“ GSC ” เคาะราคาเสนอขาย IPO  1.70 บาท 

นางสาวสุกัญญา สุขเจริญไกรศรี (กลางขวา) ประธานกรรมการบริหาร, นายอนุชัย วิทย์นลากรณ์ (กลางซ้าย) กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป หรือ ACAP ในฐานะบริษัทแม่ พร้อมด้วย นางสาวสุดาภรณ์ กลิ่นแก้ว กรรมการผู้จัดการ, นางสาวเมตตา โพธิ์กิ่ง รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการและบริการลูกค้า บมจ.โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ หรือ GSC ร่วมด้วย นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เออีซี จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในสัญญา แต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายหุ้นสามัญของ GSC โดยมี บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บล.คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) และ บล.ไอร่า จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย โดยมี นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่ง GSC เสนอขายหุ้น IPO จำนวน 90 ล้านหุ้น กำหนดราคาขายที่ 1.70 บาทต่อหุ้น และเตรียมเปิดให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ ACAP ที่มีสิทธิจองซื้อ (Pre-emptive) จองซื้อในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2562 และประชาชนทั่วไปจองซื้อ ในวันที่ 4 ถึง 6 มีนาคม 2562 กุมภาพันธ์นี้ และคาดเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในวันที่ 13 มีนาคม 2562

“AECS ” แนะจับตา ผลการเจรจาสงครามการค้า ตัวแปรชี้ดัชนี ขึ้น-ลง
เปิด 10 หุ้น EKH, LPH,RJH ,BCH ,SAWAD, MTC,AMANAH ,JMT, PLANB ,COM7 น่าลงทุน 

บล.เออีซี ระบุ  ตลาดหุ้นไทยต้องเฝ้าระวัง Consensus ที่ปรับคาดการณ์ EPS ปี นี้ของดัชนี SET ลงต่อเนื่องจากช่วงต้นปี บวกกับนักลงทุนต่างชาติ พลิกกลับขายสุทธิ เป็นเวลา6วันติดต่อกันโดยต่างประเทศมีความกังวลประเด็นทางการเมือง หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์”  ประกาศภาวะฉุกเฉิน ประกอบกับผลการเจรจาสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ และยืดเยื้อต่อ โดยฝ่ายวิจัย ประเมินกรอบดัชนีสัปดาห์นี้ ที่ 1,630 - 1,665 จุด แนะกลยุทธ์ 3 กลุ่มหลัก 10 หุ้นเด่น น่าลงทุน โดยเฉพาะ กลุ่มโรงพยาบาล EKH, LPH,RJH และ BCH  กลุ่มจำนำทะเบียนรถ SAWAD, MTC และ AMANAH รวมถึงหุ้นที่มีผลกำไรปี 61 โตโดดเด่น ต่อเนื่องไปปี 62 อาทิ JMT, PLANB และ COM7

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS  ระบุว่า ดัชนี SET มีโอกาสแกว่งผันผวนในกรอบ โดยต่างประเทศ มีความกังวลประเด็นทาง การเมืองหลัง นาย โดนัลด์ ทรัมป์  ประกาศภาวะฉุกเฉิน ประกอบกับผลการเจรจาสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยังไม่ได้ ข้อยุติ และยืดเยื้อต่อ ขณะฝั่งตลาดหุ้นไทยต้องเฝ้าระวัง Consensus ที่ปรับคาดการณ์ EPS ปีนี้ของดัชนี SET ลงต่อเนื่อง จากช่วงต้นปี บวกกับนักลงทุนต่างชาติ พลิกกลับขายสุทธิเป็นระยะเวลา 6 วันติดต่อกัน ส่งผลให้มีการประเมิน กรอบแนวรับรายวันที่ 1,620 จุด และแนวต้านที่ 1,640 จุด  

นอกจากนี้ ยังได้ประเมิน SET Index ในช่วงสัปดาห์นี้ว่า ดัชนีมีการพักฐาน หลัง Consensus ปรับลดประมาณการ EPS โดยข้อมูลจาก Bloomberg Consensus พบว่า เมื่อต้นปี EPS ปี 62 ที่ 115.16 บาท ขณะที่ปัจจุบัน เหลือเพียง 111.26 บาท หรือลดลง 3.39% YTD บวกกับนักทุนต่างชาติ ที่ขายหุ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6 วันทำการติดต่อกัน มูลค่ารวม เท่ากับ 9,854.8 ล้านบาท ทำให้เรามองว่า SET Index มีโอกาสหลุด แนวรับ 1,630 จุด และมีโอกาสปรับตัวไปอยู่ในแนวรับถัดไปที่บริเวณ 1,600 จุด ดังนั้น แนะนำให้ลดพอร์ต เพื่อถือเงินสดบางส่วน และทยอยซื้อกลับใน 3 กลุ่มหุ้นเด่น เมื่อดัชนีปรับตัวลงมา ในกรอบแนวรับ ดังกล่าว 

ทั้งนี้ ทางฝ่ายวิจัย แนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล  เนื่องจากเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive ที่น่าสนใจในช่วงที่ตลาดผันผวน จากกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และไม่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเราอิงกับหุ้นที่มี Earning Growth ปี 62 โต และยังมี Upside  กลุ่มโรงพยาบาล แนะนำ EKH, LPH,RJH และ BCH 

กลุ่มจำนำทะเบียนรถ อาทิ SAWAD, MTC และ AMANAH  เนื่องจากรับผลบวกจากกฎระเบียบมีความชัดเจนโดยที่มีระบุว่า ผู้ประกอบการต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท 2) ไม่กำหนดวงเงินสินเชื่อขึ้นอยู่กับความสามารถ ในการชำระหนี้ และ 3) อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 28% ซึ่งเรา มองว่าไม่ได้ต่างไปจากที่ตลาดคาดก่อนหน้า  และหุ้นกลุ่มสุดท้ายที่แนะนำ คือหุ้นที่มีความโดดเด่นจากการคาดการงบปี 61โดยเฉพาะกำไร ที่เติบโต YoY และ Consensus ยังคาดโตต่อในปี 62  แนะนำ JMT, PLANB และ COM7

อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายวิจัย มอว่า แม้ว่าในสัปดาห์นี้ เราลดมุมมองเชิงลบลงจากปัจจัยที่สำคัญ  จากการเจรจาการค้า ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มีความคืบหน้ามากขึ้น แต่ยังไม่ได้ข้อยุติและจะมีการเจรจากันอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ โดยทางประธานาธิบดีสหรัฐฯ  กำลังพิจารณา เลื่อนกำหนดการขึ้นภาษีสินค้าอีกไปอีก 60 วัน เพื่อให้มีเวลาในการเจรจาการค้ามากขึ้น

ทั้งนี้ สหรัฐฯ สามารถหลีกเลี่ยงภาวะปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government shutdown) รอบที่ 2 ได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯมีงบประมาณไปจนถึงเดือน ก.ย. แต่ยังมีความเสี่ยงจาก  ประธานาธิบดีสหรัฐฯ  ได้เซ็นลงนาม ประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้มีงบประมาณในการสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก ซึ่งไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส ทำให้สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยทางด้านการเมือง 

อีกทั้ง ในเรื่องของราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่ม OPEC ปรับลดกำลังการผลิตลง 0.797 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 30.806 ล้านบาร์เรลต่อวัน บวกกับสหรัฐฯมีการแทรกแซงประเทศเวเนซุเอลา และอิหร่าน ทำให้กำลังการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลก ตึงตัวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มสูงขึ้น

SMART โชว์ผลประกอบการปี 61 กวาดรายได้รวม 366 ล้านบาท โต18.75 % ขาดทุนสุทธิลดลง 69.08 % เผยทิศทางธุรกิจปี 62 คาดครึ่งปีแรกพลิกมีกำไร แนวโน้มธุรกิจดี เลือกตั้งชัดเจน EEC งานโครงสร้างพื้นฐานหนุน ดีมานด์พุ่ง เอกชนทยอยลงทุน นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ โต10 % รายได้ 400 ล้านบาท

นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ทคอนกรีต จำกัด (มหาชน) (SMART) ผู้ผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบาด้วยระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงเพื่อใช้ในงานก่อสร้าง และงานกั้นผนังอาคารเปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 4/61 มีทิศทางที่ดีขึ้นมีผลขาดทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 99.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.04 ล้านบาท หรือ 28.58 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 77.13 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 3.07 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 12.09 ล้านบาท หรือลดลง 75.13 %  

สำหรับผลประกอบการงวดปี 2561 มีรายได้รวม 366 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.83 ล้านบาท หรือ 18.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม  308.48 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 22.93 ล้านบาท หรือลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 74.176 ล้านบาท หรือลดลง 69.08 %  

สาเหตุที่ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก เนื่องจากปริมาณการใช้งานวัสดุอิฐมวลเบาของโครงการเมกะโปรเจคภาครัฐ โครงการก่อสร้างภาคเอกชน และราคาจำหน่ายอิฐมวลเบามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในทุกช่องทาง อาทิ โมเดิร์นเทรด ห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง เพิ่มตัวแทนจำหน่าย ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง จึงสามารถกระจายสินค้าเข้าสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นของบริษัทปรับตัวดีขึ้น

ทิศทางธุรกิจปี 2562 คาดว่าจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น สืบเนื่องมาจากความชัดเจนของการเลือกตั้งส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาลงทุนอีกครั้งในขณะเดียวกันนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ EEC ผลักดันให้เกิดการลงทุนก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า โครงการเมกะโปรเจคขนาดใหญ่ของภาครัฐ และผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทยอยลงทุนในโครงการใหม่มากขึ้น  ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง-อิฐมวลเบาปรับตัวดีขึ้น และราคาจำหน่ายอิฐมวลเบามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้คาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะสามารถพลิกมีกำไรในช่วงครึ่งปีแรก 2562 โดยตั้งเป้ารายได้ 400 ล้านบาท เติบโต 10 %

สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้ บริษัทมีแผนเดินหน้าทำการตลาดเชิงรุก แนะนำสินค้าให้เป็นที่รู้จัก ผลักดันสินค้าผ่านช่องทางการจำหน่ายให้หลากหลายมากขึ้น และมีการขยายฐานลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมุ่งเน้นการทำตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ "อิฐมวลเบาประเภทตกแต่ง" มากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ O2O (Online to Offline ) เพื่อกระตุ้นการสร้างยอดขายให้เติบโต และสร้างการรับรู้กับลูกค้าในวงกว้าง ผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย โดยคาดว่าจะมีกระแสตอบรับที่ดีและมีคำสั่งซื้อจากโครงการในภาคตะวันออก กลุ่มลูกค้าสถาปนิก และผู้รับเหมารายย่อยมากขึ้น โดยสัดส่วนรายได้งานภาครัฐอยู่ที่ 28 % ภาคเอกชน อยู่ที่ 70% 

สำหรับการขยายตลาดกลุ่มประเทศ CLMV บริษัทมีการส่งสินค้าไปจำหน่ายในประเทศกัมพูชาและสปป.ลาว เพื่อใช้ในงานก่อสร้างและงานโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยมีกระแสตอบรับที่ดีและมีออเดอร์สั่งซื้อสินค้าต่อเนื่องจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศดังกล่าว อีกทั้งบริษัทรักษาสัดส่วนรายได้จากยอดขายต่างประเทศในปี 2562 อยู่ที่ 2 % ทั้งนี้บริษัทยังคงเดินหน้าเจรจาหาพันธมิตรเป็นตัวแทนจำหน่าย เพื่อขยายตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV อย่างต่อเนื่อง 

เคาน์เตอร์เซอร์วิส เพิ่มความสะดวกประชาชน รับฝากเงินเข้าบัญชีกรุงศรีได้ที่ 7-Eleven ทุกสาขา สบายใจ ปลอดภัย ตลอด 24 ชั่วโมง

นายวีรเดช อัครผลพานิช รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด และ นายพงษ์อนันต์ ธณัติไตร ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายการขาย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดตัว “บริการกรุงศรีอยู่นี่นะ” รับฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง

โดยความร่วมมือนี้จะเป็นการร่วมกันพัฒนาและเพิ่มช่องทางการรับฝากเงินผ่านตัวแทน Banking Agent ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ที่จะอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าของธนาคารกรุงศรี ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะฝากเงินเข้าบัญชีตนเอง หรือบัญชีผู้อื่นที่ใช้ธนาคารกรุงศรี ก็สามารถทำธุรกรรมได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว โดยการฝากเงินที่ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงแค่ใช้เลขบัญชีธนาคารกรุงศรี, บัตรประชาชน, เบอร์โทรศัพท์มือถือผู้นำฝาก และยืนยันจำนวนเงินที่ต้องการทำธุรกรรม ก็สามารถฝากเงินได้โดยไม่มีขั้นต่ำ ฝากเงินได้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทต่อรายการ และไม่เกิน 100,000 บาทต่อวัน เพียงเท่านี้ก็สามารถรับบริการได้เหมือนกับเดินทางไปที่ธนาคาร ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการให้บริการที่ปลอดภัยและครบวงจรมากยิ่งขึ้น อีกทั้งความพร้อมด้านจำนวนจุดให้บริการรับฝากเงินเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง กว่า 11,000 สาขา ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ลูกค้าธนาคารกรุงศรีห้ามพลาด กับบริการ “กรุงศรีอยู่นี่นะ” รับฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ใช้บริการ รับฟรีคูปองแทนเงินสด มูลค่า 5 บาท สำหรับซื้อสินค้าในร้าน 7- Eleven ณ สาขาที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 23 เมษายน 2562

มาสเตอร์การ์ด เปิดตัวเสียงสร้างอัตลักษณ์แบรนด์

เปิดตัวมาสเตอร์การ์ด เมโลดี้เป็นครั้งแรก ที่งานแกรมมี่ วีค ร่วมกับนักร้องสาวชื่อดัง คามิลล่า คาเบลโล

มาสเตอร์การ์ด เดินหน้ารุกสร้างแบรนด์ดิ้งรูปแบบใหม่ด้วยการเปิดตัวเสียงสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ สะท้อนวิวัฒนาการล่าสุดของแบรนด์มาสเตอร์การ์ดผ่านการสร้างสถาปัตยกรรมเสียงที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าผู้บริโภคจะใช้มาสเตอร์การ์ดผ่านบัตรช่องทางดิจิทัล หรือการสั่งการด้วยเสียงที่ใดก็ตามทั่วโลก ทำนองเพลงที่โดดเด่นและติดหูของมาสเตอร์การ์ดจะทำให้เกิดความคุ้นเคยที่เรียบง่ายและเป็นหนึ่งเดียวกัน การใช้เสียงช่วยเสริมอัตลักษณ์ของแบรนด์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมาสเตอร์การ์ดเพิ่งปรับเปลี่ยน โลโก้และเป็นส่วนหนึ่งของการพลิกโฉมแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

“เสียงช่วยเพิ่มมิติใหม่ที่ทรงพลังให้แก่อัตลักษณ์แบรนด์ของเรา และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ผู้คนได้รับรู้ถึงแบรนด์มาสเตอร์การ์ดทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เรามุ่งมั่นในการสร้างทำนองเพลงมาสเตอร์การ์ดให้มีความโดดเด่นและตรงกับแบรนด์มากที่สุด ขณะเดียวกันยังต้องสามารถปรับใช้ได้ทั่วโลกและกับทุกประเภทดนตรี อัตลักษณ์เสียงของเราไม่เพียงสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ของเราเท่านั้น แต่ยังต้องสะท้อนก้องกังวานไปทั่วโลกอย่างไร้รอยต่อ” ราชา ราชมันนาร์ ประธานบริหารฝ่ายสื่อสารและการตลาดของมาสเตอร์การ์ดกล่าว

มาสเตอร์การ์ดจับมือกับนักดนตรี ศิลปิน และบริษัทเอเจนซี่ที่เกี่ยวข้องทั่วโลก รวมถึงไมค์ ชิโนดะ นักสร้างสรรค์เพลงแห่งวงลินคิน พาร์ค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทำนองเพลงของมาสเตอร์การ์ดจะดังกังวานไปถึงผู้คนทั่วโลกผลลัพธ์ที่ได้คือทำนองเพลงที่โดดเด่นและจดจำง่ายซึ่งสามารถปรับให้สอดคล้องกับทุกประเภทดนตรีและวัฒนธรรม ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยยังคงเอกลักษณ์ความเป็นแบรนด์ระดับโลกได้ในขณะเดียวกัน นอกจากนี้ การใช้เครื่องดนตรีและจังหวะที่มีความหลากหลายช่วยให้สามารถนำเสนอทำนองเพลงของมาสเตอร์การ์ดในสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในหลายรูปแบบ อาทิ โอเปร่าหรือเพลงประกอบในโรงภาพยนตร์ รวมถึงสามารถปรับใช้ตามความเหมาะสมกับวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค

ทำนองเพลงมาสเตอร์การ์ดคือรากฐานของสถาปัตยกรรมเสียงของบริษัทฯ และได้ถูกนำมาใช้ประกอบกิจกรรมต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ดนตรีประกอบ เสียงโลโก้และริงโทนไปจนถึงเสียงเพลงรอสายและเสียงเพลงประกอบที่จุดชำระเงิน

“สิ่งที่ผมชื่นชอบมากที่สุดของทำนองเพลงมาสเตอร์การ์ด คือความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้เหมาะกับทุกประเภทดนตรีและวัฒนธรรม การได้เห็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่แสดงภาพลักษณ์ผ่านเสียงเพลงเพื่อเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นถือเป็นเรื่องยอดเยี่ยม” ไมค์ ชิโนดะ นักสร้างสรรค์เพลงแห่งวงลินคิน พาร์ค กล่าว

การจับจ่ายซื้อสินค้าด้วยเสียงจะมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐภายในปี พ.ศ. 25651 อัตลักษณ์เสียงจะไม่เพียงเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับผู้บริโภคในมิติใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่จะส่งเสริมให้ผู้บริโภคจับจ่ายซื้อสินค้า ใช้ชีวิตและชำระเงินในโลกยุคมือถือที่มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น เสียงทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกอันหลากหลาย จึงเป็นสื่อกลางที่ทรงพลังอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ต่างๆ  ด้วยความนิยมอย่างล้นหลามต่อพอดแคสต์ การฟังเพลงออนไลน์ และลำโพงอัจฉริยะ กลยุทธ์เสียงไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์ต่างๆ จะมีหรือไม่มีก็ได้อีกต่อไป แต่กลายเป็นความจำเป็น ปัจจุบันอัตลักษณ์เสียงเป็นปัจจัยสำคัญของแบรนด์เทียบเท่ากับอัตลักษณ์ด้านภาพของแบรนด์ไปแล้ว” แมตต์ ลีเบอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการ กิมเล็ต กล่าว

ในงานแกรมมี่ อวอร์ดส์ ครั้งที่ 61 ที่เพิ่งผ่านไป มาสเตอร์การ์ดได้เปิดตัวกิจกรรมการตลาดรูปแบบใหม่ในหลายช่องทางโดยคามิล่า คาเบลโล ศิลปินสาวผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ประจำปีนี้เป็นคนแรกที่นำเสนอเสียงของแบรนด์ “รู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่ได้ร่วมมือกับมาสเตอร์การ์ด และสามารถนำเสนอโอกาสใหม่ๆ ให้กับแฟนเพลง” คาเบลโลกล่าว

หลังการเปิดตัวในสหรัฐอเมริกา มาสเตอร์การ์ดจะนำเสนอเสียงของแบรนด์ หรือมาสเตอร์การ์ดซาวด์ที่ งานบริท อวอร์ดส์ในกรุงลอนดอนและงานโมบาย เวิลด์ คองเกรสที่เมืองบาร์เซโลน่า สำหรับกิจกรรมและการโปรโมทเสียงแบรนด์มาสเตอร์การ์ดทั่วโลกจะได้รับการประกาศอีกครั้งในเร็วๆ นี้ รวมถึงการเปิดตัวลำโพงอัจฉริยะเครื่องแรกของมาสเตอร์การ์ดสำหรับ priceless.com ด้วย

สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิวัฒนาการของแบรนด์มาสเตอร์การ์ด และรับฟังเสียงต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นอัตลักษณ์เสียงของมาสเตอร์การ์ดได้ที่ Digital Press Kit

Page 1 of 31