Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

M Card ฉลองเทศกาลวันแม่ ผ่านแคมเปญ M CARD WOW A MOM
มอบโปรโมชั่นสำหรับคนพิเศษตลอดเดือนสิงหาคม

M Card โดย บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ฉลองเทศกาลวันแม่ มอบโปรโมชั่นสำหรับคนพิเศษตลอดเดือนสิงหาคม ผ่านแคมเปญ M CARD WOW A MOM เมื่อช้อปภายในห้างฯ และศูนย์ฯ ครบทุก 1,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ เพียงลงทะเบียนเข้าร่วมแคมเปญผ่าน M Card Application ลุ้นรับโชค 2 ชั้น ลุ้นที่ 1 : ทริป Taiwan Exclusive Trip 4 วัน 3 คืน กับ Dining GURU มล. ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ บินหรูโดยสายการบิน China Airlines จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง รวมมูลค่ากว่า 325,000 บาท ลุ้นที่ 2 : บัตรกำนัลห้องพักสุดหรู 2 วัน 1 คืน ห้อง Deluxe Pool Access Room จาก Avani Hua Hin Resort & Villas จำนวน 15 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 82,500 บาท พิเศษ ผู้ถือบัตรเครดิต SCB M รับสิทธิ์ 5 เท่า หรือ บัตรเครดิต SCB รับสิทธิ์ 3 เท่า เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2561 ที่ เดอะมอลล์ ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และบลูพอร์ต

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าราคาพิเศษสำหรับสมาชิก M Card เพียงแลก 12 M Point ผ่าน M Card Application รับส่วนลดสูงสุด 80% (เฉพาะแบรนด์ในห้างที่ร่วมรายการ) ตลอดเดือนสิงหาคม หรือ รับฟรี 12 เมนูพิเศษ เพียงแลก 12 M Point จากร้านดังในศูนย์ฯ อาทิ The Pizza Company, Zen Restaurant, Au Bon Pain, Korean Dessert Café, บางหวาน, ก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร, เจียง ลูกชิ้นปลา (จำนวน 1 สิทธิ์ / 1 ท่าน / ร้านค้า ตลอดรายการ) เฉพาะวันที่ 11-13 สิงหาคม 2561 เท่านั้น

อิออน ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ มอบโชคทองแก่ผู้โชคดีจาก “กดปั๊บ ลุ้นรับโชค”

คุณศรัณยา พิภพภิญโญ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) มอบทองคำแท่งมูลค่า 400,000 บาท และ iPhone 8 ขนาด 256 GB จำนวน10 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 745,000 บาท ให้แก่ผู้โชคดีจากแคมเปญ "กดปั๊บ ลุ้นรับโชค กับอิออนยัวร์แคช” สำหรับลูกค้าอิออนที่ใช้บริการเบิกถอนเงินสดอิออนยัวร์แคช ทุก 1,000 บาท/เซลล์สลิป ผ่านเครื่องบัวหลวงเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน  - 31 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรับข่าวสารและกิจกรรมดีๆ ได้ทาง www.aeon.co.th

ดับเบิ้ลความสุขที่โรงแรมในเครือเบสท์เวสเทิร์นทั่วเอเชีย
กับแคมเปญ “ดับเบิลพ้อยท์” สะสมคะแนนสองเท่า!

โรงแรมในเครือเบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท เอเชีย ตอบแทนลูกค้าที่ไว้ใจและสนับสนุนด้วยดีเสมอมา ด้วยแคมเปญ “ดับเบิลพ้อยท์” แคมเปญใหม่ล่าสุดจากโปรแกรมสะสมคะแนน “เบสท์เวสเทิร์นรีวอร์ดส” รับคะแนนสะสมเพิ่มเป็นสองเท่า ทันทีที่สำรองห้องพักที่โรงแรมในเครือเบสท์เวสเทิร์นในเอเชียที่เข้าร่วมโครงการนี้ โดยสำรองห้องพักโดยตรงกับโรงแรมหรือผ่านช่องทางเว็บไซต์ของโปรโมชั่น ที่นี่* ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ตุลาคม 2561

โปรแกรมสะสมคะแนนเบสท์เวสเทิร์นรีวอร์ดส ให้ลูกค้าคนสำคัญได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากการสะสมคะแนนเมื่อใช้บริการที่โรงแรมในเครือ เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิก และสะสมคะแนนในทุกครั้งที่เข้าพัก ก็สามารถนำคะแนนมาแลกเป็นห้องพักฟรีที่โรงแรมกว่า 4,200 แห่งทั่วโลก โดยเฉพาะในหลากหลายเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจในเอเชีย อาทิ ภูเก็ต บาหลี โตเกียว โอซาก้า มะนิลา จาการ์ตา โอกินาว่า เกาะเซบู ย่างกุ้ง และเวียงจันทน์ นอกจากนี้ ยังสามารถนำคะแนนไปแลกรับสิทธิพิเศษ หรือบัตรกำนัลต่างๆ ได้อีกด้วย

อย่ารอช้า! กับโปรแกรมสะสมคะแนนเบสท์เวสเทิร์นรีวอร์ดส ที่เปิดโอกาสให้คุณได้ดับเบิ้ลความสุข สมัครเป็นสมาชิกโปรแกรมสะสมคะแนน ได้ผ่านทาง https://www.bestwesternhotelasia.com/create-account แล้วเพลิดเพลินกับความคุ้มค่าสองเท่า

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ “ดับเบิลพ้อยท์” จาก “เบสท์เวสเทิร์นรีวอร์ดส” ที่ +66 (0)2 656 1260 หรือ ที่นี่*

*https://www.bestwestern.com/en_US/offers/rewards/doublepointasia.html?ssob=SMINTAA86G&cid=SMINTAA86G:asia:promo:doublepointsasia

TSI Insurance จัดโปรโมชั่นประกันภัยอุบัติเหตุรับวันแม่

บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TSI Insurance จัดโปรโมชั่นพิเศษ “ประกันอุบัติเหตุ TSI แทนใจจากลูก…”  ต้อนรับเทศกาลวันแม่ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ ด้วยอัตราเบี้ยประกันภัยเพียง 999 บาท ให้ความคุ้มครองทั้งแม่และลูกวงเงินสูงสุด 120,000 บาท ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องสำรองจ่ายกับโรงพยาบาลเครือข่ายของ TSI Insurance ที่มีมากกว่า400 แห่งทั่วประเทศ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2630-9055 ต่อ 304

แคสเปอร์สกี้ แลป ระบุไตรมาส 2 วายร้าย APT ป่วนแถบเอเชียหนัก
พร้อมแคมเปญใหม่และเป้าหมายอ่อนไหวทางภูมิศาสตร์การเมือง

ในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2018 นักวิจัยจากแคสเปอร์สกี้ แลป สังเกตพบความเคลื่อนไหวของปฏิบัติการวายร้าย APT ป่วนเปี้ยนอยู่แถบเอเชีย และพบความเชื่อมโยงกับ threat actors ทั้งตัวเก่าและตัวใหม่ที่ยังไม่คุ้นนัก มีการวางเป้าหรือตั้งเวลาปล่อยแคมเปญออกปฏิบัติการช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวทางภูมิศาสตร์การเมือง รายละเอียดและทิศทางเหล่านี้ระบุไว้ในรายงานสรุปข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์รายไตรมาสล่าสุด

ในไตรมาสที่สองปี 2018 นักวิจัยของแคสเปอร์สกี้ แลป เปิดโปงทูล เทคนิค และแคมเปญที่กลุ่ม APT ได้ปล่อยออกก่อกวนครั้งใหม่ ซึ่งพบว่าบางตัวก็เงียบงำมาหลายปี และภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นศูนย์กลางที่อยู่ในความสนใจของกลุ่ม APT อาทิ กลุ่มระดับภูมิภาค เช่น กลุ่มลาซารัสที่ใช้ภาษาเกาหลี และกลุ่มสการ์ครัฟต์ (Scarcruft) ที่จะยุ่งวุ่นวายอยู่เป็นพิเศษ โดยนักวิจัยค้นพบว่ามีการฝังตัวชนิดที่เรียกว่า LightNeuron ที่กลุ่มที่ใช้ภาษารัสเซียที่ชื่อว่า เทอร์ลา (Turla) ได้นำมาใช้งาน และมีเป้าหมายคือเอเชียกลางและตะวันออกกลาง

ไฮไลท์ที่น่าจับตามอง ไตรมาส 2 ปี 2018:

  • การกลับมาของแอคเตอร์เบื้องหลังOlympic Destroyerหลังการโจมตีการแข่งขัน Pyeongchang Winter Olympic games เมื่อเดือนมกราคม2561 ที่เพิ่งผ่านมานั้น นักวิจัยค้นพบตัวแอคเตอร์ที่เชื่อว่าเป็นตัวออกปฏิบัติการใหม่มีเป้าหมายที่องค์กรการเงินในรัสเซีย และห้องปฏิบัติการป้องกันภัยเคมีชีวภาพในยุโรปและยูเครน โดยพบตัวบ่งชี้จำนวนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่าง Olympic Destroyer กับตัว threat actor ภาษารัสเซียที่ชื่อ Sofacy
  • Lazarus/BlueNoroff มีเค้าลางบ่งชี้ว่า APT ระดับโลกตัวนี้มีเป้าหมายที่องค์กรการเงินในตุรกี น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการจารกรรมไซเบอร์ที่ใหญ่กว่านี้ เป้าหมายยังรวมถึงบ่อนคาสิโนในละตินอเมริกาอีกด้วย เป็นที่เด่นชัดว่าเงินคือเป้าหมายหลักสำหรับปฏิบัติการร้ายของกลุ่มนี้ แม้ว่าจะมีการดำเนินการทางการทูตกับเกาหลีเหนือก็ตาม
  • นักวิจัยสังเกตุพบกิจกรรมจำนวนมากมาจากกลุ่มScarcruft APT ใช้แอนดรอยด์มัลแวร์ และปล่อยปฏิบัติการที่มีแบคดอร์ตัวใหม่ที่ตั้งชื่อว่า POORWEB
  • LuckyMouse APT ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ภาษาจีนและเป็นที่รู้จักอีกชื่อว่า APT 27 อาศัย ISPs ในเอเชียเพื่อทำการโจมตีแบบ waterhole attacks ผ่านทางเว็บไซต์ที่เป็นที่นิยม และยังมีเป้าหมายที่หน่วยงานภาครัฐของคาซัคสถานและมองโกเลียในช่วงที่จัดการประชุมในประเทศจีน
  • The VPNFilter campaign ใช้ Sofacy หรือ Sandworm เปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่เพื่อโจมตีเน็ตเวิร์กฮาร์ดแวร์และสตอเรจโซลูชั่น ปล่อยมัลแวร์เข้ากระแสทราฟฟิก แพร่เชื้อไปตามเครื่องคอมพิวเตอร์บนเน็ตเวิร์กดีไวซ์ การวิเคราะห์ของแคสเปอร์สกี้ แลป ยืนยันว่ามีการพบร่องรอยของแคมเปญนี้ในเกือบทุกประเทศเลยทีเดียว

วิเซนเต้ ดิอาซ นักวิจัยด้านความปลอดภัย ทีมวิเคราะห์และวิจัยระดับโลก (GReAT) แคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวว่า “ในไตรมาสสองปี 2018 พบว่า APT มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ มีการปล่อยแคมเปญที่มีกลเม็ดทำลายล้าง มาย้ำเตือนกันพอหอมปากหอมคอถึงอันตรายของภัยไซเบอร์ที่ใกล้ตัวแล้ว เป็นจริงตามคาดการณ์ไว้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราได้ย้ำเตือนว่าเน็ตเวิร์กกิ้งฮาร์ดแวร์นี้เองที่จะเป็นช่องทางที่ลงตัวที่สุด สำหรับปฏิบัติการแบบมีการวางเป้าหมาย และเน้นย้ำถึงความพยายามในการอาศัยช่องทางนี้ และการแพร่กระจายของปฏิบัติการขั้นสูงเลยทีเดียวที่พบว่ามีเป้าหมายภารกิจมายังอุปกรณ์นี้โดยเฉพาะ”

รายงานทิศทางAPT ไตรมาสที่2 สรุปข้อมูลที่ได้จากการสำรวจผู้เป็นสมัครเป็นสมาชิกรับรายงานข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึก เกี่ยวกับภัยคุกามไซเบอร์กลุ่มนี้เท่านั้น ซึ่งรวมถึงข้อมูล Indicators of Compromise (IOC)และ YARA rulesเพื่อช่วยสนับสนุนงานด้านการสืบค้น วิเคราะห์หลักฐานทางดิจิทัลและการสืบสวนไล่ล่ามัลแวร์ หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม ท่านสามารถติดต่อได้ที่This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ท่านสามารถอ่านรายงานทิศทาง APT ไตรมาสที่ 2ได้ที่ https://securelist.com/apt-trends-report-q2-2018/86354/

เดลล์เผยโฉม เวิร์กสเตชันระดับ entry-level ใหม่ พร้อมสรรถนะอันทรงพลัง
ในขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม

สรุปเนื้อหาข่าว:

  • เดลล์เปิดตัวเครื่องเวิร์กสเตชันขนาด 1U rack ที่ทรงพลังที่สุดของโลกในการให้ความปลอดภัยแก่การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายจากระยะไกล พร้อมความสามารถรอบด้าน และประสิทธิภาพในการทำงานที่ยอดเยี่ยมในระดับราคาที่น่าประทับใจ
  • เดลล์อัพเดท Dell Precision Tower Workstation ระดับเริ่มต้น (entry-level) เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ที่ให้ความสำคัญต่อคุณค่าที่ได้รับจากการใช้งานที่กำลังมองหาเครื่องเวิร์กสเตชัน ในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมที่มีขนาดกะทัดรัดและทรงพลังได้มากยิ่งขึ้น
  • เดลล์เพิ่มศักภาพให้กับประสิทธิภาพที่คุ้มราคาของ Dell Precision 5820 Tower Workstation ด้วยส่วนเสริมอย่าง Intel® Core™ X Series โพรเซสเซอร์

เดลล์ประกาศเปิดตัวเวิร์คสเตชั่น 1U rack ที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก พร้อมเวิร์กสเตชันรุ่นใหม่ ๆ ที่ด้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจทุกขนาดและทุกงบประมาณการลงทุน สามารถเข้าถึงเครื่องเวิร์กสเตชั่นระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมที่ขนาดกะทัดรัดในราคาที่สามารถซื้อหาได้

ด้วยการพัฒนาขึ้นจากข้อมูลที่ได้รับจากลูกค้า เครื่องเดลล์ Precision 3930 Rack มอบสมรรถนะการทำงานที่ทรงพลังด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ขนาดความสูงที่ 1U มอบความหนาแน่นของ rack ที่ดียิ่งขึ้น อุณภูมิแวดล้อมส่วนเพิ่มและฟีเจอร์ อาทิ ตัวกรองฝุ่น และพอร์ทต่างๆ ที่ทำให้ตัวเครื่องสามารถผสานเข้ากับระบบภาพทางการแพทย์ที่ซับซ้อน ตลอดจนถึงโซลูชันระบบอัตโนมัติงอุตสาหกกรรมได้อย่างสมบูรณ์ไม่มีติดขัด

ด้วยการเปิดตัวของโพรเซสเซอร์ Intel® Xeon® E และ 8th generation Intel® Core™ ที่ได้รับการแนะนำสู่ตลาดเมื่อไม่นานนี้ ทำให้ rack สามารถรองรับหน่วยความจำ 2666MHz DDR4 ได้สูงถึง 64GB นอกจากนี้ ตัว Intel® Xeon® E โพรเซสเซอร์ยังรองรับ Error Correcting Code (ECC) ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ (reliability) ให้กับระบบ

นอกจากนี้ ตัว rack ยังมอบประสิทธิภาพการทำงานของเคื่องเวิร์กสเตชันที่ดีที่สุดของเครื่องในระดับเดียวกัน พร้อมความยืดหยุ่นที่สูงถึง 250W ของหน่วยประมวลผลกราฟิคแบบ doublewide ตลอดจนถึงความสามารถในการรองรับการขยายเพิ่มเติมในอนาคตได้สูงถึง 24TB ในการจัดเก็บมูล และด้วย 3 PCIe slots ที่มาพร้อมทางเลือกอย่าง PCI slot เครื่อง rack workstation นี้สามารถแก้ปัญหาซับซ้อนต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ NVIDIA® Quadro® professional GPUsยังมาพร้อมกับตัวเครื่อง และด้วย Quadro P6000 ผู้ใช้ยังได้ประโยชน์จากหน่วยความจำ GDDR5X 24GB และประสิทธิภาพกราฟิกระดับสูง ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ยังมี AMD Radeon™ Pro graphics เป็นหนึ่งในทางเลือกอีกด้วย

สัมผัสประสบการณ์การเชื่อมต่อระยะไกลแบบ 1:1 ที่รวดเร็ว ปลอดภัยด้วยทางเลือกเทคโนโลยี Teradici PCOIP พร้อมการรองรับเครื่อง Zero Clients ได้ถึง 4 หน้าจอ เครื่อง rack สามารถบูรณาการเขเกบดาต้า เซ็นเตอร์เพื่อดึงข้อมูลในขณะที่แยกเสียงและความร้อนออกจากกัน รวมทั้งลดความวุ่นวายบนโต๊ะทำงานให้กับผู้ใช้

สมรรถนะการทำงานที่ทรงพลังในขนาดที่เล็กกว่า

การปรับขนาดให้เล็กลงสามารถนำไปสู่หลายๆ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ และเดลล์เองก็ได้สร้างเครื่องเวิร์กสเตชันระดับต้น (entry-level) นี้ด้วยความตั้งใจเพื่อเป็นเชิ้อเพลิงให้กับบอนาคตของการพัฒนานวัตกรรมที่ตัดผ่านการออกแบบทางวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสาขาต่างๆ ทั้งด้านดาต้าและกราฟิค การมีระบบที่ทรงพลังเป็นอย่างสูงนี้ไม่ได้ต้องการพื้นที่การทำงานขนาดใหญ่หรือเงินลงทุนก้อนใหญ่อีกต่อไป ทำให้หลายๆ บริษัทและคนทำงานอีกหลายคนสามารถซื้อหาเครื่องที่มีประสิทธิภาพในการทำงานระดับนี้ได้เป็นครั้งแรก

เครื่อง Dell Precision 3630 Tower มีขนาดที่เล็กลงกว่าเครื่องในรุ่นก่อน 23 เปอร์เซ็นต์ที่มีพร้อมความสามารถในการขยายเพื่อรองรับการทำงานในอนาคต ทำให้ผู้ใช้เลือกซื้อโซลูชันที่เหมาะสมกับความต้องการได้ โดยไม่ต้องกังวลต่อข้อจำกัดของพื้นที่การทำงาน Dell Precision 3630 Tower มาพร้อมพอร์ตเชื่อมที่สามารถเอื้อมถึงได้อย่างง่ายดายในการทำงาน ทำให้สามารถเชื่อมสู่แหล่งข้อมูลต่างๆ ภายนอก อุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลและอื่นๆ อีกมากมาย และจากการที่ผู้ใช้เวิร์กสเตชันจะสร้าง IP ขึ้นมาบ่อยครั้ง เดลล์จึงให้ตัวอ่านสมาร์ทการ์ด (Smart Card (CAC/PIV) reader) เพื่อเป็นทางเลือกในการจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัยได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

แม้ขนาดของเครื่องจะเล็กแต่กลับมีขนาดใหญ่ล้นเหลือเมื่อมาถึงประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์ หรือสนุกสนานไปกับประสบการณ์ด้าน VR หรือในการทำงานที่ต้องการใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้นในด้านอื่นๆ ตัวเครื่องมาพร้อม 8th Generation Intel® Core™ i และโพรเซสเซอร์ใหม่ในระดับมืออาชีพอย่าง Xeon® E processors ด้วยระดับความแรงของหน่วยความจำที่รวดเร็วกว่าเดิมที่สูงถึง 2666MHz 64GB และให้การสนับสนุนกราฟิคถึง 225W

เครื่อง Dell Precision 3630 Tower ให้พื้นที่ในการจัดเก็บที่สามารถขยายเพิ่มเพื่อรองรับการทำงานในอนาคตได้ พร้อมฟีเจอร์ SATA และ PCIe NVMe SSDs ที่สามารถปรับแต่งได้สูงถึง 14TB พร้อมการรองรับ RAID

นอกจากนี้ เครื่อง Dell Precision 3430 Small Form Factor Tower ที่เป็นทาวเวอร์ขนาดเล็กยังเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับผู้ใช้งานเวิร์กสเตชันส่วนใหญ่ โดยตัวเครื่องมอบประสิทธิภาพการทำงานในรูปแบบเดียวกับที่ Precision 3630 มอบให้ เพียงแต่อยู่ในรูปลักษณ์ที่มีขนาดเล็กกว่าและรองรับการทำงานกราฟิคได้ถึง 55W ซึ่งสามารถขยายพื้นที่จัดเก็บได้ถึง 6TB พร้อมการรองรับ RAID

พร้อมกันนี้ เดลล์ยังให้การซัพพอร์ตสำหรับโพรเซสเซอร์ Intel® Core™ X-series เพิ่มขึ้นจาก Intel® Xeon® W processor ที่มาพร้อมกับ  Dell Precision 5820 Tower โดยโพรเซสเซอร์ที่เป็นทางเลือกนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือให้กับเครื่องเวิร์กสเตชัน ในระดับราคาที่สามารถจับต้องได้สำหรับผู้ใช้งาน

ในกลุ่มของเครื่องเวิร์กสเตชันทั้งหมดของ Dell Precision 3000 series ที่เปิดตัวในครั้งนี้ ได้เสริมหน่วยความจำ Intel® OptaneTM  ทำให้การตอบสนองเป็นไปอย่างรวดเร็วและทำให้ค่าใช้จ่ายสำหรับสตอเรจประสิทธิภาพสูงลดลง ซึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือเหล่านี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าสามารถคาดหวังได้จาก Dell Precision ทั้งสายผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ เดลล์ยังคงเป็นพันธมิตรร่วมกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชันสำหรับการรับรอง ISV และเดลล์ เวิร์กสเตชันยังมาพร้อมฟีเจอร์สำหรับมืออาชีพ อาทิ Dell’s Reliable Memory Technology Pro  (with ECC memory) ที่ช่วยคุ้มครองการทำงานจากการล้มเหลวในการทำงานที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการสอดส่องหาพื้นที่หน่วยความจำที่อาจมีปัญหา และยังมี Dell Precision Optimizer AI software ที่จะช่วยเสริมศักยภาพศักยภาพสูงสุดให้กับระบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้แอปพลิเคชันของผู้ใช้ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง Dell Precision Optimizer Premium ที่มาพร้อมกับตัวเพิ่มศักกยภาพบน AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแอปพลิเคชันทางวิศกรรมได้สูงถึง 552 เปอร์เซ็นต์ทำให้สามารถเก็บข้อมูลการจัดเก็บข้อมูลที่มีความจุสูงและมีประสิทธิภาพสูงลง ลูกค้าสามารถคาดหวังถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือที่เหมือนกันของสายผลิตภัณฑ์ Dell Precision Dell ยังคงเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการแอพพลิเคชันสำหรับการรับรอง ISV และเวิร์คสเตชั่นของ Dell มีคุณสมบัติระดับมืออาชีพเช่นเทคโนโลยีหน่วยความจำที่เชื่อถือได้ของเดลล์ (มีหน่วยความจำ ECC) ของเดลล์เพื่อปกป้องงานของคุณจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้น โดยการทำแผนที่สถานที่หน่วยความจำที่ไม่ดีและซอฟต์แวร์ Dell Precision Optimizer AI ที่เพิ่มประสิทธิภาพ ระบบของคุณจะเรียกใช้แอ็พพลิเคชันของคุณได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น Dell Precision Optimizer Premium ที่มีการเพิ่มประสิทธิภาพ AI-based สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของแอพพลิเคชันด้านวิศวกรรมได้ถึง 552%

"ลูกค้าในกลุ่มต่างๆ ทั้งในด้านวิศวกรรมและด้านอุตสาหกรรมการผลิต ตลอดจนถึงกลุ่มมีเดียและเอนเตอร์เทนเม้นท์ และอื่นๆ นอกเหนือจากนั้นต่างพึ่งพาเดลล์ เวิร์กสเตชันเพื่อระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรองรับเวิร์กโหลดที่มีความสำคัญ แต่เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคถัดมาของเวิร์กสเตชัน พลังในการทำงานกลายเป็นผลประโยชน์ขั้นต่ำ ขณะที่บทสนทนากำลังมุ่งไปสู่ระบบการทำงานที่ล้ำลึกยิ่งขึ้นด้วยพื้นที่มนการทำงานที่เล็กลงพลังงาน เดลล์คือผู้นำในวิวัฒนาการนี้ด้วยเครื่องเวิร์กสเตชันใหม่ในระดับ entry-level ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดด้วยขนาดของตัวเครื่องที่เล็กลง”  ราอูล ทิคู รองประธานและผู้จัดการทั่วไปของ Dell Precision กล่าว “เมื่อการเข้าถึงเทคโนโลยีชั้นนำทำได้ดีขึ้น นวัตกรรมใหม่ๆ ก็สามารถเจริญเติบโต ในบางครั้ง ของบางสิ่งที่ดูเรียบง่ายอย่างตัวเครื่องที่มี form factor ที่เล็กลง ก็สามารถปลดปล่อยความคิดหรือความสามารถใหม่ๆ ที่มาพร้อมพลังที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบของอุตสาหกรรมได้เช่นกัน”

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

  • สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เยี่ยมได้ที่  www.dellemc.com/precision และดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ www.dell.com/workstations
  • เชื่อมต่อกับเดลล์ได้ผ่าน Twitter, Facebook, YouTube และ LinkedIn
  • ติดตามข่าวสารล่าสุดบนทวิตเตอร์ได้จาก @Dell

เดลล์

ด้วยรางวัลที่ได้รับทั้งในส่วนของเดสค์ท็อป แล็ปท็อป คอมพิวเตอร์แบบ 2-in-1 เครื่องธินไคลอันท์ เครื่องเวิร์กสเตชันที่ทรงพลัง และดีไวซ์ที่แข็งแรงทนทาน (rugged) ที่ผลิตขึ้นเพื่อสภาพการทำงานที่พิเศษโดยเฉพาะ ตลอดจนึงมอนิเตอร์ โซลูชันเพื่อการรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ปลายทาง และการบริการ เดลล์นำเสนอสิ่งที่คนทำงาน (workforce) ต้องการในการสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย เพื่อการทำงานและการทำงานร่วมได้จากทุกที่ในทุกเวลา เดลล์เป็นส่วนหนึ่งของ Dell Technologies ที่มห้บริการลูกค้าในกลุ่มคอนซูเมอร์ไปจนถึงองค์กรทุกขนาดใน 180 ประเทศด้วยสายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในอุตสาหกรรมสำหรับผู้ใช้

ฟูจิตสึเผยวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีและบริการสำหรับปี 2561
แนะแนวทางการสร้างสรรค์ร่วมกันเพื่อความสำเร็จทางธุรกิจและสังคม

ฟูจิตสึ ประกาศวิสัยทัศน์ล่าสุดสำหรับเทคโนโลยีและบริการของฟูจิตสึ โดยแนวคิดหลักสำหรับปีนี้คือ ‘การสร้างสรรค์ร่วมกันเพื่อความสำเร็จ’ หรือ 'Co-creation for Success'  ทั้งนี้ ฟูจิตสึได้ดำเนินโครงการ Co-creation มากมายร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในหลายๆ ด้าน เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การเพิ่มความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าในธุรกิจค้าปลีกและบริการด้านการเงิน  ปัจจุบัน Digital Co-creation กำลังพัฒนาสู่ขั้นตอนถัดไป จากขั้นตอนการทดลองใช้งานตามแนวคิดไปสู่การสร้างสรรค์ธุรกิจรูปแบบใหม่  ภายใต้วิสัยทัศน์ของปีนี้ ฟูจิตสึจะนำเสนอ 3 ปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความสำเร็จสำหรับการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิตอล (Digital Transformation) พร้อมทั้งแนะนำแนวทางใหม่สำหรับการแปรเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นมูลค่า รวมถึงแนวโน้มสำหรับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ และรูปแบบใหม่ๆ ทางด้านธุรกิจและสังคมในยุคสมัยของ IoT, AI และ Blockchain

ความก้าวหน้าที่รวดเร็วในด้านเทคโนโลยีดิจิตอลกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเรา รวมไปถึงธุรกิจและอุตสาหกรรมโดยรวม  อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารองค์กรธุรกิจบอกกับเราว่าการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอลไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาท้าทายมากมาย  แต่กระนั้น องค์กรต่างๆ ยังสามารถเอาชนะปัญหาท้าทายที่ว่านี้ ด้วยการกำหนดวิสัยทัศน์สำหรับอนาคต การสร้างระบบนิเวศน์ที่แข็งแกร่ง และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อสร้างมูลค่า

ประเด็นสำคัญใหม่ 3 ข้อที่เพิ่มเติมอยู่ในวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีและบริการของฟูจิตสึสำหรับปี 2561 มีดังนี้

     1. ปัจจัย 6 ข้อสู่ความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิตอล – พลังขับเคลื่อนทางด้านดิจิตอล

ปัจจุบัน สภาพแวดล้อมทางด้านดิจิตอลมีลักษณะไม่สม่ำเสมอกัน และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่ระดับความเร็วที่แตกต่างกันในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม  อย่างไรก็ตาม องค์กรที่บรรลุผลลัพธ์ที่ดีกว่าแสดงความสามารถที่เหนือกว่าใน 6 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความเป็นผู้นำ บุคลากร ความคล่องตัว การบูรณาการธุรกิจ ระบบนิเวศน์ และการสร้างมูลค่าจากข้อมูล  เราเรียกปัจจัยสู่ความสำเร็จ 6 ข้อนี้ว่า ‘พลังขับเคลื่อนทางด้านดิจิตอล’ (Digital Muscles)  ยิ่งมีพลังขับเคลื่อนแข็งแกร่งมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น  นั่นหมายความว่าการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิตอลไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเอาเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาใช้ แต่เป็นการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนขององค์กร

     2. แนวทางของฟูจิตสึในการสร้างมูลค่าจากข้อมูล และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของฟูจิตสึ

Deep Learning และเทคโนโลยี AI อื่นๆ มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง แต่การใช้ประโยชน์จากข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงแค่ความท้าทายทางด้านเทคโนโลยี  ในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อธุรกิจและสังคม จำเป็นที่จะต้องปรับใช้เทคโนโลยี AI ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับข้อมูลประเภทต่างๆ โดยจะต้องมีการผนวกรวมประสบการณ์ด้านธุรกิจและความรู้ด้านเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน  เพื่อให้ประสบความสำเร็จโดยอาศัยความร่วมมือจากลูกค้า ฟูจิตสึจึงได้จัดหาแพลตฟอร์มธุรกิจดิจิตอล รวมถึงโซลูชั่นและบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อมโยงเทคโนโลยี AI, IoT, คลาวด์ และระบบรักษาความปลอดภัยเข้าด้วยกัน  นอกจากนี้ ฟูจิตสึยังขยายขอบเขตของเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาท้าทายทางด้านธุรกิจและสังคม  ตัวอย่างเช่น ฟูจิตสึตระหนักถึงความสำคัญของการปรับใช้ 'Explainable AI'  ทั้งนี้ Human Centric AI Zinrai ของฟูจิตสึสามารถอธิบายตรรกะที่อยู่เบื้องหลังข้อมูลเชิงลึก ขณะที่เทคโนโลยี AI อื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถทำอย่างนั้นได้  และอีกหนึ่งเทคโนโลยีก้าวล้ำก็คือ สถาปัตยกรรมการประมวลผลแบบใหม่ของฟูจิตสึที่มีชื่อว่า Digital Annealer ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาการหาค่าเหมาะที่สุดเชิงการจัด (Combinatorial Optimization Problems) ซึ่งมีความซับซ้อนอย่างมาก และคอมพิวเตอร์ทั่วไปไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้

     3. สังคมที่เป็นอิสระและแยกกระจัดกระจาย โดยผู้คนและ AI จะประสานงานร่วมกัน

ในยุคสมัยของ IoT, AI และ Blockchain ฟูจิตสึเชื่อว่าองค์กรประเภทใหม่ที่เรียกว่า Learning Enterprise จะเกิดขึ้น  โดยในองค์กร Learning Enterprise นี้ บุคลากรจะประสานงานร่วมกับ AI เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์และข้อมูลต่างๆ และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลก่อให้เกิดการปฏิรูปอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งหมด โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากห่วงโซ่มูลค่าที่บูรณาการเข้าด้วยกันในเชิงลึก ไปสู่ระบบนิเวศน์แบบกระจัดกระจาย  ในโลกที่มีการเชื่อมต่อถึงกันอย่างกว้างขวาง เทคโนโลยี Blockchain และระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงจะขจัดปัญหาความไม่แน่นอนในการทำธุรกรรม และรับรองความน่าเชื่อถือของข้อมูล  ระบบนิเวศน์ที่เชื่อมต่อกันอย่างทั่วถึงจะช่วยพัฒนาสังคมเครือข่ายที่เป็นอิสระและมีลักษณะกระจัดกระจาย  เราเรียกสังคมนี้ว่า Human Centric Intelligent Society และตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราได้ทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว  ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ของฟูจิตสึสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นที่จะช่วยผลักดันเป้าหมายดังกล่าวของสหประชาชาติ ด้วยการทำงานตามวิสัยทัศน์ของเรา

ฟูจิตสึใช้ประโยชน์จากความรู้ที่ได้รับในการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลล่าสุด รวมไปถึงประสบการณ์จากการสร้างและควบคุมระบบต่างๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย โดยเราตั้งเป้าหมายที่จะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานแบบ Co-creation เพื่อการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิตอล โดยเราจะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสำเร็จให้แก่ลูกค้า

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว ATV340 ไดร์ฟขั้นเทพ เปลี่ยนเครื่องจักรธรรมดาให้อัจฉริยะ

Altivar Machine ATV340 ซึ่งเป็นไดรฟ์หรืออุปกรณ์ควบคุมปรับความเร็วรอบมอเตอร์ สามารถดูการทำงานผ่านอุปกรณ์ในระยะไกลด้วย สมาร์ทโฟน แทปเล็ต โน้ตบุ๊ค มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ ได้รับการออกแบบให้มีสมรรถนะสูงสำหรับสำหรับใช้งานร่วมกับมอเตอร์ 3 เฟส 380 VAC ตั้งแต่ 0.75 ถึง 75 กิโลวัตต์ (1 ถึง 100 แรงม้า) เหมาะสำหรับผู้ผลิตเครื่องจักร(Original Equipment Manufacturers หรือ OEMs) ที่ต้องการนำระบบอัจฉริยะเข้าไปเสริมประสิทธิภาพ มาพร้อมระบบการควบคุมการดำเนินงานที่ทันสมัย ให้ความง่ายในการใช้งาน มีความสามารถในการทำงานแบบอัตโนมัติขั้นสูง ทั้งยังให้ความสะดวกในการรวมระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน รองรับความท้าทายในยุคเครื่องจักรอัจฉริยะ และลดเวลาในการสร้างนวัตกรรมให้เครื่องจักรอีกด้วย

ให้ประสิทธิภาพที่สูงกว่า พร้อมรองรับความสามารถในการติดต่อสื่อสารมากมาย

Altivar Machine 340 ยังเป็นที่มีประสิทธิภาพ ด้วยแบนด์วิดธ์ความเร็วสูงสุด 400 Hz ถูกออกแบบมาสำหรับการดำเนินงานแบบไดนามิก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเร่งความเร็วหรือการเข้าสู่จุดสมดุลย์ของรอบมอเตอร์เร็วขึ้น พร้อมรองรับการทำงานโอเวอร์โหลดสูงถึง 220% นอกจากนี้ด้วยการออกแบบโมดูลาร์ ทำให้ Altivar 340 มีตัวเลือกการสื่อสารมากมาย พร้อมขยายจำนวนอินพุต-เอาต์พุต ด้วย การ์ดขยาย (I/O extension card)

แข็งแรงทนทานสำหรับการใช้งานที่ยาวนาน

Altivar Machine 340 ได้รับการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการแม้ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงเช่น การสั่นสะเทือน การกระแทก และฝุ่นละอองที่ไม่ได้เหนี่ยวนำไฟฟ้า สามารถต่ออุณหภูมิสูงถึง 60 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ Altivar Machine 340 ง่ายในการบำรุงรักษา สามารถบันทึกและเรียกดูข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายภายใน หรือจากระยะไกลผ่านทางเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ฝังตัวอยู่ใน ATV340 ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลของมอเตอร์และการดำเนินงานได้ทุกที่ทุกเวลา ข้อมูลนี้นำมาใช้ในการคาดการณ์ในการบำรุงรักษาและเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ นับว่าเป็นไดร์ฟที่ให้ความเป็นอัจฉริยะรับยุค 4.0 ได้อย่างลงตัว

ซินโนโลยี (Synology) เล็งเห็นศักยภาพตลาด NAS ในประเทศไทย พร้อมประกาศการลงทุนต่อเนื่อง
ซินโนโลยีแถลงการณ์บุกตลาดและการลงทุนในประเทศไทย
พร้อมตั้งเป้ายอดขายที่สูงขึ้นในปี 2018

ซินโนโลยี หนึ่งในผู้นำด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย (Network Attached Storage หรือ NAS) ของโลก แถลงข่าวเปิดตัวระบบปฏิบัติการ DSM (DiskStation Manager) เวอร์ชั่นภาษาไทย รวมถึงเว็บไซต์ภาษาไทยที่จะเปิดตัวตามมาเร็วๆ นี้ เพื่อให้เข้าถึงและเหมาะสมกับผู้ใช้งานคนไทยได้ดียิ่งขึ้น ทีมงานระดับคุณภาพของซินโนโลยียังได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ไทย ในการพัฒนาการระบบการบริการเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานในประเทศ โดยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบรับ   เทรนด์สำคัญของเทคโนโลยียุคใหม่ ได้แก่ AI (Artificial Intelligence), HCI (Hyper-Converged Infrastructure) และ 5G เพื่อตอบโจทย์ในการใช้งานในปัจจุบัน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มการเติบโตทางรายได้ในประเทศไทยในปี 2018 สูงขึ้นอีก 50 เปอร์เซ็นต์

ซินโนโลยีก่อตั้งบริษัทในปี 2000 สร้างอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย โซลูชั่น IP Surveillance และอุปกรณ์เครือข่ายที่ปฏิวัติการเก็บข้อมูล Surveillance และการจัดการเครือข่ายในระบบคลาวด์ โดยในปัจจุบันซินโนโลยีจำหน่ายผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์แล้วกว่า 5.5 ล้านชิ้น และวางจำหน่ายแล้วใน 100 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ NAS จากซินโนโลยียังได้รับรางวัล Reader’s Choice Award จากนิตยสาร PC ติดต่อกันนานถึง 8 ปี

ยอดขายซินโนโลยีในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 20 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่วางจำหน่ายในปี 2015 ตามความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดประเทศไทย ซินโนโลยีเชื่อมั่นว่าการเปิดตัวของระบบปฏิบัติการ DSM เวอร์ชั่นภาษาไทยล่าสุดนี้ รวมถึงเว็บไซต์ภาษาไทยที่จะเปิดตัวภายในไตรมาศ 3 ของปีนี้ และทีมการขายและการตลาดในพื้นที่จะสามารถส่งผลให้บริษัทสามารถขยายตลาด และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นได้

คุณไมค์ เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของซินโนโลยี

คุณไมค์ เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของซินโนโลยี กล่าวว่า “ซินโนโลยีเล็งเห็นศักยภาพของตลาดประเทศไทย ที่ต้องการโซลูชั่นที่ตอบโจทย์การจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และผลิตภัณฑ์ของเราตอบโจทย์ ทั้งในส่วนของการใช้งานในบ้าน รวมถึงภาคธุรกิจและองค์กร โดยการลงทุนของเราในครั้งนี้ต้องการส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าและการบริการที่ดีที่สุดจากเรา”

เพื่อสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทยในการพัฒนาธุรกิจ SME อย่างมีประสิทธิภาพ ซินโนโลยีได้มุ่งมั่นพัฒนาอุปกรณ์เครือข่ายที่ปฏิวัติการเก็บข้อมูล เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและปรับเปลี่ยนวิถีการจัดการข้อมูลและเน็ตเวิร์คของผู้ใช้งานทั่วไทย เพื่อเป็นแรกผลักดันให้ประเทศไทยเร่งเดินหน้าเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างแท้จริง

อุุปกรณ์เครือข่ายจากซินโนโลยีที่ปฏิวัติการเก็บข้อมูล ถูกขับเคลื่อนด้วย 3 เทรนด์สำคัญของเทคโนโลยียุคใหม่ คือ

  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI) : กลไกที่จะช่วยให้เกิดการประมวลผลได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งในระบบการอ่านค่าจากภาพหรือระบบการแยกแยะแบบอัตโนมัติ โดยได้ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีการเรียนรู้ขั้นสูง และนำมาประยุกต์ใช้เพื่อต่อยอดพัฒนาโซลูชั่น video surveillance อีกทั้งยังสามารถนำกลไก AI นี้มาช่วยในระบบสนับสนุนเพื่อพัฒนาด้านการบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Hyper-Converged Infrastructure (HCI) : ซินโนโลยีได้สร้างและพัฒนา NAS โดยยึดระบบ Hyper-Converged Infrastructure คือการรวมเอาเซิร์ฟเวอร์, Storage และ Storage Network เข้าเอาไว้ด้วยกัน และยังได้ปล่อย Virtual Machine Manager Pro (VMM Pro) ล่าสุด เพื่อช่วยให้ระบบบริการจัดการ Virtual เป็นไปได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งส่งผลดีแก่ธุรกิจขนาดเล็กได้เป็นอย่างมาก
  • 5G : เป็นการส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูงบนคลื่น Bandwidth จำเพาะที่จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการแชร์หรือสตรีมข้อมูลมัลติมีเดีย ที่มีความละเอียดสูงให้ใช้งานได้ดีขึ้น ซึ่งต้องใช้เนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูลในตัวเครื่องที่เพิ่มมากขึ้น โดยซินโนโลยีสามารถตอบโจทย์การใช้งานในส่วนนี้ให้กับผู้บริโภคที่ใช้งานบนอุปกรณ์มือถือได้อีกด้วย

ในปีนี้ ซินโนโลยีจะเปิดตัว Synology Replacement Service (SRS) ในประเทศไทย โดยมุ่งหวังที่จะช่วยลดความยากลำบากในด้านการบริการเปลี่ยนอะไหล่ และอุปกรณ์ให้กับลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งบริการนี้จะทำการจัดส่งอะไหล่ใหม่และจัดเก็บอะไหล่ที่เสีย โดยไม่คิดค่าบริการอย่างสะดวกและรวดเร็วฉับไว ซึ่งบริการ Synology Replacement Service นี้จะเปิดให้บริการในประเทศไทยในเดือนสิงหาคม 2561 นี้เป็นต้นไป

สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้ที่  <https://www.synology.com> https://www.synology.com
สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Synology Replacement Service (SRS)

ได้ที่  <https://srs.synology.com/en-global/track> https://srs.synology.com/en-global/track

ทีซีซีเทค เปิดตัว โอเพ่น-เทคนำร่องโมเดลธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม “ซีเอสอาร์ อิน โพรเซส”

บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบครบวงจร (Leading Integrated Technology Infrastructure Provider) เปิดตัวโครงการ ‘OPEN-TEC (Knowledge Sharing Platform) เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสำคัญๆ ในยุคดิจิทัล ซึ่งถือเป็นรากฐานของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารของประชากรและภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) เผยถึงการเปิดตัวโครงการว่า บริษัทวางเป้าหมายให้  “OPEN-TEC” เป็นเหมือนการนำร่องกระบวนการบริหารจัดการองค์กรที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย โดยใช้ความสามารถและกระบวนการภายในธุรกิจดูแลสังคม เสมือนลูกค้าองค์กร อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข โดยบริษัทได้ยึดเอาเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals – MDGs)  เป้าหมายที่ 17 : ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals) มาเป็นหลักยึดในการดำเนินภารกิจ “ผมมองว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ เป็นเรื่องที่ทุกองค์กรทั่วโลกต้องให้ความสำคัญ และอย่างที่หลายท่านชอบพูดคือ การดำเนินธุรกิจเพื่อแสวงกำไรเพียงอย่างเดียว อาจมิใช่หลักประกันของการเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน เราต้องสร้างสมดุลระหว่างการดูแลสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และผลกำไรของกิจการ ไปพร้อมๆ กัน โดยเราจะนำร่องเป้าหมายดังกล่าวด้วยโครงการ OPEN-TEC ที่มุ่งสร้างคุณค่าระยะยาวและประโยชน์สูงสุดต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ ที่เรากำหนดไว้เบื้องต้น”

ด้านนางวลีพร สายะสิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) ให้ข้อมูลเพิ่มเติม “OPEN-TEC ถูกออกแบบให้เป็นเสมือน Corporate Innovation Lab เคลื่อนที่ ซึ่งจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมด้วยเทคโนโลยี เครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้หลากหลายสาขา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการสร้างเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. ด้านการสร้างเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ Learning Society 2. ด้านการยกระดับดิจิตอลให้กับองค์กร Digitalization 3. ด้านการสร้างคุณค่าร่วมสู่การพัฒนาในวงกว้างเพื่อความยั่งยืนของชุมชน (Create Shared Value towards Sustainable Community) ซึ่ง OPEN-TEC ยินดีต้อนรับทุกท่านที่สนใจการสร้างสรรนวัตกรรมระดับองค์กร สมาชิกในเบื้องต้นจะประกอบขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มTCC Technology และ สตาร์ทอัพ ฟินเทค นักศึกษา องค์กรชั้นนำในระดับภูมิภาค รวมถึงเทคโนโลยีพาร์ทเนอร์ทั่วโลกของเรา”

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ สมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย ชั้น 13 อาคาร KX (Knowledge Exchange) สามารถรับชมภาพบรรยากาศกิจกรรมเปิดตัวโครงการ OPEN-TEC เพิ่มเติมได้ที่ :

เกี่ยวกับ OPEN-TEC

OPEN-TEC คือ ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทั้งต่อภาคธุรกิจ การศึกษา และสังคม ซึ่งแนวคิดดังกล่าวริเริ่มโดยทีมงาน TCC Technology มุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงศักยภาพของเทคโนโลยี รวมถึงบุคลากรสายไอทีทั้งไทยและเทศไว้บนเวทีเดียวกัน ภายใต้การสร้าง Technology Ecosystem เพื่อเป็นศูนย์กลางของการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรม การสร้างเครือข่ายระดับสากล รวมถึงโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ ซึ่งปลายทางของประโยชน์ที่คาดหวัง ไม่ใช่เพียงเพื่อองค์กรใดองค์กรหนึ่งแต่เป็นภาพรวมของประเทศและภูมิภาคอาเซียน www.open-tec.com

 

#####

TCCtech launched OPEN-TEC as a pilot model for its business operation towards CSR in process

T.C.C. Technology Company Limited, a Leading Integrated Technology Infrastructure Provider, has launched OPEN-TEC project (Knowledge Sharing Platform) in order to create learning opportunity and technology access in digital era. The project provides fundamental support on digital economy, especially for Thailand with increasing information technology & communication utilization from both individuals and business sectors.

Mr. Voradis Vinyaratn, Executive Director & Acting Managing Director of T.C.C. Technology Co., Ltd (TCCtech) revealed that the company will pilot OPEN-TEC as a corporate governance project for society which aligns to Digital Thailand model. This project will apply 1. internal procedure 2. business practice with clients 3. organizational capability towards society. The company is operating to align with Millennium Development Goals – MDGs No. 17: Partnerships for the Goals as a part of the Global Goal for sustainable development as practice in its mission. “I understand that corporate social responsibility is an issue that requires global effort. Refer to many quotes said, we do aware that running business with only profitable purpose might not be a guarantee for an organization to sustainably grow. We need to create balance between social responsibility and business profits. Therefore, we will launch OPEN-TEC as a pilot project that targets to create long-term value and benefits towards related parties.”

Mrs. Waleeporn Sayasit, Corporate Communications Director of T.C.C. Technology Co., Ltd (TCCtech) further explained that OPEN-TEC was designed to be a mobile Corporate Innovation Lab that is moving forward with technology, network of experts and variety of knowledge from local and international areas. Its objective is to create tools to serve 3 major dimensions; Learning Society, Organizational Digitalization and Shared Value towards Sustainable Community. OPEN-TEC welcomes every party who has interest in corporate innovation. The initial members are from collaboration among TCC Technology Group, Fintech startups, university sectors, regional leading organizations and our global technology partners.

The launch was recently held at Thai Fintech Association, 13th floor, Knowledge Exchange Building. More photos at http://www.open-tec.com/gallery/

About OPEN-TEC

OPEN-TEC is the Tech Knowledge Sharing Platform which can be applied in various aspects of benefit towards business, education, and society. The OPEN-TEC was initiated by TCC Technology with an aim to gather potential of technology resources from local and international level. In order to create balanced Technology Ecosystem, TCCtech encourages participants to express their ideas & creativity via co-creation, provides stage for networking and connects opportunities. Moreover, our ultimate goal is not only for the benefit of one organization but significant contributions for all, to the whole country throughout the Region. www.open-tec.com