Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

ยิปรอคคว้ารางวัลองค์กรต้นแบบ “Happy Workplace นวัตกรรมนำสุขยุคดิจตอล” จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ภาพข่าว: บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) นำโดย อภิรักษ์ ชัยศิริพาณิชย์ ผู้จัดการโรงงานไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม สาขาแหลมฉบัง เป็นผู้แทนขึ้นรับรางวัล “Happy Workplace นวัตกรรมนำสุขยุคดิจตอล” จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ภาพข่าว: บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) นำโดย อภิรักษ์ ชัยศิริพาณิชย์ (ขวา) ผู้จัดการโรงงานไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม สาขาแหลมฉบัง เป็นผู้แทนขึ้นรับรางวัล “Happy Workplace นวัตกรรมนำสุขยุคดิจตอล” จาก ไพโรจน์ มีทวี (ซ้าย) นายกสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ประธานคณะทำงานโครงการเสริมสร้างการเป็นองค์กรสุขภาวะในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ซึ่งพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ http://www.gyproc.co.th/ หรือ https://www.facebook.com/GyprocTH

นิช คาร์ กรุ๊ป รับโล่ประกาศเกียรติคุณ สนับสนุนกิจกรรมรณรงค์การขับขี่อย่างปลอดภัย

วิทวัส ชินบารมี (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด ขึ้่นรับโล่ประกาศเกียรติคุณ ในฐานะผู้สนับสนุนกิจกรรมรณรงค์การขับขี่อย่างปลอดภัย “ตำรวจทางหลวง ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง” พร้อมนำซูเปอร์คาร์ แมคลาเรน 720เอส เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการขับขี่อย่างปลอดภัยตลอดปี รวมถึงป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ภายใต้แนวคิด “ปีใหม่ เดินทางปลอดภัย ครอบครัวรอเราอยู่” ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมและกองบังคับการตำรวจทางหลวง โดยได้รับเกียรติจาก อาคม เติมพิทยาไพสิฐ (ขวา) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานพิธีมอบโล่ ณ หน่วยบริการตำรวจทางหลวงวังมะนาว จังหวัดราชบุรี เมื่อวันก่อน

“AGE” เตรียมผงาด ปี 62 ปั้นรายได้ แตะ 9 พันล้าน เดินเกมปรับยุทธศาสตร์ ต่อจิ๊กซอว์ทางธุรกิจ ดึง โลจิสติกส์ เสริมมูลค่าเพิ่ม

บมจ.เอเชียกรีน เอนเนอจี (AGE) เดินหน้าต่อจิ๊กซอว์โมเดลธุรกิจ ดึง โลจิสติกส์ ด้านการขนส่งทางน้ำและทางบก รวมทั้งการให้บริการท่าเรือ และคลังสินค้าเสริมความแข็งแกร่ง คาดทำรายได้ให้บริษัทถึง 900 ล้านบาทในปี 2562 จากเป้ารายได้รวม 9,000 ล้านบาท  ด้านผู้บริหาร “ พนม ควรสถาพร ” ระบุภาพรวมอุตสาหกรรมปี 62 ความต้องการใช้ถ่านหินภาคอุตสาหกรรมคึกคัก มั่นใจยอดขายถ่านหินทั้งปีแตะ 4 ล้านตัน

นายพนม ควรสถาพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชียกรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายถ่านหิน  บิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด) เปิดเผยว่า บริษัทฯตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในปี 2562 ไว้ที่ระดับ 9,000 ล้านบาท โดยบริษัทฯได้มีการกำหนดแผนการดำเนินธุรกิจเชิงรุก เพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาด ให้มีความหลากหลาย และครอบคลุม ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  ส่งผลให้บริษัทฯตั้งเป้าสัดส่วนยอดขายในตลาดต่างประเทศไว้ที่ 25% และในประเทศที่ 65% โดยตั้งเป้าปริมาณการขายถ่านหินทั้งปีที่ระดับ 4 ล้านตัน และตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ 10%

นอกจากนี้ บริษัทฯได้มีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนไปยังในธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ขนส่งทางน้ำและทางบก รวมทั้งการให้บริการท่าเรือ และคลังสินค้ามากขึ้น โดยตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ระดับ 900 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณร้อยละ 10 ของรายได้รวม จากกองเรือลำเลียงที่จะ เพิ่มขึ้นเป็น 24 ลำ  จากปีก่อนที่มีกองเรือ จำนวน 12 ลำ ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้บริการขนส่งทางน้ำ ของกลุ่มผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประธานกรรมการบริหาร  บมจ.เอเชียกรีน เอนเนอจี (AGE) ยังได้กล่าวอีกว่า บริษัทฯได้มีแผนปรับปรุงพื้นที่ เพื่อพัฒนาท่าเรือเพิ่มเติม เป็นท่าที่ 3 จากเดิมที่มีท่าเรือในการให้บริการอยู่แล้ว จำนวน 2 ท่า ในบริเวณคลังสินค้า อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 นี้  ถือเป็นการเพิ่มความสามารถในการขนถ่ายสินค้าหน้าท่าให้เพิ่มขึ้น

“ในปี 2562  นอกจากธุรกิจถ่านหินแล้ว ยังเป็นปีที่ บริษัทฯมีแผนเพิ่มสัดส่วนรายได้ จากธุรกิจด้านโลจิสติกส์  เพื่อเป็นการต่อยอดรายได้ และลดการพึ่งพิงธุรกิจหลัก อย่างถ่านหินเพียงอย่างเดียว โดยการต่อยอดธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ขนส่งทางน้ำและทางบก รวมทั้งการให้บริการท่าเรือ และคลังสินค้า ที่จะมีทั้งจำนวนกองเรือ ที่เพิ่มเข้ามาอีก 12 ลำที่จะส่งมอบในช่วงไตรมาส 1/2562  ทำให้บริษัทฯมีเรือลำเลียงทั้งหมดเป็น 24 ลำ และมีท่าเรือเพิ่มอีก 1 ท่า ถือเป็นการ เพิ่มศักยภาพทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น และคาดว่าสัดส่วนรายได้จากการให้บริการท่าเรือคลังถ่านหิน และโลจิสติกส์ ขยับเป็น 10% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 5%ขณะที่รายได้ หลักจากธุรกิจถ่านหิน ในประเทศจะอยู่ที่ 65%  และรายได้จากการขายถ่านหินในต่างประเทศในอยู่ที่ 25%” นายพนม กล่าว

สำหรับภาพ ภาพรวมอุตสาหกรรมการใช้ถ่านหินในประเทศมองว่า ความต้องการใช้ถ่านหิน ยังคง ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้ของกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมผลิตกระดาษ รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นต้น  โดยจะเห็นได้จาก ในช่วง 10 เดือนแรกปี 2561 ประเทศไทย มีการนำเข้าถ่านหินประมาณ 21.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในขณะที่ความต้องการใช้ถ่านหินประเทศเวียดนาม เพิ่มสูงขึ้นตาม การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ ที่โตเฉลี่ยปีละ 7%  ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่างๆ มีการเพิ่มกำลังการผลิต และใช้ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องไปกับ แผนการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน จาก 37% ในปี 2559 เป็น 53% ในปี 2573  และทำให้คาดการณ์ว่า ในปี 2573 ประเทศเวียดนามจะมีการ นำเข้าถ่านหินสูงถึง 100  ล้านตันต่อปี 

เอ็นอีเอ ชวนร่วม “เปิดบ้าน DITP OPEN HOUSE 2019”

สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจร่วมงาน “เปิดบ้าน DITP OPEN HOUSE 2019” พบกับกิจกรรมต่างๆ อาทิ การเสวนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศและการทำตลาดออนไลน์ การจัดแสดงนิทรรศการโครงการสำหรับผู้ประกอบการในปี 2562 การให้คำปรึกษาด้านการลงทุนจากหน่วยงานพันธมิตร เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าฯ (EXIM Bank) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ (NIA) และธนาคารกรุงไทย พร้อมรับฟังประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการที่ประสบความสำเร็จทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งศิลปินดาราเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ อาทิ ดีเจเพชรจ้า , คุณเปิ้ล นาคร และคุณจูน กษมา ศิลาชัย และคุณศรีริต้า เจนเซ่น ที่ให้เกียรติมาร่วมงาน

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 9 มกราคม 2562 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (ถนนรัชดาภิเษก) ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://bit.ly/2Snpck4 หรือ https://goo.gl/forms/xhRF8MhXFtItSmUT2 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม   ได้ทางโทรศัพท์ 02-507-8157  เว็บไซต์ nea.ditp.go.th และ facebook.com/nea.ditp

ยิลเลตต์ เปิดไตรมาสแรกในฐานะผู้สนับสนุนร่วมฟุตบอลทีมชาติไทย “ช้างศึก” เสริมภาพผู้นำแบรนด์ผลิตภัณฑ์โกนหนวดเอาใจกลุ่มแฟนฟุตบอลไทย

นางสาวสิรินพร วัฒนะภราดร (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) พร้อม นางสาวนิชาภา ธรรมบุตร (ที่ 2 จากขวา) ผู้ช่วยผู้จัดการผลิตภัณฑ์ยิลเลตต์ พร้อมด้วย ชนาธิป สรงกระสินธ์ (ซ้าย) และ มิก้า ชูนวลศรี (ขวา) ตัวแทนนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ร่วมถ่ายภาพเปิดตัวพันธกิจครั้งใหม่ของแบรนด์ยิลเลตต์ ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์โกนหนวด ในฐานะผู้สนับสนุนร่วมอย่างเป็นทางการของฟุตบอลทีมชาติไทย หรือ ทีม “ช้างศึก” ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

ยิลเลตต์ แบรนด์ผลิตภัณฑ์โกนหนวดอันดับ 1 ของโลก เดินหน้าสร้างแบรนด์ในฐานะผู้นำของตลาดผลิตภัณฑ์กรูมมิ่งสำหรับผู้ชาย ประกาศตัวเป็นผู้สนับสนุนร่วมอย่างเป็นทางการของทีมฟุตบอลทีมชาติ “ช้างศึก” ดึงกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค ผ่านกีฬายอดนิยมอย่างฟุตบอล และบรรดานักเตะทีมชาติไทยที่เปรียบเสมือน “หน้าตาของชาติ” ผู้สร้างความภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ

เปิดศักราชใหม่เพื่อเอาใจแฟนฟุตบอลทีมชาติไทย แบรนด์ยิลเลตต์ ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์โกนหนวดที่ครองใจผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ประกาศพันธกิจใหม่ร่วมกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมป์ ในฐานะผู้สนับสนุนร่วมอย่างเป็นทางการของ “ช้างศึก” หรือทีมฟุตบอลทีมชาติไทยในปี 2562 นี้

นางสาวนิชาภา ธรรมบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ยิลเลตต์ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า “แบรนด์ยิลเลตต์ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์พาร์ทเนอร์ชิปกับพันธมิตรต่างๆ ทั่วโลก ที่จะช่วยสร้างปรากฎการณ์ใหม่ๆ ให้แก่กลุ่มผู้ชายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนกีฬายอดนิยมของผู้ชายอย่างฟุตบอล ที่แบรนด์ยิลเลตต์มีโอกาสเป็นพันธมิตรกับสโมสรและนักกีฬาฟุตบอลระดับโลกมากมาย”

“ล่าสุดแบรนด์ยิลเลตต์ ประเทศไทยมีความภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มีกาสเป็นหนึ่งในผู้สนันสนุนทีม “ช้างศึก” หรือฟุตบอลทีมชาติไทย เพื่อร่วมเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการผลักดันวงการฟุตบอลของไทย ให้พัฒนายิ่งขึ้นไปทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมไปกับการเดินกลยุทธ์ สร้างประสบการณ์ร่วมและครองใจกลุ่มผู้บริโภคชาย ที่มีความชื่นชอบกีฬาฟุตบอลและติดตามให้กำลังใจนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทยอีกด้วย”

 

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019 จัดการแข่งขันรอบคัดเลือก National Qualifiers 8-9 มกราคม 2562 

ณ สนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมจัดการแข่งขัน Honda LPGA Thailand  National Qualifiers ในวันที่ 8-9 มกราคม 2562  ณ สนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส เพื่อเฟ้นหานักกอล์ฟไทยเต็งหนึ่งร่วมดวลวงสวิงกับนักกอล์ฟหญิงระดับโลกในรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019

การแข่งขันรอบ National Qualifiers เป็นการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้นักกอล์ฟหญิงไทยทุกระดับทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น โดยผู้สมัครหากเป็นนักกอล์ฟมือสมัครเล่นต้องมีแต้มต่อจากสมาคมกอล์ฟแห่งสหรัฐ (แฮนดิแคปยูเอสจีเอ) 2.0 หรือน้อยกว่า ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2561  ผู้ชนะจะได้ร่วมลงสนามกับนักกอล์ฟหญิงทั่วโลกรวม 70 คนในรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019 เพื่อชิงเงินรางวัลสูงกว่า 53 ล้านบาท ซึ่งจะจัดในวันที่ 21-24 กุมภาพันธ์ 2562 ต่อไป

การแข่งขันกอล์ฟสตรีรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ จัดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006  โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สานฝันอันยิ่งใหญ่” (Dream Big) เพื่อเป็นเวทีสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักกอล์ฟได้พัฒนาตนเองและกล้าที่จะสร้างฝันให้เป็นจริง และทำให้กีฬากอล์ฟกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของประเทศไทยในอนาคต

 

กระทรวงวิทย์ ผนึก ก.ศึกษาฯ – สาธารณสุข เดินหน้าปั้นย่านนวัตกรรมโยธี ของขวัญเพื่อสุขภาพชิ้นใหญ่สำหรับชาวไทย ตั้งเป้า 10 ปี ก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์และสาธารณสุขครบวงจร

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจับมือ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้ายกระดับย่านนวัตกรรมโยธีสู่ศูนย์กลางด้านการแพทย์และสาธารณสุขครบวงจรภายใน 10 ปี ชี้ความร่วมมือดังกล่าวจะร่วมกันพัฒนาแนวทางและกิจกรรมต่างๆ ทั้งในด้าน นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริการ สภาพแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานภายใต้พื้นที่ย่านโยธี เขตราชเทวี ซึ่งมีการกระจุกตัวของสถานพยาบาล สถาบันการศึกษาทางการแพทย์ และจำนวนทรัพยากรผู้เชี่ยวชาญต่อจำนวนประชากรสูงสุดในกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตามในการพัฒนาย่านนวัตกรรมโยธีนั้นยังได้ตั้งเป้าหมาย 4 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับนวัตกรรม 2.พัฒนาสินทรัพย์ด้านกายภาพ เศรษฐกิจ และเครือข่ายให้เหมาะสมสำหรับการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ 3.พัฒนาศักยภาพการวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริการ สภาพแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน และ 4.ปลดล็อกข้อจำกัด และผลักดันโครงการด้านการแพทย์และสุขภาพของหน่วยงานภายในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพ

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เล็งเห็นถึงความสำคัญและโอกาสในการพัฒนาและยกระดับย่านโยธี ให้กลายเป็นย่านนวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุขครบวงจร โดยมีเป้าหมายใน 4 ส่วน คือ 1.พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับนวัตกรรม โดยใช้ทรัพยากรพื้นที่เนื้อเมืองและความหนาแน่นด้านนวัตกรรมเป็นพื้นฐานสำคัญ 2.พัฒนาสินทรัพย์ด้านกายภาพ เศรษฐกิจ และเครือข่ายให้เหมาะสมสำหรับการเป็นศูนย์กลางย่านนวัตกรรมทางการแพทย์และการวิจัย 3.พัฒนาศักยภาพการวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริการ สภาพแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืนในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ และ 4.ปลดล็อกข้อจำกัด และผลักดันโครงการด้านการแพทย์และสุขภาพของหน่วยงานภายในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพทางธุรกิจ

สำหรับการวางพื้นฐานในการพัฒนาและขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมทางการแพทย์นั้นจะต้องประกอบไปด้วย การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน หรือพื้นที่เพื่อรองรับการวิจัย พัฒนา และทดลองนวัตกรรมทางการแพทย์ ตามมาด้วยการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาย่านจากทุกภาคส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน การส่งเสริมการสร้างและใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในย่านและโดยรอบ รวมทั้งนำไปสู่อุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังจะต้องมีการวางมาตรการและนโยบายสนับสนุนการลงทุนด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมทางด้านการแพทย์ รวมถึงฐานข้อมูลเพื่อการบริการทางการแพทย์เพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

ดร.สุวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาและขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมสุขภาพโยธี โดยมี นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อร่วมพัฒนาแนวทางและกิจกรรมในการพัฒนาย่านฯ ทั้งในด้าน นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริการ สภาพแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยได้ดำเนินการจัดทำแผนการพัฒนาย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ให้เป็นศูนย์กลางและการรักษาและการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพต้นแบบขึ้น ภายใต้พื้นที่ย่านโยธี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตย่านที่มี สถานพยาบาล สถาบันการศึกษาทางการแพทย์ ที่มีการกระจุกตัวของโรงพยาบาล และสถาบันทางการแพทย์ จำนวนทรัพยากรบุคคล บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ สถานพยาบาล โรงเรียนแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐาน ต่อจำนวนประชากรสูงสุดในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ มั่นใจว่า ภายใน 10 ปี พื้นที่ดังกล่าวจะสามารถก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างครบวงจร

ด้าน ศ.คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าประเทศไทยถือเป็นหนึ่งประเทศที่ได้รับการยอมรับจากระดับนานาชาติ ในเรื่องความรู้ความสามารถในการให้บริการทางด้านสุขภาพ ดังนั้นการวางรากฐานและสร้างต้นแบบการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ในประเทศ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและเพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ของชาติ Thailand 4.0 ในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) โยธีจึงถูกเลือกเป็นย่านนวัตกรรมการแพทย์ด้วยปัจจัยดังนี้

  • ด้วยศักยภาพของพื้นที่โดยรอบตั้งแต่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตลอดจนถึงบริเวณถนนพระราม 6 นั้นหนาแน่นไปด้วยจำนวนโรงพยาบาลมากกว่า 10 แห่ง ทำให้พื้นที่สามารถตอบสนองต่อการให้บริการทางการแพทย์ และสามารถรองรับปริมาณคนไข้ที่เข้ามายังพื้นที่ได้จำนวนมาก เป็นโอกาสสร้างพื้นที่นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ยังมีศักยภาพในการยกระดับเป็นศูนย์รวมของการสร้างนวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อนำไปสู่การขยายผลในระดับประเทศ และนานาชาติ ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาระบบแพทย์ทางไกล (Tele-Medicine) โรงพยาบาลอัจฉริยะ (Hospital 4.0) และการแพทย์แม่นยำ (Precision medicine) เป็นต้น

ด้วยเหตุที่กิจกรรมทางการแพทย์ที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ย่านนวัตกรรมโยธี จึงเหมาะแก่การเป็น Medtech and Healthtech Sandbox โดยใช้ทรัพยากรและความสามารถทางการแพทย์ที่มีอยู่ในพื้นที่เป็น Test Bed ที่จะยกระดับการแพทย์ไทยไปสู่ระดับสากล เช่น การใช้โรงพยาบาล ในย่านเป็นพื้นที่การทดสอบต้นแบบ (Prototyping) และการทดสอบทางคลินิก (Clinical trial) และการขยายผลไปสู่โรงพยาบาลในพื้นที่อื่น ๆ

ขณะที่ ศ. คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การส่งเสริมให้เกิดย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ต้องอาศัยการพัฒนาทรัพยากรที่เป็นแพทย์ พยาบาล หรือแม้แต่การพัฒนาการวิจัยทางการแพทย์ เพื่อพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าทางเศษฐกิจเกิดการลงทุนการบริการทางการแพทย์และสุขภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของการบริการทางการแพทย์ในด้านต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น บทบาทของการศึกษาและวิจัยจะช่วยยกระดับการพัฒนาย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธีประกอบไปด้วย

  1. มหาวิทยาลัยวิจัยในพื้นที่มีคณะที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เป็นจำนวนมาก เช่น คณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี คณะทันตแพทย์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะสาธารณสุข คณะวิทยาศาสตร์ และวิทยาลัยพยาบาล ทำให้มีความเหมาะสมในการเป็น Medtech innovator reservoir ในการสร้างบุคคลากรด้านการแพทย์มุ่งสู่การเป็น world class ทางการแพทย์และตอบโจทย์การเป็น hospital 4.0
  2. นอกจากนั้น สถาบันวิจัยและสถาบันเฉพาะทางการแพทย์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ คือ Innovation Lab ด้านการแพทย์ขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่า 1.7 ล้าน ตรม. เพื่อให้เกิดกิจกรรมด้านวิจัยและนวัตกรรม (Research to Innovation, R2I) โดยมีหลายคณะเข้ามามีส่วนร่วม
  3. ศักยภาพการเรียนการสอนและวิจัยการแพทย์ข้างต้น จะเป็นตัวเร่งการยกระดับศักยภาพบทบาทของงานวิจัยในมหาวิทยาลัยทั้งในย่าน และพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันเพื่อสร้าง research excellence ระดับโลก และต่อยอดพัฒนา Research capability เพื่อสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์การแพทย์ในระดับสากล

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวปิดท้ายว่า การพัฒนาย่านนวัตกรรมของประเทศไทยจะมีบทบาทในการพัฒนา และขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจของประเทศได้ดังนี้

  • การดึงดูดกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมให้รวมกันเป็นคลัสเตอร์ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ และกลไกที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ดำเนินกิจกรรมภายในย่าน
  • เกิดการสร้างงานรูปแบบใหม่ จากการสร้างสรรค์นวัตกรรม ให้เป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตในยุคสมัยใหม่ รวมทั้งสร้างการเชื่อมต่อ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพ และกลุ่มผู้ประกอบการ ให้สามารถเข้ามาร่วมกันวางแผนยกระดับนวัตกรรมในพื้นที่ ซึ่งท้ายที่สุดจะเกิดเป็นการแบ่งปันความรู้
  • การสร้างให้ย่านมีแรงกระตุ้นเทียบเท่าพื้นที่อีอีซี เพื่อเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยเฉพาะสตาร์ทอัพ นักลงทุน นักพัฒนาที่ดินด้านสุขภาพ และ การผลิตแบบห่วงโซ่มูลค่าด้านการแพทย์ในระดับโลก
  • การนำเสนอนวัตกรรมภาครัฐ (Public sector innovation) ที่ประชาชนสัมผัสและจับต้องได้ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่าง วิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และโรงพยาบาลในพื้นที่
  • การทำนวัตกรรมเชิงพื้นที่ในเนื้อเมืองชั้นในเพื่อทำให้เกิด เมืองนวัตกรรมทั้งในพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่โรงพยาบาล รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองการเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ในรูปแบบใหม่ ด้วยนวัตกรรม เช่น Tele Medicine, Health service และนวัตกรรมทั่วถึงสำหรับคนชราและคนพิการ

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th , facebook.com/NIAThailand

พฤกษา คว้ารางวัลการันตีคุณภาพจากเวทีระดับโลก International Property Awards 2018 – 2019

พฤกษาผู้นำอันดับหนึ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์ คว้ารางวัลการันตีคุณภาพจากเวทีระดับโลกในงาน International Property Awards 2018 - 2019 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ คือ โครงการ “แชปเตอร์วัน อีโค รัชดา - ห้วยขวาง” โดยเป็น Regional Winner ในรางวัล Best Development Marketing Asia Pacific มีเกณฑ์การพิจารณาตัดสินจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากภาพรวมโครงการ คุณภาพการก่อสร้าง สถาปัตยกรรมภายในและภายนอก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการ

โดย นางอรนุช อิติโกศิน กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพรีเมียมแนวสูง และ นางกนกอร หลิมกำเนิด รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพรีเมียมแนวสูง 1 บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัลซึ่งถือเป็นรางวัลอันทรงคุณค่าในเวทีระดับโลกที่การันตีถึงความ “ใส่ใจ” ในการออกแบบ และคุณภาพการก่อสร้างที่อยู่อาศัยโครงการพรีเมียมของพฤกษา

“แชปเตอร์ วัน อีโค” คอนโดแต่งครบ พร้อมเข้าอยู่เดือน ก.พ. นี้ แถมโปรโมชั่นพร้อมเปย์ ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน ในราคาเริ่มเพียง 2.5 ล้าน* สนใจลงทะเบียนรับส่วนลดพิเศษได้ที่ https://bit.ly/2SH2dQu และสามารถเยี่ยมชม Sales Gallery ได้แล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.1739 หรือ https://www.pruksa.com/premium

Viu จับมือร่วมธุรกิจกับ Workpoint ผู้นำด้านการให้บริการสาระบันเทิงของประเทศไทย

Viu (วิว) ผู้นำด้านการให้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตระดับภูมิภาคภายใต้กลุ่มบริษัท PCCW Media Group (พีซีซีดับเบิลยู มีเดีย กรุ๊ป) ได้ลงนามในสัญญาคอนเทนต์กับ Workpoint (เวิร์คพอยท์) หนึ่งในผู้ให้บริการสื่อบันเทิงแนวหน้าของประเทศไทย เพื่อให้แฟน ๆ Viu รับชมละครและรายการต่าง ๆ จาก Workpoint กว่า 1,500 ตอน ในปี 2019

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Viu ได้ทำข้อตกลงคอนเทนต์ครั้งแรกในประเทศไทยกับทาง GMM25 หนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านความบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อส่งตรงรายการพรีเมียมสุดฮิตซึ่งล้วนเหมาะกับผู้ชมออนไลน์ชาวไทยถึงหน้าจอ การร่วมมือกับ Workpoint นี้ถือเป็นการพิสูจน์อีกขั้นว่าทาง Viu ได้ทำตามสัญญาที่จะมอบตัวเลือกอันหลากหลายให้โดนใจผู้ชมทั่วประเทศ

Workpoint ผลิตรายการที่เน้นความเพลิดเพลินและเบาสมองมากมายหลายรายการ เช่น รายการบันเทิง เกมโชว์ รายการตอบปัญหาและเรียลลิตี้โชว์ อีกทั้งยังติดอันดับ 1 ใน 3 ช่องดิจิทัลทีวียอดนิยมของประเทศไทยอีกด้วย^ ตัวอย่างรายการยอดฮิตอย่างยาวนานของ Workpoint ได้แก่ แฟนพันธุ์แท้ ปริศนาฟ้าแลบ เวทีทองเวทีเธอ รวมถึงรายการประกวดร้องเพลงอย่างไมค์ทองคำและไมค์ปลดหนี้ นอกจากนี้สื่อสังคมออนไลน์ของทางบริษัทยังถือเป็นอันดับหนึ่งของประเทศอีกด้วย

นายธวัตวงศ์ ศิลมานนท์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท พีซีซีดับเบิลยู โอทีที (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Viu มุ่งมั่นที่จะนำเสนอรายการชื่อดังในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีผู้รับชมวิดีโอผ่าน Viu เฉลี่ยรายวันถึง 108 นาทีต่อคน ในขณะที่ชาวเอเชียทั่วไปใช้เวลา 186 นาทีต่อวันต่อคนโดยเฉลี่ยในการรับชมวิดีโอออนไลน์ผ่านช่องทางต่าง ๆ นั่นหมายความว่า Viu ได้เป็นตัวเลือกหลักของการรับชมวิดีโอของผู้บริโภคถึง 60%* ด้วยเหตุนี้เองการร่วมมือกับ Workpoint จึงจะช่วยให้พวกเราสามารถเพิ่มความหลากหลายของรายการที่นำเสนอ เพื่อเติมเต็มความชื่นชอบที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของผู้ชมของเรา”

นายชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานดิจิทัลทีวีของกลุ่มบริษัท Workpoint กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขยายฐานผู้ชมของ Workpoint และ Viu ไปพร้อม ๆ กัน ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้จัดหาความบันเทิงชั้นนำของประเทศ Workpoint ได้ผลิตรายการออกมาหลายประเภท ในขณะที่ Viu ก็มีฐานลูกค้าจำนวนมากที่เข้าใช้งานเป็นประจำ ดังนั้นการตกลงเป็นพันธมิตรกันจึงหมายความว่าทั้งสองบริษัทจะสามารถชนะใจผู้ชมได้มากขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้ชมนั่นเอง เพราะการร่วมมือของเราจะเป็นการส่งมอบรายการที่น่าสนใจให้แก่ผู้ชมทุกคน”

นอกจากนี้ ผู้ชมชาวไทยยังจะสามารถรับชมรายการใหม่ล่าสุดที่มากพร้อมด้วยรางวัลอย่าง The Mask Singer (หน้ากากนักร้อง) ได้บนแพลตฟอร์ม Viu ซึ่งรายการดังกล่าวได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล International Emmy Awards ในปีนี้ ประเภท “Non-Script Entertainment” นอกจากนี้ยังมีรายการแฟนพันธุ์แท้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล “Best Non-Scripted Entertainment” ใน International Emmy Awards 2017 และ “Best Game or Quiz Programme” ใน Asian Television Awards 2017 อีกด้วย

#

^ที่มา: การจัดอันดับทีวีดิจิทัล วันที่ 17 ธันวาคม 2018 โดย TV Digital Watch
*ที่มา: Google Consumer Barometer

 

เกี่ยวกับ Viu

Viu (วิว) เป็นบริการวิดีโอสตรีมมิ่งผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (OTT) ชั้นนำของภูมิภาค ซึ่งดำเนินการโดยพีซีซีดับเบิลยู กรุ๊ปใน 16 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เมียนมาร์ และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อย่าง บาห์เรน อียิปต์ จอร์แดน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

Viu นำเสนอบริการทั้งแบบแบบมีโฆษณาคั่น และแบบสมาชิกระดับพรีเมี่ยม ที่มาพร้อมด้วยฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์การรับชมรายการเอเชียคุณภาพที่หลากหลายจากผู้ผลิตคอนเทนต์ชั้นนำ พร้อมคำบรรยายภาษาท้องถิ่น รวมทั้งการสร้างสรรค์ซีรีส์ใหม่ ๆ ขึ้นมาเองภายใต้ชื่อ Viu Original อีกด้วย

Viu พร้อมให้ผู้ใช้บริการได้เข้าถึงคอนเทนต์ การสตรีม และดาวน์โหลดแบบรวดเร็วทันใจ พร้อมด้วยหน้าจอการใช้งานในภาษาท้องถิ่น นอกจากนี้ เทคโนโลยี Dynamic Adaptive Transcoding ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของบริษัทฯ ยังช่วยให้ Viu สามารถนำเสนอประสบการณ์การชมที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะรับชมผ่านอุปกรณ์ใดหรือเครือข่ายใดก็ตาม

ผู้ใช้บริการสามารถรับชมคอนเทนต์ผ่านทางแอปพลิเคชัน Viu (ดาวน์โหลดได้ฟรีทาง App Store และ Google Play) โดยใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เช่น สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต รวมทั้งเข้าชมผ่านเว็บไซต์ www.viu.com ได้อีกด้วย

 

เกี่ยวกับ PCCW Media

PCCW Media เป็นกลุ่มสื่อชั้นนำของฮ่องกง โดยนำเสนอความบันเทิงครบวงจรผ่านหลากหลายช่องทางในรูปแบบมัลติมีเดีย ทั้งในรูปแบบบริการโทรทัศน์แบบบอกรับเป็นสมาชิกภายใต้แบรนด์ Now TV โดยนำเสนอคอนเทนต์ที่ผลิตเองและได้รับอนุญาตจากผู้ผลิตรายอื่น ผ่านเทคโนโลยีล้ำสมัย IPTV โดยนำเสนอทั้งสิ้นกว่า 190 ช่อง ทั้งคอนเทนต์รายการท้องถิ่น เอเชียและสากล นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถรับชมพรีเมียมคอนเทนต์ออนดีมานด์และขณะเดินทางผ่านแอปพลิเคชัน Now Player

ทั้งนี้ Now TV ยังเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ชั้นนำในรูปแบบภาษาจีน ทั้งข่าวทั่วไป ข่าวธุรกิจการเงิน ข่าวกีฬา รวมไปถึงรายการสาระความรู้และบันเทิง นอกเหนือไปจากภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ลิขสิทธิ์จากนานาประเทศ Now TV ยังให้บริการ Now E ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม OTT สำหรับความบันเทิงโดยเฉพาะ ทั้งซีรีส์เอเชียและนานาชาติ ภาพยนตร์ และรายการกีฬาระดับโลก ที่ออกแบบมาให้ตรงกับความต้องการของผู้ชมที่มีไลฟ์สไตล์แบบมิลเลนเนียล

กลุ่มธุรกิจสื่อนี้ ยังให้บริการวิดีโอแบบ OTT ผ่านแบรนด์ Viu ในฮ่องกงและ 15 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และอินเดีย นอกจากนี้ยังมี MOOV ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิ่งสำหรับเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในฮ่องกงอีกด้วย

 

เกี่ยวกับ PCCW Limited

PCCW Limited คือบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศฮ่องกง โดยถือหุ้นในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อต่าง ๆ ไอทีโซลูชัน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รวมถึงการลงทุนและธุรกิจประเภทอื่น ๆ

บริษัทถือหุ้นหลักใน HKT Trust และ HKT Limited ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่สำคัญของประเทศฮ่องกงและเป็นผู้ประกอบการชั้นนำด้านโทรศัพท์ประจำที่ บรอดแบนด์และบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ HKT เติมเต็มความต้องการของธุรกิจภาครัฐในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติภายในประเทศฮ่องกง ด้วยการบริการที่หลากหลายอันรวมถึงระบบโทรศัพท์ท้องถิ่น ข้อมูลท้องถิ่นและบรอดแบนด์ การโทรคมนาคมระหว่างประเทศ โทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจโทรคมนาคมอื่น ๆ เช่น การขายอุปกรณ์ให้แก่ลูกค้า บริการจัดจ้างภายนอก (Outsource) บริการให้คำปรึกษาและศูนย์บริการลูกค้า

นอกจากนั้น PCCW ยังเป็นเจ้าของกลุ่มบริษัทสื่อมัลติมีเดียและความบันเทิงแบบเต็มรูปแบบในประเทศฮ่องกงที่มีชื่อว่า PCCW Media อีกด้วย ซึ่ง PCCW Media นี้ดำเนินกิจการการให้บริการสถานีโทรทัศน์แบบมีค่าใช้จ่ายระดับท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดภายใต้ชื่อ Now TV และเป็นผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งผ่านอินเตอร์เน็ตภายใต้ชื่อ Viu ในประเทศฮ่องกงและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

นอกจากนี้ ทาง PCCW ยังดำเนินการให้บริการโทรทัศน์แบบไม่มีค่าใช้จ่ายภายในประเทศภายใต้ HK Television Entertainment Company Limited อีกด้วย

ทางกลุ่มบริษัทเป็นเจ้าของ PCCW Solutions ทั้งหมด ซึ่งเป็นบริการจัดจ้างภายนอกด้านข้อมูลสารสนเทศระดับชั้นนำ และผู้ให้บริการจัดจ้างภายนอกทางธุรกิจในประเทศฮ่องกงและประเทศจีน

PCCW ถือหุ้นหลักใน Pacific Century Premium Developments Limited และมีส่วนร่วมในการลงทุนในต่างประเทศอื่น ๆ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PCCW สามารถเข้าชมได้ที่ www.pccw.com

 

เกี่ยวกับ Workpoint

ก่อตั้งในปี 1986 ด้วยวิสัยทัศน์ที่พร้อมจะก้าวขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำด้านความบันเทิงในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแนวคิดที่เปี่ยมไปด้วยความสร้างสรรค์และการมีศีลธรรมในการดำเนินธุรกิจ กลุ่มบริษัท Workpoint เป็นบริษัทผู้ผลิตรายการโทรทัศน์อิสระ ซึ่งกลายมาเป็นบริษัทที่พรั่งพร้อมด้วยสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ อีกทั้งตอนนี้ยังได้ดำเนินธุรกิจดิจิทัลทีวีชั้นนำที่มีชื่อว่า Workpoint Channel อีกด้วย

กลุ่มบริษัท Workpoint มีรูปแบบรายการบันเทิงที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นเกมโชว์ รายการวาไรตี้ต่าง ๆ รายการแสดงความสามารถ รายการเกี่ยวกับครอบครัว รายการทั่วไป รายการลี้ลับ รายการตลก ละครและรายการสยองขวัญ ซึ่งรวมถึงรายการด้านกีฬาและสารคดี

ด้วยรายการที่สร้างสรรค์กว่า 190 รายการ กลุ่มบริษัท Workpoint ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 5 รางวัลจาก International Emmy Awards และได้รับรางวัลชนะเลิศจำนวน 21 รางวัลจาก Asian Television Awards อีกทั้งยังมีรายการที่เข้าชิงรางวัลจาก Asian Television Awards อีกมากมาย

นอกจากโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อหลักแล้ว Workpoint ยังได้มุ่งมั่นไปกับการทำสื่อดิจิทัล เช่น YouTube และ Facebook และในปัจจุบันนี้ Workpoint ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดซึ่งโดดเด่นด้วยจำนวนอันล้นหลามของผู้ติดตามบน YouTube บน Facebook ฯลฯ

 

โอวัลติน เปิดตัวแคมเปญ ‘เติมพลังสมอง ให้น้องเรียนรู้’ ฉลองวันเด็กแห่งชาติ 2562 แจกโอวัลตินคูลฟรี 2.8 ล้านแก้วที่เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ ส่งเสริมศักยภาพสมองและร่างกายของเด็กไทยสู่อัจฉริยะภาพด้านต่างๆ

โอวัลติน ร่วมกับ เซเว่น อีเลฟเว่น เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “เติมพลังสมอง ให้น้องเรียนรู้” ส่งเสริมการพัฒนาสมองและร่างกายของเด็กไทยให้สดใสแข็งแรง พร้อมเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพสู่ความเป็นอัจฉริยะ ด้วยการแจกโอวัลตินคูล สำหรับเด็กๆ ฟรี ในวันเด็กแห่งชาติ เสาร์ที่ 12 ม.ค. 2562 จำนวนทั้งสิ้น 2.8 ล้านแก้วในตู้กดที่เซเว่น อีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศ

และตลอดเดือนมกราคม 2562 ทุกแก้วโอวัลตินคูลที่ซื้อในเซเว่น อีเลฟเว่นจะมีมูลค่าเท่ากับ 1 บาทเพื่อนำไปสมทบเป็นผลิตภัณฑ์โอวัลตินมอบให้แก่โครงการอาหารเช้าที่มีคุณภาพสำหรับเด็กด้อยโอกาส โดยมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งดำเนินงานมาต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2552