Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

137 ดีกรีฉลองยอดขายอันดับ 1 ตลาดนมอัลมอนด์ ยกขบวนโปรโมชั่นพิเศษขอบคุณลูกค้าต้อนรับปีใหม่

ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมอัลมอนด์ แบรนด์ 137 ดีกรี ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดนมอัลมอนด์ ยกขบวนแคมเปญพิเศษขอบคุณลูกค้าต้อนรับปีใหม่

นางสาวอริสา กุลปิยะวาจา กรรมการผู้จัดการบริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด  ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมอัลมอนด์ แบรนด์ 137 ดีกรี กล่าวว่า ในฐานะผู้บุกเบิกตลาดนมอัลมอนด์ในประเทศไทย และผู้นำด้านยอดขายสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมอัลมอนด์จากการสำรวจโดยเอซี นีลเส็น ในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมจากถั่วเปลือกแข็งในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2561 บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด ขอถือโอกาสขอบคุณผู้บริโภคทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง ความสำเร็จดังกล่าว เกิดจากนโยบายด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนกระบวนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ ผ่านกรรมวิธีการคั้นสดที่ทันสมัย จนถึงกระบวนการบรรจุที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งผู้บริโภคมั่นใจว่าจะได้รับคุณค่าทางอาหารอย่างคุ้มค่าจากการบริโภคนมทุกกล่องของบริษัท

“ปัจจัยการเติบโตในปีนี้ มาจากแผนการตลาดที่สร้างการรับรู้ความโดดเด่นของแบรนด์ ผ่านช่องทางการสื่อสารทั้งออฟไลน์และออนไลน์ การทำกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศ ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขวางยิ่งขึ้น” นางสาวอริสา กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้เพื่อเป็นการขอบคุณกลุ่มผู้บริโภคที่ไว้ใจและสนับสนุนเลือกแบรนด์ 137 ดีกรี จึงขอมอบโปรโมชั่นส่งท้ายปี อาทิ ชุดของขวัญสุขภาพดีและของพรีเมี่ยมที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ พร้อมกิจกรรมขอบคุณลูกค้าในทุกช่องทางจำหน่าย ทั้งห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เกต และร้านสะดวกซื้อ รวมถึงช่องทางออนไลน์ อาทิ ลาซาด้า (Lazada), ช้อปปี้ (Shopee) และทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ 137 Degrees

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.facebook.com/137degrees                                                       

ATP30 ใส่เกียร์ให้บริการ RP รับรู้รายได้ทันที พร้อมคว้าสัญญา ไทย เอ็น โอเค ให้บริการรถตู้ 10 คัน รับรู้รายได้ ก.พ. ปีหน้า แนวโน้มไตรมาส 4 รายได้ธุรกิจหลักโตต่อเนื่อง เสริมทัพด้วยธุรกิจท่องเที่ยว ลูกค้าเก่า - ใหม่ต่อคิวใช้บริการเพิ่มหลายราย มั่นใจปี 62 เติบโตในเกณฑ์ดี

นายปิยะ เตชากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) (“ATP30”) ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการรถรับส่งพนักงานจากแหล่งที่พักอาศัยในเขตชุมชน ไปยังโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการ โดยเฉพาะรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) เปิดเผยว่า บริษัทเริ่มให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพ-เกาะพะงัน ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยรถบัส 32 ที่นั่ง จำนวน 2 คัน ให้กับบริษัท อาร์พี ทรานสปอร์ตเทชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) (RP) และจะสามารถรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/61

นอกจากนี้ บริษัทได้ทำสัญญาการให้บริการรับส่งพนักงานกับ บริษัท ไทย เอ็น โอเค จำกัด ด้วยรถตู้ปรับอากาศจำนวน 10 คัน ระยะเวลาให้บริการ 4 ปี เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ. 62 ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดหารถตู้เพื่อให้บริการ

“แนวโน้มการดำเนินงานไตรมาส 4 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง จากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามา อีกทั้งธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มกลับมาคึกคักเข้าสู่ไฮซีซัน ส่งผลให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวภาคตะวันออกปรับตัวดีขึ้น รวมไปถึงการรับรู้รายได้จาก อาร์พี ทรานสปอร์ตเทชั่น นอกจากนี้ยังได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ” นายปิยะ กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าใหม่อีกหลายราย อีกทั้งการให้บริการในธุรกิจท่องเที่ยวจะเข้ามามีส่วนเสริมในการเติบโตของบริษัทได้อย่างมีศักยภาพ บริษัทมั่นใจว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 62 จะสามารถขยายตัวในเกณฑ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง

 

กสอ. อัด 3 แคมเปญลุยพัฒนาแรงงานวัยเกษียณ นำร่อง 4 งานหัตถกรรมผู้สูงอายุสันกำแพง หวังยกคุณภาพชีวิตกว่าพันราย 

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) สานต่อนโยบายรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มประชากรผู้สูงวัย พร้อมเผย 3 แนวทางในการส่งเสริมและรองรับแรงงานภาคอุตสาหกรรมหลังวัยเกษียณ ประกอบด้วย การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมเอสเอ็มอีวัยเกษียณ และการส่งเสริมด้านเงินทุนหมุนเวียน โดยเริ่มนำร่องฝึกอาชีพและเพิ่มทักษะการผลิตสินค้าหัตถกรรมชุมชนให้กับผู้สูงอายุกว่า 1,900 ราย ในอำเภอสันกำแพง 4 สาขา ได้แก่ การทำโคมยี่เป็ง การทำตุง 12 ราศี การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์จากกระดาษสา และการทำไม้กวาดทางมะพร้าว เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองและเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งนี้ คาดว่าผู้เข้าที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ จะสามารถนำทักษะและประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างรายได้ ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในช่วง 2 – 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างประชากรอย่างชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ทั้งจำนวน และสัดส่วนของผู้สูงอายุมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้มีการคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2564 ประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอีก 5.6 ล้านคน (จากเดิมในปี พ.ศ. 2560 มีประชากรผู้สูงอายุ จำนวน 10 ล้านคน) ซึ่งการเพิ่มจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจะส่งผลกระทบทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมโดยรวม ดังนั้น ขณะนี้หลาย ๆ ภาคส่วน จึงต้องมีการกำหนดมาตรการและการวางแผนในการยกระดับกลุ่มประชากรดังกล่าว ให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศอย่างรัดกุม

นายกอบชัย กล่าวต่อว่า กล่าวต่อว่า ภายใต้การดำเนินงานของ กสอ. ได้เล็งเห็นว่าจำนวนผู้สูงอายุในกลุ่มผู้ใช้แรงงานของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก และยังสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการสร้างงานและอาชีพเสริมให้กับผู้สูงวัยในภาคการผลิตที่จะกลับสู่ชุมชน ซึ่งจะทำให้คนเหล่านี้อยู่ได้โดยไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นภาระลูกหลาน ดังนั้น ล่าสุดจึงได้เริ่มวางกลไกการพัฒนาระบบการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุเชิงระบบ ที่ในอนาคตจำเป็นจะต้องเน้นการสร้างความยั่งยืนของระบบสวัสดิการ หลักประกันในด้านรายได้ รวมถึงโอกาสต่าง ๆ  ที่กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่วัยเกษียณควรจะได้รับ ซึ่งได้วางแนวทางไว้ 3 ด้านประกอบด้วย

  • การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยการนำร่องจัดหลักสูตรฝึกอบรมอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุในแต่ละชุมชนเพื่อเพิ่มทักษะ ความรู้ความสามารถจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตสินค้าจากชุมชนที่เป็นอัตลักษณ์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการกระจายรายทั้งผู้สูงอายุและภายในชุมชน ซึ่งกรมฯ ได้มีการดำเนินงานผ่านโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village: CIV) ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนสามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากมีความแข็งแกร่งและยั่งยืน 

  • การส่งเสริมเอสเอ็มอีวัยเกษียณ โดยเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับแรงงานสูงวัย เพื่อก้าวสู่ การเป็นผู้ประกอบการใหม่วัยเกษียณ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้เกษียณอายุ ในช่วงอายุ 55-60 ปี ที่มีความตั้งใจเป็นเจ้าของธุรกิจ ให้สามารถเขียนโมเดลธุรกิจและแผนประกอบกิจการอย่างง่าย  เพื่อขอรับเงินทุนและการยื่นคำขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เพื่อให้ SMEs ในกลุ่มนี้มีขีดความสามารถ  ทางธุรกิจ ทั้งในด้านการผลิตสินค้าและการบริการ

  • ส่งเสริมด้านเงินทุนหมุนเวียน สำหรับผู้สูงอายุบางส่วนที่ต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจในวัยเกษียณ  กสอ. จึงเตรียมความพร้อมด้านเงินทุนหมุนเวียนโดยเฉพาะด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมไทย  และหัตถกรรมไทย วงเงินให้กู้ต่อรายไม่เกิน  2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่เพียงร้อยละ 4 อีกทั้งนี้ ต้องเป็นทายาทของผู้เกษียณและเข้าหลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้กู้ จึงสามารถยื่นกู้ได้

นายกอบชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน ภายใต้การดำเนินงาน ของ กสอ. ยังได้นำร่องสำรวจความต้องการในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุใน ต.แช่ช้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ โดยมีประชากรผู้สูงอายุจาก 10 หมู่บ้าน จำนวน 1,857 คน ร่วมกันกับ กสอ. คิดค้นหลักสูตร  ที่มีความเหมาะสมและเกิดจากความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่ รวมถึงสอดกับความต้องการของตลาด ภายใต้โครงการ “การส่งเสริมการผลิตสินค้าหัตถกรรมชุมชนเพื่อเพิ่มทักษะและรายได้สำหรับผู้สูงอายุ” ซึ่งหลังจากนี้จะเริ่มทำการฝึกอาชีพและเพิ่มทักษะการผลิตสินค้าหัตถกรรม 4 สาขา ได้แก่ การทำโคมยี่เป็ง การทำตุง 12 ราศี  การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์จากกระดาษสา และการทำไม้กวาดทางมะพร้าว ทั้งนี้ การดำเนินกิจกรรมดังกล่าว เป็นการสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการมีงาน มีอาชีพของประชากรกลุ่มต่าง ๆ ให้สามารถพึ่งพาตนเองและเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดว่าผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ จะสามารถนำทักษะและประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างรายได้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 022024414 - 17หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

สมาคมนิสิตเก่าเอ็มบีเอ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ นำโดย คุณโตสิต วิสาลเสสถ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการ JUMC NOW ขอมอบของขวัญรับปีใหม่ เชิญผู้บริหารทุกท่าน มาเปิดคลังสมองรับปีหมูดิจิทัล เพียงท่านคือผู้บริหาร นักการตลาดมืออาชีพและผู้สนใจทั่วไปที่มี อายุตั้งแต่ 38 ปีขึ้นไป ท่านสามารถเข้าร่วมโครงการ JUMC NOW รุ่นที่่ 1 ที่จะพาทุกท่านพร้อมก้าวข้ามยุคเปลี่ยนแปลงอย่างเข้าใจและเข้าถึงพร้อมเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่กับ Disruptors รุ่นใหม่ผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ ด้วยวิธีคิดใหม่ ทำใหม่ ข้ามผ่านทุกการเปลี่ยนแปลง อาทิ คุณชื่นชีวัน วงษ์เสรี ผู้ร่วมก่อตั้ง Globish อังกฤษแนวใหม่ ใครๆก็พูดได้ ซึ่งล่าสุด ไปร่วมเวที INA Innovation Network of Asia ซึ่งเป็นเวทีนานาชาติ ที่กรุงจาการ์ต้า อินโดนีเชีย ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งมีมากกว่า 10 ประเทศ 100 กว่าคน เป็นต้น และยังมีผู้บรรยายท่านอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในแต่ละด้านอีกมากมาย

มารับฟังลับคมความคิดใหม่ๆ เพียงกรอกใบสมัครและสอบสัมภาษณ์ ตั้งแต่วันนี้ถึง 21 มกราคม 2562 รายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-218 5858 หรือ 088-136-7777, 092-650 4111 Line @JUMC หรือ E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.   

 

เอ็นไอเอ เผย 5 สิ่งสุดว้าวชายแดนใต้ ที่พลิกโฉมของท้องถิ่นด้วยนวัตกรรม 

ต้องยอมรับว่า “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” เป็นเครื่องมือนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและการตอบสนองปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งในวันนี้ “นวัตกรรม” ยังถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับประเทศไทยที่หลายๆภาคส่วนกำลังเร่งนำมาใช้ในการยกระดับสังคม เศรษฐกิจ รวมถึงคุณภาพชีวิตให้ก้าวสู่ไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายคนที่รู้จักคำว่านวัตกรรมอาจคิดว่าสิ่งเหล่านี้มักจะเกิดหรือถูกพัฒนาขึ้นแค่ตามเมืองใหญ่ๆ เมืองท่องเที่ยว หรือเมืองอุตสาหกรรมที่เป็นพื้นที่หลักของประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว “วันนี้” นวัตกรรมได้ถูกแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยให้เราได้เห็นถึงความเท่าเทียมของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสิ่งใหม่ที่ทุกคนในทุกภาคส่วนจะได้รับอย่างเท่าๆกัน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ให้ความสำคัญกับการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติและศักยภาพทางภูมิศาสตร์ ของพื้นที่นั้นมาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในพื้นที่ที่กำลังได้รับการสนับสนุนนโยบายดังกล่าวอย่างเข้มข้นในปัจจุบันก็คือ “พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” ซึ่งเป็นภูมิภาคที่สามารถเติมเต็มได้ทั้งการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ การบริการ การต่อยอดอัตลักษณ์ทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ให้โมเดิร์นมากกว่าที่เคยเป็น ซึ่งวันนี้ใครที่อยากรู้ว่านวัตกรรมในจังหวัดชายแดนใต้นั้นจะน่าจับตาและขยายตัวไปถึงเลเวลไหน เรามี 5 กลุ่มธุรกิจตัวอย่างที่แปรรูปปัญหามาสู่มูลค่าทางธุรกิจได้อย่างยอดเยี่ยมมาให้ได้ยลโฉมพร้อมกัน

“พินซูก” ยกสินค้าฮาลาลมาไว้ในออนไลน์ สั่งง่ายแค่ปลายนิ้ว

พินซูก คือเว็บไซต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้แนวคิดการเป็นแหล่งช้อปปิ้งฮาลาลออนไลน์ ที่มีสินค้าให้เลือกซื้อหลากหลาย โดยมีผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง อาทิ อินทผาลัม เกลือหิมาลัย สินค้าออแกนิกเพื่อสุขภาพ รวมถึงอาหารแช่แข็งซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม สำหรับการเกิดขึ้นของพินซูกนั้นถือว่ามาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของพื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมของชาวมุสลิม ช่วยให้ง่ายต่อการทำตลาดและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงยังเป็นแพลทฟอร์มที่มีจำนวนคู่แข่งน้อยเนื่องจากเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม สามารถสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ในระยะยาว นอกจากนี้ การทำงานของพินซูกนอกจากจะช่วยให้คนในพื้นที่จับจ่ายใช้สอยสินค้าได้อย่างสะดวกสบายแล้ว ยังช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับกลุ่มสินค้าฮาลาลคุณภาพจากทั่วประเทศ ที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าร้านสะดวกซื้อชั้นนำ ได้มีช่องทางในการกระจายสินค้าสู่กลุ่มผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ด้มากขึ้นอีกด้วย

 

“ฟิน” เดลิเวอรี่ส่งสินค้า ขจัดทุกปัญหาการจ่ายตลาด

ไลน์แมน แกร็บ ฟู้ดแพนด้า สกูต้าหลบไป เพราะนาทีนี้ที่ปัตตานีมีแอปพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “ฟินเดลิเวอรี่” ทางเลือกใหม่ในการสั่งซื้อสินค้าและวัตถุดิบจากตลาดสดที่ส่งตรงถึงหน้าบ้าน สำหรับการทำงานของแอปพลิเคชั่นดังกล่าว จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดอุปสรรคในการจับจ่ายใช้สอยของเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านที่ไม่ค่อยมีเวลา ภารกิจรัดตัว หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ ด้วยการรับคำสั่งซื้อ พร้อมขนส่งสินค้าและวัตถุดิบไปถึงหน้าร้าน หน้าบ้าน ออฟฟิศ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถนำช่วงเวลาดังกล่าวนั้นไปใช้ในการจัดการธุระ หรือจัดการภารกิจงานบ้านได้มากยิ่งขึ้น ด้านกลยุทธ์ในการให้บริการฟินเดลิเวอรี่ ใช้รูปแบบธุรกิจผู้ประกอบกับผู้ประกอบการ (Business to Business) ในการดำเนินงานเบื้องต้น จากนั้นจึงขยายเข้าสู่รูปแบบจากผู้ประกอบการถึงมือลูกค้า (Business to Consumer) ที่เน้นการสั่งง่าย ส่งไว  และในอนาคตจะมีการขยายตลาดไปยังตัวเมืองในสามจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงการขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

 

“เบญจเมธา” เซรามิกจากเนื้อดินจึงงา รังสรรค์มูลค่าด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัว

หลายคนอาจไม่คาดคิดว่า ภาคใต้ชายแดนก็มีการทำเซรามิก และทำได้ดีไม่แพ้แหล่งที่มีชื่อเสียงอย่างลำปาง บ้านเชียง หรือแม้กระทั่งเกาะเกร็ด นนทบุรีเสียด้วย แรกเริ่มเดิมทีธุรกิจดังกล่าวได้นำดินจากทางภาคเหนือที่เชื่อกันว่าเป็นดินดีมีคุณภาพสำหรับงานเซรามิก มาปั้นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่ต่อมาค้นพบว่าเนื้อดินในท้องถิ่น อ.ปะนาเระที่ชื่อว่า “ดินจึงงา” ก็สามารถพัฒนาให้เป็นสินค้าประเภทเดียวกันได้ จึงเริ่มนำมาทดแทนวัตถุดิบเดิม ซึ่งช่วยทั้งในการลดต้นทุนในกระบวนการผลิต สร้างอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร และมีประสิทธิภาพทางการใช้งานที่ดีเยี่ยม สำหรับความพิเศษของเซรามิกเบญจเมธานั้น เน้นการใช้ศิลปะแบบอิสลามิก คือมีความ เรียบง่าย บางรูปแบบมีการผสมผสานอักษรอาหรับเพื่อสื่อถึงความเป็นมุสลิม มีการเชื่อมโยงถึงเรื่องราววิถีชีวิต ธรรมชาติ และท้องทะเลใน อ.ปะนาเระ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า

สิ่งที่สามารถทำให้ธุรกิจดังกล่าวยังยืนหยัดอยู่ได้คือการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ที่ปรับคุณสมบัติของเนื้อดินและน้ำยาเคลือบ หัวใจสำคัญของสินค้าเซรามิกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ยังสืบทราบมาอีกว่าเซรามิกจากเบญจเมธา สามารถต่อยอดมูลค่าในเชิงพาณิชย์ได้อย่างดีในกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ เช่น โรงแรม สถาบันการเงิน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนชื่นชอบความแตกต่างและความไม่เหมือนใครที่สามารถผสมผสานได้อย่างลงตัว

 

กรือโป๊ะนัสรีน ขนมขบเคี้ยวภูมิปัญญาท้องถิ่นบินสู่โมเดิร์นเทรด

ข้าวเกรียบปลาทอดกรอบ หรือกรือโป๊ะ เป็นของขบเคี้ยวที่นิยมทานกันมากในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ซึ่งหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมคือ “นัสรีน” เนื่องจากความมีคุณภาพของสินค้าและรสชาติที่อร่อยถูกใจผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตามปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่ตามมาก็คือ กำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากการผลิตส่วนใหญ่ยังใช้กำลังคน และการถูกปฏิเสธการขนส่งเครื่องจักรมายังในพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมระบบการผลิตแบบกึ่งอัตโนมัติร่วมกับ NIA และทีมผู้เชี่ยวชาญจาก ม.สงขลานครินทร์ ในกระบวนการนวดผสมและขึ้นรูปกือโป๊ะแบบแท่ง และกระบวนการลดอุณหภูมิก่อนนำไปทอดด้วยเครื่องเป่าลมร้อนแบบพุ่งชน ซึ่งทำให้ทุกวันนี้สามารถผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อได้ทัน พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาด้านรสชาติที่มากถึง 8 รส เช่น ต้มยำกุ้ง สไปซี่ สาหร่าย พริกไทยดำ ทั้งยังทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง

 

ยี่เทียนทัวร์ แพลตฟอร์มนำเที่ยวแก้ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ

ยี่เทียนทัวร์ (Yitiantour)  คือแพลตฟอร์มให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยอาศัยเทคโนโลยี Web application , Mobile Application , AI และ Data visualization ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีพฤติกรรมการเที่ยวแบบอิสระ ด้วยการจับคู่ความต้องการซื้อและความต้องการขายทัวร์ของเอเจนซี่ไทย ให้เข้าถึงตลาดของนักท่องเที่ยวจีนแบบออนไลน์และให้ผู้ประกอบการนำเที่ยวไทยใช้ระบบฟรี ช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถเข้าถึงข้อมูล วางแผนการเดินทาง ศึกษาเส้นทาง เวลา และตัดสินใจซื้อแพ็คเกจทัวร์ไทยได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา สำหรับระบบดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ หรือนายหน้านำเที่ยวที่ขายแพ็กเกจทัวร์แบบผิดกฎหมาย ทั้งยังเป็นสื่อกลางในการสร้างภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวที่ดี รวมถึงลดข้อจำกัดทางด้านภาษาด้วยข้อมูลที่แม่นยำและถูกต้อง

พัฒนาชายแดนใต้ด้วยนวัตกรรม ทำอย่างไร?

นายวิเชียร สุขสร้อย รองผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เผยว่า กลุ่มจังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์และความโดดเด่นในแง่ของสภาพทางภูมิศาสตร์ ความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม และเส้นทางคมนาคมที่ควรค่าแก่การยกระดับสู่แหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เสน่ห์อีกหนึ่งอย่างที่ไม่เหมือนใครคือศักยภาพด้านสินค้าและบริการฮาลาล ที่หากได้รับการพัฒนาอย่างเข้มข้นเชื่อว่าจะไปได้ไกล สามารถรองรับผู้บริโภคได้ในระดับโลก อย่างไรก็ตาม ภายใต้การสนับสนุนของ NIA นอกจากจะให้ปัจจัยที่สำคัญอย่างทุนทรัพย์เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในธุรกิจนวัตกรรมแล้วนั้น ยังมีการจัดกิจกรรมบ่มเพาะให้ความรู้ และเครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญจากทุกภุมิภาค ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มให้ทั้งผู้ประกอบการไทยทั้งเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ หรือผู้สนใจในการจัดตั้งธุรกิจนวัตกรรม สามารถนำไปเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับธุรกิจได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ยังมั่นใจอีกว่าบริบทในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมให้กับกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม การท่องเที่ยว การจัดการด้านสังคม ซึ่งหลายภาคส่วนควรร่วมช่วยกันเพื่อให้การเติบโตในระดับท้องถิ่นเป็นไปอย่างรวดเร็ว

สำหรับการดำเนินกิจกรรมในปีถัดไป NIA ได้จัดงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการ “การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ SMEs/Startup ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” ไว้ทั้งสิ้น 22.4 ล้านบาท ซึ่งมุ่งที่จะขยายผลนวัตกรรมเดิม รวมทั้งบูรณาการงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมาใช้รังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด และพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่ นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสำนักสนับสนุนการผลิตและธุรกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสล.) กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ (YES) จัดประชุมเพื่อบูรณาการแผนการขับเคลื่อนงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ในปี 2562 ตามกรอบความร่วมมือ และรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ส่ง EcoStruxure Triconex Tricon CX v11.3 คอนโทรลเลอร์ ช่วยคุมเข้ม อัดเต็มศักยภาพความปลอดภัยพ่วงประโยชน์เสริม ตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่ออันตรายสูง

  • EcoStruxure Triconex Tricon CX v11.3 เป็นระบบควบคุมความปลอดภัยในกระบวนการผลิต ระบบแรกของอุตสาหกรรมที่ได้ dual-certified ให้ทั้งความปลอดภัยที่แน่นหนา รักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ ช่วยลดความเสี่ยง อีกทั้งยังตอบโจทย์เรื่องความต่อเนื่องในการดำเนินงาน
  • ช่วยให้ได้รับคุณค่าในการดำเนินงานเร็วขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
  • รวมแอปพลิเคชันและชุดซอฟต์แวร์จัดการ มุ่มเน้นที่การสร้างคุณค่า ช่วยเพิ่มอัตราคืนทุนได้มากถึง 11 เปอร์เซ็นต์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น เปิดตัว Tricon CX version 11.3 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ทรงพลังที่สุด ของระบบเครื่องมือวัดความปลอดภัย EcoStruxure™ Triconex® 

Tricon CX version 11.3 ยังคงสืบสานความเป็นฟีเจอร์ด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่งที่สุด ที่ฝังอยู่ในระบบความปลอดภัยของกระบวนการผลิตที่โดดเด่นของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ทั้งนี้ Tricon CX ในเวอร์ชั่น 11.3 ได้รับมาตรฐาน IEC 62443 และการรับรองจาก TÜV Rheinland สำหรับการดำเนินงานที่ให้ความปลอดภัยสูงในระดับ Safety Integrity Level 3  นอกจากนี้ยังผ่านมาตรฐานการรับรอง ISASecure® EDSA ระดับ 1 ซึ่งเป็นการรับรองความปลอดภัยทางไซเบอร์ชั้นนำของอุตสาหกรรม สำหรับระบบควบคุมการทำงาน ระบบความปลอดภัยและส่วนประกอบต่างๆ ของระบบ ซึ่งจากการที่ Tricon CX version 11.3 เป็นระบบวัดความปลอดภัยในกระบวนการผลิตระบบแรกของอุตสาหกรรมที่ได้รับ dual-certified จึงตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ต้องการความปลอดภัยแน่นหนา ทั้งความปลอดภัยบนไซเบอร์ ช่วยลดความเสี่ยง อีกทั้งตอบโจทย์เรื่องการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง ทั้งในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่น ปิโตรเคมี พลังงาน และอุตสาหกรรมที่ต้องการความปลอดภัยสูง

EcoStruxure ช่วยปกป้องและรับรองความปลอดภัย พร้อมให้ประโยชน์แบบเรียลไทม์

“ข้อดีของการผ่านมาตรฐานการรับรองทั้งเรื่องการปกป้องและรักษาความปลอดภัย รวมถึงการบังคับใช้งานที่สอดคล้องตามมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดของอุตสาหกรรม อีกทั้ง Tricon CX version 11.3 ยังมีการออกแบบที่สอดคล้องตามกระบวนการด้านการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยตลอดอายุของผลิตภัณฑ์ (Security Development Lifecycle) จึงทำให้มั่นใจได้ว่า Tricon CX version 11.3 มีความปลอดภัยในระดับสูงสุด”  ไมค์ คมิลิวสกี้ รองประธาน ฝ่ายความปลอดภัยด้านกระบวนการทำงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “เราเป็นซัพพลายเออร์รายแรกที่ผ่านมาตรฐานการรับรองความปลอดภัยพร้อมกันถึง 2 มาตรฐาน ทั้งด้านความปลอดภัยในการใช้งาน และความปลอดภัยบนไซเบอร์ จาก TÜV Rheinland  นอกจากนี้ Tricon CX version 11.3 ยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ได้ในระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม และช่วยนำทางลูกค้าของเราไปสู่อนาคตที่มั่นคงและปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า ระบบเครื่องมือวัดความปลอดภัยขั้นสูง EcoStruxure Triconex เป็นระบบที่อุตสาหกรรมสามารถวางใจได้  โดยมีการบันทึกการใช้งานเป็นเวลายาวนานกว่า 1 พันล้านชั่วโมง โดยไม่เกิดความล้มเหลว   ให้ศักยภาพการดำเนินงานที่เสถียรและปลอดภัย Tricon CX version 11.3 ปกป้องและรักษาความปลอดภัยให้กับสินทรัพย์ของลูกค้า ตลอดจนพนักงาน รวมถึงสภาพแวดล้อม อีกทั้งเป็นความปลอดภัยที่ให้ประโยชน์ในแง่ของการสร้างผลกำไรได้อย่างแท้จริง

ส่วนประกอบที่สำคัญของแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรม EcoStruxure Plant ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือ Tricon CX version 11.3 มีการออกแบบที่มั่นคงปลอดภัย ให้ประสิทธิภาพและขีดความสามารถในระดับสูง รวมถึงให้ความยืดหยุ่นตลอดอายุการใช้งาน ทั้งนี้ EcoStruxure เป็นแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมระบบเปิดของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT ให้ความสามารถในการทำงานร่วมกัน โดย EcoStruxure ยังให้คุณค่าเสริมในเรื่องความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ให้ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อสำหรับลูกค้า นอกจากนี้ EcoStruxure™ ยังให้ความล้ำหน้าด้าน IoT โมบิลิตี้ ระบบเซ็นเซอร์ คลาวด์ การวิเคราะห์ และระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ เพื่อมอบนวัตกรรมในทุกระดับ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อ ระบบควบคุมการใช้อุปกรณ์ปลายทาง (Edge Control) และแอปพลิเคชัน รวมถึงการวิเคราะห์ และบริการต่างๆ โดยที่ผ่านมา EcoStruxure ได้มีการติดตั้งใช้งานมากกว่า 480,000 ไซต์งาน โดยมีผู้วางระบบและผู้พัฒนากว่า 20,000 รายให้การสนับสนุน ซึ่งมีการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกับอุปกรณ์มากกว่า 1.6 ล้านรายการ โดยมีการบริหารจัดการ ผ่านบริการด้านดิจิทัลมากกว่า 40 บริการ

ช่วยปกป้องและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ต้องการความปลอดภัยสูง

Tricon CX version 11.3 controller รุ่นล่าสุด ใช้ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่อยู่ใน EcoStruxure Triconex ในการรักษาความปลอดภัย ให้ความต่อเนื่องในการทำงาน ให้การปกป้องที่ได้รับการพิสูจน์และยอมรับจากการใช้งานจริง โดยให้ศักยภาพยอดเยี่ยม เรื่องความต่อเนื่องในการทำงาน และให้ประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งานเพื่อการปกป้องแอปพลิเคชันสำคัญทางธุรกิจ ครอบคลุมถึงเรื่องกรณีฉุกเฉิน (emergency shutdown) รองรับระบบไฟและแก๊ส ระบบการจัดการการเผาไหม้ รวมไปถึงระบบควบคุมและตรวจสอบแรงดัน (high integrity pressure protection and control)

เมื่อผสานรวมการออกแบบที่กระทัดรัด ทำให้ Tricon CX มีขนาดที่เล็กว่า Tricon รุ่นเดิมถึง 50 เปอร์เซ็นต์ Tricon CX version11.3 เป็นแนวคิดในอุดมคติสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความอันตรายสูง ซึ่งขนาดของพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ระบบยังสามารถปรับขยายรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้าในเวลาที่ธุรกิจเติบโต โดยสามารถรองรับ I/O ได้มากกว่า 750,000 จุด และเนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวใช้เครื่องมือในการตั้งค่าการทำงานแบบเดียวกับ Tricon รุ่นเดิม จึงช่วยให้วิศวกรสามารถทำการติดตั้ง ปรับแต่งและดำเนินการได้อย่างปลอดภัย พร้อมดูแลรักษาระบบงานได้ต่อเนื่องในระยะยาวนานหลายสิบปี  ผลที่ได้ก็คือ ผู้ใช้งานปัจจุบันสามารถปกป้องการลงทุนใน Tricon พร้อมปรับขยายการใช้งานได้ตามต้องการ โดยไม่กระทบกระเทือนการดำเนินงาน ผู้ที่ใช้ Tricon CX เวอร์ชั่น 11.3 รุ่นใหม่นี้ จะได้ประโยชน์จากระบบความปลอดภัยที่ทรงพลังมากที่สุดจากระบบ Tricon และ Trident Safety Integrity Level 3 ซึ่งสามารถขยายขีดความสามารถรองรับอนาคตได้อย่างง่ายดาย

เพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน โดยมุ่งเน้นที่การมอบคุณค่า

Tricon CX version 11.3 เป็นรุ่นที่มีการปรับปรุงให้ใช้งานง่ายขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง ใช้เวลาในการออกแบบน้อยลง ใช้งานง่ายและลดการเดินสายไฟน้อยลง ใช้เวลาในการดำเนินงานได้น้อยลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์และเพิ่มผลิตผลได้ 5 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ Tricon CX version 11.3 ยังสามารถทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยที่หลากหลายของ EcoStruxure Triconex ซึ่งประกอบได้ด้วย

  • ระบบตรวจสอบความปลอดภัย ที่จะทำการทดสอบ ประเมินการทำงาน และจัดทำเอกสารเกี่ยวกับ application logic ของระบบความปลอดภัย EcoStruxure Triconex ซึ่งช่วยประหยัดเวลาการทดสอบซอฟต์แวร์ได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์
  • SIF Manager จะติดตามและตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของระบบเครื่องมือวัดความปลอดภัย (Safety Instrumented Function) ตลอดช่วงระยะเวลาการใช้งานภายในโรงงาน
  • Safety View ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันที่ได้รับการรับรองจาก TÜV-certified ที่ให้มุมมองเชิงลึกในการแจ้งเตือนเรื่องที่สำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการ ช่วยเพิ่มศักยภาพ และประสิทธิภาพในการดำเนินการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยง
  • System Auditor เครื่องมือที่เป็นหัวใจหลักสำหรับงานด้านเอกสารของระบบความปลอดภัย EcoStruxure Triconex พร้อมช่วยบริหารจัดการเกี่ยวกับการแจ้งเตือน
  • Tricon, Trident และ Tri-GP เอดจ์ คอนโทรลเลอร์ ที่มอบความเสถียรและความต่อเนื่องในการทำงานในระดับสูง

“Triconex CX version 11.3 มุ่งนำเสนอฟีเจอร์ที่เน้นเรื่องการมอบคุณค่า จึงทำให้สามารถลดต้นทุนในภาพรวมให้กับลูกค้าได้ถึง 9 เปอร์เซ็นต์” สตีฟ เอลเลียต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดอาวุโส ระบบควบคุมกระบวนการด้านออโตเมชั่น และความปลอดภัยของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “นอกจากนี้ด้วยสถาปัตยกรรมการออกแบบในลักษณะ triple redundant ที่ให้ความเสถียรสูง มีระบบบริหารจัดการ redundancy ในตัวเอง ให้ความสามารถในการเปลี่ยนโมดูลและปรับแต่งการทำงานผ่านระบบออนไลน์ได้ จึงเป็นการพิสูจน์ว่า Triconex CX version 11.3 ช่วยให้ผู้ประกอบการผลิตเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้ถึง 11 เปอร์เซ็นต์”

“ลูกค้าของเรา โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายสูง และมีกระบวนการทำงานหนักๆ ต้องการประสิทธิภาพความปลอดภัยในระดับสูงสุด พร้อมกับได้รับประสิทธิภาพทางธุรกิจและผลกำไรสูงสุด เนื่องจาก Tricon CX version 11.3 ช่วยให้บุคลกรในโรงงานสามารถระบุ วางแผน และบริหารจัดการการดำเนินงาน รวมถึงความเสี่ยงทางธุรกิจ จึงทำให้ Tricon CX version 11.3 นอกจากจะช่วยลดการเกิดดาวน์ไทม์และการขัดข้องในส่วนการผลิตแบบไม่คาดคิดแล้ว ยังช่วยให้ลูกค้าของเราเปลี่ยนการบริหารจัดการกระบวนการด้านความปลอดภัยที่เป็นต้นทุน ให้กลายเป็นผลกำไรได้” สตีฟ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ EcoStruxure Triconex Tricon webpage.

Hashtags:  #Triconex #SafteyforLife EcoStruxure #IoT #LifeIsOn

กสอ. ชวนส่งผลงานรีวีวสินค้าเอสเอ็มอี

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ขอเชิญผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมประกวดคลิปวิดีโอรีวิวสินค้าในแคมเปญ “DIP รีวิวติดสปีด” เพื่อค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์การรีวิวสินค้าเอสเอ็มอี โดยผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม โดยคลิปจะต้องมีความยาวไม่เกิน 2 นาที ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์จากเอสเอ็มอีไทย พร้อมติดแฮชแท็ก #DIPรีวิวติดสปีด และ #กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 70,000 บาท  สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 มกราคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอีและการประกวดได้ที่ โทรศัพท์ 0 2367 8190 - 1 , 09-5936-9552  หรือ Facebook.com/dipindustry

ดลมณี ผู้ผลิตจากชุมชนสู่ผู้ส่งออกกระเป๋าแบรนด์ไทยชู Thaitrade.com จุดประกายความสำเร็จสู่เวทีโลก

เว็บไซต์ Thaitrade.com โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ บอกเล่าเรื่องราวแห่งความสำเร็จของ ดลมณี (Don Manee) แบรนด์กระเป๋าผ้าทอมือ เปลี่ยนแปลงสินค้าชุมชน สู่สินค้าแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์ในเวทีระดับโลก

นางสาววันดี มณีจันทร์ เจ้าของบริษัท ยูฟอเรีย เอ็มไพร์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกกระเป๋าผ้าทอ แบรนด์ดลมณี เผยว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้มาจากที่ตัวเองอาศัยอยู่ในชุมชนที่ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทอผ้า รวมถึงยังมีกลุ่มผู้พิการในชุมชนร่วมด้วย แต่สิ่งที่เห็นคือปัญหาต่างๆ ของชาวบ้านในขณะนั้น คือ ยังไม่มีช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าหลังจากที่ทอผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้เริ่มมีแนวคิดผลิตสินค้าจากผ้าทอมือ และเริ่มศึกษาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกลุ่มของผู้พิการก่อน จนสามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้างานฝีมือ โดยเน้นดีไซน์ให้มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น โดยอาศัยช่างที่มีอยู่ในชุมชนรวมตัวกัน มาผลิตผ้าทอให้เป็นกระเป๋าที่สวยงาม ภายใต้แบรนด์ “ดลมณี” (Don Manee)

ด้วยคุณภาพบวกกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมการตัดเย็บที่ประณีตทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักค่อนข้างเร็ว แต่ผลตอบรับยังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร จึงได้ปรับเปลี่ยนแผนการตลาดและวางดีไซน์สินค้าใหม่ให้รับกับเทรนด์ตลาดมากขึ้น พร้อมวางจำหน่ายทางเพจเฟสบุ๊คและตามเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Shopee, Amazon ฯลฯ รวมถึงมีหน้าร้านอยู่ที่ตึกอัมรินทร์ ชั้น 1 และชั้น 3 รวมทั้งจัดส่งสินค้าเข้าประกวดตามโครงการต่างๆ ที่ภาครัฐได้จัดขึ้น จนได้รางวัลด้านแฟชั่นและได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการรายใหม่ นิวเฟซ (New faces) ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศซึ่งเป็นที่มาของ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกบนเว็บไซต์ Thaitrade.com

“กระเป๋าผ้าทอแบรนด์ “ดลมณี” เป็นงานที่ผลิตเองจากฝีมือคนไทย ทำให้แบรนด์มีเรื่องราว และขายตัวเองมาได้โดยตลอด มีเป้าหมายบุกตลาดต่างประเทศเพื่อชูเอกลักษณ์ในความเป็นไทยให้ต่างชาติได้เห็น ซึ่งหลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกผู้ขายบนเว็บไซต์ Thaitrade.com ได้ 2 ปี ได้รับคำแนะนำจากทีมงานของกรมฯ ในการพัฒนาศักยภาพหลายด้าน ส่งผลให้มีลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากประเทศไนจีเรีย จีน และฮ่องกง ซึ่งถือว่าเว็บไซต์ Thaitrade.com สามารถจุดประกายความสำเร็จในฐานะผู้ส่งออกกระเป๋าผ้าทอ กับเอกลักษณ์ไทยที่ไม่เหมือนใครสู่เวทีโลก นอกเหนือจากการเป็นสมาชิก Thaitrade.com แล้ว แบรนด์ได้ร่วมออกบูธแสดงสินค้ากับกรมฯ และเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของเว็บไซต์ Thaitrade.com อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดได้ออกบูธร่วมกับทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในงาน Style 2018 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ” นางสาววันดี กล่าว

เว็บไซต์ Thaitrade.com โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการที่มุ่งมั่น มีสินค้าที่มีคุณภาพสู่การเป็นผู้ส่งออก เพื่อเพิ่มโอกาส การเติบโตของธุรกิจให้มากขึ้น­ โดยสมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ นอกเหนือจากโอกาสทางการค้าบน Thaitrade.com แล้ว ยังได้รับบริการการจับคู่เจรจาธุรกิจ หรือBusiness Matching เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการมองหาคู่ค้าใหม่ๆ การสนับสนุนข้อมูล ข่าวสาร บทวิเคราะห์การตลาดจากผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่องผ่าน E-Newsletter บริการ ให้คำปรึกษาเชิงลึกเพื่อให้สามารถทำการค้าผ่านสื่อออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงจัดกิจกรรมร่วมกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้าน
“e-Commerce” ระดับโลก เพื่อจะมาอัพเดทเทรนด์ธุรกิจที่กำลังมีอิทธิพลกับตลาดโลกที่น่าสนใจ และขยายโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.thaitrade.com, www.facebook.com/ThaitradeDotCom หรือ DITP Call Center 1169  โทร. 02 507 7825 หรือ e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวเดอะบีชคลับ ที่ลูบิ แพลนเทชั่น เมืองดาเวา ประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมจ่อเปิดอีก 2 โครงการกลางปีหน้า

ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล จับมือทอร์เร โลเรนโซ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของฟิลิปปินส์ เปิดตัวเดอะบีชคลับ ที่ลูบิ แพลนเทชั่น เมืองดาเวา สถานที่พักผ่อนสุดเอ็กซ์คลูซีฟเหมาะสำหรับการเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับ ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวชอุ่ม คลอบคลุมพื้นที่รวม 91 ไร่ หรือ 36 เอเคอร์ ประกอบไปด้วย ชายหาดส่วนตัวยาว 50 เมตร ห้องอาหาร สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ห้องจัดกิจกรรม และสนามเด็กเล่น แขกที่มาเยือนยังสามารถจัดทริปสำรวจแหล่งดำน้ำชมแนวปะการังอันงดงามได้อย่างง่ายดาย เกาะแห่งนี้สามารถเดินทางไปได้ทางเรือ โดยใช้เวลาเพียง 30 นาทีจากท่าเรือดาเวา

ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล และทอร์เร โลเรนโซ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น ยังเตรียมเปิดโครงการร่วมกันเพิ่มอีกสองโครงการช่วงกลางปี 2562 คือ โรงแรมดุสิตดีทู ดาเวา และ โรงแรมดุสิตธานี เรสซิเด้นซ์ ดาเวา โดยโรงแรมใหม่ทั้งสองแห่งนี้จะตั้งอยู่ติดกัน ย่านใจกลางธุรกิจของดาเวา ซึ่งใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์เพียง 15 นาที จากสนามบินนานาชาติดาเวา นอกจากนี้แขกที่เข้าพักยังสามารถเดินทางไปเดอะบีชคลับที่บริหารโดยดุสิต ได้อย่างง่ายดายโดยท่าเรือส่วนตัวของโรงแรม

“เราดีใจเป็นอย่างมากที่ได้เปิดตัวเดอะบีชคลับ ที่ลูบิ แพลนเทชั่น เกาะสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ยังคงความเป็นธรรมชาติแบบสุดๆ ไปเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเราที่จะได้แนะนำการบริการอย่างไทย ให้แขกที่มาเยืยนดาเวาได้สัมผัสก่อนที่โรงแรมดุสิตดีทู ดาเวา และ โรงแรมดุสิตธานี เรสซิเด้นซ์ ดาเวา จะเปิดให้บริการตามมาในช่วงกลางปีหน้า” มร. ลิม บุน ควี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ของดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

 

___________________

The Beach Club at Lubi Plantation Island, Managed by Dusit opens offering access to an exclusive island retreat in the Davao Gulf, Philippines

The Beach Club marks the first stage of a project which will also include Dusit Thani Residence Davao, and dusitD2 Davao hotels, which are set to open in 2019.

Dusit International, one of Thailand’s leading hotel and property development companies, has marked the launch of The Beach Club at Lubi Plantation Island, Managed by Dusit, an exclusive island retreat in the Davao Gulf, Philippines.

Commanding an impressive location at the heart of Lubi Plantation, an 36-hectare master-planned leisure township within a former coconut plantation, The Beach Club invites visitors to experience an upscale island lifestyle amidst unspoiled reef, coral gardens, exotic marine life, and lush tropical fauna.

Easily accessible by boat from the mainland, the family-friendly retreat features a large swimming pool, a children’s play area, an events hall, the Tarictic Grill & Snack Bar serving barbecued favourites, and a private beach stretching 50 metres. Visitors can also easily arrange to explore the island’s prime snorkelling and diving sites.

Owned by Torre Lorenzo Development Corporation, The Beach Club at Lubi Plantation Island, Managed by Dusit marks the first stage of a three-pronged project which will also include two hotels – dusitD2 Davao and Dusit Thani Residence Davao. Both of these properties will be located in the heart of Davao City’s new central business district, Lanang, only 30 minutes by boat from The Beach Club, and just 15 minutes by car from Davao International Airport.

Slated to open in February 2019, dusitD2 Davao hotel comprises 120 well-equipped guest rooms and suites decorated in a contemporary, vibrant style. The focal point of the hotel is a lush, landscaped courtyard featuring a lap pool, a wading pool, a children’s pool, and deck areas for relaxation. From here, guests will enjoy direct access to an international restaurant, lounge areas, and a lobby set within a striking, glass-enclosed pavilion.

Other hotel offerings include Namm spa, a state-of-the-art gym, four meeting rooms, and two large ballrooms accommodating up to 1,000 guests. Dusit’s signature Benjarong Thai restaurant is expected to open in mid-2019.

The Dusit Thani Residence Davao hotel, meanwhile, is slated to open adjacent to the dusitD2 property in April 2019. The hotel will comprise 178 well-appointed studios and suites.

Mr Lim Boon Kwee, Chief Operating Officer, Dusit International, said, “The opening of The Beach Club at Lubi Plantation Island signals an exciting time for Dusit in Davao, and we are delighted we can give visitors the opportunity to experience this beautiful sanctuary ahead of the opening of the two hotels – dusitD2 Davao and Dusit Thani Residence Davao. Ideal for day trips, special events, and memorable meetings, The Beach Club at Lubi Plantation Island offers a unique escape amidst nature, and we look forward to delighting visitors of all ages with our unique brand of Thai-inspired, gracious hospitality in this stunning island setting.”

 

อีเอสอาร์ไอ ใช้เทคโนโลยีจีไอเอสหนุนองค์กรท้องถิ่นสู่สมาร์ทซิตี้ นำร่อง “นครนนท์ 4.0” บูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิตปชช.

บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซีดีจี ผู้นำด้าน Location Intelligence และตัวแทนจำหน่าย ArcGIS เทคโนโลยีด้านภูมิสารสนเทศระดับโลกแห่งเดียวในประเทศไทย เผยการก้าวสู่สมาร์ทซิตี้ควรมุ่งผลักดันทั้งเมืองใหญ่และการปกครองส่วนท้องถิ่น ชี้หัวใจของการบริหารจัดการเมืองแบบบูรณาการ ด้วยการนำข้อมูลเชิงพื้นที่เข้ามาช่วยวิเคราะห์ปัญหาในชุมชนเพื่อแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์งานบริการประชาชนในทุก ๆ ด้าน ล่าสุดร่วมกับเทศบาลเมืองนครนนท์ ผุด นครนนท์ 4.0ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี จีไอเอส ช่วยบูรณาการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ เฟสแรก เปิดแอพพลิเคชันใช้งานบนสมาร์ทโฟนและแท็บแลต รองรับงานบริการประชาชน เฟสที่สองจ่อลุยบูรณการระบบที่ดินและแผนภาษี ต้นปีหน้า

นางสาวธนพร ฐิติสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ประเทศไทยนอกจากการเปลี่ยนแปลงเมืองใหญ่ให้เป็นสมาร์ทซิตี้แล้ว การยกระดับการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นสมาร์ทซิตี้ หรือ Smart Local Government (SLG) เป็นสิ่งที่ต้องผลักดันและให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน ซึ่งหัวใจของการบริหารจัดการเมือง จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการข้อมูลแบบบูรณาการด้วยการนำข้อมูลเชิงพื้นที่ หรือโลเคชั่นมาวิเคราะห์ แก้ไขปัญหาและก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานแผนที่ภาษี งานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม งานแจ้งเหตุ งานประชาสัมพันธ์ งานสาธารณะ งานภัยพิบัติ งานวางแผนทางด้านอัคคีภัย และงานสวัสดิการสังคม โดยประเทศไทยอาศัยการบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นตัวกลางสำคัญในการดูแลประชาชน หากการบริหารส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่สามารถเพิ่มศักยภาพการทำงานได้กระชับ รวดเร็วยิ่งขึ้น ก็หมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรทั้งประเทศอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ในเมืองใหญ่หลายเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเช่น นครลอสแอนเจลิส ได้ผันตัวเองมาเป็น สมาร์ทซิตี้ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะการอยู่อาศัยของประชากรและการเติบโตของเมืองอย่างมีระบบ ปัจจัยหลักที่ช่วยในการสร้างเมืองอัจฉริยะให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นคือ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System, GIS) การเปลี่ยนนครลอสแอนเจลิสเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรซึ่งมีอยู่มากถึง 3.8 ล้านคน และหน่วยงานบริหารมากกว่า 40 องค์กร ทำให้เกิดปัญหาข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน ส่งผลให้การประสานงานระหว่างองค์กรติดขัดและการแก้ปัญหาเป็นไปได้อย่างล่าช้า จึงเป็นที่มาของการสร้าง “Los Angeles GeoHub” แพลตฟอร์มสาธารณะสำหรับการบริหารจัดการเมืองด้วยระบบ GIS

“Los Angeles GeoHub” ได้กลายเป็นต้นแบบของเมืองอื่น ๆ ด้วยการเก็บข้อมูลโลเคชั่นและข้อมูลเชิงพื้นที่จำนวนมหาศาลไว้ และพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นศูนย์กลางของระบบ Business Intelligence และยังช่วยให้พนักงานขององค์กรและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ หลังจากการเปิดใช้งานได้เพียง 3 เดือน สามารถแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยของระบบสาธารณะ และสามารถพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น การสร้างแอพพลิเคชันให้ประชาชนในพื้นที่สามารถแจ้งปัญหาขยะหรือถนนสกปรก โดยเจ้าหน้าที่เทศบาลจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับแผนการทำความสะอาดถนนให้เหมาะสมตามสถานการณ์จริง

ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาระบบแผนที่ภูมิศาสตร์เพื่อบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ ช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจแก้ไขปัญหาประชากร ให้กับเทศบาลนครนนทบุรี ภายใต้ชื่อ “นครนนท์ 4.0” ซึ่งแบ่งโครงการจ้างเหมาการให้บริการประชาชนด้วยระบบภูมิสารสนเทศผ่านระบบอินเตอร์เน็ตออกเป็น 2 เฟส ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเฟสแรกเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการอบรมเจ้าหน้าที่ เพื่อใช้งานระบบ ควบคู่กับการเริ่มต้นเปิดให้บริการประชาชน”

บริษัทได้นำซอฟต์แวร์ ArcGIS แพลตฟอร์ม มาใช้ในการบูรณาการของข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล และแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งการให้บริการประชาชนอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยการระบุพิกัด หรือโลเกชัน ที่ชัดเจน ซึ่งเฟสแรกได้พัฒนาระบบแผนที่สารสนเทศภูมิศาสตร์ ใช้กับงานบริการประชาชน 6 ด้าน  อาทิ 1.ระบบแจ้งปัญหาเรื่องร้องเรียน อาทิ ไฟดับ ไฟไหม้ อุบัติเหตุ, 2.ระบบงานติดตามโครงการ อาทิ สร้างถนน, 3.ระบบสวัสดิการและสังคม โดยเบื้องต้นจะใช้ดูแล และกำหนดสวัสดิการผู้สูงอายุ, 4.ระบบสาธารณสุข ที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับโรงพยาบาล, อาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.) และผู้นำชุมชน ในการดูแลให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยนอนติดเตียง, 5.ระบบงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใช้แจ้งเหตุระบุตำแหน่ง หรือพิกัด พื้นที่ประสบภัย เพลิงไหม้ ตำแหน่งหัวจ่ายนํ้าดับเพลิง เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ  โดยประชาชนสามารถใช้สมาร์ทโฟน หรือแท็บเลต แจ้งเหตุร้องเรียนต่าง ๆ ผ่าน 6 แอพพลิเคชัน ซึ่งข้อมูลการแจ้งเหตุร้องเรียน จะถูกส่งต่อข้อมูลมาที่เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บัญชาการในการกระจายงานและติดตามผ่านจอแสดงผลแดชบอร์ด

ทั้งนี้เทศบาลนครนนทบุรี มีความต้องการเปลี่ยนข้อมูลทั้งหมด ทั้งข้อมูลบริหารจัดการ และข้อมูลบริการประชาชน ไปสู่ดิจิทัล เพื่อยกระดับไปสู่เมืองสมาร์ทซิตี ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างหารือกับเทศบาลนครนนทบุรี เพื่อดำเนินการโครงการระยะ 2 ในต้นปีหน้า โดยจะบูรณาการระบบเข้ากับงานด้านที่ดิน แผนที่ภาษี กิจการนักเรียน การบริหารจัดการสถานศึกษาสังกัดเทศบาล งานด้านบริการประชาชน เช่น ตัดกิ่งไม้ หรือ ซ่อมถนน รวมถึงบริการด้านสาธารณสุข ที่เพิ่มงานด้านสุขาภิบาลเข้าไป เพื่อให้บริการที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองขนาดใหญ่หรือเมืองขนาดเล็ก การจะเป็น สมาร์ทซิตี้ หรือ สมาร์ท โลคอล รัฐบาลต้องมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ผนวกกับการนำข้อมูลโลเคชั่นและข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เป็นประโยชน์ มาวิเคราะห์อย่างเชื่อมโยงเพื่อช่วยในการตัดสินใจ พัฒนาและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนในชุมชนและประเทศในภาพรวม

---------------------------------------------------------------

เกี่ยวกับ บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด

บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซีดีจี เป็นผู้นำด้าน Location Intelligence และเป็นตัวแทนหลักในการจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการของผลิตภัณฑ์ภูมิสารสนเทศชั้นนำจาก ESRI Inc ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งภายในประเทศไทยและรวมถึงประเทศในกลุ่ม CLMV อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) มีความเชี่ยวชาญและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) สำหรับภาคธุรกิจ ภาครัฐบาล กองทัพ และภาคการศึกษา พร้อมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.esrith.com 

เกี่ยวกับ กลุ่มบริษัท ซีดีจี

กลุ่มบริษัทซีดีจี (CDG Group) ผู้ให้บริการด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจรแก่องค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 50 ปี ในการให้บริการด้านไอทีโซลูชันที่เป็นเลิศ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบระบบ พัฒนา จัดหาอุปกรณ์ พร้อมติดตั้งระบบฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกรูปแบบ ตลอดจนบริการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรในองค์กรของลูกค้าให้พร้อมนำไปปฏิบัติงานได้ทันที ภายใต้วิสัยทัศน์ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีโซลูชันที่ใช้งานได้จริง ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาให้แก่สังคมอย่างสร้างสรรค์เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.cdg.co.th