNER เป็นโครงการทางการตลาด เพื่อขยายฐานลูกค้าร่วมกับ พันธมิตรทางธุรกิจ 6. โครงการใช้เทคโนโลยีเพิ่มยอดขาย ลดค่าใช้จ่าย นำเทคโนโลยีต่อยอดกับสาขาและ ศูนย์ประสานงานของทีคิวเอ็มทั้ง 95 แห่งทั่วประเทศ ช่วยให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่  7. โครงการ Financial Broker นายหน้าให้บริการทางด้านการเงิน รองรับบริการด้านการเงินให้กับฐานลูกค้าของบริษัท และ 8. โครงการ LINE CHATBOT / AI / CHAT CENTER ช่วยเพิ่มช่องทางการขายแบบ Omni Channelและพัฒนา Chatbot มาตอบสนองงานการบริการและงานขาย

Chapter Thonglor 25 คอนโดแนวใหม่ ที่เป็นกระแส Talk Of The Town ตอนนี้  

ช่วงต้นปีที่ผ่านมาพฤกษาเปิดตัวคอนโดมิเนียมแบรนด์น้องใหม่ชื่อว่า “Chapter Thonglor 25” เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากอยู่ทำเลใจกลางเมืองในราคาที่เอื้อมถึงง่าย มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Curated Thonglor Living ที่มาร่วมสร้างประสบการณ์ในการอยู่อาศัยแห่งใหม่ในย่านทองหล่อ พร้อมจับมือกับร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Pacamara ยกเอาคาเฟ่สุดชิคมาไว้ในสวนแคคตัส ประดับด้วยหินกรวดสีขาว ซึ่งถูกออกแบบให้คล้ายกับมุมสวนในโครงการจริง พร้อมมีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ มากมาย จนกลายเป็นแหล่งเช็คอินยอดฮิตที่สุดของทองหล่อไปแล้ว แถมยังมีศิลปินอย่าง คุณก้องกาน – กันตภน มาออกแบบงานวาดกราฟฟิคอยู่ในโครงการ ซึ่งถือเป็นเป็นการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์โครงการรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และด้วยสไตล์ที่แปลกใหม่โดนใจจนเป็นที่ชื่นชอบเป็นอย่างมากในการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจ จนเรียกได้ว่าเป็นโครงการคอนโดมิเนียมใจกลางทองหล่อที่เป็นกระแส Talk Of The Town ที่สุดในตอนนี้

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท - พรีเมียม

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท - พรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการ “Chapter Thonglor 25 เป็นแบรนด์น้องใหม่จากพฤกษาที่ตั้งใจมาสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบการอยู่อาศัยในย่านทองหล่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจทั้งงานด้านออกแบบที่มาด้วยคอนเซ็ป Minimal Luxury ที่มีความโดดเด่นในงานสถาปัตยกรรม สร้างความเรียบหรูโดยใส่สี Copper มาในงานตกแต่งภายในที่ให้สัมผัสถึงความเก๋และเท่ รวมถึงฟังชั่นการอยู่อาศัยที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้า พร้อม Facilities ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งยังสร้างประสบการณ์ ให้กับลูกค้าในทุกๆ ก้าวที่เดินภายในโครงการ

โครงการนี้ตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 25 เดินทางสะดวกสบายด้วย BTS เพียง 1 สถานี ถึงเอ็มโพเรียมและเอ็มควอเทียร์ เพียง 5 นาทีถึง BTS ทองหล่อ แวดล้อมไปด้วยคอมมูนิตี้มอลล์อย่าง 72 Courtyard, The Commons, Seen Space, J Avenue ร้านอาหารชื่อดัง มาร่วมสัมผัสกับความชิคได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 มี.ค. นี้ ที่ Sale Gallery โครงการ Chapter Thonglor 25 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1739 หรือ https://chapter.pruksa.com/22379/thonglor-25

GSC ฟอร์มเจ๋ง คว้า 2 งานใหญ่ มูลค่ารวมกว่า 30 ล้านบาท ส่งซิก ทยอยบุ๊ครายได้ Q2 – ลุยกวาดงานใหม่เข้าพอร์ตเพิ่ม

บมจ.โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ หรือ GSC โชว์ความเจ๋ง หลังเข้าหลักทรัพย์  เอ็ม เอ ไอ ได้ไม่กี่วัน ประกาศคว้า 2 งานใหญ่ ทั้งธุรกิจให้บริการข้อมูล  (Call Center Service) ของสถานีน้ำมัน และ ธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ (Collection Service) ของธนาคาร ขนาดใหญ่ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 30 ล้านบาทมาครอบครอง ส่งซิกทยอยรู้รายได้เข้ากระเป๋า ตั้งแต่ไตรมาส2/2562 เป็นต้นไป ด้านผู้บริหาร“อนุชัย วิทย์นลากรณ์” ระบุ การขยายสาขาทั้งในกรุงเทพ ราชบุรี และ สุพรรณบุรี รวมถึงการปรับปรุงพัฒนาอุปกรณ์ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศคาดว่าจะเดินหน้าแล้วเสร็จตามแผน มั่นใจจะเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งในการคว้างานเพิ่มในอนาคตอันใกล้ 

นายอนุชัย วิทย์นลากรณ์ กรรมการ บริษัท โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ GSC ผู้นำด้านการดำเนินธุรกิจศูนย์บริการข้อมูล (Call Center Service) และธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ (Collection Service) เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เพียงไม่นาน ล่าสุด บริษัทฯคว้างานประมูล ในการให้บริการงาน Outsource ด้านศูนย์บริการข้อมูล (Call Center Service) ของสถานีน้ำมัน และธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ (Collection Service) ของธนาคาร ขนาดใหญ่ ซึ่งคิดเป็นมูลค่างานกว่า 30 ล้านบาท เข้าพอร์ตบริษัทฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาตั้งแต่ภายในไตรมาส2ปีนี้

ทั้งนี้ GSC จะให้บริการ Call Center Service แก่กลุ่มสมาชิก (Member) ของสถานีน้ำมัน ที่มีฐานสมาชิกอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิและผลประโยชน์ของกลุ่มสมาชิก หรือแม้แต่ การติชม หรือ ร้องเรียน เกี่ยวกับการให้บริการต่างๆของสมาชิกสถานีน้ำมันรายดังกล่าว  พร้อมกันนี้ GSC จะทำหน้าที่ในการติดตามทวงถามหนี้ กับกลุ่มลูกค้าของธนาคาร เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ด้วยศักยภาพของอุปกรณ์และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่พร้อมรองรับการให้บริการกลุ่มลูกค้า รวมถึงประสบการณ์การทำงาน มากกว่า 14 ปี โดยผ่านการให้บริการ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ในหลากหลายภาคธุรกิจ อาทิ กลุ่มธุรกิจการเงิน สื่อสารโทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ ระดับชั้นต้นของประเทศ มาแล้ว  ดังนั้นการที่ GSC ได้รับงานให้บริการ Call Center Service และ Collection Service ของกลุ่มสถานีน้ำมัน และกลุ่มธนาคาร ขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่ง จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ให้บริการของบริษัทฯให้มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดี

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยผลสำรวจ Employee Perspective 4.0 ทิศทางที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องรู้ 

จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ของประเทศไทยและทั่วโลก  มีหลายปัจจัยที่ทำให้แรงงานต้องรู้และเตรียมพร้อมรับมือในยุค Digital Transformation  ล่าสุด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย  เปิดเผยผลการวิจัย Employee Perspective 4.0 “พฤติกรรมการใช้เงิน การดำเนินชีวิต และความคิดเห็นที่มีต่อการทำงานของคนรุ่นใหม่ 4.0”  ซึ่งเป็นทิศทางที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องรู้ โดยแบ่งการศึกษาวิจัยเป็น 4 ส่วนตามวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้ หนึ่งเพื่อศึกษาความสนใจและความต้องการที่มีต่อการเข้าทำงานในองค์กรของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0  สองเพื่อศึกษาแนวโน้มการประกอบอาชีพของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0  สามเพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้เงินและการออมเงินของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0  และสี่เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0  ซึ่งแต่ละส่วนมีความสอดคล้องและยังแสดงให้เห็นถึงทิศทางแรงงานยุคใหม่  รวมถึงการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้อง และรับกับแนวโน้มเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำงานในอนาคต  สำหรับบทความตอนแรก “แมนพาวเวอร์กรุ๊ป” จะขอพูดถึงใน 2 ส่วน   คือ ความสนใจและความต้องการที่มีต่อการเข้าทำงานในองค์กรของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0  และแนวโน้มการประกอบอาชีพของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0

จากผลการวิจัยเกี่ยวกับความสนใจและความต้องการที่มีต่อการเข้าทำงานในองค์กรของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0 มีขนาดกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ 1,515 กลุ่มตัวอย่าง  สามารถนำเสนอได้ดังนี้ประเภทขององค์กรที่สนใจอยากทำงานมากที่สุด คือ กิจการเจ้าของคนเดียว ร้อยละ 49 รองลงมา บริษัทมหาชนจำกัด ร้อยละ 30  ธุรกิจ Start Up ร้อยละ 27 บริษัทจำกัด ร้อยละ 23 ราชการและธุรกิจแฟรนไชส์ ร้อยละ 20 เท่ากัน รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 19 ตามลำดับ  นอกจากนี้ประเภทธุรกิจที่สนใจอยากทำงานมากที่สุด คือ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ร้อยละ 33 รองลงมาบริการด้านสุขภาพและสังคมร้อยละ 23 การศึกษาและโรงแรมและภัตตาคาร ร้อยละ 20 เท่ากัน เกษตรกรรม ร้อยละ 19 ผู้ส่งออกร้อยละ 18 ตามลำดับ (ภาพประกอบ 1) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ องค์กร 12 ลำดับแรกที่คนรุ่นใหม่ยุค 4.0 ต้องการร่วมงาน มีดังนี้ บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) มากสุดคิดเป็นร้อยละ 22.1  รองลงมา บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เอสซีจี ร้อยละ 16.5  ลำดับที่ 3  เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ร้อยละ 14.8  ลำดับที่ 4 กูเกิล  ร้อยละ 13  ลำดับที่ 5 การไฟฟ้านครหลวง ร้อยละ 5.3  อันดับที่ 6 บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ร้อยละ 4.5 อันดับที่ 7 บริษัท ไลน์ (LINE) ร้อยละ 2.8  อันดับที่ 8 มีสององค์กรที่ผลสำรวจเท่ากัน  แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน  ร้อยละ 2.7  อันดับที่ 9 บริษัทแอปเปิล ร้อยละ 2.6  อันดับที่ 10 เซ็นทรัล กรุ๊ป ร้อยละ 2.5 อันดับที่ 11 เฟซบุ๊ค กับ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด ร้อยละ 2.4 อันดับที่ 12 สุดท้าย บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จํากัด มหาชน ร้อยละ 2.1 ตามลำดับ จะเห็นได้ว่า 12 องค์กรชั้นนำนอกจากองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่แล้ว  กลุ่มธุรกิจทางด้านดิจิทัลและโซเชียลเป็นหนึ่งในองค์กรที่คนรุ่นใหม่ต้องการจะเข้าทำงานอย่างมีนัยสำคัญ (ภาพประกอบ 2)

สำหรับปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการเข้าร่วมงานกับองค์กรมากที่สุด คือ ค่าตอบแทนและสวัสดิการ แต่ขณะเดียวกันก็พิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย จากผลวิจัยดังนี้ ค่าตอบแทนและสวัสดิการ ร้อยละ 72 รองลงมา ลักษณะงาน ร้อยละ 57  ชื่อเสียงองค์กรและความมั่นคงร้อยละ 56 ความก้าวหน้าและโอกาสได้เรียนรู้ ร้อยละ 46 วันหยุด/เวลาทำงาน ร้อยละ 41 ตามลำดับ  อีกทั้ง ลักษณะสภาพแวดล้อมด้านกายภาพเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลอยากเข้าทำงานมากที่สุด คือ สภาพแวดล้อมสะอาด มีระเบียบ ทันสมัย ร้อยละ 79 รองลงมาสภาพแวดล้อมมีความปลอดภัย ร้อยละ 66 มีสถานที่พักผ่อนทำกิจกรรมยามว่าง ร้อยละ 50 มีเครื่องดื่มให้รับประทาน ร้อยละ 44 มีสถานที่จอดรถ ร้อยละ 39 ไม่มีเสียงรบกวนและแสงสว่างพอเหมาะและมีโรงอาหารอยู่ใกล้ ร้อยละ 38 เท่ากัน มีสถานที่ให้ออกกำลังกายร้อยละ 37 ตามลำดับ รวมทั้งในส่วนของสวัสดิการที่ต้องการมากที่สุด คือ โบนัสและการปรับเงินเดือนประจำปี ร้อยละ 87 รองลงมา ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ ร้อยละ 81 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ร้อยละ 77 ลากิจ/ลาพักผ่อน ร้อยละ 71 ตรวจสุขภาพประจำปี ร้อยละ 66 เบี้ยขยัน/ค่า Incentive เบี้ยเลี้ยง ร้อยละ 58 ตามลำดับ (ภาพประกอบด้านล่าง)

สำหรับแนวโน้มการประกอบอาชีพของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0 ส่วนของลักษณะการทำงานที่ต้องการในปัจจุบันมากที่สุด คือ งานประจำ ร้อยละ 65 รองลงมาประกอบธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 32 งานอิสระ /สัญญาจ้าง ร้อยละ 23 ผู้ประกอบการ Startup ร้อยละ 19 งานพาร์ทไทม์ ร้อยละ 18 งานนอกเวลา ร้อยละ 17 รับหลายงานพร้อมกัน (2 งานขึ้นไป) ร้อยละ 15 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่า  คนรุ่นใหม่ยังคงต้องการความมั่นคงจากการทำงานประจำ  แม้มีแนวโน้มของ Gig Economy ในกลุ่มของงานระยะสั้นประเภทต่างๆ เติบโตสูงขึ้นในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ความต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup ของคนรุ่นใหม่ยุค 4.0 ซึ่งเป็นผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup ร้อยละ 64 และไม่ต้องการ ร้อยละ 36  และหากจำแนกตามช่วงปีการเกิดกับความต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup พบว่า Gen B (Baby Boomer) และGen Z ส่วนใหญ่ไม่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup แต่   Gen X  และ Gen M นั้น มีความต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup  ซึ่งเหตุผลที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup ระบุว่า  ทำให้มีรายได้เพิ่ม ร้อยละ 38.5 มากที่สุด รองลงมามีอิสระในการทำงาน ร้อยละ 20.5 เป็นนายตนเอง ร้อยละ 18 ตามลำดับ  ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามช่วงปีการเกิดกับเหตุผลที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup พบว่า Gen X Gen M และ Gen Z ส่วนใหญ่นั้นให้เหตุผลต้องการมีรายได้เพิ่ม ในขณะที่ Gen B (Baby Boomer) ส่วนใหญ่ให้เหตุผลต้องการมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น  

นอกจากนี้ธุรกิจ Startup ที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ธุรกิจออนไลน์ ร้อยละ 29 รองลงมา ธุรกิจร้านอาหาร ร้อยละ 17 ธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยี ร้อยละ 9 ธุรกิจเกม / เว็บไซต์รีวิวสินค้า / ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและการออกแบบที่โดดเด่นร้อยละ 7 เท่ากัน ตามลำดับ

จากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ไลฟ์สไตล์การทำงานของคนรุ่นใหม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต องค์กรต้องสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดีระหว่างองค์กรและพนักงานที่ต้องร่วมมือกันทั้งสองฝ่ายในทุกมิติ โดยสวัสดิการที่คนรุ่นใหม่ต้องการมากที่สุด คือ โบนัสและการปรับเงินเดือนประจำปี ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ รวมทั้งลักษณะสภาพแวดล้อมด้านกายภาพสะอาด มีระเบียบ ทันสมัย สภาพแวดล้อมมีความปลอดภัย ล้วนเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ  ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าคนรุ่นใหม่อยากเข้าทำงานในองค์กรประเภทกิจการเจ้าของคนเดียว และอยากเข้าทำงานในธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยี นั่นสะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่กำลังมองหารูปแบบการทำงานที่มีการดำเนินงานที่ไม่สลับซับซ้อน มีความคล่องตัวสูงในการทำงานและการตัดสินใจดำเนินงาน รวมถึงอาจมีโอกาสก้าวหน้าในสายงาน เพราะเป็นองค์กรขนาดเล็ก คนทำงานไม่มากนัก

เพราะฉะนั้นการแข่งขันจึงมีน้อย ซึ่งเป็นลักษณะเด่นขององค์กรประเภทกิจการเจ้าของคนเดียว ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับรูปแบบการดำเนินงานของธุรกิจ Startup กิจการเจ้าของคนเดียวมีอยู่ทั่วประเทศจำนวนมาก ได้รับความนิยมสูงสุดและเป็นธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาความมั่นคงในหน้าที่การงานเสมอไป แต่มองหาค่าตอบแทน สวัสดิการ ลักษณะงาน รวมทั้งโบนัสและการปรับเงินเดือนประจำปีที่เหมาะสมและยุติธรรมเพียงพอต่อต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานมากกว่า  ถึงเวลาที่องค์กรจะต้องปรับเปลี่ยน เพื่อตอบโจทย์คนทำงานยุค 4.0  และสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้คนทำงานมีความสุขและทำงานด้วยประสิทธิภาพที่ดีอันจะนำมาซึ่งประสิทธิผลของการทำงานต่อไป  และในบทความหน้าจะมาเจาะลึกในส่วนของการศึกษาพฤติกรรมการใช้เงินและการออมเงินของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0 

Page 7 of 158