แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ เปิดตัว 3DEXPERIENCE.WORKS

  • แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ใหม่ ที่ปรับแต่งมาให้เฉพาะสำหรับลูกค้า SOLIDWORKS และองค์กรธุรกิจขนาดกลางที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
  • การใช้งานที่สะดวกและเรียบง่าย ช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์จากแพลตฟอร์มที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงธุรกิจของพวกเขาและส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในยุคอุตสาหกรรมใหม่
  • แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE จะกลายเป็นมาตรฐานการดำเนินธุรกิจสำหรับบริษัทขนาดกลาง 

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ (Dassault Systèmes) (Euronext Paris: #13065, DSY.PA) เปิดตัว 3DEXPERIENCE.WORKS แอพพลิเคชั่นใหม่บนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ที่พัฒนามาเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานของกลุ่มลูกค้า SOLIDWORKS และเหมาะสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมทุกแห่ง แอพพลิเคชั่น 3DEXPERIENCE.WORKS จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมงานต่างๆ ทั้งในด้าน การออกแบบ การจำลอง และความสามารถบริหารจัดการระบบ ERP ในขั้นตอนการผลิตผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเดียว สร้างการเติบโตให้ธุรกิจ เพิ่มไอเดียการสร้างสรรค์นวัตกรรม มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการในยุคอุตสาหกรรมใหม่ได้มากยิ่งขึ้น  

3DEXPERIENCE.WORKS ได้รับการเปิดตัวภายในงาน SOLIDWORKS World 2019 การประชุมประจำปีของชุมชนนักออกแบบงานสามมิติ (3D) และวิศวกร ที่จัดขึ้นโดยแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ โดย 3DEXPERIENCE.WORKS ได้รับการพัฒนามาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายของการใช้งานและมีความเรียบง่ายที่เป็นเครื่องหมายการรับรองคุณภาพของแอพพลิเคชั่น SOLIDWORKS ที่นักสร้างสรรค์นวัตกรรมนับล้านคนเลือกใช้มาตลอด 25 ปี ไปจนถึงโซลูชั่นเพื่อธุรกิจบน 3DEXPERIENCE ที่มาพร้อมแอพพลิเคชั่นการปรับแต่งที่เรียบง่าย แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ เปิดตัว 3DEXPERIENCE.WORKS หลัง เข้าซื้อกิจการ IQMS บริษัทซอฟต์แวร์ ERP สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตขนาดกลาง ที่ได้ปรับเปลี่ยนแบรนด์เป็น DELMIAWORKS

เบอร์นาร์ด ชาร์ลส์ รองประธานและซีอีโอของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์

เบอร์นาร์ด ชาร์ลส์ รองประธานและซีอีโอของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางทั่วโลกล้วนต้องการดิจิทัลโซลูชั่นเพื่อนำไปปรับใช้สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ แต่ความท้าทายในช่วงที่ผ่านมาคือ การตามหาแพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุดให้กับองค์กรซึ่งวันนี้เราได้นำแพลตฟอร์ม3DEXPERIENCE.WORKS ที่จะมอบประสิทธิภาพอย่างสูงสุดมาสู่พวกเขาเหล่านั้น หลังจากที่เราได้เห็นประสิทธิภาพของแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ที่กลุ่มดีไซเนอร์ได้นำแพลตฟอร์ม SOLIDWORKS มาใช้ขยายธุรกิจของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มในกลุ่ม 3DEXPERIENCE.WORKS ได้รวมเอาความสามารถของ DELMIAWORKS ไว้เพื่อให้บริการกับผู้ผลิตทั่วไปด้วยการรวมความสามารถด้านดิจิทัลเต็มรูปแบบ 3DEXPERIENCE จะกลายเป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานสำหรับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการผลิตและการบริหารจัดการที่เรียบง่าย ในราคาที่เหมาะสม”

3DEXPERIENCE.WORKS พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางให้สามารถควบคุมคุณภาพซึ่งเป็นมาตรฐานที่แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE มอบให้แก่องค์กรระดับโลกและนักสร้างสรรค์นวัตกรรมชั้นนำ: โดยมาพร้อมกับการพัฒนาความสามารถให้ทีมงานทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่พนักงานในบริษัท บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างครบวงจรผ่านการใช้งานเพียงแพลตฟอร์มเดียวที่รวมรวมความสามารถต่างๆ ที่องค์กรขนาดเล็กและกลางต้องการ ลดความซับซ้อนและขั้นตอนการทำงานระหว่างแอพพลิเคชันและอินเตอร์เฟซที่หลากหลาย แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE.WORKS จะเชื่อมข้อมูลและเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนจบกระบวนการ โดยมี รูปแบบของแดชบอร์ดให้เลือกใช้ บริหารจัดการบริการต่างๆ ได้ง่าย เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งชุมชนและผู้ใช้ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรม และมีแอพพลิเคชั่นเฉพาะที่ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานที่หลากหลาย

 

เกี่ยวกับแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ (Dassault Systèmes)

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ คือบริษัท 3DEXPERIENCE ที่นำเสนอโลกเสมือนจริงให้แก่ผู้คนและองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชั่นระดับชั้นนำของโลกที่ปรับปรุงแนวทางการออกแบบ ผลิต และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ โซลูชั่นการประสานงานร่วมกันของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม ขยายความเป็นไปได้สำหรับโลกเสมือนจริงเพื่อปรับปรุงโลกแห่งความเป็นจริง บริษัทฯ มอบคุณประโยชน์ให้แก่ลูกค้าองค์กรทุกขนาดกว่า 220,000 รายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในกว่า 140 ประเทศ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.3ds.com

3DEXPERIENCE, the Compass logo and the 3DS logo, CATIA, SOLIDWORKS, ENOVIA, DELMIA, SIMULIA, GEOVIA, EXALEAD, 3D VIA, BIOVIA, NETVIBES and 3DEXCITE เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ หรือเป็นของบริษัทในเครือ ทั้งที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา และ/หรือ ประเทศอื่นๆ 

ไฟตก ไฟดับ แต่เกมส์ไม่สะดุด ด้วยเครื่องสำรองไฟเอพีซีสำหรับเกมเมอร์ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เอพีซี จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือ JIB รุกตลาดเกมส์ เปิดตัว เครื่องสำรองไฟ (UPS) สำหรับเกมเมอร์ APC Back-UPS Pro 1500 รุ่น BR1500GI (1500VA 865Watt) เครื่องแรกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชาวเกมเมอร์ได้อย่างลงตัว ด้วยความสามารถพิเศษ “แบตเตอรี่ต่อขยาย” เพิ่มระยะเวลาไฟฟ้าสำรองไฟฟ้าให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น เพียงต่อขยายแบตเตอร์รี่ภายนอก รุ่น BR24BPG ได้ระยะเวลาสำรองไฟนานขึ้นอีก 30 นาที และยังช่วยป้องกันอารมณ์สะดุด จากไฟตก ไฟกระชาก ระบบไฟไม่เสถียร เพื่อให้ความมันส์ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วย “ตัวปรับแรงดันไฟฟ้า” “Auto Voltage Regulator with Stabilizer” มาพร้อมโหมดกรีนเทคโนโลยี ช่วยประหยัดพลังงานโดยสั่งชัตดาวน์เครื่องหลักเพียงเครื่องเดียว ก็สามารถปิดเครื่องในเครือข่ายได้ทั้งหมด พิเศษซื้อวันนี้รับส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ ที่ JIB ONLINE  ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคมนี้หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

#APCbySchneider #LifeIsOn #UPSforGAMING

อะโดบี เข้าซื้อกิจการ บริษัท Allegorithmic ผู้นำด้านการสร้างและตัดต่อ 3D สำหรับอุตสาหกรรมเกมและสื่อบันเทิง

Creative Cloud เตรียมนำเสนอเทคโนโลยีมาตรฐานงานออกแบบ รองรับงานสร้างพื้นผิว (texture) และวัตถุในรูปแบบ 3D ให้กับเกมระดับ AAA และภาพยนตร์สมจริงยิ่งขึ้น

อะโดบี (Nasdaq:ADBE) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการของ อัลกอริธมิก (Allegorithmic) ผู้สร้าง Substance ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับงานออกแบบพื้นผิวและการสร้างวัตถุ 3D ในการผลิตเกมและตัดต่อวิดีโอ  ด้วยการผสานรวมเครื่องมือการออกแบบ Substance 3D ของ Allegorithmic เข้ากับเครื่องมือชั้นนำด้านภาพ วิดีโอ และโมชั่นกราฟิกของ Creative Cloud อะโดบีจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ผู้สร้างวิดีโอเกมและวิชวลเอฟเฟค (VFX) ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ นักออกแบบ รวมทั้งนักการตลาด ได้นำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ในอนาคตอันใกล้ โลกจริงและโลกเสมือนจริงจะผสานรวมเข้าด้วยกัน  เพื่อสร้างความความแตกต่างเหนือคู่แข่งแบรนด์จะเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์แบบอินเทอร์แอคทีฟกับผู้บริโภค ผ่านการนำเสนอคอนเทนต์ในรูปแบบ 3D, VR และ AR คอนเทนต์ 3D กำลังเปลี่ยนการทำงานแบบเดิมๆ สู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งยังช่วยประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่าย และเป็นประตูสู่โลกแห่งการสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบใหม่ที่น่าทึ่ง  การเข้าซื้อกิจการของ Allegorithmic ในครั้งนี้จะเสริมทัพให้เครื่องมือสำหรับงานออกแบบ 3D และ Immersive บน Creative Cloud ของอะโดบีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับนักออกแบบซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของอะโดบี จะสามารถใช้ชุดเครื่องมือใหม่นี้เพื่อสร้างสรรค์งานออกแบบ 3D ได้อย่างสมบูรณ์และสมจริง

สก็อต เบลสกี้ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และรองประธานบริหารฝ่าย Creative Cloud ของอะโดบี กล่าวว่า “ผู้ผลิตสื่อ ธุรกิจบันเทิง ค้าปลีก และการตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมากในการใช้เทคโนโลยี 3D เพื่อออกแบบและนำเสนอประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจและดึงสายตาของคนดูและกลุ่มลูกค้า Creative Cloud เป็นแพลตฟอร์มเพื่องานสร้างสรรค์และการออกแบบที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ทุกกลุ่ม ขณะที่โปรแกรม Substance จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถให้กับ Creative Cloud สนับสนุนการสร้างคอนเทนท์ 3D บน Photoshop, Dimension, After Effects และ Project Aero ได้มีประสิทธภาพ”

Allegorithmic เป็นบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส และมีฐานลูกค้าที่หลากหลายในอุตสาหกรรมเกม ภาพยนตร์และโทรทัศน์ อีคอมเมิร์ซ ค้าปลีก ยานยนต์ สถาปัตยกรรม การออกแบบ และโฆษณา รวมถึงแบรนด์ครีเอทีฟชั้นนำอาทิ Electronic Arts, Ubisoft, BMW, Ikea, Louis Vuitton, Foster + Partners และอื่นๆ อีกมากมาย  Allegorithmic เป็นผู้นำด้านการพัฒนาโปรแกรมสำหรับการสร้างวัตถุและพื้นผิว 3D โดยมีผลงานการันตี ได้แก่ งานสร้างความสมจริงให้กับเกมระดับ AAA1 เช่น Call of Duty, Assassin’s Creed และ Forza รวมไปถึงภาพยนตร์ระดับรางวัล อย่างเช่น Blade Runner 2049, Pacific Rim Uprising และ Tomb Raider

เซบาสเตียน เดอกีย์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Allegorithmic กล่าวว่า “Allegorithmic และอะโดบีมีความมุ่งมั่นที่ตรงกันในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามาสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้สร้างสรรค์งานครีเอทีฟ  เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับอะโดบี และผสานรวมความแข็งแกร่งของเครื่องมือชั้นนำจาก Allegorithmic เข้ากับแพลตฟอร์ม Creative Cloud และพัฒนาแนวทางการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจขับเคลื่อนการสร้างสรรค์คอนเทนต์และประสบการณ์แบบอินเทอร์แอคทีฟที่ทรงพลัง”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อะโดบีได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จของการผนวกรวมธุรกิจของบริษัทต่างๆ เช่นเดียวกันกับการประสานความแข็งแกร่งกับ Allegorithmic ในครั้งนี้ จะช่วยขับเคลื่อนแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการทำตลาด รวมทั้งขยายขอบเขตการเข้าถึงฐานลูกค้าในกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่, SMB และลูกค้ารายย่อย โดย เซบาสเตียน เดอกีย์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Allegorithmic จะบริหารส่วนงานด้านการออกแบบ 3D และ Immersive ในตำแหน่ง รองประธานฝ่าย 3D และ Immersive ขึ้นตรงต่อ สก็อต เบลสกี้

เครื่องมือ Allegorithmic เปิดให้ใช้บริการในรูปแบบสมาชิกทั้งลูกค้ารายบุคคลและระดับองค์กร พร้อมกันนี้ อะโดบีเตรียมขยายความสามารถของเครื่องมือ Allegorithmic ให้สมาชิกใช้งานได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยผู้ใช้งานสามารถติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ภายใต้การผสานรวมพลังของเทคโนโลยี Allegorithmic และ Adobe Creative Cloud เข้าด้วยกัน ได้ตลอดทั้งปี

 

เกี่ยวกับอะโดบี

อะโดบีเปลี่ยนโลกผ่านประสบการณ์ด้านดิจิทัล รายละเอียดเพิ่มเติม www.adobe.com/sea
ติดตามอะโดบีผ่านเฟสบุ๊กที่ https://www.facebook.com/AdobeSEA/

Alienware Experience Store เปิดแล้ววันนี้ที่เซ็นทรัลเวิลด์

เดลล์ ประเทศไทย จับมือ เจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำผู้จัดจำหน่ายด้านไอทีชั้นนำของประเทศ เปิด Alienware Experience Store แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายในร้านพร้อมนำเสนออุปกรณ์ gaming ที่ครบถ้วนทั้งแล็บท็อป เดสก์ท็อป จอมอนิเตอร์ และอุปกรณ์เสริมสำหรับการเล่นเกมแบบครบครันทั้งพรีเมี่ยมแบรนด์อย่าง Alienware ตลอดจนถึง Dell G Series แล็ปท็อปเกมมิ่งความแรงสูงในราคาที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้

นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ตลาดเกิดใหม่ภูมิภาคเอเชีย และธุรกิจคอนซูเมอร์ภูมิภาคเอเชียใต้ 

 

Alienware Experience Store ที่เปิดตัวในวันนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและกลยุทธ์ด้าน go-to-market ของเรา ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงความพร้อม และความครบถ้วนสมบูรณ์ของโซลูชันทางด้านเกมที่พร้อมให้ลูกค้าของเราได้สัมผัสประสบการณ์ตรงกับสมรรถนะและประสิทธิภาพของอุปกรณ์และดีไวซ์ด้าน Gaming ทั้งของ Alienware และเดลล์ ได้โดยตรง” นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ตลาดเกิดใหม่ภูมิภาคเอเชีย และธุรกิจคอนซูเมอร์ภูมิภาคเอเชียใต้ กล่าว “ไม่เพียงแค่มอบความสะดวกสบายให้กับกลุ่มเกมเมอร์มืออาชีพ และผู้เล่นเกมทั่วไปในการเลือกซื้ออุปกรณ์เกมที่ทันสมัย เรายังตั้งใจให้ Alienware store แห่งนี้รองรับความต้องการของกลุ่มคนทำงานมืออาชีพด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ นักสร้างสรรค์งานกราฟิค หรืออื่นๆ ที่มองหาดีไวซ์ประสิทธิภาพสูงในการทำงาน ได้มาลองสัมผัสการทำงานของ Alienware ได้โดยตรงอีกด้วย ขณะเดียวกัน ที่นี่ยังแบ่งพื้นที่เป็นโซนต่างๆ เพื่อประสบการณ์การใช้งาน อาทิ โซน VR ที่พร้อมมอบประสบการณ์การดื่มด่ำเข้าสู่โลกของ virtual reality อย่างสมจริงอีกด้วย”

ทั้งนี้ ภายใน Alienware Experience Store แบ่งออกเป็น 5 โซน ได้แก่ 1) VR Real Experience เพื่อประสบการณ์ที่จะดึงผู้เล่นให้ดื่มด่ำพร้อมเปิดสัมผัสเข้าสู่โลกของ virtual reality อย่างน่าตื่นเต้น 2) Timeless eSports โซนที่พร้อมให้เกมเมอร์หรือนักกีฬาอีสปอร์ตเข้ามาแสดงฝีมือ โชว์สกิลกับเกมยอดนิยมตลอดกาลอย่าง FIFA LOL DOTA2 แบบ Classic 3) Masterpiece Extreme Performance โซนที่เน้นแสดงประสิทธิภาพความแรงสูงของ Alienware ผ่านโปรแกรมการสร้างสรรงานด้านกราฟิคต่างๆ เพื่อกลุ่มคนมืออาชีพได้มาสัมผัสและทดสอบความแรงของเครื่องเพื่อการใช้งาน 4) Alienware Sound Station โซน เพื่อรองรับผู้ใช้เครื่องในแนวเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ที่โชว์เคสทั้งคุณภาพเสียงและแสงจาก AlienFX Lighting โดยเฉพาะ 5) Alienware Command Center โซนเพื่อช่วยในการปรับแต่งลูกเล่นของตัวเครื่อง ให้เข้ากับความต้องการ และเอกลักษณ์ของลูกค้าแต่ละบุคคล

Alienware Experience Store เปิดให้บริการแล้ว ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 10:00 น. จนถึง 22:00 น. ทุกวัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรโมชั่น และอื่นๆ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ Dell Thailand Facebook

ยินดีต้อนรับสู่ปี 2019 ปีที่ข้อมูลล้น คลาวด์เพิ่มขึ้นมากมาย ความต้องการด้านไอทีพุ่งสูง

โดย นพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ อีเอ็มซี ประเทศไทย

กล่าวได้ว่าบรรดาประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีอาจมีงานที่ทำแล้วดูเท่ที่สุดในองค์กร ในขณะที่เราต้องสวมหมวกหลายใบในการทำงาน หนึ่งในหมวกใบสำคัญคือใบที่ต้องทำหน้าที่ในการคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเป็นการค้นพบหรือการพัฒนาครั้งยิ่งใหญ่ครั้งต่อไปด้านเทคโนโลยีจะเผยให้เห็นถึงโอกาสใหม่ๆ สำหรับลูกค้าได้อย่างไรบ้าง ในช่วงตลอดทั้งปีที่ผ่านมา อาจพูดได้ว่านวัตกรรมเทคโนโลยีไม่เคยขาดแคลน จากการที่เทคโนโลยีทั้งปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แมชชีน เลิร์นนิ่ง 5G คลาวด์ AR และ VR รวมถึง บล็อกเชน ที่ต่างยืนอยู่ในแถวหน้าของหัวข้อการสนทนาทั้งภายในทีมงานของเราเอง และระหว่างการพูดคุยกับลูกค้า ช่วงเวลานี้ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่สนใจใคร่รู้ทางด้านเทคโนโลยี แต่กระนั้นคำถามที่แท้จริงก็คือ ทั้งหมดนี้มีความหมายต่อทั้งเราและลูกค้าของเราอย่างไร และเราจะช่วยเตรียมพวกเขาให้พร้อมเพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร คำตอบสั้นๆ ก็คือ การปฏิรูปสู่ดิจิทัล เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านข้อมูลทั้งหมดที่มีพร้อมในยุคของข้อมูล

ด้วยการมาถึงของปี 2019 เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในอีก 12 เดือนข้างหน้าจากการที่เราได้เริ่มวางแผนเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะมาถึงในอนาคตที่ไกลออกไปอีกนิดใน ปี 2030 เพื่อเตรียมความพร้อม เดลล์ เทคโนโลยีส์ ได้เผยถึง การคาดการณ์สำหรับ ปี 2019 โดยเราจะแยกแยะถึงความหมายและผลเกี่ยวพันที่ตามมาของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีล่าสุดนี้ให้ละเอียดลึกซึ้งมากไปกว่าเดิมอีกนิดเพราะมันเกี่ยวโยงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในปีข้างหน้า

การคาดการณ์ข้อมูล ต้องอาศัยคลาวด์แบบ multi-tiered เปลี่ยนโฉมหน้าของโมเดิร์นดาต้าเซ็นเตอร์

ด้วยการเติบโตของดาต้าที่อุปกรณ์ปลายทาง (edge) และความต้องการการประมวลผลในแบบเรียล-ไทม์ที่ทรงพลังในระดับที่สามารถรองรับเวร์กโหลดของทั้ง AI และแมชชีน เลิร์นนิ่งได้นั้น ดาต้าเซ็นเตอร์จึงต้องกลับมาทำงานในรูปแบบของการกระจายศูนย์ (distributed) รูปแบบการตอบรับการใช้งานทั้งมัลติ-คลาวด์ และไฮบริด คลาวด์จะพัฒนาไปไกลยิ่งขึ้น พร้อมจัดวางความสามารถของคลาวด์ คอมพิวติ้งไว้ในทุกลำดับชั้น (layer) ของการเดินทางของข้อมูลเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้านที่เกิดขึ้นในแต่ละลำดับชั้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ขยับเข้าใกล้พื้นที่ในส่วนปลายทาง (edge) เพิ่มมากขึ้นนี้จะสนับสนุนทั้งในด้านการวิเคราะห์ และการบริหารจัดการข้อมูลที่อยู่นอกระบบโครงสร้างหลักที่เปรียบเสมือนส่วนขยายของคลาวด์แบบ on-premise มากยิ่งขึ้น  จึงมีการมองหาจุดที่ผสมผสานการทำงานระหว่างพับบลิค ไพรเวท และไฮบริดเพื่อเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะทำให้คลาวด์แบบมัลติ-เทียร์ กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายการทำงานจากพับบลิคดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ไปสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ในองค์กรได้อย่างเหมาะสม ไปยัง Edge Clouds แบบเรียลไทม์ ตลอดจนอุปกรณ์ปลายทางที่ทำงานได้ฉลาดยิ่งขึ้น เพื่อผสานการทำงานร่วมกับโมเดลไอทีมัลติ-คลาวด์แบบหลายชั้น (multi-tier)

ปัญญาประดิษฐ์ และแมชชีน เลิร์นนิ่ง จะนำไปสู่การเพิ่มผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ ที่เราเห็นกันมาหลายปี ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะสำหรับคน แต่สำหรับจักรกลเช่นกัน

และ ML จะยังคงต้องอาศัยข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา เพื่อสร้างประสิทธิภาพและมุมมองเชิงลึกได้มากยิ่งขึ้น โดยจะใช้ประโยชน์จากแอปฯ และอุปกรณ์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน  พีซี จะสามารถคาดการณ์ถึงความต้องการใช้พลังงานโดยอิงจากรูปแบบการใช้งาน ในขณะที่แอปฯ จะยังคงเรียนรู้ความชื่นชอบและพฤติกรรมของผู้ใช้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตรงต่อความต้องการเฉพาะบุคคลได้มากยิ่งขึ้น  กระทั่งระบบงานขนาดใหญ่ในองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซเองก็จะมีการนำ AI และ ML มาช่วยในเรื่องของระบบออโตเมชันและสร้างความฉลาดมากยิ่งขึ้น ช่วยให้มนุษย์รวบรวมข้อมูลเชิงลึกหรือตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์โดยอิงจากข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะเราเปลี่ยนจากข้อมูลขนาด เพตะ-สเกล ไปเป็น เอกซะ-สเกล จนถึง เซตะ-สเกล ทั้งนี้ การ์ทเนอร์  ประเมินว่าในปี 2021 การขยายตัวของ AI จะสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้สู่ถึง 2.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และช่วยให้คนทำงานประหยัดเวลาทำงานได้มากถึง 6,200 ล้านชั่วโมง สำหรับการสร้างผลลัพธ์ของงาน

5G จะช่วยเร่งสปีดข้อมูล รวมถึงเว็บแอปฯ และก้าวสู่ระบบไอทีที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined IT)

5G ได้รับการกล่าวถึงในการคาดการณ์หลายๆ ชิ้นสำหรับปี 2019 แต่สิ่งที่ยังอาจจะเห็นไม่ค่อยชัดคือ 5G จะเข้ามาผลักดันกลยุทธ์ไอทีที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined IT) มากกว่าที่ผ่านมาได้อย่างไร ทั้งนี้ 5G ต้องอาศัยเครือข่ายที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined network) พร้อมโมเดลการประมวลผลแบบกระจายศูนย์แบบใหม่ เหล่านี้จำต้องได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined data center) อย่างแน่นอน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลทั้งหมดสามารถเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วและในปริมาณมากได้ พร้อมทั้งสามารถบริหารจัดการ วิเคราะห์ จัดเก็บและป้องกันข้อมูลได้อย่างดี  โดยองค์กรธุรกิจจะต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบ 5G ได้อย่างง่ายดายและคล่องตัว เพื่อนำโค้ดซอฟต์แวร์ และ APIs แบบใหม่มาใช้ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ ระบบออโตเมชั่น และความฉลาดจะเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งช่วยส่งเสริมความสามารถในการกำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ด้วย NVMe fabrics ที่ขยายขีดความสามารถได้ รวมถึง SD-WAN

นอกจากนี้ ข้อมูลยุค 5G ที่ให้แบนด์วิดธ์สูง ความหน่วงต่ำ จะให้ประสบการณ์เสมือนจริงที่ทรงพลังมากขึ้นไปอีก เพื่อรองรับการใช้ AR, VR แอปฯ โมบาย และเกมมิ่ง สำหรับ IoT ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดความต้องการคอนเทนท์ที่เอดจ์มากขึ้น เราจะได้เห็นการย้ายไปสู่เว็บแอปฯ ซึ่งมีระบบปฏิบัติการและระบบวินิจฉัยอุปกรณ์เพื่อมอบประสบการณ์ด้านภาพที่ให้ความละเอียดสูงให้กับผู้คนจำนวนมากขึ้น ครอบคลุมหลายสถานที่ยิ่งขึ้น

AR/VR จะทำให้เกิดการเรียนรู้ในที่ทำงาน และก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ในงานมากขึ้น

AR/VR (Augmented and Virtual Reality) มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงระหว่างปี 2018 โดยสร้างประสบการณ์ด้านภาพที่ดียิ่งขึ้น ให้ความดื่มด่ำสมจริงมากขึ้น ผลลัพธ์ ก็คือเราจะได้เห็นการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในที่ทำงานมากขึ้นในปี 2019 โอกาสในการฝึกอบรม ณ สถานที่ทำงาน และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลที่เอดจ์ในแบบเรียลไทม์ นอกจากจะปิดช่องว่างในเรื่องทักษะให้กับวงการค้าขายและอุตสาหกรรมทั่วไปบางส่วนแล้ว ยังเป็นการเปิดให้คนทำงานมีอิสระมากขึ้นในการทำงานของตนได้ดีที่สุดโดยไม่ได้จำกัดว่าต้องอยู่ในที่ทำงานเท่านั้น ที่มากไปกว่านั้นก็คือ พนักงานจะสามารถร่วมมือและสร้างผลงานได้ในแบบเรียลไทม์ผ่านประสบการณ์ AR และ VR ซึ่งเป็นการนำพาทุกคนไปสู่สภาพแวดล้อมเสมือนจริง ราวกับว่าทุกคนกำลังนั่งทำงานอยู่ด้วยกันจริงๆ

แนวโน้มของ AR/VR ที่ให้ศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จะไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับอินเตอร์เฟสระหว่างผู้ใช้ หากแต่เป็นเรื่องของความก้าวหน้าในดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบโครงสร้างคลาวด์ในการส่งมอบข้อมูลที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนเชื้อเพลิงเพื่อเสริมการประมวลผล พร้อมให้ประสิทธิภาพที่จำเป็นต่อการสร้างประสบการณ์ AR/VR ที่ดื่มด่ำเสมือนจริงอย่างที่สุด โดยจะเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนวิธีคิดจากความคิดว่า AR/VR สร้างประสบการณ์ได้เพียงอย่างเดียว ไปสู่สิ่งที่จะได้เห็นกันในปัจจุบันว่า AR/VR เป็นเสมือนอินเตอร์เฟสที่นำเสนอความสามารถล้ำหน้าของ AI ในดาต้าเซ็นเตอร์ ที่สร้างมุมมองเชิงลึกและขยายการใช้งานด้านข้อมูลร่วมกัน (data pools)

การประสานความร่วมมือ จะเกิดขึ้นได้ทันทีเมื่อมีการเชิญประชุม

ในขณะที่ความคิดเรื่องของการทำงานระหว่าง 9-5 (โมง) ค่อยๆ เลือนหายไปในโลกที่การเชื่อมต่อและประสิทธิผลของงานเกิดขึ้นได้แม้จะอยู่ในสถานที่ที่ห่างไกลมากที่สุดก็ตาม การเชิญประชุมผ่าน calendar ยังคงเป็นกฏที่ทำให้เรามาเจอกันตามเวลาและสถานที่ที่กำหนด  แต่ทั้งหมดนี้ กำลังจะเปลี่ยนไป เนื่องจากเราสามารถเรียกเพื่อนร่วมงานที่นั่งทำงานอยู่ต่างประเทศมาร่วมประชุมได้อย่างรวดเร็ว ผ่านเครื่องมือในการประสานการทำงานร่วมกันแบบใหม่ที่ช่วยให้เราสามารถทำวิดีโอ คอลล์ และแชร์ไฟล์ได้แบบเรียลไทม์  ซึ่งปี 2019 จะสร้างความก้าวหน้าในเรื่องของการประสานความร่วมมือ (collaboration) เนื่องจากองค์กรธุรกิจจำนวนมากขึ้น จะหันมาใช้เครื่องมือในการประสานงานผ่านเว็บ รวมถึงเทคโนโลยีสำหรับอุปกรณ์ เพื่อใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของการเชื่อมต่อ wi-fi และพลังการประมวลผล เพื่อช่วยให้ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น

บล็อกเชน จะก่อให้เกิดปฏิกริยาลูกโซ่

ในภาคเทคโนโลยี ยังคงมีการพูดถึงบล็อกเชนกันอยู่มาก เนื่องจากองค์กรธุรกิจยังคงมองว่าจะนำบล็อกเชนมาสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจได้อย่างไร หลายองค์กรยังคงประเมินกันอยู่ว่าการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ ช่วยสร้างคุณค่าได้มากพอหรือไม่ และจะช่วยเสริมความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับซัพพลายเชนทั้งหมด หรือในการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดได้หรือไม่ ทั้งนี้ ปี 2019 จะเป็นปีที่มีการพัฒนาไปสู่การติดตั้งบล็อกเชนเพื่อใช้งานจริง เนื่องจากองค์กรได้ศึกษาเพื่อให้เข้าใจว่าบล็อกเชนเหมาะสมสำหรับองค์กรตนในตอนนี้หรือยัง และองค์กรมีระบบโครงสร้าง มีระบบงานและการบริหารที่เหมาะสมที่สามารถรองรับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้หรือไม่  ตอนนี้ เราพัฒนามาสู่ความเข้าใจที่ว่า distributed ledgers เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ ในกรณีที่การการกระจายความเชื่อมั่น (distributed trust) และ data immutability ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ทำให้มีแอปพลิเคชันเฉพาะทางที่ให้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้ มากขึ้น

ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ปี 2019 จะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่สนใจใคร่รู้เรื่องของเทคโนโลยี รวมถึงผู้บริโภคเช่นกัน เพราะเราต่างใช้ชีวิตอยู่ในยุคของข้อมูลกันถ้วนหน้า

Page 1 of 11