Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท ขยายธุรกิจในตลาดเวียดนามอย่างต่อเนื่อง เซ็นสัญญาพัฒนาโรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพลัส ฮาลองเบย์

จากภาพ: มร. จึงถั่ญลอง ผู้อำนวยการ บริษัทร่วมทุนตริดุ๊กโฮเทล (ซ้าย) และ มร. โอลิเวียร์ แบร์ริแวง ผู้บริหารระดับสูง ฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชีย เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท (ขวา) โดยมีผู้บริหารระดับสูงและทีมงานจากทั้ง 2 บริษัทร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเซ็นสัญญาที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้

เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท เครือโรงแรมชั้นนำระดับโลก เซ็นสัญญากับบริษัทร่วมทุน ตริดุ๊กโฮเทล (Tri Duc Hotel Joint Stock Company) พัฒนา โรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพลัส ฮาลองเบย์ (Best Western Plus Ha Long Bay) โรงแรมระดับพรีเมี่ยมภายใต้แบรนด์ “เบสท์เวสเทิร์นพลัส” ตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของอ่าวฮาลอง หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (UNESCO World Heritage Site)

โรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพลัส ฮาลองเบย์ โดยมีกำหนดเปิดให้บริการช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2563 ตั้งอยู่ใกล้กับท่าจอดเรือสำราญของฮาลองซิตี้ ให้บริการห้องพักและห้องสวีทรวม 327 ห้อง ห้องพักส่วนใหญ่มีหน้าต่างแบบพาโนรามาและระเบียงที่สามารถมองเห็นวิวของทะเล ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ และบริการอินเตอร์เน็ตไวไฟฟรีในห้องพัก ผู้เข้าพักสามารถใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโรงแรม เช่น สระว่ายน้ำกลางแจ้งแบบอินฟินิตี้ ฟิตเนส คิดส์คลับสำหรับคุณหนูๆ รวมถึงร้านค้าต่างๆ เอร็ดอร่อยไปกับอาหารเวียดนามและนานาชาติที่ห้องอาหารในโรงแรม ผ่อนคลายกับการทานของว่างระหว่างวันที่คาเฟ่ หรือจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ชมพระอาทิตย์ตกดินที่บาร์บนชั้นดาดฟ้า

มร. โอลิเวียร์ แบร์ริแวง ผู้บริหารระดับสูง ฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชีย เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท กล่าวว่า “เวียดนามถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการเติบโตของอุตสากรรมการท่องเที่ยวอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก เห็นได้จากการพัฒนาเมืองต่างๆ เพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศนี้ ซึ่งมีสถิติจำนวนมากขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งยังมีแนวโน้มสูงขึ้นในปีนี้ นอกเหนือไปการเติบโตด้านการท่องเที่ยวแล้วก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เวียดนามเป็นประเทศที่น่าเข้าไปลงทุน อาทิ สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศที่ดีขึ้น และนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ”

“เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับตริดุ๊กโฮเทลในการพัฒนาโรงแรมแห่งนี้ เบสท์เวสเทิร์นมุ่งมั่นที่จะได้ร่วมงานกับพันธมิตรและนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งทางตริดุ๊กโฮเทลได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ในการพัฒนาโรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพลัส ฮาลองเบย์ เราหวังว่าภายหลังจากการเปิดให้บริการแล้ว โรงแรมแห่งนี้จะเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญโครงการหนึ่งที่ทำให้ฮาลองเบย์เป็นเมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมร. แบร์ริแวง กล่าวเสริม

การเซ็นสัญญาพัฒนาโรงแรมแห่งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเบสท์เวสเทิร์นในการขยายแบรนด์โรงแรมที่เวียดนาม ซึ่งก่อนหน้านี้ เบสท์เวสเทิร์นได้เซ็นสัญญาพัฒนาโรงรมและรีสอร์ทระดับพรีเมี่ยมในเมืองต่างๆ อาทิ เกาะฟูโกว๊ก คัมรานห์ ฮาลองเบย์ และกวางบินห์ สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของเบสท์เวสเทิร์นที่จะมอบความสะดวกสบายในราคาที่คุ้มค่า และการบริการที่มีมาตรฐานระดับโลก เข้าไปสู่เมืองต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเวียดนาม

จากสถิติจากสำนักงานบริหารการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนาม หรือ VNAT (Vietnam National Administration of Tourism) พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมายังเวียดนามในช่วง มกราคม – ตุลาคม พ.ศ. 2561 รวมกว่า 12.8 ล้านคน โดยเติบโต 22.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ฮาลองเบย์เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของเวียดนามที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีนักท่องเที่ยวจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนหลายล้านคนต่อปี ทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นผลมาจากความสะดวกสบายด้านการเดินทาง จากการเปิดให้บริการทางหลวงใหม่ระหว่างฮานอยและฮาลองซิตี้ และการเปิดสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากฮาลองซิตี้ ไปเพียง 50 กิโลเมตร

FTE เผยไตรมาส 4 แนวโน้มดี ความต้องการใช้งานอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงเพิ่ม มั่นใจรายได้ทั้งปีโต 10% หรือ 1,080 ล้านบาท รักษาอัตรากำไร 12-13% ลุยขยายตลาดโรงงานอุตสาหกรรม ประมูลงานภาครัฐ - เอกชนต่อเนื่อง เตรียมปิดดีล 10 โครงการ มูลค่า 120 ล้านบาท หนุน Backlog 400 – 420 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือน รายได้ 727.48 ล้านบาท กำไร 89.03 ล้านบาท บริหารต้นทุนดี   ดันอัตรากำไรขั้นต้น 28.04%

นายทักษิณ ตันติไพจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟร์เทรดเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (FTE) ผู้นำธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงแบบครบวงจร บริการออกแบบ รับเหมาติดตั้ง ซ่อมแซม ตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ดับเพลิง และงานระบบที่เกี่ยวข้องกับการดับเพลิง เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงไตรมาส 4 มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม บริษัทมั่นใจว่ารายได้ในปีนี้จะเติบโต 10% หรือ 1,080 ล้านบาท และรักษาอัตรากำไรที่ระดับ 12-13% ตามเป้าหมายที่วางไว้

“หลังจากบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธุรกิจของบริษัทเป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าไว้วางใจและเปิดโอกาสให้บริษัทนำเสนอสินค้าและบริการ ถือเป็นโอกาสสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทขยายตลาดอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงเข้าไปในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยในช่วงไตรมาส 4 จะสามารถรับรู้รายได้งานระบบดับเพลิงจำนวนมาก บริษัทจึงมีแผนที่จะขยายตลาดโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าเข้าประมูลโครงการภาครัฐ-เอกชนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลพิจารณางานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิงเพิ่มเติมอีก 10  โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยทราบผลภายในไตรมาส 2 ปี 2562 นี้” นายทักษิณ กล่าว

ส่วนมูลค่างานในมือ (Backlog) ของบริษัท ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2561 อยู่ที่ 400 ล้านบาท แบ่งเป็นงานจัดจำหน่าย 130 ล้านบาท งานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิง 270 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้จำนวนประมาณ 230 ล้านบาท หรือประมาณ 57.50% ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้จนถึงปี 2562 

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 727.48 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 732.55  ล้านบาท จำนวน 5.07 ล้านบาท หรือลดลง 0.69% และมีกำไรสุทธิ 89.03 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 94.55 ล้านบาท จำนวน 5.52 ล้านบาท หรือลดลง 5.84%

ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 มีรายได้รวม 248.54 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 279.89 ล้านบาท จำนวน 31.35 ล้านบาท หรือลดลง 11.20% และมีกำไรสุทธิ 30.57 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 40.10 ล้านบาท จำนวน 9.53 ล้านบาท หรือลดลง 23.76%

ทั้งนี้ผลประกอบการของบริษัทปรับตัวลดลง เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่บางส่วนส่งมอบงานล่าช้า และมีบางโครงการที่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ส่งผลให้บริษัทมีการตั้งสำรองหนี้สูญจำนวน 6.12 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่างานโครงการดังกล่าวจะสามารถส่งมอบงานได้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 นี้ อย่างไรก็ตามบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี ถึงแม้จะมีความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้บริษัทมีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นงวด 9 เดือนดีขึ้นอยู่ที่ 28.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 26.00%

“ยิปซัมตราช้าง” นวัตกรรมยิปซัมเพื่องานบ้านยุค 4.0

ปัจจุบันนวัตกรรมใหม่ๆ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับการมุ่งพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์พร้อมปรับตัวให้เข้ากับยุค 4.0 ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ภายในโครงการให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภค ให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตและเกิดความสะดวกสบายมากที่สุด

“ยิปซัมตราช้าง”  ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญจึงได้เข้าร่วมเสวนาและแบ่งปันความรู้ให้กับกลุ่มสถาปนิก ผู้ออกแบบตกแต่งภายในและผู้รับเหมางานตกแต่ง ในงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวัสดุศาสตร์สถาปนิก New Housing Design” ร่วมกับ Wazzadu Academy ในหัวข้อ "นวัตกรรมยิปซัมเพื่องานบ้านยุค 4.0"  โดยนายยุทธศักดิ์ นฤชัยปราโมทย์ (ยืน) ผู้อำนวยการฝ่ายสถาปัตยกรรม บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด

เทรนด์การใช้งานแผ่นยิปซัมทั่วโลกในปัจจุบันกำลังเป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์งานบ้านในยุค 4.0 โดยเน้นที่นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน กล่าวคือ การออกแบบจะเป็นไปเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัย โดยยึดหลักการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า ผ่านการออกแบบ การก่อสร้าง การดำเนินการ การซ่อมบำรุง การปรับปรุงและการปรับเปลี่ยน ที่ได้ประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งผลิตภัณฑ์แผ่นยิปซัมนั้น มีคุณสมบัติช่วยให้การก่อสร้าง การปรับปรุงและการซ่อมแซมเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ด้วยน้ำหนักที่เบา แห้ง ขนย้ายได้สะดวกและสามารถผลิตเป็นวัสดุกึ่งสำเร็จเพื่อนำมาประกอบหน้างานได้

ผลิตภัณฑ์แผ่นยิปซัม สามารถทำเป็นฝ้าเพดาน ผนังภายใน รวมทั้งเป็นชิ้นงานตกแต่งสำเร็จรูปได้หลากหลาย เนื่องจากได้ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานที่ต้องการให้สามารถรองรับวัตถุประสงค์ ของการใช้งานที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งคุณสมบัติป้องกันความร้อน สำหรับห้องที่ได้รับแสงแดดส่องโดยตรง หรือห้องชั้นบนที่ติดกับหลังคาหรือดาดฟ้า คุณสมบัติทนความชื้นได้ดีเหมาะกับห้องครัวและห้องน้ำ อีกทั้งยังมีแผ่นยิปซัมที่สามารถป้องกันรังสีเอ็กซ์เรย์ ที่ใช้กับงานในโรงพยาบาลและคลินิก นอกจากนี้ยังมีแผ่นยิปซัมที่สามารถลดเสียงสะท้อนหรือลดเสียงรบกวนจากภายนอก เหมาะสำหรับห้องโฮมเธียเตอร์ หรือแม้กระทั่งห้องในคอนโด สามารถใช้แผ่นยิปซัมในการกั้นห้องได้ผนังที่แข็งแรงสามารถแขวนสิ่งของโดยรับน้ำหนักได้มากถึง 20 กิโลกรัมต่อจุดแขวน และที่โดดเด่น คือ มีระบบผนังยิปซัมที่ไม่ปิดกั้นการส่งผ่านของสัญญาณไวไฟ (WiFi) อีกด้วย

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์แผ่นยิปซัมยังมีความโดดเด่นในเรื่องงานดีไซน์สวยงาม ลูกค้าสามารถสั่งแบบแกะลาย หรือออกแบบรูปทรงตามที่ต้องการได้ หรือหากยังไม่มีไอเดียสำหรับงานฝ้าเพดาน ก็สามารถเลือกสรรแผ่นฝ้าพิมพ์ลายเปเปอร์ทัช ตราช้าง ไปตกแต่งบ้านได้อย่างลงตัว

ผลิตภัณฑ์แผ่นยิปซัมในรูปแบบฝ้าเพดานและผนังภายใน สร้างขึ้นจากเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อตอบสนองการใช้งานในพื้นที่ที่หลากหลาย และมีความต้องการที่แตกต่างกันได้ดี ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง โรงพยาบาล โครงการอสังหาริมทรัพย์ และบ้าน ในความคุ้มค่าที่วางใจได้  ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่ยิปซัมตราช้าง โทร. 02-555-0000 หรือ www.siamgypsum.com หรือ facebook fanpage:@GypsumTraChangTH”

ร้านอาหาร 27 แห่งคว้าดาวมิชลิน ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ตและพังงา’ ประจำปี 2562

PRU (ภูเก็ต), เรือนปั้นหยา (สมุทรสาคร) และ สวนทิพย์ (นนทบุรี) รั้งตำแหน่งร้าน 1 ดาวมิชลินนอกเขตกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก

มิชลินเปิดตัวคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และพังงา’ ประจำปี 2562  โดยเป็นคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย และเป็นฉบับแรกที่ครอบคลุมพื้นที่นอกเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ภูเก็ต พังงา และจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ (นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรปราการ)  คู่มือเล่มล่าสุดนี้บรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 217 แห่ง และที่พัก 67 แห่ง โดยมีร้านอาหารได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน จำนวน 4 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ 1 ร้าน และ 1 ดาวมิชลิน จำนวน 23 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ 10 ร้าน

มร.เกว็นเดล พูเลเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการนานาชาติ  มิชลิน ไกด์ เปิดเผยว่า “ร้านอาหารที่ได้รับเลือกในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ด้านอาหารที่หลากหลาย ทั้งในและนอกเขตกรุงเทพฯ  นอกจากนี้ เรายังเห็นแนวโน้มความนิยมในการให้เชฟเป็นผู้กำหนดเมนูครบคอร์ส (Degustation Menu) เพื่อให้ผู้ทานอาหารได้สัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด"

ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับล่าสุดนี้ ร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรให้ได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลินในปีก่อนทุกร้านยังคงรักษาสถานะดาวมิชลินเอาไว้ได้ ได้แก่ ร้าน Gaggan (กากั้น), Le Normandie (เลอ นอร์มังดี) และ Mezzaluna (เมซซาลูน่า)  โดยมี Sühring (เซือริ่ง) เป็นร้านอาหารเพียงร้านเดียวที่มีรายชื่อเพิ่มเข้ามาในปีนี้ โดยเลื่อนระดับจาก 1 ดาวมิชลิน เป็น 2 ดาวมิชลิน ด้วยฝีมือการรังสรรค์เมนูอาหารยุโรปร่วมสมัยในสไตล์เยอรมันโมเดิร์นตามแบบฉบับตนเองของเชฟสองพี่น้อง ‘มาธิอัส’ (Mathias) และ ‘โธมัส เซือริ่ง’ (Thomas Sühring)

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหาร 23 ร้านได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน โดย ฤดู (Le Du) และ GAA (กา) เป็นเพียงสองร้านที่ครองรางวัล 1 ดาวมิชลินด้วยการเลื่อนระดับมาจากรางวัล ‘เพลท’ (Plate) ซึ่งมอบให้กับร้านอาหารที่นำเสนออาหารคุณภาพดี โดยใช้วัตถุดิบที่สดใหม่และสะท้อนความสามารถในการปรุงอาหารที่ดี  ในบรรดาร้านอาหาร 1 ดาวมิชลินปีนี้เป็นร้านที่ติดอับดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ครั้งแรกจำนวน 8 ร้าน โดย 5 ร้านในจำนวนนี้อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ได้แก่ Canvas (แคนวาส) ร้านที่ผสานอาหารและศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน อาหารทุกจานเปรียบเสมือนผลงานชิ้นเอกที่เชฟบรรจงรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบท้องถิ่นระดับพรีเมียม โดยใช้เทคนิคประกอบอาหารที่หลากหลาย, เมธาวลัย ศรแดง ร้านที่โดดเด่นด้วยอาหารรสชาติเข้มข้นถึงเครื่องและปรุงขึ้นอย่างประณีต จนทำให้ลูกค้าแวะเวียนกลับมาตลอด 60 ปี, R-Haan (อาหาร) ร้านที่นำเสนออาหารไทยสไตล์ต้นตำรับ ทั้งอาหารท้องถิ่นพื้นบ้านและอาหารชาววัง โดยใช้วัตถุดิบชั้นดีจากทั่วประเทศ, สวรรค์ ร้านอาหารที่นำเสนอเฉพาะเซตเมนูอาหารไทย 10 คอร์ส ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบตามฤดูกาลที่คัดเลือกจากแหล่งชั้นดี ทุกจานมีรสชาติและรสสัมผัสที่ซับซ้อนแต่กลมกล่อมและลุ่มลึก และ ศรณ์ ร้านอาหารที่ได้ชื่อว่าคืนชีวิตให้แก่ศิลปะแห่งอาหารใต้ที่เคยสูญหายไปตามกาลเวลา โดยใช้วัตถุดิบจากกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรและชาวประมง ผ่านการปรุงด้วยความรักและความใส่ใจอย่างละเมียดละไมในทุกขั้นตอน

ร้าน 1 ดาวอีก 2 แห่งตั้งอยู่ในจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ ได้แก่ เรือนปั้นหยา (สมุทรสาคร) ธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวเล็กๆ แต่มีชื่อเสียงจากการบอกต่อกันปากต่อปากด้วยความอร่อยและคุณภาพที่เหนือชั้น โดยเจ้าของร้านบรรจงปรุงทุกเมนูเองอย่างพิถีพิถัน และ สวนทิพย์ (นนทบุรี) ร้านอาหารท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีริมแม่น้ำที่นำเสนออาหารไทยโบราณแสนประณีตสไตล์ชาววัง และมีร้านอาหารแห่งเดียวในจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับรางวัล 1 ดาว นั่นคือ PRU (พรุ) ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในรีสอร์ทสุดหรู นำเสนออาหารที่ปรุงอย่างพิถีพิถันและจัดแต่งอย่างประณีต วัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากฟาร์มออร์แกนิคเนื้อที่ 600 ไร่ของร้านเอง แม้กระทั่งเนยที่ร้านก็ทำเองด้วยนมวัวจากกระบี่

ที่น่าสนใจก็คือ ร้านอาหาร 3 ร้าน ซึ่งได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ Elements (เอเลเมนท์), Nahm (น้ำ) และ เสน่ห์จันทน์ ยังคงสามารถรักษาสถานะดาวของตนเองไว้ได้ แม้จะมีการเปลี่ยนเชฟประจำร้านก็ตาม

ผู้สนใจสามารถคลิกดูรายชื่อและข้อมูลร้านอาหารทั้งหมดที่ได้รับคัดสรรและจัดอันดับอยู่ในคู่มือ มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ตและพังงาประจำปี 2562 ซึ่งจัดทำเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ได้ทางเว็บไซต์ www.guide.michelin.com ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน ศกนี้เป็นต้นไป สำหรับคู่มือแบบรูปเล่มจะเริ่มวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ในราคา
เล่มละ 650 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

จำนวนร้านอาหารที่ได้รับคัดเลือกและจัดอันดับในคู่มือ มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ตและพังงาประจำปี 2562  ประกอบด้วย

  • ร้านอาหาร 2 ดาวมิชลิน จำนวน 4 ร้าน (เป็นร้านอาหารใหม่ 1 ร้าน)
  • ร้านอาหาร 1 ดาวมิชลิน จำนวน 23 ร้าน (เป็นร้านอาหารใหม่ 10 ร้าน)
  • ร้านอาหารรางวัล บิบ กูร์มองด์ จำนวน 72 ร้าน (เป็นร้านอาหารใหม่ 42 ร้าน)

 

เกี่ยวกับมิชลิน

มิชลิน ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมยางรถยนต์ มุ่งมั่นส่งเสริมการสัญจรของลูกค้าอย่างยั่งยืน ออกแบบและจัดจำหน่ายยางที่เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด ตลอดจนให้บริการและโซลูชั่นที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งครอบคลุมการให้บริการทางดิจิตอล การจัดทำคู่มือและแผนที่สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร รวมถึงการพัฒนาวัสดุทางเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมการสัญจร กลุ่มมิชลินมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแกลร์มง-แฟร็อง ประเทศฝรั่งเศส และมีสำนักงานสาขาอยู่ในกว่า 171 ประเทศ โดยมีพนักงาน 114,000 คนทั่วโลก และมีโรงงานผลิต 70 แห่งใน 17 ประเทศ ซึ่งผลิตยางรวมกันได้สูงถึง 190 ล้านเส้นในปี 2560  คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.michelin.co.th

สหไทย เทอร์มินอล (PORT) แจ๋วจริง โชว์กำไรโตกว่า 155 %

สหไทย เทอร์มินอล (PORT) หนึ่งในผู้นำการให้บริการท่าเทียบเรือและโลจิสติกส์แบบครบวงจร โชว์กำไรไตรมาส 3 ปีนี้เติบโต 118.13 % ในขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือน เติบโต 155.75% จากปีก่อน

คุณเสาวคุณ ครุจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT กล่าวว่า “บริษัทฯมีความยินดีที่จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 ซึ่งบริษัทฯมีรายได้รวม 411.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรขั้นต้น 106.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 38.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิ 17.61 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิ 25.98 ล้านบาท ในไตรมาสที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักมาจากปริมาณการให้บริการท่าเรือที่เพิ่มขึ้น และบริษัทย่อย (บริษัท บางกอก บาร์จ เทอร์มินอล จำกัด “BBT”) เริ่มมีผลประกอบการที่เป็นกำไร พร้อมทั้งยังกล่าวเสริมว่า สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีทางบริษัทฯยังคาดการว่า ปริมาณการให้บริการตู้สินค้าจะยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงประมาณการที่วางไว้ ประกอบกับการเปิดดำเนินการลานซ่อมและบำรุงรักษาตู้ของบริษัท จะช่วยให้ผลการดำเนินการโดยรวมของบริษัทเติบได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สหไทย เทอร์มินอล ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปลายปี 2560 โดยหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักในการออกหุ้นเพิ่มทุนก็เพื่อนำมาลงทุนขยายธุรกิจลานซ่อมและบำรุงรักษาตู้ ในนามบริษัทย่อย (บริษัท บางกอก คอนเทนเนอร์ เดโป เซอร์วิส จำกัด “BCDS” ) ซึ่งได้เปิดดำเนินการเรียบร้อยแล้วทั้งโครงการในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ลานจัดเก็บตู้สินค้า ดูแลและซ่อมบำรุงตู้สินค้าแห่งใหม่นี้มีเนื้อที่รวม 37 ไร่ โดยพื้นที่เฟสสองที่เพิ่งเปิดให้บริการไปมีเนื้อที่ 22 ไร่ สามารถให้บริการดูแลและซ่อมบำรุงตู้ได้ปีละประมาณ 350,000 ทีอียู นอกจากนี้การย้ายกิจกรรมดังกล่าวออกจากพื้นที่ท่าเรือไปยังพื้นที่ใหม่ จะช่วยเพิ่มพื้นที่ให้บริการหลังท่าเรือ ทำให้สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% หรือ 80,000 ทีอียู จากความสามารถเดิมที่มีอยู่ แต่อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ในการปรับพื้นที่เดิมก่อนที่จะเริ่มให้บริการได้ ซึ่ง capacity ที่เพิ่มขึ้นมาจะเป็นปัจจัยในการเติบโตของรายได้ในอนาคตต่อไป

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างศึกษาโครงการท่าเรือเชิงพาณิชย์ร่วมกับ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด และพันธมิตรต่างชาติอีกแห่ง โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่ม capacity ในการให้บริการเรือขนส่งตู้สินค้าระหว่างประเทศที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT เป็นผู้ให้บริการท่าเรือเอกชนครบ วงจรรายใหญ่ของประเทศไทยโดยให้บริการตั้งแต่ 1. ธุรกิจการให้บริการท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ครบวงจรสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Feeder) และเรือขนส่งสินค้าชายฝั่ง (Barge)  รวมถึงการให้บริการบรรจุสินค้าเข้าและถ่ายสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ (CFS) และซ่อมแซมทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ (Container Depot) 2. ธุรกิจการให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางบก ภายในบริเวณจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑลบริเวณเขตพื้นที่แหลมฉบัง 3. ธุรกิจการให้บริการพื้นที่จัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้าโดยให้บริการพื้นที่ลานพักตู้คอนเทนเนอร์ และคลังจัดเก็บสินค้ากับลูกค้า ทั้งที่เป็นเขตให้บริการปกติและปลอดภาษีอากร (Free Zone) ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯให้บริการแก่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกกลุ่มธุรกิจ e-commerce และอีกหลากหลายอุตสาหกรรม 4. ธุรกิจการให้บริการ เกี่ยวเนื่องอื่นๆ อาทิ การให้บริการ Freight Forwarding เป็นต้น

SONIC โชว์ผลงาน 9 เดือนรายได้พุ่ง 21.85% จ่อปันผล 0.045 บาท/หุ้น
พร้อมผนึก “ ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน ” รุกให้บริการขนส่งข้ามแดน เจาะตลาด CLMV

บมจ.โซนิค อินเตอร์เฟรท (SONIC) ประกาศผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนมีรายได้จากการให้บริการ จำนวน 860.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  21.85% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันกับปีก่อน และกำไรสุทธิ 37.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.29% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันกับปีก่อน จากการขยายตัวธุรกิจโลจิสติกส์ ทั้งทางทะเล ทางบก และอากาศ ด้านผู้บริหาร “ดร.สันติสุข โฆษิอาภานันท์” ระบุบอร์ดมีมติจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.045 บาท/หุ้น ล่าสุดจับมือ “ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน”  หนึ่งในผู้นำการให้บริการธุรกิจขนส่งสินค้าผ่านชายแดนไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ทางรถบรรทุก เช่าอาคารสถานที่ ศูนย์จัดเก็บสินค้า และมีแผนต่อยอดการส่งสินค้าข้ามแดนเพิ่มขึ้น เล็งบุกตลาดCLMV  พร้อมเดินตามแผนขยายการลงทุน เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้า ในเขตEEC ตอกย้ำรายได้ปีนี้แตะ 1,000 ล้านบาท     

ดร.สันติสุข โฆษิอาภานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซนิค อินเตอร์เฟรท จำกัด (มหาชน) หรือ SONIC ผู้นำธุรกิจให้บริการการจัดการระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจรระดับภูมิภาค เปิดเผยถึงผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกปี 2561 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 ว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการ  860.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 706.20 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 37.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.29%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 35.19 ล้านบาท

ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2561 บริษัทฯมีรายได้จากการให้บริการ 311.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 234.40 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 11.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 10.29 ล้านบาท

สำหรับสาเหตุที่บริษัทฯมีผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทฯมีการบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น  รวมถึงปริมาณงานทั้งในประเทศ และ ระหว่างประเทศ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้บริการขนส่งทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ  ส่งผลให้อัตราการเติบโต  จากยอดขายและบริการ จาก3 ธุรกิจหลัก 1) ธุรกิจบริการขนส่งทางเรือ ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้น 22.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 2) ธุรกิจบริการขนส่งทางบก จากการขยายจำนวนรถที่ให้บริการ และเส้นทางขนส่งแบบข้ามพรมแดน ที่เติบโตเพิ่มขึ้น 8.30 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3) การเติบโตของธุรกิจการจัดการขนส่งทางอากาศ ที่เติบโตเพิ่มขึ้น 104.41 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจากอัตราการเติบโตดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้น อยู่ที่ 20%

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯได้มีมติจ่ายปันผลระหว่างกาลประจำงวดปี 2561 (ม.ค.-ก.ย.) ในอัตรา 0.045 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 2.8% เทียบกับราคาปิดวันที่ 13 พฤศจิกายน โดยจะมีการกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) วันที่ 28 พฤศจิกายน และกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 27 พฤศจิกายน เพื่อจ่ายปันผลในวันที่ 12 ธันวาคม ที่จะถึงนี้

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โซนิค อินเตอร์เฟรท (SONIC) กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุด บริษัทฯได้เซ็นสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจ กับกลุ่มบริษัท ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติมาเลเซีย หนึ่งในผู้นำการให้บริการธุรกิจขนส่งสินค้าผ่านชายแดนไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ทางรถบรรทุก  ซึ่งได้มีการเช่าอาคารสถานที่ศูนย์จัดเก็บสินค้า บนพื้นที่ขนาด 2,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับการกระจายสินค้า และการขนส่งข้ามแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งในเบื้องต้น บริษัทฯจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ จากการเช่าพื้นที่ของ บริษัท ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้ เป็นต้นไป และจะรับรู้รายได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ไตรมาส 1/ 2562

ทั้งนี้ นอกจากความร่วมมือดังกล่าวแล้ว  ยังเป็นการต่อยอดทางธุรกิจ เพื่อรองรับการขยายตลาดไปในกลุ่มประเทศ CLMV อาทิ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้อีกด้วย ซึ่งการที่ SONIC มี strategic partner ที่ดีอย่าง กลุ่มบริษัท ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน (ไทยแลนด์) จำกัด เข้ามาในครั้งนี้จะเป็นการเสริมทัพทางธุรกิจให้กับบริษัทฯได้เป็นอย่างดี 

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุน ตามแผนที่บริษัทฯวางไว้ ไม่ว่าจะเป็น 1.ลงทุนเพิ่มจำนวนรถบรรทุกหัวลาก หางลากและรถบรรทุก เพื่อขยายการให้บริการธุรกิจขนส่งทางบกและการขนส่งข้ามชายแดน (Cross-border transport) ให้มีความครอบคลุมกว้างขวางมากยิ่งขึ้น 2. การลงทุนปรับปรุงอาคารและพื้นที่ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าให้มีความทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าและความรวดเร็วในการขนส่งและการให้บริการ  3. การลงทุนซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ เพื่อดำเนินสาขาแหลมฉบัง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าเช่าในระยะยาว และ ลงทุนพัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ซึ่งแผนการลงทุนดังกล่าว เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของกลุ่มลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้ารายใหม่ ที่จะเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น และยังเป็นการรองรับการขนส่งด้านโลจิสติกส์ ที่จะขยายไปตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

“ประเทศไทยถือว่าเป็น ฮับด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทั้งด้านทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมไปถึงมีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำให้มีอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจสูง ขณะที่ภาครัฐฯ ยังคงการส่งเสริมแผนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับกิจกรรมการขนส่งสินค้า ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ SONIC ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจในการให้บริการจัดการระบบโลจิสติกส์ ครบวงจร แบบ One Stop Service จะได้รับอานิงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ” ดร.สันติสุข กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทฯคาดว่าจะมีอัตราการเติบโต แตะ ระดับ 1,000 ล้านบาท  ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้จากการให้บริการ 964.30 ล้านบาท และ มีกำไรสุทธิ  47.92 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักยังคงมาจากการให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเล (Sea Freight) ประมาณ 65% รองลงมาธุรกิจการจัดการขนส่งทางบก ภายในประเทศ (Transport) และการจัดการขนส่งสินค้าข้ามแดน (Cross-border Transport) 25% และ ธุรกิจการจัดการขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศ (Air Freight) 10% 

อิออน ผนึก เจซีบี เปิดตัว “บัตรเครดิตอิออน เจ-พรีเมียร์ แพลทินัม” ให้คุณอินญี่ปุ่นกว่าใคร ด้วยสิทธิประโยชน์โดนใจทั่วไทยและญี่ปุ่น

นายคิโยะยะซึ อะซะนุมะ (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) และ นายนาโอยะ มิชิชิมะ (ที่ 3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจซีบี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ร่วมเปิดตัวบัตรเครดิต อิออน เจ-พรีเมียร์ แพลทินัม ให้คุณอินญี่ปุ่นกว่าใคร กับสุดยอดสิทธิประโยชน์ทั้งกิน เที่ยว ช้อปปิ้งอย่างจุใจทั้งไทยและญี่ปุ่น

อิออน และ เจซีบี ผนึกกำลังเปิดตัว “บัตรเครดิตอิออน เจ-พรีเมียร์ แพลทินัม” เอาใจคนไทยชื่นชอบไลฟ์สไตล์ญี่ปุ่น  ให้คุณอินญี่ปุ่นกว่าใคร ด้วยสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งกิน เที่ยว ช้อปปิ้ง อย่างจุใจทั้งไทยและญี่ปุ่น  ตั้งเป้า 1 ปี มียอดบัตร 100,000 ใบ

นายคิโยะยะซึ อะซะนุมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบัน อิออนให้ความสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจบัตรเครดิตให้สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยที่ชื่นชอบความเป็นญี่ปุ่น ซึ่งยังคงมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากข้อมูลขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JNTO)[1] พบว่าตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายนปีนี้ มีคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นถึง 606,665 คน ซึ่งเป็นจำนวนเกือบ 2 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเยือนญี่ปุ่นในปี 2017 ที่มีจำนวนกว่า 1 ล้านคน

เพื่อตอกย้ำความเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนานระหว่าง อิออน และ เจซีบี ผู้ให้บริการบัตรเครดิตชั้นนำในประเทศญี่ปุ่น จึงได้ออกบัตรเครดิตใบใหม่ให้ลูกค้าได้สัมผัสสิทธิพิเศษตอบรับกับไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่นกับ “บัตรเครดิตอิออน เจ-พรีเมียร์ แพลทินัม” จัดเต็มสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมกว่าใครทั้งให้ได้กิน เที่ยว ช้อปปิ้งอย่างจุใจ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อัพความฟิน อินญี่ปุ่นกว่าใคร” สำหรับกลุ่มคนไทยที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์ญี่ปุ่น กับลวดลายหน้าบัตรที่พิเศษกว่าใครด้วยแลนด์มาร์คสวยงาม สะท้อนถึงเอกลักษณ์แดนอาทิตย์อุทัยอย่างภูเขาไฟฟูจิและดอกซากุระ

“ด้วยความแข็งแกร่งของกลุ่มอิออน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่และบริษัทฯ ในเครือญี่ปุ่นที่ครอบคลุมธุรกิจหลากหลาย อาทิ ห้างสรรพสินค้าอิออน มอลล์, แม็กซ์แวลู, แม็กซ์แวลู ทันใจ และอิออน เพ็ทช็อป เป็นต้น ร่วมกับพันธมิตรรายใหญ่ในญี่ปุ่นที่จัดเต็มสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าอย่าง เจซีบี, เจทีบี, SOMPO   ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในเชิงธุรกิจ ที่ทำให้ลูกค้าบัตรเครดิตอิออน เจ-พรีเมียร์ แพลทินัม ได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ที่เหนือระดับแตกต่างจากแบบเดิม ๆ  และสร้างความประทับใจกับทุกช่วงเวลาของชีวิตกับคนพิเศษ” นายคิโยะยะซึ กล่ามเพิ่มเติม

ด้านนายนาโอยะ มิชิชิมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจซีบี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า เรามีความรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือครั้งสำคัญอิออน อิออน ผู้นำด้านให้บริการสินเชื่อรายย่อย เพื่อมอบสิทธิประโยชน์อันหลากหลายและสะดวกสบายสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่น ซึ่งสอดรับเป็นอย่างดีกับกลยุทธ์การขยายฐานผู้ถือบัตรเจซีบีในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายสำคัญ เราเชื่อมั่นว่าบริการเครือข่ายการชำระเงินที่ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมกับความแข็งแกร่งของเครือข่ายอิออน จะสามารถมอบอิสระแห่งการใช้จ่าย และมอบประสบการณ์ในไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่นให้แก่ลูกค้าทุกคนได้อย่างยอดเยี่ยม

บัตรเครดิตอิออน เจ-พรีเมียร์ แพลทินัม โดดเด่นด้วยสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่สามารถเติมเต็มไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่นได้อย่างครอบคลุมและตอบทุกโจทย์ของคนไทยหัวใจญี่ปุ่น กับเอกสิทธิ์ที่คัดสรรทั้ง 3 กลุ่ม คือ

อินญี่ปุ่นกว่าใคร...ด้วยส่วนลดและเงินคืนสูงสุด 18% เมื่อใช้จ่าย ณ AEON ญี่ปุ่น โซนห้างสรรพสินค้า, อุ่นใจทุกทริปเดินทางญี่ปุ่น ด้วยแผนประกันภัยการเดินทาง ไม่ต้องสำรองจ่ายสูงสุด 1 ล้านบาท, รับส่วนลดสูงสุด 20% จากร้านค้าในญี่ปุ่นที่ร่วมรายการ, รับส่วนลดและสิทธิประโยชน์จากร้านค้าพันธมิตร JA.CO.PA กว่า 1,000 แห่งทั่วญี่ปุ่น

ฟินทั่วไทย...จากส่วนลดและเงินคืนสูงสุด 12% ร้านอาหารที่ร่วมรายการกับเจซีบี, รับวนลดและเงินคืนสูงสุด 7% เมื่อใช้จ่าย ณ แม็กซ์แวลู, แม็กซ์แวลู ทันใจ, อิออน เพ็ทช็อป,    รับไมล์สะสมจากสายการบิน Japan Airlines และ Thai Airways ทุก 20 บาท = 1 คะแนน ทุก 2 คะแนน = 1 ไมล์สะสม, รับแผนประกันอุบัติเหตุระหว่างเดินทางสูงสุด 31 ล้านบาท

พิเศษยิ่งขึ้น… ลุ้น กิน เที่ยวญี่ปุ่นแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ตลอดปี รวม 50 รางวัล  มูลค่ารวม 10 ล้านบาท

เต็มที่กับเจซีบี...พบกับความสะดวกสบายจากบริการห้องพักรับรองพิเศษในสนามบินกว่า 50 แห่งในเอเชีย และยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ แจแปน, สิทธิพิเศษต่าง ๆ จากโรงแรมชื่อดังในญี่ปุ่นกว่า 7,500 แห่ง,  ส่วนลดร้านอาหารชื่อดัง รวมถึงลิ้มรสชาติอาหารต้นตำรับจากเชฟชื่อดังชาวญี่ปุ่น เป็นต้น

พบกับโปรโมชั่นฉลองเปิดตัวบัตรเครดิตเครดิตอิออน เจ-พรีเมียร์ แพลทินัม  เพียงสมัครและมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด รับกระเป๋าเดินทาง Anello Mini Suitcase 20 นิ้ว มูลค่า 5,990 บาท  หรือรับกระเป๋า Anello Regular Backpack สุดฮิต มูลค่า  2,490 บาท  ตั้งแต่ 9 พฤศจิกายน 2561 – 28 กุมภาพันธ์ 2562  สำหรับผู้สนใจสามารถสมัครบัตรเครดิตอิออน เจ-พรีเมียร์ แพลทินัม ที่สาขาอิออนทั่วประเทศหรือ www.aeon.co.th/j-premier

 

[1] อ้างอิงข้อมูลจาก www.jnto.go.jp/en/graph

“ เอจีอี ” ทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2561

คุณพนม ควรสถาพร ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ  บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงาน และชาวบ้าน ตำบลแม่ลา อ.นครหลวง ร่วมทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2561 เพื่อสมทบทุนบูรณะปฏิสังขรณ์ อุโบสถและศาลาการเปรียญ เพื่อตระหนักถึงความสำคัญกับการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ด้านกิจกรรมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย และมุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่ร่วมกันและเติบโตไปด้วยกันได้อย่างเกื้อกูลและยั่งยืน ณ วัดสระเกษ ต.แม่ลา อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆ นี้

ออลล์ อินสไปร์ฯ เอาใจสมาชิก อินสไปร์ ฮับ จัดกิจกรรมเติมความสุข All Inspire A Taste of Living

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และอิมเพรสชั่น เดินหน้าสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านกลยุทธ์ CRM (Create Real Motivation) จัดกิจกรรม All Inspire A Taste of Living มอบความสุขสุดพิเศษ กับกิจกรรม Cooking Session รังสรรค์เมนูอาหารคาว – หวานและกิจกรรมชมภาพยนตร์ The Ultimate Experience มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตสุดพิเศษ ให้ลูกค้าคนพิเศษแก่สมาชิก Inspire Hub Member เท่านั้น

ลูกบ้านรวมพลังทำกิจกรรม

 

เชฟเบล และ แบมพิธี สาธิตการทำอาหาร

 

เมนูสุดพิเศษที่ถูกรังสรรค์อย่างดี

นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และอิมเพรสชั่น กล่าวว่า เพื่อตอกย้ำการเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเชื่อมั่นและไว้วางใจ ด้วยการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าทุกโครงการให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว พร้อมเดินหน้าสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านกลยุทธ์ CRM หรือ Create Real Motivation จุดเริ่มต้นของ Inspire Hub ที่เป็นการสร้างพลังในการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจของการใช้ชีวิตให้แก่ลูกค้าของ ออลล์ อินสไปร์ฯ พร้อมมอบ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และประสบการณ์สุดพิเศษ ผ่าน 2 กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Cooking Session : รังสรรค์เมนูอาหารคาว – หวาน ร่วมกับเชฟเบลล์ เชฟสาวสุดมั่นจากรายการ Master Chef Thailand Season 2 และ The Ultimate Experience : สัมผัสที่สุดกับประสบการณ์พิเศษในโรงภาพยนตร์ Blue Ribbon Screen กับภาพยนตร์เรื่อง “Johnny English” นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงหนุ่มหล่อมากความสามารถ แบม ปีติภัทร รับหน้าที่เป็นพิธีกรภายในงาน

ครอบครัวสุขสันกับกิจกรรม

 

สุขใจไปกับเมนูแสนอร่อย 

“นอกจากจะพัฒนาคุณภาพชีวิต และไลฟ์สไตล์ที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในราคาที่จับต้องได้แล้วกิจกรรมที่ทาง ออลล์ อินสไปร์ฯ เลือกสรรมา ยังมุ่งเน้นการมอบความสุขที่สร้างสรรค์แรงบันดาลใจของการใช้ชีวิต อีกทั้งยังตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตและสร้าง Create Real Motivation อย่างแท้จริง” นายธนากร กล่าวตอนท้าย

ติดตามอัพเดทกิจกรรมดีๆ ที่ Facebook/fanpage All Inspire Development PCL. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 02 029 9999

บำรุงสายตาด้วยน้ำผลไม้รสมิกซ์เบอร์รี่ ตราชบา

บริษัท ชบาบางกอก จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้พร้อมดื่ม ตราชบา (CHABAA) น้ำผลไม้แท้ 100% เปิดใจให้ลิ้นลอง กับประโยชน์ของน้ำผลไม้หลากหลายรสชาติไม่ซ้ำใคร แนะนำน้ำมิกซ์เบอร์รี่ผสมน้ำองุ่น ตราชบา ที่รวมผลไม้ตระกูลเบอร์รี่หลากชนิดได้แก่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ และสตรอว์เบอร์รี่ ให้ความอร่อยสดชื่นกระปรี้กระเปร่าทันทีที่ได้ดื่ม อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงพร้อมวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์คนทำงานที่ต้องใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอมือถือเป็นระยะเวลานานๆ ผู้ที่ชื่นชอบรสชาติและประโยชน์ของเบอร์รี่ไม่ควรพลาด!! สามารถหาซื้อน้ำผลไม้พร้อมดื่มตราชบา ได้ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือช้อปออนไลน์ได้ที่ lazada, shopee, honestbee และ Line@ : @chabaajuice สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02 323 1891 หรือ https://www.facebook.com/Chabaaofficia­l , line : @chabaajuice , IG : chabaajuice