หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฝุ่นควันและมลพิษนอกบ้าน มาเปลี่ยนห้องที่บ้านไว้ดูหนัง ฟังเพลง ให้ใจ ร่มๆ แบบวันเดียวจบกันดีกว่า

ช่วงนี้มองฟ้าตอนไหนก็รู้สึกไม่ค่อยจะปลอดภัย ทั้งที่จริง ๆ แล้วฝุ่นจิ๋ว ๆ ที่เกินค่ามาตรฐาน หรือที่เรียกกันว่า PM 2.5 ที่กำลังฮิตติดทุกชาร์ท และเป็นปัญหาอยู่ในหลายพื้นที่ ขณะนี้ มันก็เริ่มส่อเค้ามาตั้งนานแล้ว แต่ที่ทำให้เรารู้สึกสด หดหู่ นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่า คนส่วนใหญ่ที่เดินตามถนนหนทางใส่หน้ากากเพื่อป้องกันตัวเอง ให้ปลอดภัยและห่างไกลจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย และหลายคนเลือกที่จะทำกิจกรรมที่ชื่นชอบอยู่กับบ้าน และ 1 กิจกรรมยอดฮิตก็คือ การดูหนัง ฟังเพลง แล้วจะดีกว่ามั้ย หากจะปรับเปลี่ยนห้องที่มีให้เพิ่มอรรถรส โดยที่บรรยากาศและคุณภาพเสียงนั้นไม่ต่างจากโรงหนังตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่เราคุ้นเคย ให้กิจกรรมที่ว่าฟินคนเดียว หรือให้ฟินกันทั้งบ้านก็คงจะดีไม่น้อย

Dassault Systèmes ร่วมกับ CITE Research เผยผลสำรวจ ระบุ ปี 2030 ผู้บริโภคอยากเดินทางด้วยไฮเปอร์ลูปและมีหุ่นยนต์ช่วยงานบ้าน

  • แบบสำรวจความเห็นเชิงลึกชาวอเมริกันจำนวน 1,000 คน ถึงความต้องการประสบการณ์ใช้งานต่างๆ ภายในบ้าน การเดินทาง สุขภาพและร้านค้า
  • ผู้ตอบแบบสอบถาม มากกว่า 70% จะใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถไฮบริดในอนาคต ขณะที่ 51% คิดว่าจะมีโอกาสได้เดินทางด้วยไฮเปอร์ลูป และ 38% จะเดินทางด้วยแท็กซี่ลอยฟ้า
  • ความต้องการเทคโนโลยีเพื่อสมาร์ทโฮมยิ่งร้อนแรง 73% ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกใช้อุปกรณ์สำหรับรีโมท ควบคุมและตรวจสอบสิ่งต่างๆ ภายในบ้าน ขณะที่ 70% บอกว่าจะมีระบบสมาร์ทโฮมอย่างสมบูรณ์แบบ และ 40% เลือกใช้หุ่นยนต์แม่บ้าน
  • กลุ่มมิลเลนเนียลคาดหวังจะได้รับประสบการณ์การใช้งานตามรสนิยมส่วนตัวกับเทคโนโลยีทุกชนิด แต่การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ผู้ให้บริการนำไปพัฒนาคุณภาพการให้บริการยังคงเป็นเรื่องน่ากังวล

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ (Dassault Systèmes) ร่วมกับบริษัทวิจัยอิสระ CITE Research เผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในเมืองใหญ่ พบว่า ภายในปี 2030 เทคโนโลยีจะเข้ามาเติมเต็มและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภคทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งเชิงบวกและเชิงลบ

การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง (Hyperloop) เปลี่ยนบ้านธรรมดาให้กลายเป็นสมาร์ทโฮม (Smart Home) การใช้จ่ายผ่านอุปกรณ์โมบายล์ (Mobile Payment) และแผนการประกันสุขภาพส่วนบุคคล (Personalized Preventive Health Plan) สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความต้องการที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาท และอาจจะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คนในอนาคต สอดคล้องกับคำตอบของกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จากผลสำรวจถึงประสบการณ์ใช้งานเทคโนโลยีในอนาคตที่ผู้บริโภคคาดหวังพบประเด็นสำคัญคือ ภายในปี 2030 การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเติมเต็มประสบการณ์การใช้งานตามรสนิยมของผู้บริโภคเป็นเรื่องที่แบรนด์ควรตระหนัก ทั้งการใช้ชีวิตภายในบ้าน การเดินทาง สุขภาพ และการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายหมวดหมู่ที่น่าสนใจ อาทิ เรื่องความปลอดภัย การใช้พลังงาน ความสะดวกสบาย การเข้าถึง การออม และ ประกันชีวิต ที่คาดหวังว่าจะมอบประโยชน์การใช้ชีวิตของพวกเขาจากเทคโนโลยีอื่นๆ

ข้อมูลที่ได้รับจากการตอบแบบสอบถาม:

  • ประสบการณ์ใช้งานตามรสนิยมของกลุ่มมิลเลนเนียลมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ชาวมิลเลนเนียลอายุระหว่าง 18 - 34 ปี ให้ความสำคัญกับการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ส่วนบุคคล ดังนั้น เทคโนโลยีควรนำเสนอรูปแบบการใช้งานให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ โดยสามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตนเองและตลอดเวลา ผู้ตอบแบบสอบถามอายุ 35 ปีขึ้นไป คาดว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอีกด้วย 
  • ในปี 2030 บ้านจะยิ่งปลอดภัยและประหยัดพลังงานมากขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 70% กล่าวว่า ในอนาคตจะเลือกใช้อุปกรณ์ที่สามารถรีโมทเพื่อควบคุมและตรวจสอบ การสั่งงานด้วยเสียง และวางระบบภายในบ้านแบบสมาร์ทโฮม หรือ บ้านอัจฉริยะ ขณะที่ ผู้ตอบแบบสอบถาม 49% เลือกใช้แม่บ้านอัจฉริยะหรือหุ่นยนต์แม่บ้าน 
  • ระบบไฟฟ้าและการเชื่อมต่ออัจฉริยะจะยกระดับระบบขนส่งมวลชนและยานยนต์ ช่วยให้ประหยัดต้นทุน ลดเวลาในการเดินทาง และสร้างความปลอดภัยให้กับผู้เดินทางบนท้องถนนมากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถาม มากกว่า 70% คาดการณ์ว่า จะใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถไฮบริดในอนาคต ขณะที่ กว่า 50% คาดว่า จะเลือกใช้ระบบขนส่งความเร็วสูงหรือรถไฟความเร็วสูง (Hyperloop) ด้านผู้ตอบแบบสอบถาม 38% คาดว่า จะมี “แท็กซี่ลอยฟ้า” เปิดให้ใช้บริการ ขณะที่ผู้ขับขี่กว่า 75% เชื่อว่า จะได้รับประสบการณ์ขับขี่รถยนต์ที่ดีขึ้นในอนาคต เช่น เทคโนโลยีเพื่อการวางแผนการเดินทางหรือกำหนดเส้นทางและแผนการควบคุมการจราจรในเขตเมือง อย่างไรก็ดี ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังไม่ยินดีที่จะเปิดให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเพื่อใช้ในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ 
  • แผนการประกันสุขภาพส่วนบุคคลและการติดตั้งเครื่องมือสำหรับดูแลสุขภาพภายในบ้าน หรือโฮมทรีทเมนท์ (Home Treatment) จะใช้กันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 80% คาดว่า เทคโนโลยีจะช่วยให้พวกเขาจัดการสุขภาพได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นซึ่งจะช่วยป้องกันโรคและช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตได้นานขึ้น โดย 83% มองว่าแผนประกันสุขภาพที่ตรงกับพฤติกรรมหรือโภชนาการจะตอบโจทย์มากที่สุด 81% มองว่าจะซื้อเครื่องมือในการดูแลสุขภาพมาติดตั้งหรือนำมาใช้ที่บ้านเอง และ 80% คาดว่าจะมีระบบบันทึกข้อมูลด้านสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์เปิดให้ใช้บริการ 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่า เทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชั่นสำหรับวินิจฉัยสุขภาพที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองหรือที่บ้านอุปกรณ์สวมใส่ และศัลยกรรมกระดูกเทียมจะถูกนำมาใช้มากขึ้นในอนาคต 
  • ร้านค้ารูปแบบเดิมจะยังมีอยู่ สิ่งที่จะเพิ่มเข้ามาคือการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินและบริการต่างๆ ในร้านค้า ผู้ตอบแบบสอบถาม 84% เชื่อว่า การเปิดให้ชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือและการเพิ่มความสะดวกสบายด้านการส่งของได้ทุกที่ทุกเวลาช่วยเร่งให้อุตสาหกรรมซื้อขายสินค้าร้อนแรงมากยิ่งขึ้น ขณะที่ 45% เชื่อว่า การพัฒนาการซื้อขายผ่านร้านค้าเสมือนจริงให้สำเร็จภายในปี 2030 ยังไกลเกินเอื้อม

ผลการศึกษาฉบับนี้จัดทำขึ้นโดย แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ ผ่านระบบถาม-ตอบแบบออนไลน์ โดยผู้ตอบแบบสอบถามชาวอเมริกันกว่า 1,000 คน ระหว่างวันที่ 19 - 29 พฤศจิกายน 2561

 

เกี่ยวกับแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ (Dassault Systèmes)

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ คือบริษัท 3DEXPERIENCE ที่นำเสนอโลกเสมือนจริงให้แก่ผู้คนและองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชั่นระดับชั้นนำของโลกที่ปรับปรุงแนวทางการออกแบบ ผลิต และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ โซลูชั่นการประสานงานร่วมกันของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม ขยายความเป็นไปได้สำหรับโลกเสมือนจริงเพื่อปรับปรุงโลกแห่งความเป็นจริง บริษัทฯ มอบคุณประโยชน์ให้แก่ลูกค้าองค์กรทุกขนาดกว่า 220,000 รายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในกว่า 140 ประเทศ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.3ds.com

3DEXPERIENCE, the Compass logo and the 3DS logo, CATIA, SOLIDWORKS, ENOVIA, DELMIA, SIMULIA, GEOVIA, EXALEAD, 3D VIA, BIOVIA, NETVIBES and 3DEXCITE เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ หรือเป็นของบริษัทในเครือ ทั้งที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา และ/หรือ ประเทศอื่นๆ 

"ผลการสำรวจชี้ ผู้ค้าเกือบ 60% เห็นว่าทราฟฟิกของลูกค้าที่เดินเข้าร้าน (Foot Traffic) และรายได้เพิ่มขึ้น หลังจากเปิดรับชำระเงินผ่านอาลีเพย์"

นีลเส็น (Nielsen) ร่วมกับอาลีเพย์ (Alipay) เผยรายงานการสำรวจแนวโน้มการชำระเงินผ่านมือถือระหว่างการท่องเที่ยวในต่างประเทศของชาวจีนประจำปี 2561 (“2018 trends of Chinese mobile payment in outbound tourism”) โดยรายงานให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มล่าสุดของการท่องเที่ยวในต่างประเทศและพฤติกรรมการบริโภคของนักท่องเที่ยวชาวจีน

จากการสำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวจีนกว่า 2,800 คน และผู้ค้าในต่างประเทศกว่า 1,200 ราย รายงานดังกล่าวสรุปว่างบประมาณโดยเฉลี่ยสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยนักท่องเที่ยวหันมาใช้การชำระเงินผ่านมือถือขณะท่องเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น  ทั้งนี้ ในการเดินทางไปต่างประเทศครั้งล่าสุด นักท่องเที่ยวชาวจีนใช้การชำระเงินผ่านมือถือเพื่อทำธุรกรรมราว 32% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่สัดส่วนของการชำระเงินผ่านมือถือแซงหน้าเงินสด

นอกจากจะเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีนแล้ว วิธีการชำระเงินผ่านมือถือยังช่วยปรับปรุงการดำเนินงานของผู้ค้าในต่างประเทศอีกด้วย โดย 58% ของผู้ค้าที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า หลังจากที่เปิดให้บริการรับชำระเงินผ่านอาลีเพย์ ลูกค้าที่เดินเข้าร้าน (foot traffic) มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ 56% เปิดเผยว่ายอดขายเพิ่มสูงขึ้น

ผลการสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ให้มุมมองใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดผู้บริโภคชาวจีนซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ขณะที่ชาวจีนเดินทางไปท่องเที่ยวทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การใช้จ่ายและการตัดสินใจเลือกของนักท่องเที่ยวชาวจีนมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น

ประเด็นสำคัญในรายงานมีดังนี้:

  • นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นในปี พ.ศ. 2561 โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามเยี่ยมชมประเทศ/ภูมิภาค 8 แห่ง จาก 2.1 แห่งในปี พ.ศ. 2560 ทั้งยอดใช้จ่ายจริงโดยเฉลี่ยและงบประมาณสำหรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นแบบปีต่อปี โดยงบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับการเดินทางเพิ่มขึ้น 15% เป็น 6,706 ดอลลาร์ (ประมาณ 214,592 บาท) และยอดใช้จ่ายจริงโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 6% เป็น 6,026 ดอลลาร์ (ประมาณ 192,832 บาท)

  • การใช้จ่ายในส่วนของช้อปปิ้ง ค่าที่พัก และค่าอาหาร ยังคงเป็น 3 หมวดหมู่อันดับสูงสุดสำหรับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีน ขณะที่ส่วนลด คุณภาพ และราคา เป็น 3 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของนักท่องเที่ยวชาวจีน

  • นักท่องเที่ยวชาวจีนจากเมืองรอง (Second-tier cities) กลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ที่สำคัญในตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีน โดย 38% ของนักท่องเที่ยวจากเมืองรองเดินทางไปยุโรปในปี พ.ศ. 2561 แซงหน้าสัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามจากเมืองหลัก (First-tier cities) เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ 22% ของนักท่องเที่ยวจากเมืองรองเดินทางไปเที่ยวอเมริกาเหนือ โดยสัดส่วนใกล้เคียงกับนักท่องเที่ยวชาวจีนจากเมืองหลัก

  • นักท่องเที่ยวชาวจีนเลือกจุดหมายการเดินทางที่ออกแนวผจญภัยเพิ่มมากขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2561 ราว 10% ของนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางไปเที่ยวภูมิภาคเอเชียกลาง เอเชียตะวันตก และแอฟริกา ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อนหน้า คนรุ่นมิลเลนเนียล (Millennials) ของจีนเป็นผู้นำเทรนด์ในการเลือกจุดหมายปลายทางที่แปลกใหม่ โดย 18% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2533 ถึง พ.ศ. 2542 เดินทางไปยังเอเชียกลางและตะวันตก รวมถึงแอฟริกา ขณะที่ 5% เดินทางไปยังประเทศแถบนอร์ดิก

  • คนรุ่นมิลเลนเนียลของจีนไม่ได้เป็นผู้ใช้กลุ่มใหญ่ที่สุดที่ใช้การชำระเงินผ่านมือถือในต่างประเทศอีกต่อไป เพราะคนรุ่นก่อนหน้า (Gen X) กำลังก้าวตามมาติดๆ โดย 68% ของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ. 2522 ใช้วิธีการชำระเงินผ่านมือถือขณะที่เดินทางไปต่างประเทศในปี พ.ศ. 2561 เกือบเท่ากับเปอร์เซ็นต์ของชาวจีนรุ่นมิลเลนเนียลที่ใช้การชำระเงินผ่านมือถือขณะที่เดินทางไปต่างประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2561

  • ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวชาวจีนใช้การชำระเงินผ่านมือถือในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยในปี พ.ศ. 2561 กว่า 60% ของนักท่องเที่ยวชาวจีนทำการชำระเงินด้วยโทรศัพท์มือถือในประเทศและภูมิภาคต่างๆ ตั้งแต่สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ไปจนถึงยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ขณะที่ 90% ของผู้ค้าที่ตอบแบบสอบถามในสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย รายงานว่าพบเจอลูกค้าชาวจีนที่สอบถามว่าทางร้านเปิดรับชำระเงินผ่านมือถือหรือไม่

  • วิธีการชำระเงินผ่านมือถือนอกจากจะเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้าชาวจีนแล้ว ยังช่วยเพิ่มยอดขายให้กับผู้ค้าในท้องถิ่นอีกด้วย โดย 71% ของผู้ค้าที่เปิดรับชำระเงินผ่านอาลีเพย์ระบุว่า ตนเองมีแนวโน้มที่จะแนะนำอาลีเพย์ให้แก่ผู้ค้ารายอื่นๆ

  • การชำระเงินผ่านมือถือโดยนักท่องเที่ยวชาวจีนในต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ค้ามีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการชำระเงินผ่านมือถือของจีน ส่งผลให้ผู้ค้าในต่างประเทศยินดีที่จะปรับใช้โซลูชั่นการชำระเงินผ่านมือถือของจีนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลจากผู้ค้าในสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทยชี้ว่า 60% ของผู้ค้าที่ใช้แพลตฟอร์มการชำระเงินผ่านมือถือของจีนในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะแนะนำวิธีการชำระเงินดังกล่าวให้แก่ผู้ค้ารายอื่นๆ  ส่วนในบรรดาผู้ค้าที่ยังไม่ได้เปิดรับชำระเงินผ่านมือถือ 55% มีแนวโน้มอย่างมากว่าจะปรับใช้โซลูชั่นการชำระเงินผ่านมือถือของจีนในอนาคต

 

เกี่ยวกับ แอนท์ ไฟแนนเชียล

กลุ่มบริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส (Ant Financial Services Group) มุ่งมั่นที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อมอบโอกาสที่เท่าเทียมกันให้แก่ผู้คนทั่วโลก  เทคโนโลยีต่างๆ ของเรา เช่น บล็อกเชน (Blockchain), ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence), ระบบรักษาความปลอดภัย, Internet of Things และระบบประมวลผล ช่วยให้เราและพาร์ทเนอร์ในระบบนิเวศน์ของเราสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ (Unbanked) หรือกลุ่มคนที่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบได้บ้าง (Underbanked) โดยนำเสนอบริการด้านการเงินที่ปลอดภัย โปร่งใส ประหยัดค่าใช้จ่าย และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับบุคคลทั่วไปและธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วโลก  แอนท์ ไฟแนนเชียล ได้จัดตั้งความร่วมมือระหว่างประเทศกับพาร์ทเนอร์ทั่วโลก เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในตลาดดังกล่าว และเราให้บริการแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนในต่างประเทศ ด้วยการเชื่อมโยงอาลีเพย์กับผู้ค้าออนไลน์และออฟไลน์ในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม  ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 แอนท์ ไฟแนนเชียล และพาร์ทเนอร์ธุรกิจร่วมทุน ให้บริการแก่ผู้ใช้ 870 ล้านคนทั่วโลก  แบรนด์ต่างๆ ภายใต้กลุ่มบริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส ได้แก่ Alipay, Ant Fortune, Zhima Credit, MYbank และ Ant Financial Cloud

เกี่ยวกับอาลีเพย์

อาลีเพย์ (Alipay) ดำเนินงานโดยกลุ่มบริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส (Ant Financial Services Group) เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์และโมบายล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเริ่มเปิดให้บริการเมื่อปี 2547 และปัจจุบันมีสถาบันการเงินในประเทศกว่า 200 แห่งเข้าร่วมเป็นพันธมิตร  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาลีเพย์ได้พัฒนาจากบริการดิจิตอลวอลเล็ต (Digital Wallet) สู่เครื่องมือที่รองรับไลฟ์สไตล์อย่างสมบูรณ์ โดยผู้ใช้สามารถเรียกแท็กซี่ จองห้องพักโรงแรม ซื้อตั๋วภาพยนตร์ จ่ายค่าสาธารณูปโภค นัดหมายเพื่อพบแพทย์ หรือซื้อผลิตภัณฑ์ด้านการบริหารสินทรัพย์ได้โดยตรงจากภายในแอพ  นอกเหนือจากการชำระเงินออนไลน์แล้ว อาลีเพย์ยังขยายครอบคลุมการชำระเงินแบบออฟไลน์ในร้านค้าทั้งในและนอกประเทศจีนอีกด้วย  บริการชำระเงินในร้านค้าของอาลีเพย์ยังครอบคลุมกว่า 40 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ส่วนการขอคืนภาษีผ่านอาลีเพย์สามารถทำได้ใน 29 ประเทศและภูมิภาค  อาลีเพย์ร่วมมือกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการชำระเงินในต่างประเทศกว่า 250 แห่ง เพื่อรองรับการชำระเงินระหว่างประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงลูกค้าต่างชาติที่ซื้อสินค้าจากเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซของจีน  ปัจจุบันอาลีเพย์รองรับ 27 สกุลเงิน

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอนท์ ไฟแนนเชียล โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.antgroup.com หรือติดตามเราบน Twitter @AntFinancial

เปิดตัว MVHub อลังการหนังจีน ทีวีบีฮ่องกงจัดเต็มพาเหรดดารา “รายใหม่”แห่ขอร่วมแพลทฟอร์ม

เปิดตัวแพลทฟอร์มหนังจีนออนไลน์ MVHub อลังการ กลุ่มเอ็มวีทีวีได้แรงหนุนจากกลุ่มทีวีบีฮ่องกง จัดเต็ม”พาเหรดดารา” ปลุกตลาดไทย เปิดทางซีรี่ส์ชุดใหม่ส่งพากย์ไทย ออนแอร์ไล่หลังฮ่องกง ผู้ผลิตคอนเทนท์สายจีน ทั้งจากแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและไต้หวันอีกหลายราย สนใจร่วมแพลทฟอร์ม MVHub มองโอกาสในกลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV)

บริษัท เอ็มวี เทเลวิชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด  (MVTV) และ บริษัท ทีวีบี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (TVBI)  ได้จัดงานเปิดตัวแพลทฟอร์มวีดิโอออนไลน์สตรีมมิ่งหนังจีนซีรี่ส์จีน  MVHub สุดยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2562 ณ โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ ในธีมงาน Return of The Dragon การกลับมาใหม่ของหนังจีนซีรี่ส์จีนในยุคดิจิทัล

ภายในงานมีดารารับเชิญระดับตำนาน เจ้ายุทธจักรสาวสองพันปีแห่งยุทธภพ หมีเซียะ (Michelle Yim) และนักแสดงดาวรุ่งดวงใหม่ที่กำลังร้อนแรงของค่ายทีวีบีฮ่อกง หลีเจียซิน (Ali Lee) เจ้าของตำแหน่ง TV Queen และนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมของทีวีบี ปีล่าสุด  หยางหมิง (Mat Yeung) ดารานำจาก Fist Fight ดุ-ดวล-เดือด ซีรี่ส์สุดฮอตที่เพิ่งลาจอทีวีบีฮ่องกง  หยวนเหว่ยห้าว (Benjamin Yuen) เจ้าของรางวัลดาราชายยอดนิยมทีวีบี ฝั่งมาเลเซียและสิงคโปร์ ปีล่าสุดมาร่วมงาน พบปะแฟนๆ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเต็มที่

นายชัยยุทธ ทวีปวรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มวี เทเลวิชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ในงานยังมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ทีวีบี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นำโดย นายเดสมอนด์ ชาง ผู้จัดการทั่วไป พร้อมด้วยนางสาว แมนดี้ ยิบ Assistant Controller และทีมงาน TVB Anywhere มาร่วมงานและประชุมวางแผนการตลาดวีดิโอออนไลน์สตรีมมิ่งในไทยกับกลุ่มเอ็มวีทีวี ทั้งเสียงพากย์ไทยและเสียงภาษาจีน เพื่อมุ่งขยายตลาดคนจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย นักท่องเที่ยวชาวจีนและคนไทยที่ต้องการเพิ่มทักษะการใช้ภาษาจีนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้แล้ว ยังมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทด้านภาพยนตร์ของจีนอีกหลายรายทั้งจากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและไต้หวัน เดินทางมาร่วมงานเปิดตัว MVHub อย่างคับคั่ง

นายชัยยุทธกล่าวว่า บริษัทบันเทิงจีนหลายราย แสดงความสนใจต้องการร่วมบนแพลทฟอร์ม MVHub เพื่อทำให้คอนเทนท์จีนบน MVHub มีความหลากหลายขึ้น

“พวกเขามองความเป็นไปได้ในการขยายตลาดไปสู่ประเทศในกลุ่มอินโดจีนหรือซีแอลเอ็มวี (CLMV) ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสููง โดยเฉพาะอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”

แพลทฟอร์มวีดิโอออนไลน์สตรีมมิ่ง MVHub เป็นความร่วมมือกัน ระหว่างบริษัท เอ็มวี เทเลวิชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจนำเข้าและบริหารลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ต่างประเทศ เชี่ยวชาญมากที่สุดในคอนเทนท์จีนมากว่า 40 ปี และบริษัท ทีวีบี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจบันเทิง ผลิตภาพยนตร์และซีรี่ส์จีนในฮ่องกงและทั่วโลก อย่างต่อเนื่องมากกว่า 51 ปี

ทั้งสองกลุ่มธุรกิจมีประสบการณ์และจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจบันเทิงร่วมกันมายาวนาน ทั้งในประเทศไทยและในกลุ่มประเทศอินโดจีน จึงทำให้เชื่อมั่นว่าแพลทฟอร์ม MVHub จะประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาค ได้อย่างแน่นอน

ด้าน นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจใหม่ บริษัท เอ็มวี เทเลวิชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทเอ็มวีทีวีต้องการนำประสบการณ์ที่คนไทยเคยชื่นชอบในการชมภาพยนตร์และซีรี่ส์จีนทางโทรทัศน์ กลับมาในรูปแบบใหม่ที่สามารถสนองตอบความต้องการของผู้ชมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทั้งแบบบรอดแบรนด์และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในระบบ 4G รวมทั้งรองรับระบบ 5G ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

กลุ่มบริษัทเอ็มวีทีวี มีภาพยนตร์และซีรี่ส์จีนคลาสสิคลิขสิทธิ์พากย์ไทย มากกว่า 250 เรื่อง กว่า 10,000 ชั่วโมง อาทิเช่น ไซอิ๋ว เปาบุ้นจิ้น กระบี่ไร้เทียมทาน จางซางฟง จิ๋นซีฮ่องเต้ มังกรหยก ฯลฯ

นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า กลุ่มบริษัททีวีบีฮ่องกง ถือเป็นพาร์ทเนอร์ในการสร้างแพลทฟอร์มวีดิโอออนไลน์สตรีมมิ่ง MVHub เพื่อให้ MVHub เป็นอาณาจักรคนรักหนังจีนอย่างแท้จริง ด้วยการนำซีรี่ส์จีนชุดใหม่ๆ ของ TVB Anywhere ที่เป็นบริการออนไลน์สตรีมมิ่งของกลุ่มทีวีบีในต่างประเทศ ซึ่งไม่เคยออกอากาศในประเทศไทย นำมาพากย์ไทยอีกมากกว่า 50 เรื่อง กว่า 1,500 ชั่วโมงและยังมีภาพยนตร์และซีรี่ส์จีนที่สามารถรับชมในอรรถรสภาษาจีน ชุดใหม่ฉายพร้อม TVB Anywhere ก่อนใครในอาเซียน ปีละมากกว่า 15 เรื่อง 700 ชั่วโมง

นายอดิศักดิ์ กล่าวอีกว่า กลุ่มทีวีบียังออกแรงเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยให้ตลาดหนังจีนกลับมาสู่ความนิยมอีกครั้ง ด้วยการเปิดทางให้ MVHub สามารถนำคอนเทนท์ใหม่ๆ ที่อยู่ในช่วงเตรียมลงผังออกอากาศในช่องรายการของกลุ่มทีวีบี ส่งมาพากย์ไทยไว้ก่อนเพื่อเตรียมออกอากาศพร้อมกันบนแพลทฟอร์มวีดิโอออนไลน์สตรีมมิ่ง MVHub ซึ่งจะทำให้ซีรี่ส์จีนชุดใหม่ๆ ได้รับความสนใจมากขึ้น

“หลังจากนี้ จะมีดาราจากกลุ่มทีวีบีเดินทางมาประเทศไทยแนะนำซีรี่ส์ใหม่ๆ ให้คนไทยได้รู้จักมากขึ้น เพื่อสนับสนุน MVHub” นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า ปรากฎการณ์นี้ถือเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ของกลุ่มทีวีบีฮ่องกง ในการกลับมาปลุกตลาดหนังจีนในประเทศไทยอีกครั้ง

MVHub ตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบหนังจีน ซี่รี่ส์ดังในอดีต รวมหนังชุดสุดคลาสสิคที่เป็นตำนานความประทับใจของหลายๆ คน ทั้งพล็อต ไดอะล็อค และวิธีการดำเนินเรื่อง ฯลฯ ถือเป็นศูนย์รวมยุทธจักรความบันเทิง ภาพยนตร์ และซีรี่ส์จีน พากย์เสียงภาษาไทยกว่า 30,000 ชั่วโมง มากที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการพากย์เสียงภาษาท้องถิ่นแต่ละประเทศ​ เช่น​ เมียนมาร์, ลาว, กัมพูชาฯลฯ​ ทำให้มีความพร้อมในการเปิดบริการในประเทศเพื่อนบ้านในช่วงไตรมาสที่ 2 ปีนี้  เพื่อให้ MVHub เป็นอาณาจักรของคนรักหนังจีนอย่างแท้จริง

ปัจจุบัน MVHub เป็นผู้บริหารสิทธิ์คอนเทนท์จาก TVB ฮ่องกงในอาเซียน แบ่งเป็น

  1. TVB Anywhere Thai Pack ภาพยนตร์และซีรี่ส์ของ TVB ฮ่องกง เสียงภาษาไทยกว่า 10,000 ชั่วโมง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ MVHub แพคไทย
  2. ช่อง TVB Anywhere Drama Thai ช่องทีวีดาวเทียม ภาพยนตร์ ซีรี่ส์และรายการบันเทิงจาก TVB เสียงภาษาไทยตลอด 24 ชั่วโมง รับชมผ่านดาวเทียมระบบ C-Band PSI ช่อง 113 GMMZ ช่อง 126 ทุกระบบเคเบิ้ลทีวีทั่วประเทศ  
  3. TVB Anywhere บริการวีดิโอออนไลน์สตรีมมิ่งภาษาจีนแบบออนดีมานด์ (VDO-on-Demand) และช่องรายการสดจาก TVB ฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ รวม 28 ช่อง ประกอบด้วย  8 ช่องหลักของ TVB (TVB Jade, TVBN, TVB Finance & Information Channel, Entertainment News, Asian Action, TVB Live Shows, TVB Xing He, Mainland News Channel,  5 ช่องหลักของ CCTV (CCTV-4 - Chinese International Channel, CGTN Documentary, CCTV Entertainment Channel, CCTV Opera Channel, China Movie Channel, และอีก 15 ช่องทีวีท้องถิ่นเด่นๆ ของจีนแผ่นดินใหญ่ (Hunan TV International, ZTV International, JSBC International,  Shanghai Dragon TV, BTV International, Great Wall Elite, The International Channel of Shandong TV Station (TSTV), Anhui Broadcasting Corporation International (ABC International), The Shenzhen TV International (SZTV International), GDTV World, The Southern Television Satellite Channel, Chongqing TV International (CTVI), Fujian Straits TV, Guangxi TV International, Sichuan TV International Channel

ผู้สนใจสามารถเลือกสมัครสมาชิกได้ 2 รูปแบบ คือ แบบที่ 1 แพคไทย ดูได้ทั้งหนังจีนซีรี่ส์จีนของทีวีบีที่ไม่เคยฉายในไทย (Premium Drama Full HD) พากย์เสียงภาษาไทย และหนังจีนซีรี่ส์จีนคลาสสิคที่คนไทยไม่ลืมช่วงยุคทองหนังจีนชุดหรือซีรี่ส์จีน (ปี 1970 ถึงปี 2000) มากกว่า 250 เรื่อง 10,000 ชั่วโมง แบบที่ 2 แพคจีน (ภาษาจีน) TVB Anywhere รายการสดจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่และTVB ฮ่องกง รวม 28 ช่อง

อัตราค่าบริการในช่วงเปิดตัว วันนี้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 สมาชิกรายเดือน เพียง 300 บาทต่อเดือน (ราคาเต็ม 389 บาทต่อเดือน) สมาชิกรายปี เพียง 3,000 บาทต่อปี (ราคาเต็ม 4,468 บาทต่อปี) พร้อมรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสำหรับสมาชิกรายปีเท่านั้น อาทิของพรีเมี่ยมเฉพาะสมาชิก MVHub กิจกรรม Meet & Greet และกิจกรรมสนุกอีกหลากหลายรูปแบบ

ผู้สนใจสมัครสมาชิก MVHub ทดลองรับชมฟรี 30 วันผ่านอินเตอร์เน็ต ทางเว็บไซต์ www.mvhub.com และดาวน์โหลด MVHub Application ทั้งระบบแอนดรอยด์หรือระบบไอโอเอส สามารถรับชมได้ทุกอุปกรณ์ทางสมาร์ททีวี สมาร์ทโฟนหรือโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน๊ตบุ๊กส์ และแท็บเล็ต รวมทั้ง รับชมผ่านกล่องรับสัญญาณ V2H เชื่อมต่อกับโทรทัศน์แบบเดิมได้ทุกสถานที่ ทุกเวลาตามความต้องการตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ MVHub ทางเวบไซต์ www.MVHub.com เฟซบุ๊ค MVHub ไลน์แอท @MVHub รวมทั้ง ทวิตเตอร์ อินสตาแกรมและยูทูป ที่ MVHub_official

                     

มาสเตอร์การ์ด เผยผลสำรวจเมืองสุดยอดจุดหมายปลายทางด้านอาหารและการชอปปิ้ง

กรุงเทพฯ ติดอันดับต้นๆ ของเมืองที่มีการใช้จ่ายด้านอาหารและการชอปปิ้งมากที่สุด

ผลสำรวจสุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางโลกของมาสเตอร์การ์ด ด้านการใช้จ่ายทางด้านอาหารและการชอปปิ้ง (GDCI: Indulgences) ของนักท่องเที่ยวในเมืองต่างๆทั่วโลก พบว่ากรุงเทพฯ ติดอันดับที่ 3ของเมืองที่มีการใช้จ่ายด้านอาหารมากที่สุด รองจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมืองปัลมาแห่งเกาะมายอร์กาในประเทศสเปน ตามลำดับ และติดอันดับที่ 6 ของเมืองที่มีการใช้จ่ายด้านการชอปปิ้งมากที่สุด อีกด้วย

ผลสำรวจ GDCI: Indulgences นี้เป็นส่วนหนึ่งของผลสำรวจเมืองสุดยอดเมืองสุดยอดจุดหมายปลายทางของโลกของมาสเตอร์การ์ด (Mastercard Global Destination Cities Index – GDCI) เพื่อจัดอันดับเมืองที่นักท่องเที่ยวเข้ามาพักแรม และจับจ่ายใช้สอยในระยะหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยผลสำรวจในปี 2561 ระบุว่า กรุงเทพฯ คือเมืองสุดยอดจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3 โดยมีภูเก็ตและพัทยาติดอยู่ใน 20 อันดับแรก คืออันดับที่ 12 และ 18 ตามลำดับ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีเมืองติดอันดับสูงสุด 20 อันดับแรกถึง 3 เมือง

ผลสำรวจสุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางโลกของมาสเตอร์การ์ด ด้านการใช้จ่ายทางด้านอาหารและการชอปปิ้ง (GDCI: Indulgences) ของนักท่องเที่ยวในเมืองต่างๆทั่วโลก นี้ไม่ได้เผยแค่ตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงนัยยะสำคัญทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายดังกล่าวอีกด้วย

สุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางของโลกในด้านอาหารและเครื่องดื่ม

กรุงเทพฯ เมืองที่ขึ้นชื่อด้านอาหารและวัฒนธรรมติดอยู่ในอันดับที่ 3 ของเมืองที่มีการใช้จ่ายด้านอาหารมากที่สุด โดยนักท่องเที่ยวจับจ่ายไปราว 108,000 ล้านบาท (3,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือคิดเป็น 20.6 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมืองปัลมาแห่งเกาะมายอร์กาในประเทศสเปน ครองอันดับที่ 2 ด้วยจำนวนเงิน  121,000 ล้านบาท (3,780 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามหลังอันดับหนึ่งอย่างดูไบประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่มีการใช้จ่ายราว 190,000  ล้านบาท (5,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

สิงคโปร์และลอนดอนก็ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกในด้านการใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มเช่นเดียวกัน แต่ไม่ถือว่าโดดเด่นเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของการใช้จ่ายทั้งหมดคือ 12.9% และ 17.6% ตามลำดับ

สุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางของโลกในด้านอาหารและเครื่องดื่มตามลำดับการใช้จ่าย ในปี 2561

อันดับ

เมือง

ค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่ม (พันล้านเหรียญสหรัฐ)

ค่าใช้จ่ายโดยรวม (พันล้านเหรียญสหรัฐ)

ส่วนแบ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ใช้ไปกับอาหารและเครื่องดื่ม

 

1

ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

$5.94

$29.70

20.0%

 

2

ปัลมา เด มายอร์กา ประเทศสเปน

$3.78

$11.96

31.6%

 

3

กรุงเทพ ประเทศไทย

$3.37

$16.36

20.6%

 

4

ปารีส

$3.20

$13.05

24.5%

 

5

นิวยอร์ก

$3.20

$16.10

19.9%

 

6

ลอนดอน

$3.08

$17.45

17.6%

 

7

ซานตา ครูซ เด ลา ปาลมา ประเทศสเปน

$2.44

$8.43

28.9%

 

8

โตเกียว

$2.41

$11.91

20.3%

 

9

อิสตันบูล

$2.23

$6.75

33.0%

 

10

สิงคโปร์

$2.20

$17.02

12.9%

 

สุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางของโลกในด้านการชอปปิ้ง

ผลสำรวจนี้ ยังเผยอีกว่านักท่องเที่ยวใช้เงินจำนวนมากไปกับการชอปปิ้งในเมืองดูไบและลอนดอน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสื้อผ้า ของฝากหรือสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนลอนดอน โซล และ โจฮันเนสเบิร์กนั้น อาจจะต้องเตรียมกระเป๋าใบใหญ่ขึ้น เนื่องจากใช้จ่ายไปกับการซื้อสินค้าต่างๆ สูงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด

กรุงเทพฯ เองก็ถือว่าเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านการชอปปิ้ง โดยครองอันดับที่ 6 โดยนักท่องเที่ยวใช้จ่ายราว 120,000 ล้านบาท  (3,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 23 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

สุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางของโลกในด้านการชอปปิ้งตามลำดับการใช้จ่ายในปี 2561

 

 

เมือง

ค่าใช้จ่ายด้านการ

ชอปปิ้ง (พันล้านเหรียญสหรัฐ)

ค่าใช้จ่ายโดยรวม

(พันล้านเหรียญสหรัฐ)

ส่วนแบ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ใช้ไปกับการชอปปิ้ง

1

ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

$8.91

$29.70

30.0%

2

ลอนดอน

$8.54

$17.45

49.0%

3

มักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

$5.76

$18.45

31.2%

4

โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

$5.13

$11.91

43.1%

5

สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์

$4.70

$17.02

27.6%

6

กรุงเทพ ประเทศไทย

$3.75

$16.36

22.9%

7

โซล ประเทศเกาหลี

$3.42

$7.21

47.4%

8

นิวยอร์ก

$3.40

$16.10

21.1%

9

กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

$2.69

$8.59

31.3%

10

ปารีส

$2.42

$13.05

18.5%

จากข้อมูลข้างต้น 8 จาก 10 อันดับแรกของเมืองที่ขึ้นชื่อด้านอาหาร และ 7 จาก 10 อันดับแรกของเมืองที่ขึ้นชื่อด้าน ชอปปิ้งนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของ Mastercard Priceless Cities ที่นักท่องเที่ยวจาก 90 ประเทศสามารถสัมผัสประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์และน่าจดจำในเมืองกว่า 40 เมืองทั่วโลก

“การรับประทานอาหารและการชอปปิ้งถือเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกใช้เพื่อเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณีและประวัติศาสตร์ และมาสเตอร์การ์ดได้สร้างเสริมประสบการณ์ในเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวผ่านโปรแกรม Priceless Cities รวมไปถึงกรุงเทพฯ ที่ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนในโรงแรมบูทีค หรือลองชิมอาหารขึ้นชื่อของประเทศไทย มาสเตอร์การ์ดเชื่อมั่นว่าการเปิดประสบการณ์สู่สิ่งใหม่ๆ จะสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก” มร.โดนัลด์ ออง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ของมาสเตอร์การ์ด กล่าว

มาสเตอร์การ์ดมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ผู้ถือบัตรได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ อย่างสะดวกสบาย ราบรื่นและไร้กังวลโดยมีร้านค้าหลายล้านแห่งในเมืองจุดหมายปลายทางทั่วโลก ที่รับชำระค่าบริการผ่านบัตรมาสเตอร์การ์ด พร้อมทั้งข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าชมได้ที่ mastercard.com

 

# # # # #

เกี่ยวกับดัชนีผลสำรวจสุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางของโลกโดยมาสเตอร์การ์ด

ดัชนีมาสเตอร์การ์ดสำหรับเมืองจุดหมายปลายทางของโลก เป็นการจัดลำดับเมืองต่างๆ โดยวัดจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีการพักค้างคืนทั้งหมด รวมถึงการใช้จ่ายข้ามพรมแดนในเมืองจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวกันนี้ในปี 2560 พร้อมคาดการณ์ถึงจำนวนนักท่องเที่ยวและอัตราการเติบโตที่จะเกิดขึ้นในปี 2561

การวิเคราะห์ข้อมูลด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีการพักค้างคืน ตลอดจนข้อมูลด้านการใช้จ่ายข้ามพรมแดนของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ในเมืองจุดหมายปลายทางทั้ง 162 แห่ง เป็นการอ้างอิงมาจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

การคาดการณ์นี้อ้างอิงจากพยากรณ์การท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ และนำข้อมูลที่ได้มาถ่วงน้ำหนักเพื่อหาค่าเฉลี่ย ร่วมกับข้อมูลจริงที่รวบรวมได้ในแต่ละเดือนจากเมืองต่างๆ ในปี 2561 ซึ่งจะเป็นข้อมูลถึงเดือนล่าสุดก่อนเดือนที่มีการออกรายงาน

ดัชนีและรายงานที่มาพร้อมกันนี้มิได้อ้างอิงจากยอดขายหรือข้อมูลทางธุรกรรมของมาสเตอร์การ์ด

เกี่ยวกับมาสเตอร์การ์ด

MasterCard (NYSE: MA เว็บไซต์ www.Mastercard.com) เป็นบริษัทเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการชำระเงินระดับสากล เครือข่ายกระบวนการชำระเงินที่ครอบคลุมทั่วโลกของบริษัทฯ เชื่อมต่อผู้บริโภค สถาบันการเงิน ผู้ค้า หน่วยงานรัฐบาล และ ธุรกิจในกว่า 210 ประเทศ ผลิตภัณฑ์ และโซลูชั่นของมาสเตอร์การ์ดช่วยให้ธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การจับจ่ายซื้อสินค้า การท่องเที่ยว การดำเนินธุรกิจ และการจัดการทางการเงิน เป็นเรื่องง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง ติดตามความเคลื่อนไหวของบริษัทฯ ได้ทางทวิตเตอร์ที่ @MastercardNews ร่วมสนทนากับบริษัทฯ ผ่านทาง Beyond the Transaction Blog และ  สมัครที่นี่  เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุดผ่าน Engagement Bureau

 
Page 1 of 5