Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โชว์โครงการปี 62 อัพเลเวลธุรกิจครอบคลุมทุกระดับ พร้อมปักหมุดศูนย์ฯรัชดาภิเษก สู่บิสิเนสอะคาเดมี่แห่งใหม่ ครบในที่เดียว!

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดงาน DITP OPEN HOUSE 2019  ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ดีเอ็นเอ” ดึงผู้ประกอบชั้นนำยุคใหม่ สร้างแรงบันดาลใจการทำธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สปาและอโรมา โดยคุณศรีริต้า เจนเซ่น ธุรกิจอาหารเสริมคุณนาคร-กษมา ศิลาชัย ธุรกิจอาหารเสริม โดยดีเจเพชรจ้า ฯลฯ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งพัฒนาผู้ประกอบการไทยด้วยนโยบาย “Local To Global” หรือ การยกระดับผู้ประกอบการธุรกิจให้ก้าวสู่เวทีระดับโลก  จัดกิจกรรม “DITP OPEN HOUSE 2019” ภายใต้แนวคิด “DNA ใหม่ SMEs ไทยก้าวไกลอย่างมั่นคง”   นอกจากนี้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA ยังได้เผยถึงการดำเนินงานของหน่วยงานในปี 2562 ที่มุ่งยกระดับไปสู่การเป็นอะคาเดมี่เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการที่ครบวงจร โดยอาศัยพื้นที่ถนนรัชดาฯ ซึ่งมีความสะดวกและเพียบพร้อมทั้งการเดินทางที่สะดวกสบาย หลักสูตรและบริการที่ตอบทุกความต้องการ รวมทั้งกิจกรรม/อบรมสัมมนาที่มากกว่า 50 กิจกรรมตลอดปี  อาทิ การค้าออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ การเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพ การพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม กิจกรรม “DITP OPEN HOUSE 2019” ได้จัดไปเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก อาทิ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สปาและอโรมา  โดยคุณศรีริต้า เจนเซ่น ธุรกิจอาหารเสริม โดยคุณนาคร-กษมา ศิลาชัย ธุรกิจอาหารเสริม โดยดีเจเพชรจ้า ฯลฯ

นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 2562 ถือเป็นอีกปีที่มีความเร่งด่วนที่จะต้องพัฒนาผู้ประกอบการไทย กรมฯจึงได้ดำเนินนโยบาย “Local To Global” ซึ่งมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ ตั้งแต่ระดับฐานรากและยกระดับผู้ประกอบการธุรกิจให้เดินหน้าสู่เวทีการค้าระดับโลก พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้มีการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการสร้างความเป็นธรรมและเท่าเทียมในการทำธุรกิจ  ลดการผูกขาดหรืออำนาจเหนือตลาด เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ดำเนินธุรกิจ ตลอดจนสร้างโอกาสในการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการในต่างประเทศให้อยู่ในระดับที่เข้มข้น

นางบรรจงจิตต์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่ ได้มีโอกาสเข้าถึงงานบริการของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น ล่าสุดจึงได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA จัดกิจกรรม “DITP OPEN HOUSE 2019” ภายใต้แนวคิด “ค้นหา DNA ใหม่ SMEs ไทยก้าวไกลอย่างมั่นคง” ขึ้น ซึ่งแนวคิด DNA นั้น สะท้อนแนวทางการสนับสนุนพัฒนาผู้ประกอบการในทุกระดับ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างกำลังดำเนินการและจะมีขึ้นตลอดทั้งปี ซึ่งประกอบด้วย

  • การพัฒนาด้าน Digital Economy กรมฯ ไม่เพียงมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการค้าในรูปแบบเดิม แต่ยังมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการได้ใช้ประโยชน์และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน จากการทำธุรกิจผ่านทางออนไลน์อีกด้วย ดังนั้น กรมฯ จึงเร่งดำเนินการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพื่อการค้าทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยได้จัดตั้ง สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่(NEW Economy Academy) หรือ NEA เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถใช้ช่องทางออนไลน์ในการประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การพัฒนาด้าน New Services ซึ่งเป็นการบริการในรูปแบบใหม่ๆและเข้าถึงผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น อาทิ 1169 DITP Call Center หน่วยงานบริการข้อมูลและความรู้ให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ ตอบทุกข้อสงสัยพร้อมทั้งแนะนำช่องทางการทำการตลาดให้กับผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโครงการที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทยทุกระดับ การพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากผ่านทางออนไลน์ จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ เว็บไซต์ com ซึ่งถือเป็นตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B2B2c สำหรับผู้ประกอบการไทยในการทำการค้าระหว่างประเทศผ่านช่องทางที่หลากหลาย
  • การพัฒนาด้าน Accelerate หรือเครื่องมือในการเร่งความเร็วให้กับผู้ประกอบการในการก้าวสู่ตลาดการค้าระดับนานาชาติ ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ อาทิ โครงการ SME Pro active โครงการ TOP THAI BRAND ฯลฯ  เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออก พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นตัวเลขทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังได้ร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และอีกหลากหลายหน่วยงาน ซึ่งจะร่วมผนึกกำลังเสริมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ได้ใช้ประโยชน์จากบริการต่างๆที่จำเป็นกับการเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน ด้านกฎระเบียบในการนำเข้า-ส่งออก การจัดตั้งธุรกิจ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ฯลฯ

ด้าน นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ เปิดเผยว่า การดำเนินงานของ NEA ในปีนี้ได้ปรับบทบาทและภารกิจในการส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการหลากหลายด้าน  โดยกำหนดให้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่  ( ถ.รัชดาภิเษก ) ศูนย์ฝึกอบรมหลักพร้อมด้วยคุณสมบัติของการมี Good Location สามารถเดินทางได้สะดวกสบาย อยู่บนใจกลางเมือง และเป็นย่านที่แวดล้อมไปด้วยแหล่งธุรกิจ Good Services บริการต่างๆที่หลากหลายและตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ประกอบการ Good Activities กิจกรรมการฝึกอบรม/การสัมมนาที่เต็มไปด้วยอรรถประโยชน์ตลอดทั้งปี และ Good Programme for Entrepreneur หลักสูตรส่งเสริมการค้าในยุคดิจิทัล ที่จะได้เรียนรู้ ตลอดจนเป็นเสมือนจุดนัดพบระหว่างผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่า เจ้าหน้าที่ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ รวมถึงทีมงานมืออาชีพ ผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ ให้สามารถแบ่งปันแนวความคิดหรือทักษะในด้าน    ที่จำเป็น เพื่อให้เกิดกลยุทธ์การทำธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งมั่นใจว่า NEA รัชดาฯ จะเป็นอะคาเดมี่ที่ช่วยเติมเต็มทุกเทคนิคทางธุรกิจได้อย่างเต็มที่ ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้น และสามารถนำไปใช้ในทุกตลาดการค้า

อย่างไรก็ดี ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น จะเห็นได้ว่า NEA ได้ดำเนินกิจกรรมการอบรมและสัมมนาต่างๆ มากกว่า 150 กิจกรรม ซึ่งแต่ละกิจกรรมล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นและครอบคลุมทุกเนื้อหา ทุกกลุ่มธุรกิจ ทุกตลาดที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่  ผู้บริหาร รวมไปถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และการสร้างเครือข่ายการค้า ฯลฯ ทั้งนี้ ยังผลักดันให้ผู้ประกอบการได้มองในมุมที่กว้างขึ้น ตั้งแต่เศรษฐกิจในระดับจุลภาคไปจนถึงมหภาค เพื่อพร้อมก้าวสู่การเป็น Smart Enterprise ที่มีศักยภาพสูง และสำหรับในปี 2562 นี้ NEA ยังคงมุ่งเติมเต็มทุกความรู้ด้านดิจิทัลให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง อาทิ E-Commerce Week หลักสูตรครบเครื่องเรื่องการค้าออนไลน์ กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ในยุคดิจิทัล การค้าออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ การเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพ การพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ การส่งออกต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะผลักดันให้ผู้ประกอบการ และผู้มีความต้องการดำเนินธุรกิจใหม่เข้าร่วมกิจกรรมให้ได้มากกว่า 1 แสนราย  พร้อมตอบโจทย์กับความต้องการในตลาดโลกที่กำลังก้าวสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลได้มากขึ้น

สำหรับ กิจกรรม “DITP OPEN HOUSE 2019” ได้จัดไปเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สปาและอโรมา โดยคุณศรีริต้า เจนเซ่น ธุรกิจอาหารเสริม โดยคุณนาคร-กษมา ศิลาชัย ธุรกิจอาหารเสริม โดยดีเจเพชรจ้า ฯลฯ สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทรศัพท์ 02 507 8157 หรือ www.nea.ditp.go.th ,facebook.com/nea.ditp

 

ข่าวซุบซิบ 

"ดร.ภวัฒน์  วิทูรปกรณ์" บอสใหญ่ใจบุญ แห่งค่าย EPG บมจ. อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป ออกหนังสืออัตชีวประวัติ “เส้นทางแห่งตะวัน นวัตกรรมนำชีวิต” ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ความสำเร็จ อุปสรรค แนวคิดเชิงสร้างสรรค์ และเป็นผู้นำพาธุรกิจนวัตกรรม EPG จากธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กสู่บริษัทข้ามชาติระดับโลก

ดร.ภวัฒน์ ยังบอกอีกว่ารายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายหนังสือ โดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะมอบให้กับการกุศล ท่านไหนที่กำลังมองหาหนังสือดีๆ สามารถหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

ออเนอร์เซอร์ไพรส์จัดเต็มแคมเปญ ‘Make a Wish’ มอบของขวัญสุดพิเศษถึงมือ จาก ‘ลี ฐานัฐพ์’

เมื่อเร็วๆนี้ ออเนอร์สมาร์ทโฟนอีแบรนด์ชั้นนำที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องของกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนยุคดิจิทัล ได้จัดแคมเปญสุดพิเศษ ‘Make a wish’ เพื่อส่งของขวัญฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ นำทีมโดย ‘ลี ฐานัฐพ์’ นักแสดงชื่อดังและแบรนด์พรีเซนเตอร์คนล่าสุด เป็นตัวแทนจากออเนอร์ร่วมส่งมอบสมาร์ทโฟนและเซอร์ไพรส์ของขวัญสุดพิเศษ ให้แก่ลูกค้าผู้โชคดีที่ซื้อสมาร์ทโฟน HONOR 8X จากแคมเปญเป็นที่เรียบร้อย

 

เกี่ยวกับ ออเนอร์

Honor คืออีแบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำภายใต้หัวเว่ย กรุ๊ป (Huawei Group) ด้วยสโลแกน “For The Brave” แบรนด์ Honor ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มคน ที่มีวิถีแบบดิจิทัลผ่านผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือชั้น สร้างความจูงใจและการกระทำ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และผลักดันให้คนรุ่นใหม่ ก้าวไปให้บรรลุความฝันได้ ด้วยแนวทางดังกล่าว Honor สร้างความโดดเด่นด้วยการแสดงให้เห็นการก้าวออกนอกกรอบ อย่างกล้าหาญของตัวเอง ทำสิ่งที่ในแตกต่าง และดึงเอาขั้นตอนที่จำเป็นต่างๆ เพื่อการนำเอาเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ล่าสุด นำเสนอให้กับลูกค้าของเรา

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.hihonor.com/th หรือ ติดตามได้ที่:

https://www.facebook.com/HonorThai/  

https://twitter.com/honorthailand  

https://www.instagram.com/honorthailand/  

https://www.youtube.com/channel/UC6gEmqtN42jVSkB2DLnpCVQ

โอเลย์เปิดประสบการณ์มาส์กหน้าสุดว้าว ครีมสลีปปิ้งมาส์กสูตรเข้มข้น ใช้คู่แม่เหล็กนวดหน้าเฟิร์ม เพื่อผิวกระชับเด้งใสชั่วข้ามคืน

ต้อนรับปีใหม่ด้วยการสร้างสีสันให้วงการสกินแคร์ เมื่อโอเลย์ ส่งนวัตกรรมเพื่อความงาม ‘แมกเนติกอินฟิวเซอร์’ หรือ แม่เหล็กนวดหน้าเฟิร์ม ที่ช่วยผลักสารบำรุงในเนื้อครีม โอเลย์แมกเนมาส์ก สลีปปิ้งมาส์กสูตรเข้มข้น ให้ซึมลึกเข้าสู่ผิวได้ดีกว่าการใช้มือเปล่าถึง 3 เท่า เพื่อคืนความอ่อนเยาว์และความขาวกระจ่างใสให้ผิวที่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน เพียงชโลมครีมสลีปปิ้งมาส์กลงบนผิวหน้า แล้วนวดด้วยแม่เหล็กนวดหน้าเฟิร์ม 2 นาที ก่อนเข้านอน ไม่ต้องล้างออก แล้วตื่นมาพบกับผลลัพธ์ผิวสวย สดใส และกระชับกว่าที่เคย โดยคอลเลคชั่นมาส์กหน้าสุดพรีเมียมนี้ มีด้วยกันสองสูตร ได้แก่

Olay Magnemasks ครีมสลีปปิ้งมาส์กสูตรลดเลือนริ้วรอย

ครีมสลีปปิ้งมาส์กสูตรลดเลือนริ้วรอย มีส่วนผสมของ Niacinamide (Vitamin B3) และ Penta-Peptides ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอย มอบผลลัพธ์แห่งการชะลอวัยผิวได้ทันทีหลังจากมาส์กก่อนนอน ด้วยโอเลย์แมกเนมาส์กที่จะช่วยให้ผิวของคุณเปล่งปลั่ง นุ่มเด้ง และดูอ่อนกว่าวัยหลังจากตื่นนอน มาส์กเนื้อครีมละเอียดเมื่อใช้คู่กับแมกเนติกอินฟิวเซอร์ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เพื่อลดริ้วรอย ทำให้ผิวดูอิ่มฟู และกระชับขึ้น พร้อมกักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมง

Olay Magnemasks ครีมสลีปปิ้งมาส์กสูตรเพื่อผิวกระจ่างใส

ครีมสลีปปิ้งมาส์ก ฟื้นบำรุงผิวได้อย่างเต็มที่เพื่อผิวที่กระจ่างใส พร้อมตื่นรับวันใหม่ด้วยผิวที่สดใสและเปล่งปลั่ง มาส์กเนื้อครีมละเอียดเมื่อใช้คู่กับแมกเนติกอินฟิวเซอร์ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวผิวเรียบเนียนกระจ่างใส ดูสุขภาพดี มีออร่าเปล่งปลั่ง พร้อมกักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมง ต่อการใช้เพียงแค่หนึ่งครั้ง

 

สถานที่จัดจำหน่าย

โอเลย์แมกเนมาส์กพร้อมแมกเนติกอินฟิวเซอร์ หาซื้อได้ตั้งแต่เดือน มกราคม 2562 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.olay.co.th

ครีมสลีปปิ้งมาส์กราคา 999 บาท และครีมสลีปปิ้งมาส์กพร้อมแมกเนติกอินฟิวเซอร์ราคา 1,299 บาท

 

พันธมิตรทุกภาคส่วน ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเมืองรอง กับโครงการ“เที่ยวไปวิ่งไป Like a Local” ครั้งแรกกับการเที่ยวไป วิ่งไปแบบไม่ทำเวลา

เวเคลิสต้าร์ - ไทยรัน - ททท. ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ร่วมแถลงข่าวเปิดโครงการ " เที่ยวไป วิ่งไป Like a Local " เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ภายใต้คอนเซ็ปต์ วิ่งไป แบบไม่เร่งรีบ แต่ได้สัมผัสและซึมซับประสบการณ์ท้องถิ่นแบบลึกซึ้ง โดยสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://race.thai.run/like-a-local ซึ่งงานวิ่งจัดขึ้นที่ จังหวัดพะเยา เป็นจังหวัดแรก ในวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2562  ณ ฐานธรรมพระราม 9 เมื่อเร็ว ๆ นี้

ผู้เข้าร่วมแถลงข่าว ประกอบด้วย (จากซ้ายไปขวา) 

  1. นายปธิกร จารุโกศล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยดอทรัน จำกัด
  2. ายเดชา รินทพล ผู้จัดการ ส.ทร.เอฟ.เอ็ม.106 เมกกะเฮิร์ทซ์ วิทยุครอบครัวข่าว
  3. นายศุทธวีร์ กาญจนภัคพงค์ บรรณาธิการ Ride Explorer
  4. นางสาวอัยย์ ฐณัณญาญ์ ไอยราถิรศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวเคลิสต้าร์ จำกัด
  5. นายวิศรุต อินแหยม ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  6. นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ นายอำเภอ อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา
  7. นายชัยพล กฤตยาวาณิชย์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด
  8. นายสงกรานต์ วีระพงษ์ 13 Maysa ช่างภาพระดับประเทศไทย
  9. นายธุวชิต วิไลโอฬาร ศิลปิน นักร้อง เจ้าของเพลงฮิตล่าสุด สุขใจที่ได้เหงา

นายวิศรุต อินแหยม ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงโครงการส่งเสริมเมืองรองว่า ”ด้วยปี 2561 รัฐบาลมีนโยบายต้องการให้การท่องเที่ยว เป็นเครื่องมือเสริมสร้างและยกระดับฐานรากให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น จากการกระจายรายได้สู่ชุมชนและเมืองรอง 55 จังหวัดทั่วประเทศ โดยพิจารณาเมืองรองจากจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวและนักทัศนาจรน้อยกว่า 4 ล้านคน

โดยในช่วงปี 2558-2561 ททท. ได้ส่งเสริมให้มีการเดินทางท่องเที่ยวนำร่องในพื้นที่เมืองรอง ภายใต้แคมเปญ 12 เมืองต้องห้ามพลาด” และ “12 เมืองต้องห้ามพลาดพลัส”  ซึ่งเป็นเมืองรองที่มีศักยภาพและมีความน่าสนใจ ผลตอบรับดีเกิดการเดินทางเข้าพื้นที่เป็นจำนวนมาก สะท้อนได้จากในปี 2561 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางทั่วประเทศตัวเลขสูงถึง228.94 ล้านคนต่อครั้ง(เพิ่มขึ้น 5.02%) มีรายได้อยู่ที่ 1.08 ล้านล้านบาท และมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด อยู่ที่ 83.92ล้านคนต่อครั้ง (เพิ่มขึ้น 5.16%) มีรายได้อยู่ที่2.30 แสนล้านบาท

ดังนั้น ตามแผนในปี 2562 ททท. จึงต่อยอดจากแคมเปญเมืองต้องห้ามพลาดดังกล่าว โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง  อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อเป็นการกระจายการเดินทางท่องเที่ยว และสร้างความเข้มแข็งให้แก่พื้นที่เมืองรอง และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการท่องเที่ยวในอนาคตต่อไป”

สำหรับความร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการ เที่ยวไปวิ่งไป  Like  a Local ของ ททท.มีแนวคิดที่ต่างจากงานวิ่งทั่ว ๆ ไป โดยเปลี่ยนการจัดงานในเมืองหลัก มาเป็นการจัดงานในพื้นที่ที่เป็นเมืองรองที่มีศักยภาพและมีความน่าสนใจ อีกทั้ง เป็นการวิ่งที่ไม่มีการแข่งขัน ไม่จับเวลา แต่เป็นการวิ่งที่ได้สัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ชมวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ของ ททท. ที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวได้มีประสบการณ์ท้องถิ่นแบบลึกซึ้งในมิติร่วมสมัย และเพื่อต่อยอดให้สามารถสร้างรายได้ให้เกิดแก่ชุมชน”

นางสาวอัยย์ ฐณัณญาญ์ ไอยราถิรศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวเคลิสต้าร์ จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัทฯ เป็นผู้ออกแบบเส้นทางเที่ยวไปวิ่งไปโดยมองเห็นความงดงามในพื้นที่เมืองรองของแต่ละภาคในประเทศไทย ที่งดงามทั้งภูมิทัศน์ ศิลปกรรม ประเพณีวัฒนธรรม และน้ำใจของผู้คนในชุมชน ดังนั้น ทางบริษัทฯ ร่วมกับไทยรัน จึงจัดโครงการ เที่ยวไปวิ่งไป Like a Local ชวนคนชอบวิ่งออกมาเที่ยว และชวนคนชอบเที่ยวออกไปวิ่งกัน โดยมีแนวคิดหลักคือ Sustainable Tourism ชุมชนมีส่วนร่วมคิดร่วมวางแผนในทุกมิติ ใช้ทรัพยากรในท้องที่อย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เน้นผลประโยชน์ชุมชน คุณค่าสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ทำให้เกิดมลพิษและขยะให้น้อยที่สุด คำนึงถึงความสามารถและขีดจำกัดในการรองรับของทรัพยากรและชุมชน จึงเป็นเหตุผลที่ เที่ยวไปวิ่งไป Like a Local ครั้งนี้ รับสมัครเพียง 300 ท่านเท่านั้น

โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นที่พะเยาเป็นจังหวัดแรก ในวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2562 (งานวิ่งจะมีในวันที่ 17 กุมภาพันธ์  2562) แบ่งการรับสมัครเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบที่1 เที่ยวไปวิ่งไป 3 วัน 2 คืน เป็นแพ็คเกจท่องเที่ยวในสถานที่สำคัญต่างๆของอำเภอเชียงคำและอำเภอภูซาง ราคา 6,850บาทต่อท่าน (รวมค่าที่พัก อาหารทุกมื้อพร้อมชมการแสดง ค่าเดินทางและประกันการเดินทาง ค่าวิ่ง เสื้อวิ่ง และผ้าพันคอฝ้ายทอมือ) แบบที่ 2 เที่ยวไปวิ่งไป 1 วัน ราคา 900 บาท ต่อท่าน (รวมค่าวิ่ง เสื้อวิ่ง ผ้าพันคอฝ้ายทอมือ อาหาร 3 มื้อพร้อมชมการแสดง และประกันอุบัติเหุต) เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวแนวใหม่ในเมืองรองของแต่ละภาคในประเทศไทย ด้วยการวิ่งและท่องเที่ยวไปในเวลาเดียวกัน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเรื่องราวดี ๆ ของชุมชนตลอดเส้นทาง เพราะการวิ่งในครั้งนี้ จะเป็นการวิ่งแบบ City Run โดยเส้นทางจะวิ่งผ่านบ้านเรือนของคนในชุมชน ผ่านทุ่งนาป่าเขา ที่ชาวบ้านใช้เป็นสถานที่ในการประกอบอาชีพ การทำมาหากิน เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญของท้องถิ่น เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ โบราณคดี ซึ่งจะทำให้รู้จักแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองมากยิ่งขึ้น รวมระยะทาง 11 กิโลเมตร แบ่งจุดพักทำกิจกรรมเป็น 4 จุด ขณะเดียวกัน กิจกรรมนี้ยังช่วยพัฒนาชุมชนในท้องถิ่นให้เกิดความแข็งแรง พร้อมกระจายรายได้สู่เมืองรอง ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต และมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น รายได้ทั้งหมดของโครงการครั้งนี้ หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับโรงพยาบาลภูซาง จังหวัดพะเยา”

นายปธิกร จารุโกศล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยดอทรัน จำกัด เปิดเผยว่า “สำหรับโปรเจ็ค เที่ยวไป วิ่งไป Like A Local นี้ ทางไทยรันร่วมกับ เวเคลิสต้าร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และพันธมิตรสื่อกีฬาทุกภาคส่วน เกิดจากไอเดียผสมผสานระหว่างการท่องเที่ยวเที่ยวกับวิ่ง โดยจะเป็นการวิ่งสำหรับนักวิ่งและยังชื่นชอบการท่องเที่ยว หรือ นักท่องเที่ยว ที่กำลังสนใจการวิ่ง มาร่วมกิจกรรมกัน จึงขอเชิญชวนเพื่อนๆนักวิ่งที่สนใจการวิ่งออกกำลังกายและอยากจะไปท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของชาวไทยลื้อ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองท้องถิ่นของจังหวัดพะเยา มาร่วมเที่ยวและไปวิ่งด้วยกัน โครงการ เที่ยวไป วิ่งไป Like A Local โดยสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://race.thai.run/like-a-local หรือ QR Code”

นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ นายอำเภอ อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา  เปิดเผยในภาพรวมของอำเภอภูซางว่า  “ทางพื้นที่ได้เตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว นักวิ่ง โดยมีการประชุมกับทางหมู่บ้าน ทางทีมสาธารณสุข ทางโรงพยาบาล ทางตำรวจ เพื่อดูแลความปลอดภัย โดยทั้งหมดมาร่วมวิ่งด้วยกับนักท่องเที่ยว เรื่องความปลอดภัยไม่น่าห่วง ส่วนทางชุมชนมีความตื่นตัว ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่จะเข้าร่วมในกิจกรรม โดยทั้งกลุ่มแม่บ้าน และกลุ่มชุมชน ที่ผู้เข้ากิจกรรมจะวิ่งในหลายชุมชน ได้เตรียมความพร้อม โดยมีการปรึกษาหารือในแต่ละกลุ่ม จะโชว์นักท่องเที่ยวมีอะไรบ้าง สุดท้าย ที่เป็นไฮไลท์ คือ งานภาคค่ำ ทางชาวบ้านยืนยันจะจัดเต็มที่ ทั้งเรื่องอาหารการกิน การแสดงต่าง ๆ  และพิธีการต้อนรับต่าง ๆ ดังนั้น ขอเชิญชวน ผู้ที่สนใจ ร่วมวิ่ง ร่วมเที่ยวด้วยกัน ในพื้นที่อำเภอภูซาง”

นายชัยพล กฤตยาวาณิชย์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัดเปิดเผยว่า “โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรทุกภาคส่วน ทำให้เกิดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นมา ส่งผลทำให้ลูกค้าบัตรเครคิตกรุงศรี สามารถเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มอบสิทธิพิเศษในการรับ Gift Voucher มูลค่า 300 บาทต่อท่าน สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตกรุงศรี เมื่อสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ซื้อแพ็คเกจทัวร์ เที่ยว – วิ่ง มูลค่า 6,850 บาท ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://race.thai.run/like-a-local สมัครตั้งแต่วันนี้ รับจำนวนจำกัดเพียง 100 แพ็คเกจเท่านั้น”

นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ฝ่ายเชิงพาณิชย์ และรักษาการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “นกแอร์ ซึ่งเป็นสายการบินของคนไทย ยินดีสนับสนุนแนวทางการท่องเที่ยวในเมืองรอง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ไม่แพ้จังหวัดใหญ่ที่เป็นที่นิยม เพื่อกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนท้องถิ่น และเพื่อส่งเสริมให้การท่องเที่ยวภายในประเทศ เป็นที่นิยมในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้เข้ากับแนวทางของ Run Club ซึ่งเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์คลับภายใต้โครงการสมาชิก Nok Fan Club ซึ่งเป็นโครงการสมาชิกของสายการบินนกแอร์ ที่เกิดขึ้นเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจเข้ากับไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางและผู้โดยสารในปัจจุบัน โดยมีการแบ่งไลฟ์สไตล์คลับออกเป็นหลาย ๆ คลับตามความสนใจของสมาชิกและ Run Club ก็เป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์คลับที่สมาชิกและผู้โดยสารให้ความนิยมเป็นอย่างมาก สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมและซื้อบัตรโดยสาย สายการบินนกแอร์จะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นส่วนลดมูลค่า 200 บาท”

นายเดชา รินทพล ผู้จัดการ ส.ทร.เอฟ.เอ็ม.106 เมกกะเฮิร์ทซ์ วิทยุครอบครัวข่าว เปิดเผยว่า ” โครงการ เที่ยวไป วิ่งไป Like a Localนับเป็นความท้าทายใหม่ของปีนี้ ที่วิทยุครอบครัวข่าว ร่วมมือกับทางเวเคลิสต้าร์ นอกเหนือจากรายการ เที่ยวไป วิ่งไป Like a Local  ที่ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 19:30-20:00 น. ทางวิทยุครอบครัวข่าว ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้จะทำให้แฟน ๆ รายการเข้าร่วมกิจกรรม มีความพร้อมที่จะได้รับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาสู่ชีวิตมากขึ้น เพราะการวิ่งช้า ๆ จะทำให้หัวใจคุณแข็งแรงขึ้น รวมถึงการซึบซับทัศนียภาพอย่างละเมียดละไมผ่านทางการเดินแต่ละก้าววิ่งของคุณ”

นายศุทธวีร์ กาญจนภัคพงค์ บรรณาธิการ Ride Explorer เปิดเผยว่า “Ride Explorer ในฐานะเป็น Content Promotor ที่เป็นสื่อที่มีไลฟ์สไตล์การเดินทางท่องเที่ยว ที่มีการเดินทางเชิงสร้างสรรค๋ สร้างแรงบันดาลใจ ในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงกิจกรรมวิ่งด้วย ดังนั้นเชื่อว่ากิจกรรม เที่ยวไป วิ่งไป Like a local ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ให้กับนักวิ่ง ตอบโจทย์กลุ่มนักวิ่งที่ชอบการท่องเที่ยว ชอบชีวิตแบบ Slow life ได้เห็นวัฒนธรรมพื้นถิ่น ได้สัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด พร้อมกับได้ออกกำลังกาย แบบไม่เร่งรีบ เชื่อว่า Ride Explorer จะเป็นสื่อในการเชื่อมต่อกลุ่ม Community และเป็นพันธมิตร ในด้าน Content Promoter ให้คนได้รู้จักกับ เที่ยวไป วิ่งไป Like a local ได้อย่างมีสีสัน พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมให้ชุนชนได้ต่อยอดวัฒนธรรมและวิถีพื้นถิ่นไปด้วยกัน"

เทรนด์ไมโครออกรายงานทำนายสถานการณ์ด้านความปลอดภัยประจำปี 2019

เคยสงสัยกันไหมว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้ การคาดการณ์เรื่องความปลอดภัยในอนาคตนั้นดีเพียงพอที่จะให้ความสนใจ

ทุก ๆ ปี เทรนด์ไมโครจะทำรายงานประจำปีในชื่อ Security Predictions Report ซึ่งการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยที่ใกล้เคียงความเป็นจริงนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยาก ทั้งบริษัทและผู้ใช้ระดับคอนซูเมอร์ทั้งหลายจึงจำเป็นต้องพิจารณาว่า คำแนะนำด้านความปลอดภัยไหนบ้างที่ควรนำมาประยุกต์ใช้ อย่างไรก็ดี เทรนด์ไมโครมองว่าการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยที่ดีนั้นประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลักด้วยกัน ได้แก่

  1. การคาดการณ์ใด ๆ ก็ตาม ควรระบุข้อมูลที่ผู้ใช้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
  2. การคาดการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว หรือน่าจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ไม่มีประโยชน์ แม้คำแนะนำบางอย่างจะสามารถนำไปวางแผนจัดการตามกำหนดเวลา เช่น ภายใน 1 – 2 ปีได้ แต่ถ้าบอกให้ทราบกะทันหันเกินไป ก็ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถจัดการบางอย่างได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงทีได้เช่นกัน โดยเฉพาะถ้าจำเป็นต้องมีการลงทุนจัดซื้อ หรือเปลี่ยนแปลงในระดับสถาปัตยกรรม
  3. ยิ่งมีความน่าจะเป็นมากเท่าไร ยิ่งมีผลต่อความสามารถในการจัดการรับมือมากเท่านั้น ดังนั้น การคาดการณ์ที่มีความน่าจะเป็นเพียง 1% จึงไม่มีประโยชน์ ส่วนการคาดการณ์ที่มีความน่าจะเป็น 100% จะมีประโยชน์ต่อเมื่อมีผลกระทบต่อการดำเนินงาน รวมทั้งต้องพิจารณาด้วยว่าการคาดการณ์ที่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นแน่นอนนั้น จะยังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอีกหรือไม่ด้วย
  4. ต้องอยู่บนรากฐานของข้อเท็จจริง โดยมีสูตรสำเร็จของการคาดการณ์อยู่ที่ข้อมูลหนึ่งส่วน และการวิเคราะห์สองส่วน จำเป็นที่ต้องมีการวิเคราะห์ควบคู่กับข้อมูลเสมอเพื่อให้การคาดการณ์ด้านความปลอดภัยมีความหมาย การคาดการณ์นั้นไม่ใช่แค่การคำนวณทางสถิติ และแค่เรื่องของสถิตินั้นก็เป็นแค่ข้อมูลดิบ ไม่ใช่ข้อมูลที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างไรก็ดี การทำนายนั้นควรมาจากการวิเคราะห์ที่มีรากฐานจากการเฝ้าสังเกตสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง แม้จะเป็นข้อมูลที่ไม่ได้เป็นตัวแทนกลุ่มตัวอย่างชัดเจน โดยต้องวิเคราะห์หาเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น และเป็นข้อมูลที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ ซึ่งเทรนด์ไมโครได้เปรียบ ตรงที่เป็นบริษัทด้านความปลอดภัยขนาดใหญ่ที่มีที่ตั้งกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก และจากการอยู่เบื้องหลังการค้นพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยหรือ CVE จำนวนมากจนถือเป็นองค์กรที่มีข้อมูลเรื่องอันตรายทางไซเบอร์มากที่สุดในโลกในปีนี้ จึงมีแหล่งข้อมูลสำคัญมากพอที่จะคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

รายงานการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยประจำปี 2019

การคาดการณ์เรื่องสถานการณ์ความปลอดภัยประจำปีนี้ ครอบคลุมหลายบริเวณตั้งแต่คลาวด์, คอนซูเมอร์, การมีส่วนร่วมของพลเมืองทางดิจิตอล, วงการผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัย, โรงงานอุตสาหกรรมและกลุ่ม SCADA, โครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์, และระบบบ้านอัจฉริยะ โดยมีการคาดการณ์เหตุการณ์ที่สำคัญมากอย่างการโจมตีแบบหลอกลวงด้วยอีเมล์ทางธุรกิจหรือ BEC และการที่เป้าหมายในการโจมตีเริ่มหันไปหาบุคคลในตำแหน่งถัดลงมาตามแผนผังโครงสร้างองค์กร อันเนื่องมาจากเหล่าอาชญากรไซเบอร์เริ่มพบความลำบากในการใช้เทคนิค BEC รูปแบบเดิม เพราะเหล่าผู้บริหารต่างตื่นตัวและออกมาป้องกันตัวเองจากการโจมตีลักษณะดังกล่าวมากขึ้น ตัวอย่างของระบบความปลอดภัยที่ป้องกัน BEC นั้นได้แก่ การใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการเขียนเมล์ของผู้บริหารที่จำเพาะ อย่างเช่น ระบบ Writing Style DNA ของเทรนด์ไมโคร

การคาดการณ์เหล่านี้ค่อนข้างนำไปใช้ได้จริง ด้วยทูลและเทคนิคต่างๆ ที่เสนอในรายงานนี้ ให้กลุ่มผู้บริหารสามารถนำไปใช้พิจารณาในการเลือกลงทุน หรือติดตั้งตามความเหมาะสมและลำดับความสำคัญขององค์กรตนเอง

ทั้งนี้ เทรนด์ไมโครยินดีอย่างยิ่งที่จะรับฟังความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับรายงานฉบับนี้ เนื่องจากประโยชน์ที่ผู้อ่านได้รับก็ถือเป็นประโยชน์ที่มีผลต่อการพัฒนาของเทรนด์ไมโครด้วยเช่นกัน

รายงานพิเศษ : Mapping the Future:Dealing With Pervasive and Persistent Threats  เทรนด์ไมโคร คาดการณ์ภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 ซึ่งจะมีการคุกคามและโจมตีต่อเนื่องเข้มข้นกว่าเดิม

การคาดการณ์ด้านความปลอดภัยประจำปี 2019 ของเทรนด์ไมโคร มาจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทั้งในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้, เทรนด์ของตลาด, และผลกระทบของอันตรายในวงกว้าง ซึ่งมีการแบ่งประเภทตามบริเวณหลักที่ได้รับผลกระทบไว้ดังต่อไปนี้

  1. กลุ่มผู้ใช้ระดับคอนซูเมอร์การโจมตีในลักษณะหลอกลวงทางจิตวิทยาผ่านอีเมล์และข้อความต่างๆ จะเข้ามาแทนที่การโจมตีระบบผ่านช่องโหว่แบบตรงๆ ในอดีต เรียกว่าการโจมตีที่เน้นการหลอกลวงหรือฟิชชิ่งจะเพิ่มขึ้นในปี 2019 อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปัจจุบันซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ (OS) ที่มีการใช้งานในตลาดนั้นมีความหลากหลายมาก จนถือได้ว่าไม่มีโอเอสใดเลยที่ครองส่วนแบ่งตลาดเกินครึ่ง (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีก่อน) ดังนั้น อาชญากรไซเบอร์จึงปรับตัวจากการเน้นโจมตีช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการตัวใดตัวหนึ่ง มาเจาะตัวคนผู้ใช้ที่มักมีช่องโหว่ทางอารมณ์เหมือนๆ กันแทน ทำให้มีแนวโน้มการโจมตีแบบฟิชชิ่งมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเห็นได้จากปริมาณ URL ของเว็บที่เกี่ยวกับการหลอกลวงดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ชุดโค้ดสำหรับใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบต่างๆ กลับพบการพัฒนาน้อยลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

  2. กลุ่มผู้ใช้ระดับองค์กรความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากการเปิดให้พนักงานทำงานจากบ้านหรือระยะไกลนั้น กำลังคุกคามองค์กรเหมือนกับสมัยที่ BYOD ได้รับความนิยมใหม่ๆ โดยพนักงานที่ทำงานแบบเชื่อมต่อผ่านเน็ตจากบ้านนั้น จะเป็นการเปิดจุดเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อันเป็นที่มาของเทรนด์สองประการได้แก่ ความท้าทายในการจัดการการทำงานภายนอกสำนักงาน ที่องค์กรจะต้องพยายามรักษาความสามารถในการมองเห็นการเคลื่อนไหวของข้อมูลบริษัท ไม่ว่าพนักงานจะเข้าถึงผ่านแอพบนคลาวด์ หรือซอฟต์แวร์ประสานงานทั้งโปรแกรมแชท, ประชุมผ่านวิดีโอ, และการแชร์ไฟล์จากบ้าน และประการที่สองได้แก่การนำอุปกรณ์อัจฉริยะมาใช้ในบ้านมากขึ้น จนทำให้พนักงานมองว่าถ้านำมาใช้กับการทำงานด้วยก็จะยิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นเช่นกัน จนนำไปสู่สภาพแวดล้อมการทำงานที่มีส่วนผสมของอุปกรณ์ที่หลากหลาย

  3. หน่วยงานภาครัฐยังคงต้องคอยรับมือกับการแพร่กระจายของข่าวหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระหว่างที่มีแรงกดดันจากการเลือกตั้งต่าง ๆ เมื่อมองย้อนไปถึงบทบาทที่มีอิทธิพลอย่างมากของสังคมออนไลน์ต่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะการแพร่กระจายข่าวเท็จนั้น เป็นการสร้างความท้าทายต่อการจัดการการเลือกตั้งของประเทศอื่น ๆ ในอนาคตเป็นอย่างมาก ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้ข่าวหลอกลวงนั้นมีผลกระทบมากและต่อเนื่อง เช่น แรงจูงใจ, เครื่องมือที่นำมาใช้ได้, และความสามารถในการเข้าถึงแต่ละแพลตฟอร์ม ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลได้แสดงความพยายามในการควบคุมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมากมาย แต่ก็ถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะสามารถปิดกั้นการกระจายข่าวเท็จบนเน็ตได้อย่างทันท่วงที
  1. วงการผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยอาชญากรไซเบอร์จะใช้เทคนิคที่หลากหลายในการแฝงและฝังตัวเอง เพื่อที่จะต่อกรกับเทคโนโลยีที่ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการนำแมชชีนเลิร์นนิ่งมาใช้ป้องกันอันตรายทางไซเบอร์ เรียกว่าเหล่าผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามจะหาเทคนิคที่แพรวพราวเพื่อรับมือหรือ “ปรับตัว” เข้ากับรูปแบบของระบบความปลอดภัยใหม่ด้วยเช่นกัน โดยมีการมองหารูปแบบการใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบของระบบต่าง ๆ แบบที่คนทั่วไปคาดไม่ถึง ยึดแนวการ “คิดนอกกรอบ” เป็นเทรนด์ใหม่ที่สร้างความท้าทายในกลุ่มแฮ็กเกอร์ ทำนองว่าใครคิดวิธีแหกคอกได้จะได้รับการยกย่องให้เป็นเทพ พร้อมมีการเรียบเรียงเทคนิควิธีแฮ็กดังกล่าวเป็นเอกสารที่เข้าใจง่าย และแบ่งปันกันในวงการมืดอย่างรวดเร็วตัวอย่างเช่น การใช้ประโยชน์จากไฟล์สกุลที่คนทั่วไปมองข้ามอย่าง.URL, .IQY, .PUB, .ISO, และ .WIZ, การลดการพึ่งพาไฟล์ Executable หันมาใช้ลักษณะ “ไร้ไฟล์” หรือ Fileless ไปจนถึงสคริปต์ Powershell และมาโคร, มัลแวร์ที่มีการลงลายเซ็นแบบดิจิตอลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เป็นต้น

  2. ระบบควบคุมในโรงงานอุตสาหกรรมการโจมตีระบบ ICS ตามโรงงานอุตสาหกรรมจริงในวงกว้างนั้นจะกลายเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากขึ้น เนื่องจากหลายประเทศที่มีการพัฒนาความสามารถทางด้านไซเบอร์ มีแนวโน้มจะสนับสนุนหรืออยู่เบื้องหลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศเล็ก ๆ ประเทศอื่น ไม่ว่าจะเพื่อความได้เปรียบทางด้านการเมืองหรือการทหาร หรือแม้แต่แค่ทดสอบความสามารถของตนเองกับประเทศที่ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะต่อต้านการโจมตีเหล่านี้ได้ หรือแม้แต่ด้วยแรงจูงใจอื่น ๆ ที่คาดไม่ถึงไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างประปา, ไฟฟ้า, หรือแม้แต่ระบบควบคุมทางอุตสาหกรรมหรือ ICS ที่ใช้กันในโรงงานผู้ผลิตต่าง ๆ ซึ่งช่องโหว่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้รับความสนใจมากขึ้น เห็นได้จากการที่ทาง EU NIS Directive ออกกฎหมายเพิ่มเติมให้ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ปฏิบัติตาม เพราะการโจมตีระบบ ICS ที่สำเร็จ ย่อมส่งผลตั้งแต่การปิดทำการของผู้ให้บริการ, สร้างความเสียหายแก่อุปกรณ์และเครื่องจักร, สร้างความเสียหายทางการเงินทางอ้อม, และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยและสุขภาพของพลเมือง

  3. โครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์จะมีการค้นพบช่องโหว่บนซอฟต์แวร์เกี่ยวกับคลาวด์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Docker, โปรแกรมด้านคอนเทนเนอร์, หรือตัว Kubernetes เอง, หรือแม้แต่ระบบที่ดูแลคอนเทนเนอร์อยู่เบื้องหลัง ที่มีการนำมาใช้ติดตั้งบนระบบคลาวด์อย่างแพร่หลาย ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการค้นพบช่องโหว่บน Kubernetes จำนวนหนึ่ง และเริ่มจะพบปัญหาด้านความปลอดภัย “ระดับวิกฤติ” ในช่วงก่อนสิ้นปี นอกจากนี้ทาง Kromtech ยังพบอิมเมจ Docker มากกว่าหลายสิบรายการที่ถูกดาวน์โหลดสู่สาธารณะมากถึง 5 ล้านครั้งในช่วงปีที่ผ่านมาก่อนที่เจ้าของจะรู้ตัวแล้วดึงออก ยิ่งมีองค์กรย้ายระบบของตัวเองขึ้นไปอยู่บนคลาวด์มากเท่าไร เราก็จะยิ่งเห็นการค้นพบช่องโหว่บนโครงสร้างพื้นฐานของคลาวด์มากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในกลุ่มสังคมผู้พัฒนาโอเพ่นซอร์สที่มองหาประโยชน์จากการเจาะดูซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวกับคลาวด์
  1. ระบบสมาร์ทโฮมอาชญากรไซเบอร์จะแย่งกันเข้ามาเจาะระบบ IoT จนได้ชื่อว่าเป็น “สงครามฝังซอมบี้” โดยเราท์เตอร์จะยังเป็นเหยื่ออันโอชะของผู้โจมตี ที่จ้องเข้ามาควบคุมอุปกรณ์เชื่อมต่อจำนวนมากด้านหลังเราท์เตอร์ ซึ่งจะดุเดือดนองเลือดเหมือนเทศกาลแร้งรุมทึ้งผู้ใช้ระบบควบคุมบ้านอัจฉริยะในช่วงต้นทศวรรษ 2000 นี้ตัวอย่างเช่น การโจมตีผ่านเราท์เตอร์ที่เข้าถึงอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน หรือการโจมตีที่เจาะจงเล่นงาน IoT นั้น มักใช้ซอร์ทโค้ดเดียวกันกับตัวมัลแวร์ Mirai หรือมัลแวร์ที่มีพฤติกรรมคล้ายกัน ซึ่งมีการสแกนอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติเพื่อค้นหาอุปกรณ์เหยื่อที่เข้าโจมตีได้ และเนื่องจากจำนวนอุปกรณ์ที่จะฝังซอมบี้นั้นมีจำนวนจำกัด และโค้ดมัลแวร์ที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้ให้เป็นเครื่องมือในการโจมตีแบบ Denial of Service (DDoS) ก็หน้าตาเหมือน ๆ กันอาชญากรไซเบอร์ทั้งหลายจึงพยายามเขียนโค้ดเพิ่มเติม เพื่อปิดกั้นแฮ็กเกอร์รายอื่นไม่ให้มาใช้วิธีเดียวกันในการติดเชื้ออุปกรณ์

สำหรับรายงานฉบับเต็มสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่  https://documents.trendmicro.com/assets/rpt/rpt-mapping-the-future.pdf

 

____________________

 

2019 Security Predictions Report Released

8 January 2019, Each year Trend Micro releases its annual Security Predictions Report. Good security predictions are very difficult to develop, and companies and consumers need to be selective about the security advice they take. What makes a good security prediction? Four key aspects:

  1. It is the prime directive that any forecast must have information that you can take action on.
  2. Something that already happened or will not happen anytime soon is not helpful. Whereas some action you can take within a timely manner, usually 1 to 2 years is within a timespan of utility. However, if it is too short notice, you cannot take major action either, especially if it requires any procurement or architecture changes. If it is too far into the future not only will it be of low impact and actionability, but the margin of error increases over time: Technology and threat changes move too widely for any security predictions based to remain likely over the long term.This timeliness and actionability maps together like this (with a flying car to illustrate the uncertain future – I’m still waiting for my jetpack!):
  3. The higher the likelihood, the greater the impact of actionability. 1% likelihood predictions are not useful. 100% likelihood predictions are useful if they have impact on operations or are less obvious, whereas 100% likelihood of an obvious and continuing trend is not.
  1. Fact Anchored. The recipe for Fact-Anchored is one part data to two parts of analysis. Analysis and data must be present for a security prediction to be meaningful. Predictions aren’t just statistical exercises, and statistics alone are data – not information. However, predictions must be from analysis based on some observation that is factual, even if anecdotal, and that analysis is what makes it likely, and thus actionable. The good news is that being a very large security vendor, with worldwide locations, and the greatest number of CVEs credited this year to an organization (yup, the biggest) we have a significant pool of data and observations to derive meaningful predictions.

The 2019 Security Predictions Report 

This year’s security predictions span the categories of cloud, consumer, digital citizenship, security industry, SCADA/manufacturing, cloud infrastructure, and smart home. I won’t spoil your reading of it, but one of the predictions that jumped out for me was regarding Business Email Compromise (BEC) and how targeted threats will go lower down in the org chart. This makes a lot of sense given that CxOs are getting harder to exploit via BEC. They are becoming more aware of the threat and more BEC safeguards are deployed to protect them. An example of such a safeguard is machine learning to fingerprint executive writing styles, like our Writing Style DNA.

This prediction is quite actionable, especially given there are tools and techniques being deployed to protect the C-suite, that can be expanded to protect their direct reports as this threat pivots.

Give us your feedback on the report, as its value to us is only based upon its value to you.

A Bonus Prediction 

Here’s my bonus prediction as an addition to the report and a reward for being a reader of this blog – and a marker that predictions are an ongoing task for us and not just at the end of a calendar year:

Exploits Derived From Reverse-Engineering Patches for Otherwise Undisclosed Vulnerabilities will Triple by 2020. 

It is a common misunderstanding that patches related to security are always in response to a publicly disclosed vulnerability or CVE. This is not the case, as many product vendors that are made aware of a vulnerability either through internal means or via a restrictive bug bounty program will patch that vulnerability with little detail and no CVE.

Developing an exploit involves three key steps: Finding a vulnerability, then crafting a working proof of concept, and then an exploit. By reverse engineering patches, attackers can reduce the effort in the first and most resource intensive step, finding a flaw. When a patch related to a vaguely described security issue is made, attackers go from “is there a flaw somewhere?” to “there is a flaw, and there is a patch involving code I could potentially reverse engineer or examine to find it.” Patches are usually scoped to a component or feature, further easing the attacker’s work.

Ethical threat researchers are already employing this technique with considerable success, so it follows that threat actors will use similar techniques. The action to be taken involves providing greater emphasis to patching timeliness, and selecting IPS and AV solutions that have signatures based on reverse-engineering vulnerability sets.

“ โกลเบล็ก” ชี้ปัจจัยเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ยหนุนตลาดหุ้นไทย ให้กรอบดัชนี 1,570–1,620 จุด  แนะลงทุนกลุ่มค้าปลีก-นิคมอุตสาหกรรม-สถาบันการเงิน

บล.โกลเบล็ก มองปัจจัยต่างประเทศเฟดส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ย สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้น บวกปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศจากภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยให้กรอบดัชนี 1,5701,620 จุด  แนะลงทุนหุ้นกลุ่มค้าปลีก-นิคมอุตสาหกรรม-สถาบันการเงิน ส่วนราคาทองคำมีสัญญาณอ่อนตัวจากการกลับเข้าเก็งกำไรในตลาดหุ้น หลังปัจจัยเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่นักลงทุนคลายกังวลมากขึ้น  ให้กรอบราคาทองคำ 1,270-1,300 ดอลลาร์

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และภาวะชัตดาวน์หน่วยงานภาครัฐของสหรัฐอาจมีทางออก แม้ยังตกลงเรื่องงบประมาณก่อสร้างกำแพงตามแนวชายแดนไม่ได้  จากการผ่านร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อให้หน่วยงานรัฐบาลบางส่วนเปิดดำเนินการได้ตามปกติ  โดยเฉพาะหน่วยงานในกระทรวงการคลังและหน่วยงานสรรพากรเพื่อให้ประชาชนได้รับภาษีคืนตามกำหนดเวลา

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกในประเทศยังคงมีต่อเนื่อง โดยภาคอุตสาหกรรมของประเทศยังมีโอกาสเติบโตในอนาคต จากการสนับสนุนการลงทุนในระยะยาวในภาคอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพเติบโตและอุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve)

ส่วนปัจจัยลบที่กดดันตลาดหุ้นในช่วงนี้ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนธันวาคมอยู่ที่ 79.4 ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวในอนาคตหลังมาร์กิตเปิดเผยดัชนี PMI ภาคบริการสหรัฐในเดือนธันวาคม ขยายตัว 54.4 ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ส่วนดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการยูโรโซนเดือนธ.ค.ร่วงต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี อีกทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองต่างๆ เรียกร้องไม่ให้อังกฤษเลือกถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) แบบไร้ข้อตกลงกับสหภาพยุโรป (EU)

ขณะที่ปัจจัยที่ยังคงจับตาต่อคือ ความคืบหน้าเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป และในวันที่ 7-8 ม.ค. เจ้าหน้าที่ระดับกลางของสหรัฐฯและจีนเจรจาร่วมกันเพื่อคลี่คลายข้อพิพาทด้านการค้า ก่อนที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงจะเจรจาอีกรอบในปลายเดือนนี้ ส่วนวันที่ 9 ม.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) โดยมีวาระพิจารณาขึ้นบัญชียา-ค่ารักษาที่มีปัญหาร้องเรียนว่าอยู่ในระดับสูง

ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มผันผวนในกรอบกว้าง โดยให้กรอบการเคลือนไหวของดัชนี 1,570–1,620 จุด  และแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มค้าปลีก แนะนำ CPALL, HMPRO, ROBINS, BJC หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แนะนำ AMATA, WHA หุ้นกลุ่มธนาคาร/การเงิน แนะนำ BBL, KTB, MTC 

ด้านแนวทางการลงทุนในทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มชะลอตัว หลังประธาน Fed ประกาศว่าจะมีการชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และพร้อมจะปรับแผนการลดงบดุล เพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ปลอดภัย และกลับเข้าเก็งกำไรในตลาดหุ้น  แต่เนื่องจากเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในภาวะชะลอตัว และการฟื้นตัวมีแนวโน้มยากลำบากจากภาวะสงครามการค้า แม้ทางการได้ปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงหลายครั้งแล้วก็ตาม

ในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองในฝั่งสหรัฐฯเองก็สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ จึงคาดการณ์แนวโน้มราคาทองคำเริ่มเข้าสู่ภาวะพักตัว แต่มีโอกาสจะขึ้นไปแกว่งเหนือ 1,300 ดอลลาร์ โดยราคาในประเทศจะถูกกดดันมากขึ้นด้วยการแข็งค่าของเงินบาท คงคำแนะนำให้เล่น swing long และทยอยปิดทำกำไรเป็นระยะๆ ในกรอบ 1,270-1,300 ดอลลาร์

หัวเว่ยเปิดตัว CPU ARM ประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม ยกระดับพลังการประมวลผลระดับโลก

เซิ่นเจิ้น จีน - วันนี้ หัวเว่ยเปิดตัว CPU ARM ที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม ซึ่งมีชื่อว่า “Kunpeng 920” สำหรับ CPU ตัวใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อเสริมการพัฒนาการประมวลผลการใช้งาน ARM แท้ ซึ่งมีข้อมูลขนาดใหญ่และระบบสตอเรจแบบกระจายการทำงาน หัวเว่ยจะจับมือกับผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับอุตสาหกรรม ARM และเสริมสร้างระบบนิเวศแบบเปิด ประสานงานร่วมกันเพื่อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ยกระดับประสิทธิภาพการประมวลผลให้ก้าวไปอีกระดับ

“หัวเว่ยได้สร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการประมวลผลมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า เราเชื่อว่า เมื่อสังคมอัจฉริยะเกิดขึ้น ตลาดการประมวลผลจะเห็นการเติบโตในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันความหลากหลายของแอพพลิเคชั่นและดาต้ากำลังขับเคลื่อนให้เกิดความต้องการการประมวลผลแบบหลากหลาย หัวเว่ยได้จับมือกับอินเทลมาเป็นเวลานานแล้วเพื่อสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เราได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีร่วมกันมากมาย หัวเว่ยและอินเทลจะยังคงเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวและร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อไป” มร. วิลเลียม ซวี กรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่ด้านการตลาดกลยุทธ์ของหัวเว่ย กล่าว

“ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรม ARM ก็มองเห็นโอกาสการพัฒนาครั้งใหม่ ซีพียู Kunpeng 920 และเซิร์ฟเวอร์ TaiShan ซึ่งหัวเว่ยเพิ่งแนะนำสู่ตลาด ถูกนำไปใช้งานในแบบ ARM แท้ ที่มีข้อมูลขนาดใหญ่ และสตอเรจแบบกระจายเป็นหลัก เราจะทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วโลกที่มีอุดมการณ์อันเปิดกว้าง ส่งเสริมความร่วมมือและแบ่งปันความสำเร็จร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศ ARM ขยายตลาดคอมพิวติ้ง และเปิดรับยุคแห่งการประมวลผลที่หลากหลาย”

CPU ARM ประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม

Kunpeng 920 เป็น CPU เซิร์ฟเวอร์แบบ ARM ที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม โดยใช้โปรเซสเซอร์ขนาด 7 nm ที่ล้ำสมัย โดยหัวเว่ยได้ออกแบบขึ้นตามไลเซนซ์สถาปัตยกรรม ARMv8 ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการปรับอัลกอริธึ่มด้านการคาดการณ์สาขาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่มจำนวนหน่วยของ OP และปรับปรุงสถาปัตยกรรมระบบย่อยของหน่วยความจำให้ดียิ่งขึ้น จากการวัดผลในความถี่แบบเก่า เกณฑ์การเปรียบเทียบ SPECint ของ CPU Kunpeng 920 ทำคะแนนได้มากกว่า 930 คะแนน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 25 ในขณะเดียวกันก็มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีกว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่คู่แข่งนำเสนอถึงร้อยละ 30 Kunpeng 920 จึงมีประสิทธิภาพการประมวลผลที่สูงขึ้นมากสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์และยังช่วยลดการใช้พลังงานไปในตัว

Kunpeng 920 มี 64 คอร์ ที่ความถี่ 2.6 GHz ชิปเซ็ตนี้ประสาน DDR4 แบบ 8 Channel และแบนด์วิดท์ที่มีหน่วยความจำสูงกว่าข้อเสนอของผู้ให้บริการรายอื่นๆ ราวร้อยละ 46 การรวมระบบจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญผ่านพอร์ต 100G RoCE สองพอร์ต ซีพียู Kunpeng 920 รองรับอินเตอร์เฟส PCIe Gen4 และ CCIX และมอบแบนด์วิดธ์รวม 640 Gbps นอกจากนี้ ความเร็วแบบซิงเกิลสล็อตยังเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่ามากกว่าของผู้ให้บริการรายอื่น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและตัวเร่งความเร็วต่างๆ ให้ดีขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

TaiShan เซิร์ฟเวอร์ ARM ของหัวเว่ย พร้อมประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม

ในวันเดียวกัน หัวเว่ยยังได้เปิดตัวชุดเซิร์ฟเวอร์ TaiShan ที่ขับเคลื่อนโดย Kunpeng 920 มี 3 รุ่นด้วยกัน คือ รุ่นที่เน้นการจัดเก็บ รุ่นสำหรับดาต้าความหนาแน่นสูง และรุ่นสุดท้ายคือเน้นผสานความสมดุลของข้อกำหนดทั้งสอง เซิร์ฟเวอร์ TaiShan สร้างขึ้นสำหรับข้อมูลขนาดใหญ่ สตอเรจแบบกระจาย และสถานการณ์การใช้งานแบบ ARM แท้ สถาปัตยกรรมแบบ ARM จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับรูปแบบการทำงานลักษณะนี้ด้วยข้อได้เปรียบที่มีหลายคอร์และประสิทธิภาพต่อวัตต์

TaiShan จะทำให้แพลตฟอร์มการประมวลผลมีประสิทธิภาพสูงและใช้พลังงานต่ำสำหรับองค์กร ตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์ที่มีข้อมูลขนาดใหญ่ เซิร์ฟเวอร์ TaiShan จะได้รับการปรับแต่งเพื่อให้เกิดการทำงานพร้อมๆ กัน และการกำหนดเวลาทรัพยากรเพื่อให้ประสิทธิภาพการประมวลผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หัวเว่ย คลาวด์ซึ่งใช้เซิร์ฟเวอร์ TaiShan เป็นพื้นฐานจะให้บริการคลาวด์ที่ยืดหยุ่น บริการ Bare Metal และบริการโทรศัพท์บนคลาวด์

สร้างระบบนิเวศ ARM แบบเปิด ที่เน้นการร่วมมือ เพื่อสร้างความสำเร็จร่วมกัน

หัวเว่ยได้ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์พื้นฐานและแอพพลิเคชั่น โดยได้ทำงานร่วมกับองค์กรอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น Green Computing Consortium (GCC), Linaro และ Open Edge and HPC Initiative (OEHI) เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เปิดกว้างและทำงานร่วมกัน ควบคู่ไปกับพันธมิตรต่าง ๆ เช่น Hortonworks, Microsoft, Red Hat, SAP, SUSE, Ubuntu และ China Standard Software

ในด้านฮาร์ดแวร์ หัวเว่ยเป็นสมาชิกหลักของ Linaro ส่วนด้านซอฟต์แวร์พื้นฐาน หัวเว่ยเป็นสมาชิกแพลทตินั่มของ OpenStack และสมาชิกผู้ก่อตั้งของมูลนิธิ Cloud Native Computing (CNCF) ทางด้านแอพพลิเคชั่น หัวเว่ยได้เข้าร่วมกับ GCC ซึ่งได้เปิดตัวรายงาน Green Computing Consortium Server Technical Report พร้อมกับความพยายามอื่น ๆ ในการสร้างชุมชนคอมพิวติ้งโอเพนซอร์สสีเขียว นอกจากนี้ หัวเว่ยยังเป็นสมาชิกของ OEHI ด้วย

หัวเว่ยเชื่อว่าสังคมอัจฉริยะที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน มีการตรวจจับ และมีความอัจฉริยะกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว และเทรนด์ดังกล่าวก็จะเกิดรวดเร็วขึ้น การพัฒนาและการผนวกรวมของแอพพลิเคชั่นที่ใช้ ARM บนอุปกรณ์อัจฉริยะกำลังรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์และคลาวด์ นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ด้านการประมวลผลแบบคลาวด์ก็กำลังขับเคลื่อนประเภทของข้อมูลให้มีความหลากหลาย ตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชันข้อมูลสำหรับขนาดใหญ่ สตอเรจแบบกระจาย และสถานการณ์การประมวลผลแบบ Edge บางลักษณะ จะมีข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่จำเพาะสำหรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูงแบบหลายคอร์ ซึ่งในบริบทดังกล่าว ระบบ ARM มีความโดดเด่นด้วยข้อดีที่แตกต่างกันในด้านประสิทธิภาพและการใช้พลังงาน

ดังนั้น สำหรับมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มในอุตสาหกรรมและความต้องการด้านแอพพลิเคชัน ยุคใหม่ของการประมวลผลที่หลากหลายกำลังจะเกิดขึ้น ประเภทของข้อมูลและสถานการณ์ที่มีความหลากหลาย กำลังผลักดันให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพสถาปัตยกรรมคอมพิวติ้ง การรวมสถาปัตยกรรมการประมวลผลหลากหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุดจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น

“ด้วยชิปเซ็ต Kirin 980 หัวเว่ยได้นำสมาร์ทโฟนให้ก้าวไปสู่อีกระดับของความอัจฉริยะ ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ อาทิ หัวเว่ย คลาวด์ ที่ออกแบบบนพื้นฐานของ Ascend 310 ทำให้หัวเว่ยสามารถนำเทคโนโลยี AI แบบผนวกรวมมาใช้งานสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ได้" มร. วิลเลียม ซวี กล่าว “วันนี้ด้วย Kunpeng 920 เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการประมวลผลที่หลากหลาย โดยมีหลายคอร์และมีความแตกต่างกัน หัวเว่ยได้ลงทุนอย่างอดทนและจริงจังในการสร้างนวัตกรรมคอมพิวติ้ง เพื่อสร้างความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เราจะทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าของเรา เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ”

นีโอ เนรมิตพื้นที่ 6 หมื่นตร.ม. เตรียมจัดงาน สถาปนิก’ 62 เวทีหนึ่งเดียวระดับภูมิภาค
ดึงผู้ร่วมงานนานาชาติ 850 แบรนด์ดังทั่วโลก เปิดโอกาสจับคู่เจรจาธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบปี รับผู้ชมงานกว่า 5 แสนคน

“บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์” ร่วมกับ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานสถาปนิก’ 62 ชูแนวคิด “กรีน อยู่ ดี : Living Green” ชี้โอกาสใหญ่ของผู้ร่วมแสดงสินค้า ก้าวสู่เวทีนานาชาติ ร่วมขยายตลาดทั้งใน และต่างประเทศครั้งสำคัญ   

นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด (นีโอ) เปิดเผยว่า นีโอได้รับเกียรติจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เป็นผู้บริหารงาน “สถาปนิก’ 62-63” อย่างเป็นทางการ  โดยบริษัทฯ ได้ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ด้วยศักยภาพ และประสบการณ์ จากผลงานต่างๆ ในระดับประเทศ ที่ทาง เอ็น.ซี.ซี. ได้เคยจัดมา

สำหรับการจัดงานสถาปนิก’ 62 ครั้งนี้ เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ณ อาคารชาแลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี  ซึ่งเป็นการจัดขึ้นครั้งที่ 33 ภายใต้แนวคิด “กรีน อยู่ ดี : Green Living” ที่ได้มีการนำภูมิปัญญาที่อยู่ใกล้ตัวเข้ามาใช้ในกระบวนการออกแบบ การวางผัง การใช้วัสดุก่อสร้าง รวมถึงการใช้งาน การบำรุงรักษา การปรับปรุง หรือการจัดการเมื่อหมดอายุ มาผนวกใช้กับนวัตกรรม เทคโนโลยีในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดสถาปัตยกรรมชุมชน และเมืองในด้านบวก ทั้งสิ่งแวดล้อม และผู้ใช้งาน ต่อการใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า

“บริษัทฯ วางเป้าหมายที่จะยกระดับให้งานสถาปนิก’62 เป็นงานระดับภูมิภาคครั้งใหญ่แห่งปี ซึ่ง ผู้ร่วมแสดงสินค้านอกจากจะได้เจรจาการค้าจับคู่ทางธุรกิจต่อธุรกิจแล้ว ผู้แสดงสินค้ายังมีโอกาสได้พบปะเจรจาการค้ากับผู้ชมงานกลุ่มต่างๆ ทั้งในประเทศ และอาเซียน อาทิ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอาคาร ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน สถาปนิก นักออกแบบ นักตกแต่งภายใน วิศวกร ผู้รับเหมาก่อสร้าง ตลอดจนผู้ส่งออก และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งคาดว่าผู้ชมงานในปีนี้จะมีประมาณ 5 แสนคน เพิ่มขึ้นจากการจัดงานครั้งก่อน 25%” นายศักดิ์ชัย กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะนำจุดแข็งจากการเป็นเครือข่ายพันธมิตรผู้จัดงานในกลุ่มวัสดุก่อสร้างในภูมิภาคเอเชีย นำผู้ประกอบการในแต่ละประเทศทั้งรายเก่าและรายใหม่เข้าร่วมแสดงสินค้า บนพื้นที่กว่า 60,000 ตร.ม. เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่จัดบนพื้นที่ 31,000 ตร.ม. และปีนี้ยังมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่สำหรับผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศเป็น 3,000 ตร.ม. จากปีก่อนที่จัดบนพื้นที่ 2,500 ตร.ม. ซึ่งในเบื้องต้นได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการจากอเมริกา เยอรมนี อิตาลี ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และเวียดนาม โดยคาดว่าจะมีบริษัทต่างๆ เข้าร่วมแสดงสินค้าประมาณ 850 บริษัท ซึ่งขณะนี้ ผู้ประกอบการได้จองพื้นที่ไปแล้ว ประมาณ 80% สำหรับผู้สนใจที่ต้องการเข้าร่วมแสดงสินค้าในงานสถาปนิก’ 62

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.asa.or.th/architectexpo หรือโทรสอบถามได้ที่ 02-203-4299, E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. หรือ Facebook : ASACREW or NCCEXHIBITIONORGANIZER

 

เพิ่มศักยภาพให้กับพนักงาน เพื่อบริหารจัดการทั้งงานและการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว ในแบบฉบับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

โดย โอลิเวียร์ บลูม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ในชีวิตการทำงานหลายท่านคงเคยตกอยู่ในสภาพที่เรื่อยเฉื่อย หรือรู้สึกว่ากำลังวิ่งถอยหลังแทนที่จะวิ่งไปข้างหน้าหรือเปล่า ผมพูดได้เลยว่าคุณไม่ได้เป็นอยู่คนเดียวแน่นอน สิ่งที่อาจจะดูย้อนแย้งก็คือ การพยายามปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในชีวิตของเรา บ่อยครั้งอาจทำให้เราละเลยสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เช่นพลังของตัวเราเอง แม้ว่าเรื่องนี้อาจเรื่องเฉพาะสำหรับบุคคลคนใดคนหนึ่งก็ตาม แต่ก็มีผลต่อองค์กรเช่นกัน

โทนี่ ชวาทซ์ และ คริสติน โปราธ เคยตั้งข้อสันนิษฐานไว้ในบทความ HBR ของตน หลังจากที่ได้ทำการสำรวจผู้คนจำนวน 19,000 คน พบว่า “พนักงานจะรู้สึกดีขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และยั่งยืนยิ่งขึ้น หากได้รับตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน 4 ประการได้แก่ 1) การฟื้นฟู (ทางกายภาพ) 2) คุณค่า (ทางอารมณ์) 3) การมุ่งเน้น (เรื่องจิตใจ)  และ 4) จุดมุ่งหมาย (ทางจิตวิญญาณ)

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีจุดที่เชื่อมโยงกันระหว่างพนักงาน ที่มีความก้าวหน้าและสถานที่ทำงานที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี หรือ well-being แต่กลับมีเพียง 14% ในองค์กรที่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอันดับต้นๆ ของบริษัท นอกจากนี้ยังมีความย้อนแย้งภายในองค์กรที่พนักงานต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ในประเด็นที่ว่าทำอย่างไรจึงจะได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง ซึ่งทั้งสององค์ประกอบนี้เป็นเสมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด และอาจนำไปสู่การขาดสมาธิในการทำงานตามมาด้วยความเหนื่อยล้าและอยากหลุดพ้นจากสภาพดังกล่าว

สิ่งจูงใจที่ชัดเจนสำหรับองค์กรโดยทั่วไป คือการลงทุนในโปรแกรมที่สร้างความเป็นอยู่ที่ดี นั่นคือ การให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ แต่แค่ประเด็นนี้เพียงอย่างเดียว จะช่วยให้บรรลุการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นเรื่องยากได้หรือไม่? ในมุมมองของผมกลยุทธ์ที่ดีกว่า ควรเป็นเรื่องของความพยายามในการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นพื้นฐานให้มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่หัวใจของเรื่องนี้ ซึ่งที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เรากำลังพยายามทำเรื่องดังกล่าว แต่ก็เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน

ปรัชญาของชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ปัจจัยพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงสำหรับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เริ่มจากคำมั่นสัญญาเรื่องของคุณค่าที่นำเสนอให้แก่พนักงาน ในเรื่องที่พนักงานจะได้รับอิสระในการบริหารจัดการทั้งการทำงานและชีวิตส่วนตัว ที่มีความแตกต่างกันในแบบฉบับของตัวเอง ทำไมเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ และมีแนวทางการปฏิบัติอย่างไรให้เห็นผล?

แนวทางตามความริเริ่ม

ในขณะที่คิดกลยุทธ์ในเรื่องเหล่านี้ เราตระหนักว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัวและส่วนรวม เสมือนเป็นการเดินทางที่ยาวนานและจำเป็นต้องแก้ที่พื้นฐานก่อนเป็นอันดับแรก

การฝึกอบรม

การสร้างการรับรู้และการฝึกอบรมเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) นับเป็นเรื่องสำคัญ โดยเราเริ่มต้นจากการให้ผู้นำระดับสูงของชไนเดอร์ อิเล็คทริค จำนวน 2,000 ราย เข้ารับการฝึกอบรมในเรื่องความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในเรื่องดังกล่าว ซึ่งนับเป็นการกระตุ้นและสร้างแรงผลักดันได้อย่างดี สุดท้ายมีพนักงานกว่า 38,000 คนที่เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกอบรมและสร้างการรับรู้ในเรื่องนี้

ห้องปฏิบัติการ “ความเป็นอยู่ที่ดี หรือ Well-being Labs

อย่างที่ชื่อบอกไว้ ห้องปฏิบัติการเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทีมในการทดลองเกี่ยวกับพฤติกรรมใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนวิถีการทำงาน เพราะ เราเชื่อว่าการทำสิ่งเล็กๆ ในทุกวัน สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ตั้งแต่แรกเริ่ม ห้องปฏิบัติการจะถูกเรียกว่าเป็นการผจญภัยร่วมกัน ทั้งการร่วมกันออกแบบ ไปจนถึงร่วมกันลงมือปฏิบัติ เพื่อทำเรื่องนี้ให้เป็นจริงขึ้นมา จึงมีการเปิดตัวแคมเปญระดับโลกเพื่อระดมความคิดเห็น ‘crowdsourcing campaign’ ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อรวบรวมความคิดที่มีแนวโน้มว่าจะทำได้จริงเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับการใช้ชีวิตของผู้คน

ในปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการกว่า 1,000 แห่ง ที่ใช้จัดกิจกรรมอยู่ เช่น “กิจกรรมยืดความสุข” “โยคะรายสัปดาห์” “การประชุมอย่างใส่ใจ”  “10,000 ก้าวต่อวัน” “พลังแห่งการงีบ” “การกำจัดการเสียเวลา” “กิจกรรมการกุศล” “5 ภาษาที่ช่วยสร้างคุณค่า” และอื่น ๆ อีกมากมาย

สถานที่ทำงานแห่งอนาคต

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค คิดเรื่องสถานที่ทำงานขึ้นใหม่ โดยมีการออกแบบที่สอดคล้องกันทั่วโลก ทั้งในทุกแง่มุมของสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตั้ง ความง่ายในการเข้าถึง สถาปัตยกรรม โครงสร้าง การออกแบบ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ ทั้งหมดได้ถูกนำมาคิดทบทวนใหม่ภายใต้กรอบการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้ได้อย่างรอบคอบมากที่สุด นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ยังต้องให้ความมั่นคงและมีระบบรักษาปลอดภัยที่ทันสมัยที่สุดได้อย่างไร้ที่ติ อีกทั้งต้องมุ่งเน้นเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี มีนวัตกรรม ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม และให้ประสิทธิภาพการทำงาน และเมื่อสถานที่ทำงานเริ่มเข้าสู่ความมีชีวิตชีวา ทุกคนจะเข้าใจได้เองว่าทำไมสถานที่ทำงานจึงมีความสำคัญมากต่อการสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงาน และช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในแบบที่เรามองหากัน

ภาระที่หนักอึ้ง

ความก้าวหน้าของเราด้านการสร้างพื้นฐานที่ดี ช่วยให้เราสามารถทำภารกิจที่ยากในการสร้างการเชื่อมโยง ระหว่างความเป็นอยู่ที่ดีและการมีศักยภาพในการทำงาน หลักความจริงซึ่งเป็นสิ่งเรียบง่าย ก็คือ หากคนทำงานไม่มีศักยภาพในการเลือกตัดสินใจเกี่ยวกับการทำงานและการใช้ชีวิต คนเหล่านี้ก็แทบจะไม่มีโอกาสในการรักษาสถานภาพความเป็นอยู่ที่ดีให้กับตัวเอง สำหรับเราที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สิ่งเหล่านี้นับเป็นเรื่องสำคัญ ได้แก่

ความยืดหยุ่น

“ความยืดหยุ่นเป็นเรื่องส่วนบุคคล” และ “51% ของพนักงานทั้งหมดต้องการทางเลือกในการทำงานได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น” แทนที่จะให้ทางเลือกแก่พนักงานในการเลือกชั่วโมงการทำงานเอง เรากลับมุ่งเน้นที่วัฒนธรรมการทำงานที่ฉลาดด้วยการให้ความยืดหยุ่นเรื่องสถานที่ทำงาน และเวลาทำงาน รวมถึงสภาพแวดล้อมในการทำงานร่วมกันได้อย่างยืดหยุ่น

แนวทางใหม่ในการทำงาน

“ความสามารถในการรับรู้ของคุณจะลดลงอย่างมาก เมื่อมีสมาร์ทโฟนอยู่ใกล้มือ ถึงแม้ว่าจะปิดเครื่องอยู่ก็ตาม”  ในขณะที่มีการแจ้งเตือนใดๆ เกิดขึ้นกับสมาร์ทโฟน เหมือนเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าความปรารถนาที่จะเชื่อมโยงกับโลกดิจิตอลได้บังเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงได้ออกแบบแนวทางใหม่ในการทำงานโดยคิดถึงความจริงในข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่มีประสิทธิผล และการใช้อีเมลและเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่การส่งข้อความแชทต่างๆ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่พนักงานสามารถตัดสินใจใช้ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ผมพยายามให้พนักงานงดการประชุมแบบ virtual meeting ในช่วงเวลาที่ไม่สมควร ในกรณีที่ต้องทำงานกับบุคคลที่ไทม์โซนแตกต่างกัน

วัฒนธรรม และความเป็นผู้นำ คือเรื่องใหญ่

พฤติกรรมของผู้นำมีผลกระทบสูงสุดต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่พนักงานรู้สึกปลอดภัยและมีพลังในการทำงาน มีข่าวดีที่ว่าการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงไม่จำเป็นต้องเสียสละทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามกันด้วยซ้ำ ซึ่งผู้นำต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ ตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมาเคยมีการเปิดตัวโปรแกรม #FreeUpYourEnergy ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค สิ่งที่เราขอให้ผู้นำทั้งหมดทำ ก็คือการให้ศักยภาพแก่พนักงานและมีความเชื่อมั่นว่าพนักงานจะทำงานสำเร็จ พร้อมทั้งไม่ให้พยายามที่จะเข้าไปบริหารจัดการในเรื่องที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย

โดยรวมแล้ว การได้รับความคิดเห็นจากใจจริงของพนักงานพร้อมกับการรับรู้ถึงความพยายามของเราที่ได้รับจากภายนอก เป็นการชี้ให้เห็นว่าเรามุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย

โดยส่วนตัวแล้ว ความเป็นอยู่ที่ดีของผมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกิดจากการผสมผสานกันในหลายด้าน ทั้งการที่องค์กรให้ความยืดหยุ่นในการทำงาน ให้ทางเลือกในการจัดการกับตารางเวลาของตัวเองได้ มีเวลาให้หยุดพักเพื่อฟื้นฟูตัวเองในช่วงที่จำเป็น และทำในสิ่งที่เติมเต็มความต้องการส่วนตัวได้ ซึ่งถ้าหากผมไม่ได้ให้ความใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ ก็แทบจะจัดการกับความต้องการเรื่องงานไม่ได้เลย เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างอนาคตให้กับบริษัทของเรา และแน่นอน เป็นเรื่องของการออกแบบกลยุทธ์และดำเนินการร่วมกับทีมเพื่อให้อยู่เหนือตลาดได้ในที่สุด จากการทุ่มเทแรงใจ ความมุ่งมั่น และความรื่นรมย์ในการทำงาน

ท้ายที่สุด ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เห็นความต้องการที่สร้างขึ้นจากสภาพแวดล้อมในเร็ววัน ดังนั้นไม่ว่าในการทำงานหรือการใช้ชีวิต ลองเปลี่ยนกฎเกณฑ์ในเกมการทำงานใหม่ และทำงานด้วยวิธีสมาร์ทขึ้นและตั้งใจทำสิ่งที่เราสามารถใช้พลังทำมันได้ดีที่สุด