MT Asset รุกธุรกิจโรงแรม ปั้น Best Western Matter Tiwanon รับตลาด MICE เล็งขยายทำเล Blue Ocean
MT Asset เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจสู่ตลาดโรงแรม ประเดิมเปิด “Best Western Matter Tiwanon Hotel” โรงแรมแห่งแรกของเครือ
หลังเข้าซื้อโรงแรม 13 เหรียญ รีสอร์ท ย่านติวานนท์ช่วงวิกฤติโควิด-19 ก่อนรีโนเวทและนำแบรนด์ Best Western เข้ามาใช้ในรูปแบบแฟรนไชส์
ด้วยงบลงทุนรวม 200 ล้านบาท ชูศักยภาพทำเลใกล้อิมแพ็ค เมืองทองธานี สนามบินดอนเมือง และหน่วยงานราชการ
หวังเจาะกลุ่ม Corporate และ MICE วางเป้าธุรกิจโรงแรมเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ในปีหน้า
พร้อมมองหาโอกาสลงทุนในทำเล Blue Ocean อย่างปทุมธานีและภูเก็ตในอนาคต

ดร.วรพจน์ กันตพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มที แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MT Asset เปิดเผยว่า บริษัทก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 40 ปี ในอดีตเราเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม โฮมออฟฟิศ และอาคารพาณิชย์เพื่อขายเป็นหลัก แต่หลังปี 2540 บริษัทเริ่มปรับพอร์ตธุรกิจเพิ่มตลาดการเช่าเข้ามาเสริม ปัจจุบันฝั่งเช่าของบริษัทมีหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งอพาร์ตเมนต์ คอมมูนิตี้มอลล์ ตลาดสด และล่าสุดโรงแรมแห่งแรกของเครือคือ Best Western Matter Tiwanon Hotel โดยเป็นการเข้าซื้อโรงแรม 13 เหรียญ รีสอร์ทเก่า ย่านติวานนท์ ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา เพื่อมารีโนเวทใหม่
โรงแรมได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ (Grand Opening) ไปเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทเลือกใช้เชน "Best Western" แบรนด์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรงแรมที่มีประวัติยาวนานกว่า 80 ปี มีเครือข่ายโรงแรม 3,000-4,000 แห่งทั่วโลก และมีฐานสมาชิกมากกว่า 70 ล้านคน ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน เรามอบหมายให้บริษัท PCL เข้ามาบริหารจัดการโรงแรม โดยหลังจากเปิดให้บริการก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมทั้งจากกลุ่มองค์กรเอกชน และหน่วยงานภาครัฐที่มาจัดงานอีเวนต์ รวมไปถึงลูกค้ารายเดิม
ทั้งนี้ การตัดสินใจเลือกลงทุนในทำเลติวานนท์ เนื่องจากเรามองเห็นศักยภาพของพื้นที่ ที่อยู่ใกล้กับศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งมีการจัดงานอีเวนต์หลายร้อยงานต่อปี รวมถึงอยู่ใกล้สนามกอล์ฟชั้นนำและหน่วยงานราชการสำคัญในโซนศรีสมานและสรงประภา และอยู่ไม่ไกลจากสนามบินดอนเมือง โครงการนี้ใช้วงเงินลงทุนรวมที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และการรีโนเวทประมาณ 200 ล้านบาท มีจำนวนห้องพักรวม 68 ห้อง ซึ่งมีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการรองรับกลุ่มเป้าหมาย โดยบริษัทประเมิน Feasibility ของโครงการไว้ประมาณ 10 ปี และคาดว่าธุรกิจโรงแรมจะเติบโตในปีหน้าไม่ต่ำกว่า 10% หรือเติบโตในระดับสองหลัก

สำหรับจุดเด่นของโครงการ ตัวอาคารเดิมซึ่งก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2540 ได้รับการออกแบบและปรับปรุงใหม่ให้มีความเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่มีเอกลักษณ์และคลาสสิกเหนือกาลเวลา (Timeless) มีพื้นที่จอดรถกว้างขวางทั้งชั้นบนและชั้นใต้ดิน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องประชุมสัมมนา 2 ขนาด รองรับ 10-12 ท่าน และ 30 ท่าน รวมถึงฟิตเนส ร้านอาหาร และคาเฟ่ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ขนาดห้องพักที่กว้างขวาง มีตัวเลือกห้องพักแบบ 3 เตียง และห้องพักที่มีเตียงสองชั้น (Bunk Bed) รวมถึงการจัดฟังก์ชันแยกระหว่างห้องน้ำ ห้องสุขา และอ่างอาบน้ำอย่างเป็นสัดส่วนเพื่อความสะดวกของผู้เข้าพัก
ดร.วรพจน์ กล่าวถึงแนวโน้มด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยว ทั้งกลุ่มเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง และกลุ่มการประชุมและนำเที่ยว (MICE) ซึ่งมีแรงหนุนจากการขยายสนามบินดอนเมืองเฟส 3 และสนามบินสุวรรณภูมิ แม้จะมีความท้าทายจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าในวิกฤติยังมีโอกาส จึงอยากเสนอแนะให้ภาครัฐเร่งดึงงานระดับโลก (World Event) มาจัดในประเทศไทย พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้างสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวประเภท Man-made เช่น สวนสนุกระดับโลก หรือศูนย์คอนเสิร์ตฮอลล์มาตรฐานสูงให้มากขึ้น

“สำหรับแผนการขยายธุรกิจในอนาคต บริษัทยังคงมองหาโอกาสในทำเลที่เป็น Blue Ocean เช่น ปทุมธานี และภูเก็ต ส่วนธุรกิจอื่น ๆ ในเครือ มีแผนเตรียมเปิดโครงการคอนโดมิเนียม ตลาดสด และคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ย่านรังสิตในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้” ดร.วรพจน์กล่าว
ดร.วรพจน์ กล่าวปิดท้ายถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง โดยโรงแรมมีการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อพลังงานสะอาด ใช้ระบบเซนเซอร์ควบคุมการเปิด-ปิดไฟฟ้าในห้องพัก รวมถึงการคัดแยกขยะ และใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) ที่ย่อยสลายได้ง่ายตามมาตรฐานของ Best Western นอกจากนี้ยังเน้นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการจ้างงานคนในพื้นที่ พร้อมอุดหนุนวัตถุดิบพืชผักจากเกษตรกรใกล้เคียงมาใช้ในห้องครัวของโรงแรม ตลอดจนการดำเนินกิจกรรม CSR เช่น การสนับสนุนทุนการศึกษา การปรับปรุงระบบไฟฟ้าสาธารณะ และการนำความเชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างไปช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะการสร้างโรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วยในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา เพื่อให้ธุรกิจและชุมชนสามารถเติบโตควบคู่กันไปได้อย่างยั่งยืน
