Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

ซีพี ออลล์ ดันสุดยอดนักประดิษฐ์เพื่อสังคม

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานมอบรางวัลสุดยอดนวัตกรรมด้านสังคมให้แก่ 19 ผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาและสร้างสรรค์สินค้าด้วยนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ด้านสังคม ในการประกาศผล “สุดยอดนวัตกรรมเซเว่น อินโนเวชั่น อวอร์ดส์ 2019 (7 INNOVATION AWARDS 2019)” ในงาน“THAILAND SYNERGY เพื่อ SMEs ไทย 2019” จัดโดย บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทยร่วมกับ 11 องค์กรชั้นนำระดับประเทศ ณ ห้องภิรัช ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อเร็วๆ นี้

WHA GROUP พบนักลงทุน

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล (ขวา) ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม พร้อมด้วย นายอรรถวิทย์ เฉลิมทรัพยากร (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA Group ร่วมให้ข้อมูลนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้สื่อข่าว หลังประกาศผลการดำเนินงานปี 2561 สามารถตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของประเทศไทยในฐานะผู้พัฒนาด้านโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน รวมถึงดิจิทัลแพลตฟอร์ม และในปี 2562 ตั้งเป้ารายได้ และส่วนแบ่งกำไรเติบโตกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจ ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

DRT ร่วมงาน Opportunity Day

นายสาธิต สุดบรรทัด (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นางสาวธนกานต์ พันธาภิรัตน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบัญชีและการเงิน บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ร่วมงาน Opportunity Day ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพบปะนักลงทุนพร้อมนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานประจำปี 2561 ที่ทำรายได้รวม 4,415.03 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 422.85 ล้านบาท พร้อมจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานในงวดครึ่งปีหลังอีก 0.18 บาทต่อหุ้น รวมจ่ายปันผลจากผลการดำเนินงานของปี 2561 ทั้งสิ้น 0.36 บาทต่อหุ้น พร้อมเผยแผนการดำเนินงานในปี 2562 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 5%

เอ็นไอเอ เดินหน้าสู่เจ้าภาพหลักการผลักดัน “ธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม” เฟ้นหา 3 แพลตฟอร์มสุดล้ำ หวังพลิกคุณภาพชนบท-สังคมเมือง

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เร่งขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม เดินหน้าโครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน หรือ City & Community Innovation Challenge ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเฟ้นหาโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาและประเด็นท้าทายที่เกิดขึ้นในสังคม โดยโจทย์ที่สำคัญในปีนี้แบ่งเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่ นวัตกรรมการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ นวัตกรรมบริการสาธารณะ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง   ทั้งนี้ การดำเนินโนโยบายดังกล่าว NIA ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักของรัฐที่จะช่วยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้เกิดการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องด้วยกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนสนับสนุน รวมทั้งการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรม เช่น การบ่มเพาะ การเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาโครงการนำร่อง รวมถึงการขยายผลให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า NIA เล็งเห็นถึงโอกาสในการส่งเสริมและผลักดัน “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ให้สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ได้มากยิ่งขึ้น จึงเดินหน้าโครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน หรือ City & Community Innovation Challenge ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งเป็นแนวคิดในการทำงานร่วมกันหรือเรียกว่า “การร่วมรังสรรค์” ระหว่างหน่วยงานด้านการปกครอง องค์กรเอกชน องค์กรภาคสังคม ภาคการศึกษา และภาคประชาชน โดยจะมุ่งเฟ้นหาโครงการที่สามารถผลักดันไปสู่การใช้งานจริง เพื่อแก้ไขปัญหาและประเด็นท้าทายที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งโจทย์ที่สำคัญในปีนี้แบ่งเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่

  • นวัตกรรมการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ (Innovation for Disaster Risk Management) ซึ่งมุ่งเน้นการป้องกันและลดผลกระทบความเสี่ยงภัยพิบัติ การเตรียมความพร้อมต่อการเผชิญภัยพิบัติ การรับมือและตอบสนองต่อสถานการณ์ การบรรเทาทุกข์และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น การฟื้นฟู (การซ่อมสร้าง หรือการฟื้นคืนวิถีชีวิต)
  • นวัตกรรมบริการสาธารณะ (Public Service Innovation) มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีพลเมืองในการมีส่วนร่วมของประชาชน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ความโปร่งใสในการดำเนินงาน การเข้าถึงบริการสาธารณะ การแก้ปัญหาต่างๆในเมืองและชุมชน การสื่อสารระหว่างภาครัฐกับประชาชน
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง (Enhancing Livelihoods of Vulnerable Groups) โดยให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม การเข้าถึงการบริการด้านต่างๆ ของผู้สูงอายุ ความเท่าเทียมทางเพศนวัตกรรมสำหรับผู้พิการ ความเท่าเทียมด้านการศึกษา การจัดการระบบสุขภาพ และนวัตกรรมสำหรับผู้ด้อยโอกาส

โดยในการเฟ้นหานวัตกรรมทั้ง 3 หัวข้อ จะพิจารณาหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ระดับความเป็นนวัตกรรม เป้าหมายและผลกระทบของโครงการ โอกาสในการขยายผล และความร่วมมือกับเมืองและชุมชน ซึ่งโครงการที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนเงินทุนสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท พร้อมนำไปดำเนินการจริงในพื้นที่ตามหลักเกณฑ์ที่ NIA กำหนดภายในระยะเวลา 12 เดือน และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆต่อไป

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาดังกล่าวส่วนใหญ่อาจขาดความคล่องตัว จึงทำให้ภาคเอกชนหลายๆแห่งเข้ามาช่วยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาของสังคมมากขึ้นผ่านหน่วยงานต่างๆ เช่น มูลนิธิ สหกรณ์ องค์กรการกุศล รวมถึงวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างระบบและแพลตฟอร์มเพื่อการขจัดอุปสรรคต่างๆทั้งปัญหาความยากจน สุขภาวะความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม พลังงาน และมุ่งผลประโยชน์เพื่อสังคมและสาธารณะเป็นหลัก

แต่อย่างไรก็ตาม แม้องค์กรเอกชนหลายๆแห่ง จะหันมาให้ความสำคัญในการพัฒนาสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การสร้างสรรค์เครื่องมือหรือระบบต่างๆในปัจจุบันนั้นก็ยังนับว่าเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากยังขาดการส่งเสริมปัจจัยที่จำเป็นจากหน่วยงานภาครัฐในระดับที่เพียงพอ เช่น การสนับสนุนเงินทุน การลดหย่อนภาษี รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพองค์กรให้สามารถพัฒนานวัตกรรมให้เกิดการขยายผลสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวนับเป็นความท้าทายที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะต้องบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้มีการทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้นวัตกรรมเพื่อสังคมเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และนำมาซึ่งเครื่องมือที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด 

NIA ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานของรัฐที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องด้วยกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม รวมทั้งการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นด้วย 4 ขั้นตอนหลักตั้งแต่ 1. การริเริ่มโครงการ ระบุปัญหาและช่องว่างของสังคม หาวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยนวัตกรรม ตลอดจนคำนึงถึงกำไรสุทธิในเชิงผลกระทบต่อคน สิ่งแวดล้อม และการสร้างรายได้เพื่อให้เกิดความยั่งยืน 2. การบ่มเพาะโครงการผ่านเครือข่ายทั้งผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี พันธมิตรทางธุรกิจ และกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง 3. การดำเนินโครงการนำร่องเพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ทั้งในเชิงธุรกิจเพื่อสังคม และผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และสังคม ก่อนที่จะดำเนินการขยายผล และ 4. การขยายผลโครงการเพื่อแพร่กระจายนวัตกรรมเพื่อสังคมให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมทั้งในประเทศและระดับสากลดร.พันธุ์อาจ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับโครงการโครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน อยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555  และ www.nia.or.th/citychallenge

บลจ.ทาลิส ได้รับความวางใจบริหารกองทุนส่วนบุคคล มสธ.

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ลงนามในสัญญาแต่งตั้งให้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด (บลจ.ทาลิส) เป็นผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลเพื่อนำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยไปหาผลประโยชน์ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน นายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (ที่ 3 จากขวา) ดร.ศิริ การเจริญดี ประธานกรรมการบริหารเงินรายได้และทรัพย์สิน (ที่ 2 จากขวา) ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดี (ขวา) พร้อมด้วย นายฉัตรพี ตันติเฉลิม (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด ร่วมพิธีลงนามสัญญา โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้ง 2 หน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช เมื่อเร็วๆ นี้

“แสนสิริ” ผนึก “อาวดี้ ประเทศไทย” 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการชั้นนำ ปักธงแผนกลยุทธ์ พันธกิจร่วมเปลี่ยน “Dare to Change” ขับเคลื่อนเพื่อโลกสีเขียวยั่งยืน เตรียมปูพรมโร้ดแมพ ร่วมสร้าง Green Ecosystem เต็มรูปแบบ

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแถวหน้าของไทย ประกาศความร่วมมือกับ อาวดี้ ประเทศไทย (Audi Thailand) ตอกย้ำจุดยืนองค์กรผ่านนโยบาย Green Mission ครั้งแรกในโลก  ผนึก 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตสาหกรรมธุรกิจ สะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นำร่วมสร้าง Green Ecosystem หรือระบบนิเวศสีเขียวยั่งยืนเหนือขึ้นไปอีกขั้น ภายใต้ “AUDI x SANSIRI Strategic Partnership : Dare to Change” พันธกิจแนวคิดขับเคลื่อน เปลี่ยน 3 ด้านเพื่อโลกสีเขียว ลดก๊าซคาร์บอนด์ไดออกไซด์ร่วมกันเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แสนสิริ องค์กรแรกในเอเชียในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ที่นำ Audi e-tron ยนตกรรมเอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า 100% มาใช้ภายในองค์กร พร้อมนำร่องปูพรมโร้ดแมพขยาย Car Sharing ยกระดับบริการรถยนต์ลักซ์ชัวรี่ไฟฟ้าสำหรับส่วนกลางในโครงการไฮเอ็นด์ใหม่ในปีนี้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกบ้านในเมือง เพียงจองการใช้งานผ่าน Sansiri Home Service Application เริ่มต้นที่ เดอะ โมนูเม้นท์ ทองหล่อ เตรียมขยายการติดตั้ง EV Charger station กว่า 20 โครงการ ส่งเสริมและรองรับการใช้งานลูกบ้าน ตลอดจนมอบสิทธิพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟในการทดลองขับ จองรถ และบริการหลังการขาย

นายอภิชาติ​ จูตระกูล​ ประธานอำนวยการ​ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) 

นายอภิชาติ​ จูตระกูล​ ประธานอำนวยการ​ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) เปิดเผยว่า “แสนสิริ และ อาวดี้ ประเทศไทย ตระหนักร่วมกันถึงมลภาวะสิ่งแวดล้อมระดับโลกในปัจจุบัน ด้วยวิสัยทัศน์ด้าน Green Mission ที่สอดคล้องกัน และการดำเนินธุรกิจของแสนสิริ ปีนี้ภายใต้แนวคิด For Greater Well-being จึงได้ต่อยอดผนึกกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งในระดับโลกได้ ​เริ่มต้นจากนำ Audi e-tron รถยนต์ลักซ์ชัวรี่พลังงานไฟฟ้า มาใช้ภายในองค์กรแสนสิริอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นลึกถึงดีเอ็นเอขององค์กร ที่พร้อมมุ่งมั่นอย่างแท้จริง ลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะนโยบายนอกองค์กรเท่านั้น และยังเป็นครั้งแรกในโลกระหว่าง 2 อุตสาหกรรมที่ก้าวข้ามมาบรรจบกัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้าน Green Ecosystem ครั้งสำคัญ ที่จะสร้างมิติใหม่แห่งวงการ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศกับรถยนต์ลักชัวรี่ระดับโลก”

นายอุทัย​ อุทัยแสงสุข​ ประธานผู้บริหารสายงานปฎิบัติการ​ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

นายอุทัย​ อุทัยแสงสุข​ ประธานผู้บริหารสายงานปฎิบัติการบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) เผยว่า​ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของแสนสิริ ที่ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นที่จะดูแลคุณภาพชีวิตของลูกบ้าน โครงการแสนสิริ Sansiri Green Mission ได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน และตั้งเป้าสร้าง Green Ecosystem ให้สำเร็จภายใน 3 ปี  ประกอบด้วย Energy Saving & Generation การพัฒนา เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าทดแทนให้กับโครงการต่างๆ Waste Management แนวคิดในการกำจัดของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ Sustainability ร่วมกับองค์กรกลุ่มอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ในเมือง จัดการต้นไม้ใหญ่ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้มีความยั่งยืน ที่สำคัญยังมีโครงการ Smart Move แบ่งปันการใช้รถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) ส่วนกลางสำหรับลูกบ้าน (Sharing Economy) ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์พฤติกรรมปัจจุบันที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ ที่นิยมอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้าที่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้รถในทุกวัน แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทางเพื่อติดต่องาน หรือเดินทางระยะใกล้ โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนของรถไว้คนเดียว รวมถึงการติดตั้ง EV Charger แท่นชาร์จสำหรับรถ EV ในโครงการของแสนสิริ เพื่อตอบรับกับเทรนด์การใช้รถ EV ที่จะมาถึงในอนาคตอย่างครบวงจร”

สำหรับการผนึกกำลังร่วมกับ อาวดี้ ประเทศไทย ครั้งนี้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน ทั้งภายในและภายนอกองค์กรแสนสิริ ประกอบด้วย

1. CHANGE to use EV Car : “เปลี่ยน” มาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ส่งเสริมให้ลูกบ้านใช้รถ EV เพื่อสร้างโลกสีเขียวที่น่าอยู่ร่วมกัน ทั้งในโครงการแนวราบและแนวสูง โดยเตรียมขยายการติดตั้ง EV charger station ในโครงการใหม่บ้านเดี่ยวระดับเซ็กเม้นท์ B ขึ้นไป โดยเตรียมระบบไฟ 3 เฟสรองรับการใช้งานสำหรับชาร์ตไฟรถ EV car และทุกโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ที่สร้างตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมอบสิทธิพิเศษในกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟต่างๆ เช่น การเข้าชม Audi e-tron ที่ Audi Centre Thailand และเมื่อจองรถ Audi ทุกรุ่น ภายในงาน Motor Show 2019 ลุ้นรับ Q7 Black Edition มูลค่า 5.999 ล้านบาท รวมทั้งสิทธิพิเศษ Service Voucher มูลค่า 20,000 บาท

2. CHANGE to use Car Sharing : “เปลี่ยน” มาใช้ Luxury Electric Car Sharing

ร่วมกับอาวดี้ ประเทศไทยส่งเสริมให้ลูกบ้านกลุ่มระดับลักซ์ชัวรี่ของแสนสิริ หันมาใช้ชีวิตแบบ “Luxury Living with Luxury Car Sharing” ด้วยการยกระดับบริการรถยนต์ลักซ์ชัวรี่ไฟฟ้าสำหรับส่วนกลางในโครงการไฮเอ็นด์ใหม่ในปีนี้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกบ้านในเมือง สำหรับการเดินทางระยะสั้นในเมืองที่ใกล้บ้านเพียงจองการใช้งานผ่าน Sansiri Home Service Application โดยนำร่องในทุกโครงการใหม่คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ เริ่มต้นที่โครงการเดอะ โมนูเม้นท์ ทองหล่อ ในย่านศูนย์กลางการอยู่อาศัยที่เหนือระดับ

3. CHANGE Corporate Car to EV car : เปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้งานภายในองค์กรเป็นระบบไฟฟ้า

แสนสิริ เป็นองค์กรแรกในเอเชียในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ที่นำ Audi e-tron ยนตกรรมเอสยูวี พรีเมียมพลังงานไฟฟ้า 100% มาใช้ภายในองค์กร สะท้อนให้เห็นลึกถึงดีเอ็นเอขององค์กร ที่พร้อมมุ่งมั่นอย่างแท้จริง ลงมือทำอย่างจริงจัง ในการร่วมสร้าง Green Ecosystem หรือระบบนิเวศสีเขียวยั่งยืนเหนือขึ้นไปอีกขั้น โดยนำร่องใช้กับผู้บริหาร

นายอเล็กซานเดอร์ วอน วัลเดนเบิร์ก เดรซิล ผู้อำนวยการส่วนงานต่างประเทศ (กลาง)

นายอเล็กซานเดอร์ วอน วัลเดนเบิร์ก เดรซิล ผู้อำนวยการส่วนงานต่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน และอินเดีย บริษัท Audi AG เผยว่า จากความสำเร็จของ Audi e-tron การันตีด้วยยอดจองกว่า 20,000 คันทั่วโลก หลังจากเปิดตัวที่สหรัฐอเมริกา ในเวลาเพียงไม่นาน Audi e-tron ได้พิสูจน์ถึงความยอดเยี่ยมทั้งด้านของสมรรถนะ และสัญญาณที่ดีในการร่วมตระหนักถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีความพร้อมและมีแนวโน้มการเติบโตสูง และในอนาคตอันไกล้นี้ Audi AG ได้วางแผนการลงทุนเพื่อยกระดับและพัฒนาในด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะกว่า 14,000 ล้านยูโร นอกจากนี้ ยังขอชื่นชมอย่างมาก ที่ทราบว่า องค์กร ระดับประเทศด้านอสังหาฯ อย่าง แสนสิริ ให้ความสำคัญในเรื่อง Green Ecosystem นับเป็นองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ฯ อันกว้างไกล ลงมือทำให้เห็นอย่างจริงจัง และขอบคุณที่มั่นใจที่เลือก Audi e-tron ยนตกรรมเอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า 100% ให้เป็นส่วนหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสู่การขับเคลื่อนสังคม และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

คุณกฤษฎา ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร Audi Thailand 

คุณกฤษฎา ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร Audi Thailand กล่าวว่า “ครั้งแรกในประเทศไทย จะสร้างปรากฏสำคัญครั้งใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มยนตรกรรมพรีเมียม ในด้านสมรรถนะ ดีไซน์ และความก้าวล้ำแห่งเทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของลูกค้า ที่รอคอยการมาของ Audi e-tron นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญส่วนหนึ่งในการพัฒนาและขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็น smart city  ซึ่งวันนี้ เราพร้อมสนับสนุนและกล้าที่จะเปลี่ยนเพื่อความยั่งยืน และจากนโยบายด้านความยั่งยืนที่กลายเป็นรูปธรรม ด้วยการนำยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความร่วมมือทางกลยุทธ์ข้ามอุตสาหกรรมครั้งประวัติศาสตร์ กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีนโยบายและวิสัยทัศน์เรื่องความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ในพันธกิจ “Dare to Change” เพื่อร่วมกันยกระดับ Green Ecosystem โดยทางแสนสิริ เลือกนำรถยนต์ Audi e-tron เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ภายในองค์กร”

 

เกี่ยวกับแสนสิริ

แสนสิริ คือ ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของประเทศไทยที่พร้อมมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดีในทุกรูปแบบให้กับทุกคน มีประสบการณ์กว่า 34 ปีในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด  ทาวน์เฮาส์  โฮมออฟฟิศ และคอนโดมิเนียมคุณภาพทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยจำนวนโครงการกว่า 334  โครงการ จำนวนที่อยู่อาศัยกว่า 93,464 ยูนิต ที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศกว่า 20 จังหวัด รวมทั้งการพัฒนาโครงการในตลาดต่างประเทศ 9 Elvaston Place ใจกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมถึงล่าสุดกับการก้าวล้ำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยแผนการลงทุนมูลค่า 80 ล้านดอลล่าร์ หรือ 2,800 ล้านบาทใน 6 ธุรกิจด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของโลก ซึ่งเป็นการขยายฐานการลงทุนในธุรกิจอื่นครั้งสำคัญเพื่อสร้างพันธมิตรในประเภทธุรกิจอันหลากหลาย ซึ่งนับเป็นการสะท้อนวิสัยทัศน์ระดับโลกในการแสดงศักยภาพสู่สากล ข้อมูลเพิ่มเติม ติดตามที่ www.sansiri.com

..............................

‘Sansiri’ and ‘Audi Thailand’ – two giants in their own turfs – join hands to adopt the ‘Dare to Change’ strategy for a sustainable green world

Roadmap in the works to create comprehensive ‘Green Ecosystem’

Sansiri Public Company Limited, Thailand’s leading real estate developer, announced a cooperation with Audi Thailand to emphasise its “Green Mission” corporate direction. This is the first time in the world that two giants in different industries cooperated to pursue their shared vision to create the “Green Ecosystem” under the “AUDI x SANSIRI Strategic Partnership: Dare to Change” mission to drive change in three dimensions for a greener world, starting with the goal to reduce carbon dioxide gas together in the circular economy. Sansiri became the first Asian corporation in the real estate industry to utilise the full-electric Audi e-tron premium SUV vehicles within the organisation, as well as to initiate a pilot roadmap to expand car sharing scheme that will elevate the luxury electric car services as a transportation solution for residents at mid-town high-end condominiums where reservations for the service can be made through Sansiri Home Service Application, starting with The Monument Thonglor. Also, on the drawing board is the expansion of the installation of EV charger stations at more than 20 projects to promote and support the residents’ use of electric cars. A special privilege on offer includes the exclusive test drive, reservation and aftersales services of electric vehicles.

Mr. Apichart Chutrakul, Chief Executive Officer of Sansiri Public Company Limited (SIRI)revealed, “Sansiri and Audi Thailand fully recognise the level of environmental pollution in the world at present. With the shared vision on the ‘Green Mission’ and Sansiri’s own 2019 corporate direction ‘For Greater Well-being’, we have embarked on a big change on a global scale by introducing luxury electric car Audi e-tron fully into our corporate fleet. This move reflects our corporate DNA which is to be genuinely ready and determined to pursue a mission, and not just espousing a corporate objective externally. This is also the first time in the world that the two industries have come together to create change in the Green Ecosystem which is an important dimension in relation to Thailand’s leading real estate developer and a world-class luxury automobile brand.”

Mr. Uthai Uthaisangsuk, Chief Operating Officer of SIRI, said, “This cooperation mirrored Sansiri’s vision that is not only to become a leader in quality residence development, but also to look after the quality of life of all Sansiri’s residents. The “Sansiri Green Mission” has been earnestly pushed forward in the past year to drive the company towards sustainability along with the Green Ecosystem goals that has been targeted to be completed within three years, consisting of ‘Energy Saving & Generation’ to produce alternative power for the development projects, efficient ‘Waste Management’, as well as ‘Sustainability’ in cooperation with the big tree conservation organisation in the city with the plan to manage big trees in the real estate projects for sustainability. Moreover, the ‘Smart Move’ project promoting the use of electric vehicles (EV) for shared use (Sharing Economy) by residents will respond to the needs of today’s ever-changing lifestyle. This is for the new generation of residents in condominiums along the electric commuter train routes who do not depend on private cars on a daily basis but may need vehicles to make contacts or short trips without having to shoulder any car payment. Also included is the installation of EV chargers for electric vehicles at Sansiri projects to support the growing trend of EV in the near future in a comprehensive manner.

This cooperation with Audi Thailand will create changes in three areas from Sansiri both inside and outside of the organisation, namely: 

  1. CHANGE to use Electric Vehicles (EV):

To convince and promote the residents to use EV to help build a greener world both in the horizontal and vertical projects, by expanding the installation of EV charger stations at projects in the B segment and above through the installation of 3-phase electricity lines to support the charger stations for EVs, and to install at all projects from 2019 onward. In addition, other special privileges include the inspection of Audi e-tron at Audi Centre Thailand, and a chance to win an Audi Q7 Black Edition worth 5.999 million baht when reserving any Audi model at the Motor Show 2019. 

  1. CHANGE to use Luxury Electric Car Sharing:

Together with Audi Thailand, Sansiri will promote the “Luxury Living with Luxury Car Sharing” lifestyle amongst high-end residents of Sansiri projects through the central luxury electric vehicle service at mid-town high-end projects within this year to answer the demand of the residents’ lifestyle for short trips in the city through the Sansiri Home Service Application. The project will be launched at all mid-town high-end projects starting with The Monument Thonglor located in the most premium residential area of Bangkok. 

  1. CHANGE Corporate transport to Electric Vehicles:

Sansiri is the first company in Asia’s real estate industry to employ Audi e-tron full-electric premium luxury SUV as its corporate cars. This move truly represents the pure corporate DNA that is determined to work towards the sustainable Green Ecosystem by starting with senior executives.

Mr. Alexander von Waldenburg-Dresel, International Director for Southeast Asia, Taiwan and India of Audi AG, said, “The success of Audi e-tron has been guaranteed by over 20,000 units booked around the world shortly after its official launch in the United States. Not long after, Audi e-tron has proven its excellence in performance and a good indication of the shared concern for the environment in all parts of the world including Thailand which is considered to be a market with good potential, readiness and growth. In the near future, Audi AG is planning to invest over €14,000 million to exclusively promote and develop electric-powered vehicles. In addition, a national real estate company such as Sansiri must be lauded for the priority it has put in crucial matters such as the Green Ecosystem. Such a company is considered to be a visionary and a motivator. I would like to thank Sansiri for its trust in, and decision to choose, Audi e-tron full-electric premium SUV as part on this important change to drive the society and reduce the adverse impact on the environment.”

Mr. Krisada Lamsam, chairman and chairman of executive board of Audi Thailand, said, “For the first time in Thailand, a new and exciting phenomenon will arise especially in the premium automobile category in performance, design and innovative technology that will respond to the lifestyle and needs of the customers who have been awaiting the arrival of Audi e-tron. This can be considered as a major turning point in the development and drive for Thailand to become a smart city. Today, we are ready to support and raring to change through our sustainability policy that is set to become a reality with the introduction of electric-powered vehicles in Thailand at an accelerated pace. This has resulted in a historic cross-industry strategy with a real estate giant, Sansiri Public Company Limited, who has always been resolute in its sustainability and social responsibility policy and vision in the ‘Dare to Change’ mission to help elevate the Green Ecosystem. In this momentous move, Sansiri has chosen to make Audi e-tron an important part of its fleet.”

 

Sansiri Public Company Limited

Sansiri is Thailand’s leader in integrated real estate development that stands ready to offer all types of good life’s experience to all, with its 34 years’ history of high quality housing developments, namely, single detached houses, semi-detached houses, townhouses, home offices and condominiums, in Bangkok and the provinces totalling more than 93,464 units at 334 projects covering more than 20 provinces in all regions. Other developments abroad include 9 Elvaston Place in central London, England, and lately a US$80 million (2,800 million baht) investment in six businesses in the fields of technology and world-class lifestyle. This is considered to be an important business diversification to create business synergies in various fields – a reflection of a truly global vision. More information at: www.sansiri.com

“ออลล์ อินสไปร์” กางแผนธุรกิจปี 62 ประกาศเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ระดมทุนต่อยอดธุรกิจสู่ท็อปเทนอสังหาฯ ชั้นนำ

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าเปิดตัว 6 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวมกว่า 18,250 ล้านบาท เผยรายได้รวมปีที่ผ่านมา 2,343 ล้านบาท พร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เพื่อเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 150 ล้านหุ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเงินระดมทุนไปใช้เพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ วางเป้าหมายก้าวสู่การเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ

นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ เติบโตด้วยความแตกต่างอย่างมีสไตล์ โดยให้ความสำคัญกับ ราคา ทำเล และดีไซน์ ภายใต้แนวคิด Class of Living “ชีวิตที่มีระดับ คือชีวิตที่คุณเลือกเอง” ทำให้ทุกโครงการของบริษัทเป็นที่สนใจของกลุ่มลูกค้าและนักลงทุน โดยในปี 2561 มีรายได้รวม 2,343 ล้านบาท ซึ่งมาจากธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 1,978 ล้านบาท ธุรกิจนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 204 ล้านบาท และรายได้อื่น มูลค่า 160.6 ล้านบาท หรือคิดเป็น 84%, 9% และ 7% ตามลำดับ ทั้งนี้ บริษัทยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) จำนวน 11 โครงการ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 มูลค่าประมาณ 6,354 ล้านบาท

ในปีนี้บริษัทมีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่รวม 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 18,250 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมไฮไรส์ (High Rise) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ ทำเล ทองหล่อ 12 ทองหล่อ 16 และโครงการ อิมเพรสชั่น เอกมัย (Impression Ekkamai) โครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ (Low Rise) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ ทำเล  ลาดพร้าว - สุทธิสาร 20 มิถุนาแยก 5 และลาซาน 83

ขณะที่ไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทเปิดขายไปแล้ว 2 โครงการ เป็นโครงการแนวราบ 1 โครงการที่ทำการตลาดต่อเนื่องมาจากปีก่อน นั่นคือ โครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว – นวมินทร์ Phase 1 ทาวน์โฮม 3 ชั้น ที่ฉีกทุกกฎทาวน์โฮม เหมาะสำหรับชีวิตคนเมือง จำนวน 199 ยูนิต มูลค่าโครงการ Phase 1 ประมาณ 890 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวรวม 2 Phase มีทั้งหมด 308 ยูนิต มูลค่ารวม 1,391 ล้านบาทโดยประมาณ และโครงการไฮไรส์คอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ อิมเพรสชั่น เอกมัย ซึ่งเป็นโครงการลักซูรี เรสสิเดนท์ ICONIC PROJECT เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน จำนวน 380 ยูนิต มูลค่าโครงการทั้งสิ้น 4,800 ล้านบาท สำหรับโครงการนี้ บริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ ได้ร่วมทุนกับสองบริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นอย่าง ฮูซิเออร์ส โฮลดิ้งส์ (Hoosiers Holdings) และ คิวชู เรลเวย์ คัมปะนี (Kyushu Railway Company) ทั้งนี้ บริษัทคาดทุกโครงการเป็นโครงการที่โดดเด่น ทั้งทำเลที่ตั้งและการออกแบบที่เข้าใจความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง

ทิศทางและนโยบายการดำเนินงาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ขององค์กร บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับ 1) การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บนพื้นที่ศักยภาพที่มีความโดดเด่นในด้านทำเลที่ตั้ง และบริเวณพื้นที่แนวระบบขนส่งมวลชนหลักของกรุงเทพฯ เช่น BTS, MRT 2) การออกแบบที่ทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์ เน้นฟังก์ชั่นการใช้งาน พื้นที่ใช้สอย พื้นที่ส่วนกลางและสิ่งแวดล้อมที่ดี มุ่งเน้นการอยู่อาศัยได้จริง ในราคาที่จับต้องได้ 3) การเปิดโครงการใหม่ๆ ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในเซกเมนต์ต่างๆ เช่น กลุ่มลูกค้าวัยทำงาน ระดับรายได้ต่อเดือนประมาณ 25,000 - 50,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มลูกค้าประเภท Dual Income, No Kids (DINKs) ภายใต้แบรนด์ The Excel หรือกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับกลางถึงกลางบน ระดับรายได้ประมาณ 40,000 - 80,000 บาทต่อเดือน ภายใต้แบรนด์ RISE หรือกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับกลางถึงกลางบน ระดับรายได้ประมาณ 40,000 - 100,000 บาทต่อเดือน ภายใต้แบรนด์ The Vision หรือกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับสูง ประมาณ 150,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ภายใต้แบรนด์ Impression

นายธนากร กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 150 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นร้อยละ 26.79 ของจํานวนหุ้นหลัง IPO โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนแล้ว ปัจจุบัน “ALL” มีทุนจดทะเบียนจำนวน 560 ล้านบาท และมีทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่าแล้วจำนวน 410 ล้านบาท หรือคิดเป็น 410 ล้านหุ้น โดยกลุ่มบริษัทมีวัตถุประสงค์ในการนำเงินระดมทุนที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพ ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานในอนาคต 

บริษัทฯ มีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวสู่การเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ถือหุ้น คู่ค้า พนักงาน เป็นต้น  โดยการเสนอขาย IPO ครั้งนี้ จะทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากตลาดทุนและตลาดเงินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ในอนาคต ตามนโยบายของ ALL ที่จะไม่หยุดยั้งที่จะขยายธุรกิจเพื่อสร้างผลการดำเนินงานให้มีความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจะมุ่งสร้างผลตอบแทนให้คุ้มค่า ให้กับที่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน ที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในบริษัทฯ

ด้าน บริษัทที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ในการนำหุ้น บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า ภายหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุญาตแบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชน ของ ALL เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างกำหนดกรอบระยะเวลาการนำเสนอข้อมูลนักลงทุน (โรดโชว์) ทั้งกลุ่มนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไป ก่อนที่จะมีการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 150 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 26.79 ของจำนวนหุ้นหลัง IPO

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากจุดแข็งของ ALL จะเห็นได้ว่า กลุ่มบริษัทประกอบธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยหลากหลายประเภทเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise และ High Rise ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และอิมเพรสชั่น และทาวน์โฮม ภายใต้แบรนด์ เดอะ วิชั่น โดยเป็นโครงการที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัทเองและภายใต้กิจการร่วมค้าอีก 3 บริษัท คือ บริษัท ออลล์ อินสไปร์ - ฮูซิเออร์ สุขุมวิท 50 จำกัด (ALL Hoosiers) เพื่อพัฒนาโครงการ The Excel Hideaway Sukhumvit 50 ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise บริษัท เอเอชเจ เอกมัย จำกัด (AHJ Ekkamai) เพื่อพัฒนาโครงการ Impression Ekkamai ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมแบบ High Rise  และบริษัท เอจี ทองหล่อ 12 จำกัด (AG Thonglor) เพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมแบบ High Rise ย่านทองหล่อ

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ธุรกิจให้บริการเป็นตัวแทนและนายหน้าในการขายอสังหาริมทรัพย์สำหรับตลาดต่างประเทศ ดำเนินงานภายใต้ บริษัท ไทย ดี เรียลเอสเตท จำกัด (Thai D) ธุรกิจลงทุนและซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างแล้วเสร็จภายใต้ชื่อ “Rise Venture” ดำเนินงานภายใต้บริษัท ไรส์ เอสเตท จำกัด และธุรกิจให้บริการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด ดำเนินงานภายใต้บริษัท ออลล์ พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส จำกัด (ALL Prop)  

เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2559 – 2561 นั้น กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม จำนวน 420 ล้านบาท, 714  ล้านบาท และ 2,343 ล้านบาท ตามลำดับ และในช่วงเวลาเดียวกันกลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ จำนวน 11 ล้านบาท, 81 ล้านบาท และ 343  ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งจากอัตราการเติบโตของบริษัทฯ แสดงถึงสถานะทางการเงินและการเติบโตของบริษัทฯ ที่แข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัด  

ใหม่แกะกล่อง : บาจา เฮอร์ริเทจ จับมือ โคคา-โคล่า เปิดตัวรองเท้าดีไซน์ โค้ก สุดคูล ให้สะสมในจำนวนจำกัดเพียง 438 คู่ในไทย

บาจา เฮอร์ริเทจ ร่วมมือกับ โคคา-โคล่า รังสรรค์คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ /ฤดูร้อน สุดพิเศษ ‘iconic capsule collection’ พลิกโฉมความสดใส เพิ่มดีกรีความเท่สุดคูลให้กับรองเท้าบาจาระดับตำนานอย่าง บาจา เทนนิส  (Bata Tennis) และ บาจา ฮ็อตช็อต (Hotshot) โดยการออกแบบคอลเลกชันสุดพิเศษในครั้งนี้ได้มีการนำสีแดงและสีขาวอันโดดเด่นของโคคา-โคล่า มาใช้ในการออกแบบรองเท้า ผสมผสานกับดีเอ็นเอ ของแต่ละแบรนด์ ซึ่งเผยโฉมคอลเลกชั่นที่ทั้งดูสนุกสนาน และสไตล์กราฟิกที่สามารถสวมใส่เพื่อรับความสดใสของทุกๆวัน

บาจา เทนนิส  (Bata Tennis) ได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1936 ในประเทศอินเดีย เพื่อให้เด็กๆได้สวมใส่ในวิชาพละ ซึ่งยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นหนึ่งในรองเท้ารุ่นที่ขายดีที่สุดของบาจา สำหรับการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ ได้มีการนำโลโก้ของโคคา-โคล่า มาใช้ตกแต่งบนรองเท้าซึ่งเข้ากันได้อย่างกลมกลืนกับเชือกผูกรองเท้าและเส้นขลิบรองเท้าสีแดง-ขาว ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่ใช้โลโก้  โคคาโคล่าขนาดใหญ่พาดไปที่ด้านข้างของรองเท้า หรือการนำโลโก้ขนาดเล็กมาจัดวางได้อย่างลงตัวราคา 1,099 บาท

 

ฮ็อตช็อต (Hotshot) รองเท้าบาสเก็ตบอลของบาจา ได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1972 ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามเมื่อ เคิร์ต โคเบน ศิลปินดังแห่งยุคจากวงเนอร์วานา ได้ปรากฏตัวหลายๆครั้งขณะส่วมใสรองเท้า ฮ็อตช็อต โดยความร่วมมือในครั้งนี้เราได้รังสรรค์รองเท้าออกมาสามสไตล์พร้อมสีสันอันหลากหลาย โดยใช้สีที่เป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของ โคคา-โคล่า โลโก้ด้านข้างและด้านหลัง และการขลิบรอบรองเท้า ซึ่งรองเท้าสไตล์เดียวกันนี้ยังมาในสีขาวพร้อมเชือกผูกรองเท้าสีขาว พร้อมปักประโยคสุดฮิตของโค้กสีดำว่า ‘the real thing’ และรองเท้า ฮ็อตช็อต อีกรุ่นนั้นมาในสีเทาอ่อน (light grey Jersey fabric) และรองเท้ารุ่นสุดท้ายได้รับการออกแบบมาให้ดูสนุกสนาน โดยมีคำว่า โคคา-โคล่า ในภาษาต่างๆ กระจายอยู่ทั่วพื้นรองเท้าสีขาว ราคา 2,699 บาท

‘Iconic Capsule Collection’ วางจำหน่ายในประเทศไทยจำนวนจำกัดเพียง 438 คู่ สามารถหาซื้อได้ ณ ร้านบาจา สาขาเมกา บางนา มาบุญครอง เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา บีช

 

เกี่ยวกับบาจา เฮอร์ริเทจ

บาจาแบรนด์รองเท้าคุณภาพร่วมสมัยระดับโลกจากยุโรป ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตรองเท้า โดยมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพของวัสดุที่สามารถสวมใส่สบายกับดีไซน์โมเดิร์นเพื่อทุกไลฟ์สไตล์ในราคาที่คุ้มค่า บาจาก่อตั้งโดย โทมัส บาจา ในปี 1894 ที่หมู่บ้านซลิน  ซึ่งปัจจุบันคือสาธารณรัฐเช็ก เพื่อการบรรลุเป้าหมายที่จะ “ผลิตรองเท้าสำหรับทุกๆ คน" บาจาได้มีการพัฒนาเทคนิคที่หลากหลายในการผลิตรองเท้าโดยมีจุดประสงค์หลัก คือ การให้บริการ ลูกค้า พนักงาน และการคืนกำไรสู่สังคม วันนี้บาจายังคงเป็นธุรกิจของครอบครัวที่ให้บริการลูกค้า 1 ล้านรายต่อวันทั่วโลก บาจาเป็นบริษัทระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ และยังคงเดินหน้าเพื่อผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศต่างๆ ทั่วทั้งยุโรป แอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจในประเทศต่างๆ โดยในปี 2014 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 120 ปี ของบาจา จึงได้เปิดตัว“บาจา เฮอร์ริเทจ คอลเลคชั่น” (Bata Heritage Collection) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของรองเท้าบาจารุ่นต่างๆ ที่ได้ร่วมมือกับแบรนด์พันธมิตรที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ จัดงานแสดงเทคโนโลยี 3DEXPERIENCE Forum Asia Pacific South 2019 เป็นครั้งแรก ที่กรุงเทพฯ

  • งาน 3DEXPERIENCEForum จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้ความร่วมมือกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
  • ร่วมรับฟังงานสัมมนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมทรานฟอร์มธุรกิจ สู่ดิจิทัล
  • ชมไฮไลท์นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการออกแบบในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมตัวอย่างความสำเร็จผู้ประกอบการในโซน 3DEXPERIENCE PLAYGROUND

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ (Dassault Systèmes) ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม และเทคโนโลยี 3 มิติ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรธุรกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ ประกาศจัดงาน 3DEXPERIENCE Forum Asia Pacific South 2019 งานประชุมวิชาการระดับนานาชาติและงานแสดง นวัตกรรมและเทคโนโลยี 3 มิติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้แนวคิดหลักเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบไทยและสร้างบุคลากรที่ใช่ สู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 (Industry Renaissance to Accelerate Thailand 4.0) ในวันที่ 21 มีนาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 9:00 - 18:00 น. ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก (ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน คลิก)

งาน 3DEXPERIENCE Forum ในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ Industry Renaissance to Accelerate Thailand 4.0: Reinvent Industries, Transform Businesses and Build a Future - Ready Workforce แบ่งออกเป็น 2 ส่วน:

ส่วนแรก

งานสัมมนาพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญด้านการดำเนินธุรกิจชั้นนำของไทยและระดับโลกที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาให้ข้อมูลเพื่อนำเสนอข้อมูลภาพรวมเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ รวมทั้งแนวทางเพิ่ม ศักยภาพบุคลากรในแต่ละอุตสาหกรรม มีทั้งหมด 4 เวที ได้แก่ เวทีหลัก (Main Pleanary) และ 3 เวทีย่อย ประกอบด้วย เวทีสัมมนาเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรมการผลิต (Reinventing Manufacturing) เวทีเพื่อสร้างสรรค์เมืองแห่งอนาคต (Building Future Cities) และเวทีขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม (Transforming Businesses) ชมกำหนดการส่วนงานสัมมนาทั้งหมด คลิก

ส่วนที่สอง

โซนงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี 3 มิติ ด้านการบริหารจัดการและวางโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชมกาสาธิตการใช้งานและร่วมรับฟัง พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเหล่านักสร้างสรรค์นวัตกรรมชาวไทยใน 3DEXPERIENCE PLAYGROUND ดังนี้

 

โซนนิทรรศการ: 3DEXPERIENCity

จัดแสดงโซลูชั่นสำหรับภาคอุตสาหกรรม 3DEXPERIENCity โชว์ความสามารถของแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ที่นำข้อมูลผังเมือง มาวิเคราะห์ ออกแบบ สร้างแบบจำลองรายละเอียด และแนวทาง การจัดวางระบบ และโครงสร้างต่างๆ ภายในเมือง โดย 3DEXPERIENCity ใช้ข้อมูลแบบ Semantic 3D Model มาวิเคราะห์ตามแนวคิด What If อะไรจะเกิดขึ้น? ถ้าทำแบบนี้ เพื่อทดสอบโครงการใหม่ๆ และเพิ่มศักยภาพของโซลูชั่นเพื่อยกระดับชีวิตคนเมืองและวางโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านการขนส่ง บริหารจัดการเขตปริมณฑล และการสร้างความสมดุลและบริหารจัดการทรัพยากร

 

โซนนิทรรศการ: น้ำมันและก๊าซ

นิทรรศการภายในโซนน้ำมันและก๊าซ จะจัดแสดงโซลูชั่น 3 มิติ ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าแก่บริษัทน้ำมัน และก๊าซ ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญ ด้านเทคนิคประจำอยู่ในแต่ละห้องเพื่อสาธิตโซลูชั่น ประกอบด้วยห้องแสดงย่อย 5 ห้อง ได้แก่

  1. ห้องแสดงงานวิศวกรรมสำหรับโรงงานน้ำมันและก๊าซ (Engineering Excellence)
  2. ห้องแสดงระบบวางแผนและควบคุมการผลิตด้วยแพลตฟอร์ม QUINTIQ (QUINTIQ Integrated Planning System)
  3. ห้องแสดงระบบตรวจสอบอุปกรณ์และโครงสร้างอาคาร (Facility Inspection Experience)
  4. ห้องแสดงระบบจัดการบ่อน้ำมันแบบครบวงจร (Unified Oilfield Management)
  5. ห้องโมเดลโรงงานเสมือนจริง (Virtual Plant Model Experience)

 

โซนนิทรรศการ: คมนาคมขนส่งและการเดินทาง

ด้านโซนคมนาคมขนส่งและการเดินทางจะจัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่เหนือชั้นและแนวทาง ปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยเทคโนโลยีที่นำมาจัดแสดง อาทิ เทคโนโลยีการ ผลิตแบบเติมเนื้อวัสดุ (Additive Manufacturing) เทคโนโลยีที่รองรับข้อมูล ดิจิทัลทั้งเก่าและใหม่ (Digital Continuity) และวิศวกรรมระบบในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยไฮไลท์ ที่น่าสนใจได้แก่ แบบจำลอง 3 มิติ ของงานออกแบบ รถยนต์ไฟฟ้า และประสิทธิภาพเครื่องยนต์

 

โซนนิทรรศการ: เอสเอ็มอี

โซนจัดแสดงความสำเร็จของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ใช้ซอฟแวร์เพื่อการออกแบบงาน CAD (Computer-Aided Design) โดย SOLIDWORDS ผู้เยี่ยมชมภายในโซนนี้จะได้สัมผัสและเรียนรู้ ความสามารถของซอร์ฟแวร์ SOLIDWORKS ดังนี้

  • 2D and 3D CAD
  • CAM (Computer-Aided Manufacturing)
  • Digital Simulation Solutions
  • Electrical Design
  • Visualization
  • Product Configuration
  • Communication and Collaboration Tools

และพูดคุยกับตัวอย่างความสำเร็จของ 3 ผู้ประกอบการที่นำซอฟแวร์ SOLIDWORKS มาใช้ออกแบบ ผลิตภัณฑ์ ได้แก่

 

J-FOX Aviation
ผู้ผลิตและออกแบบเครื่องบินสองที่นั่งขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

 

Leon Group Co., Ltd.
ผู้ผลิต-จัดจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ที่ออกแบบด้วยวัสดุพิเศษ Kevla

 

LR Paris
ผู้ผลิตของขวัญให้กับองค์กร สร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับผลิตภัณฑ์ โดยใช้ขั้นตอนการออกแบบและกระบวนการผลิตแบบดิจิทัล

 

เกี่ยวกับแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ (Dassault Systèmes)

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ คือบริษัท 3DEXPERIENCE ที่นำเสนอโลกเสมือนจริงให้แก่ผู้คนและองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับ การสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชั่นระดับชั้นนำของโลกที่ปรับปรุงแนวทางการออกแบบ ผลิต และ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ โซลูชั่นการประสานงานร่วมกันของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม ขยายความเป็นไปได้สำหรับโลกเสมือนจริงเพื่อปรับปรุงโลกแห่งความเป็นจริง บริษัทฯ มอบคุณประโยชน์ให้แก่ ลูกค้าองค์กรทุกขนาดกว่า 220,000 รายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในกว่า 140 ประเทศ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.3ds.com

3DEXPERIENCE, the Compass logo and the 3DS logo, CATIA, SOLIDWORKS, ENOVIA, DELMIA, SIMULIA, GEOVIA, EXALEAD, 3D VIA, BIOVIA, NETVIBES and 3DEXCITE เป็นเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ หรือเป็นของบริษัทในเครือ ทั้งที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา และ/หรือ ประเทศอื่นๆ

หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศยอดจัดซื้อจัดจ้างปี 2561 มีมูลค่ารวม 608 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ คาดเพิ่มขึ้นเป็น 652 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปี 2562

ตัวแทนกว่า 400 รายจากบริษัทพันธมิตรกว่า 1,900 แห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ เข้าร่วมงานประชุมพันธมิตรหลักประจำปีของหัวเว่ย

หัวเว่ย ผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีและสมาร์ทดีไวซ์ชั้นนำระดับโลก ประกาศยอดการจัดซื้อจัดจ้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของบริษัทในปีที่ผ่านมาด้วยมูลค่าทั้งสิ้น 608 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะในประเทศไทย มียอดสูงถึง 196.3 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยอินเดีย (146 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และฮ่องกง (105.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยระหว่างปี พ.ศ. 2559 – 2561 การจัดซื้อจัดจ้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดของหัวเว่ยมีมูลค่าสูงถึง 2,090 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2562 งบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก เป็น 652 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลตัวเลขทั้งหมดนี้ได้รับการเปิดเผยในระหว่างงานประชุม 2019 SEA Core Partner Convention ของหัวเว่ย ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ภายใต้ธีม “การเปิดกว้าง ความโปร่งใส ความร่วมมือเพื่อความสำเร็จร่วมกัน - Openness, Transparency, Collaboration for Sharing the Success” โดยมีตัวแทนกว่า 400 คน จากจำนวนซัพพลายเออร์ทั้งหมดของบริษัทกว่า 1,900 รายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ ภาคการผลิต, โลจิสติกส์, บริการด้านวิศวกรรม, เครือข่ายเอ็นเตอร์ไพรส์, การตลาด เข้าร่วมงาน

ในงานมีการกล่าวบรรยายและนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงคำกล่าวต้อนรับโดย มร. เจมส์ อู๋ ประธานบริหาร ของหัวเว่ยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การแนะนำธุรกิจของหัวเว่ย ความสำเร็จของลูกค้า และข้อมูลด้านการจัดซื้อจัดจ้างของหัวเว่ยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พันธมิตรหลัก ๆ ของหัวเว่ยหลายราย อาทิ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (TKC) และบริษัท คัมมินส์ ดีเคเอสเอช จากประเทศไทย ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์กับผู้มาร่วมงาน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายบริษัทที่ได้รับรางวัลสำหรับความร่วมมือที่โดดเด่นกับหัวเว่ยในประเภทต่าง ๆ ดังนี้ การบริหารการจัดซื้อ, การจัดซื้อบริการด้านวิศวกรรม และการจัดซื้อวัสดุ

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การทำงานร่วมกันระหว่างหัวเว่ยและบริษัทพันธมิตรกว่า 1,900 ราย ได้สร้างงานจำนวนมากกว่า 45,000 ตำแหน่งงานในบริษัทซัพพลายเออร์ของหัวเว่ย มีวิศวกรโทรคมนาคมในภูมิภาคนี้กว่า 125,000 คนได้รับการฝึกอบรม โดยวิศวกรกว่า 98,000 คนได้รับประกาศนียบัตรระดับมืออาชีพ หัวเว่ยได้มีการดำเนินการตรวจสอบระบบคุณภาพของพันธมิตรหลัก ๆ กว่า 300 ครั้ง ช่วยให้บริษัทพันธมิตรกว่า 130 แห่งผ่านมาตรฐาน ISO หรือการรับรองอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดเกิดใหม่ และเป็นจักรกลอันทรงพลังที่จะเชื่อมต่อนวัตกรรมและธุรกิจเข้าด้วยกัน หัวเว่ยและบริษัทพันธมิตรในภูมิภาคทำหน้าที่ส่งเสริมและเติมเต็มกันและกันได้อย่างดีเยี่ยม การสร้างและแบ่งปันคุณค่าตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมคืออนาคตของเรา เราควรจะผสานประสิทธิภาพด้านทรัพยากรอันเป็นเลิศของเรา และร่วมกันสร้างกลุ่มทรัพยากรคุณภาพสูงเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของเราให้ดีขึ้น” มร. เจมส์ อู๋ อธิบาย “พวกเราทุกคนล้วนมีวิสัยทัศน์เพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ การนำดิจิทัลมาสู่ทุกคน ทุกบ้านและทุกองค์กร เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ และเพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริง หัวเว่ยยินดีที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรของบริษัททุกราย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมให้มีการเปิดกว้าง ความหลากหลาย และการทำงานร่วมกัน” เขากล่าวเสริม

นายปิยะ จิราภาพงศา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เทริน์คีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (TKC) ผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม และเป็นพันธมิตรที่ยาวนานของหัวเว่ยในประเทศไทย กล่าวอธิบายว่า “เราเริ่มทำงานกับหัวเว่ยในปี พ.ศ. 2549 ความร่วมมือของเรามาจากหลักการหลัก ๆ ที่เหมือนกัน นั่นคือ การทุ่มเทอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อความสำเร็จของโครงการ ความร่วมมือและการทำงานร่วมกันเป็นทีม การให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับหนึ่งและเราก็หมายความตามนั้นจริง ๆ สำหรับหัวเว่ยและ TKC เราทุ่มเทเต็มที่ให้กับลูกค้าเสมอ ความเป็นเลิศและความจงรักภักดีของลูกค้าคือรางวัลในตัวมันเอง”

มร. เจสัน เฟิง ผู้จัดการฝ่ายขายและบริการลูกค้าระดับโลก ของคัมมินส์ ผู้ผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก พูดว่า “จากวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ที่ต้องการยกระดับชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นด้วยการทลายขีดจำกัดของพลังแห่งความร่วมมือที่แข็งแกร่งอันเป็นหนึ่งเดียวกัน หัวเว่ยและคัมมินส์จึงได้บรรลุข้อตกลงด้านความร่วมมือระดับโลกร่วมกันในปี 2551 การที่แบรนด์หัวเว่ยเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หัวเว่ยสามารถแข่งขันในตลาดระดับบนได้ ในปี 2562 คัมมินส์ ดีเคเอสเอช ประเทศไทย (CDT) จะสนับสนุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ BCH 4 ของ UIH ให้กับหัวเว่ย เรายินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานอันยอดเยี่ยมร่วมกับหัวเว่ย”

ปี 2562 จะเป็นปีของเทคโนโลยี 5G ในฐานะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีระดับชาติที่สำคัญที่สุด 5G จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในภูมิภาคนี้จะมีผู้ใช้ 5G สูงถึง 80 ล้านราย ปริมาณข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า มีการพัฒนาเมืองอัจฉริยะมากกว่า 20 เมือง และอุปกรณ์ดิจิทัลไร้สายที่มีความอัจฉริยะจะเพิ่มผลิตภาพทางสังคมได้มากขึ้น 4-8% โดยเฉลี่ย

“ในฐานะที่เป็นผู้นำระดับโลกในด้าน 5G การร่วมมือกับหัวเว่ยเปรียบได้กับการขึ้นรถบัสคันแรกเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป หัวเว่ยได้ดำเนินธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นเวลา 20 ปี และต้องขอบคุณการสนับสนุนอันน่าทึ่งของบริษัทพันธมิตรของเราทุกราย เราจึงไม่มีสถิติในด้านลบเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์เลย เราสามารถประกาศให้โลกรู้ได้เลยว่า หัวเว่ยเป็นพันธมิตรเพื่อการเติบโตในอนาคตที่มีคุณค่าและไว้ใจได้” มร. เจมส์ อู๋ กล่าวสรุป