เอ็นไอเอ เปิดตัวแพ็กเกจหนุนธุรกิจนวัตกรรม อัดฉีดสูงสุด 5 ล้าน พร้อมปรับโฉมกลไกใหม่ หวังช่วยยกระดับเศรษฐกิจ –สังคมอย่างเต็มแมกซ์

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ปรับโฉมการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพไทยผ่านแพคเกจใหม่ “Groom Grant Growth” ตั้งเป้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพไทยทั้งในธุรกิจนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเดินหน้าเร่งสร้างศักยภาพเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพไทยผ่านการบ่มเพาะ เงินทุนอุดหนุน และโอกาสการต่อยอดทางธุรกิจนวัตกรรม เตรียมต่อยอดขยายโปรแกรมอบรมผ่านออนไลน์ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการสนับสนุนโดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://mis.nia.or.th

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแหงชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า “NIA ตระหนักดีว่าการกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งช่วยสร้างและพัฒนารูปแบบบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ศักยภาพทางการแข่งขันที่ยั่งยืนในอนาคตในปีนี้ NIA จึงได้เร่งปรับแผนงานและแนวทางสนับสนุนให้สอดคล้องกับความต้องการในปัจจุบัน และเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการสนับสนุนในกลุ่มผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพอีกด้วย โดยขณะนี้ถือว่ามีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร โครงการ และปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการสนับสนุนครบทุกมิติ ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้ความสามารถทางนวัตกรรมของผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพไปถึงเป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น”

การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพที่จะเข้ามาขอรับการสนับสนุนจะต้องผ่านการอบรมบ่มเพาะ (Groom) ในโปรแกรมนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการหรือสตาร์ทอัพ เพื่อติวเข้มเรียนรู้และเข้าใจมุมมองด้านนวัตกรรมพร้อมเทคนิคแนวทางการเขียนข้อเสนอโครงการนวัตกรรมเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านเงินทุน (Grant) ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) ธุรกิจนวัตกรรมมุ่งเป้าในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท ผ่าน 6 สาขา ได้แก่ ธุรกิจนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ ธุรกิจนวัตกรรมอาหารออกแบบสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ธุรกิจนวัตกรรมสมุนไพรเพื่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ธุรกิจนวัตกรรมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อความมั่นคงและกิจการพลเรือน ธุรกิจนวัตกรรมท่องเที่ยว และธุรกิจนวัตกรรม Smart Logistic/อุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยี IoT ซึ่งกำลังเปิดรับข้อเสนอโครงการตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2562 และ

2) ธุรกิจนวัตกรรมแบบเปิด ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ผ่าน 3 สาขา ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจการผลิตและการหมุนเวียน และเศรษฐกิจบริการและแบ่งปัน โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมในพื้นที่ส่วนกลางและระดับภูมิภาค ตั้งแต่พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคใต้ชายแดน ทั้งผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจนวัตกรรม และสตาร์ทอัพ เน้นการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายในด้านเทคโนโลยีและการเงิน สำหรับผู้ประกอบการหรือสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการขยายผลจะส่งต่อผ่านการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมผ่านเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ (Growth) เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจเริ่มต้นสู่การลงทุน การพัฒนาความร่วมมือด้านนวัตกรรมกับหน่วยงานต่างประเทศ โครงการพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสำหรับวิสาหกิจ (GPT) และกลไกการสนับสนุนด้านการเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรม (Mind Credit)

นายวิเชียร สุขสร้อย รองผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจและสังคมให้ข้อมูล

สำหรับการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม จะมีการดำเนินการสนับสนุนในลักษณะเดียวกับการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจ แต่จะมีการอบรมบ่มเพาะผู้ประกอบการผ่านเครือข่ายที่เรียกว่า “หน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation Driving Unit)” ที่กระจายอยู่ใน 5 ภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง ตะวันออก และใต้ เพื่อส่งต่อมายังส่วนการสนับสนุนด้านเงินทุน โดยแบ่งเป็น 1) ธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมแบบมุ่งเป้า ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท จะเน้นการแก้ปัญหาด้านสังคมปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยนำนวัตกรรมรูปแบบต่างๆ ที่มีการพัฒนาต้นแบบหรือโมเดลที่สำเร็จแล้วให้สามารถกระจายสู่ชุมชน หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มุ่งเน้นให้เกิดการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในจังหวัดยากจนของประเทศ หรือพื้นที่เป้าหมายนำร่อง ซึ่งองค์กรที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับเงินสนับสนุนเพื่อนำไปดำเนินการจริงในพื้นที่ โดยมีโจทย์ที่สำคัญ ได้แก่ โครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม หรือ Social Innovation Village ที่มุ่งแก้ไขปัญหา 3 พื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ ชุมชนเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ชุมชนอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และชุมชนหนองมะโมง อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท

กลุ่มผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดรับข้อเสนอโครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชนตั้งแต่วันนี้ถึง 30 เมษายน 2562 ในหัวข้อนวัตกรรมการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ นวัตกรรมบริการสาธารณะ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมแบบมุ่งเป้าอีกรูปแบบหนึ่งที่เน้นแก้ปัญหาสังคมเมืองและชุมชนในหัวข้อที่เป็นประเด็นสำคัญในแต่ละปี และ 2) ธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมแบบเปิด ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ผ่าน 9 ด้าน ได้แก่ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้านความเชื่อมโยงระหว่าง อาหาร น้ำ และพลังงาน ด้านภาครัฐและการศึกษา ด้านการเงิน การจ้างงาน และสวัสดิการสังคม ด้านเกษตรกรรมยั่งยืน ด้านความเป็นเมือง ด้านสุขภาพ ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และ ด้านการจัดการภัยพิบัติ ส่วนธุรกิจ

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th  , facebook.com/NIAThailand

เอ็นไอเอ ผนึกไทยยูเนียนฯ - ม.มหิดล ผุดสเปซ-เอฟ“บิ๊กเซ็นเตอร์ปั้นฟู้ดสตาร์ทอัพระดับโกลบอล” แห่งแรกของไทย พร้อมเสิร์ฟสู่ตลาดโลก

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ลงนามความร่วมมือ “โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตทางธุรกิจเทคโนโลยีอาหาร (Foodtech Incubator & Accelerator Program; FIAP)” ภายใต้ชื่อ “SPACE-F” เพื่อบ่มเพาะและพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นด้านธุรกิจนวัตกรรมอาหาร (FoodTech Startup) ตลอดจนเร่งรัดการเติบโตทางธุรกิจสู่ตลาดเอเชีย รวมทั้งยังเป็นแพลตฟอร์มกลางที่ช่วยเชื่อมโยงวิสาหกิจเริ่มต้นด้านธุรกิจนวัตกรรมอาหารเข้ากับผู้เล่นที่สำคัญในระบบนิเวศ เช่น องค์กรภาครัฐ บริษัทขนาดใหญ่ นักลงทุน และ สถาบันการศึกษา

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า NIA ได้เล็งเห็นถึงโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การส่งออก การบริการ การแปรรูป รวมถึงการเป็นที่ยอมรับในแวดวงระดับโลก โดยบริบทเหล่านี้เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการนำไปต่อยอดธุรกิจหลายแขนง ทั้งกลุ่มวิสาหกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี รวมทั้งวิสาหกิจเริ่มต้น (สตาร์ทอัพ) ที่ขณะนี้จำเป็นจะต้องเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการหันมาประยุกต์ใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และธุรกิจ นอกจากนี้ ยังจะต้องเปลี่ยนการแข่งขันจากรูปแบบเดิมๆ มาเป็นการแข่งขันด้วยไอเดียและความแตกต่าง ซึ่งการผลักดันกระบวนการเหล่านี้ถือเป็นเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับให้อุตสาหกรรมอาหารไทยมีศักยภาพและความยั่งยืนมากขึ้น

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า ล่าสุด NIA ในฐานะผู้เชื่อมโยงระบบนวัตกรรมของประเทศ และผู้ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มสตาร์ทอัพไทยแลนด์ ได้เล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมอาหาร และ FoodTech Startup จึงดำเนินความร่วมมือกับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ริเริ่มและดำเนินการพัฒนา FoodTech Incubation and Acceleration Program ภายใต้ชื่อ SPACE-F: สเปซ-เอฟ” โดยเน้นใน 9 ด้าน ได้แก่ 1. อาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness) 2. โปรตีนทางเลือก(Alternative Proteins) 3. กระบวนการผลิตอาหารอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) 4. บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต (Packaging Solutions) 5. ส่วนผสมและอาหารใหม่ (Novel Food & Ingredients) 6.วัสดุชีวภาพและสารเคมี (Biomaterials & Chemicals) 7. เทคโนโลยีการบริหารจัดการร้านอาหาร (Restaurant Tech) 8. การตรวจสอบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร (Food Safety & Quality) และ9. บริการอัจฉริยะด้านอาหาร (Smart Food Services) โดย NIA ตั้งเป้าว่าโครงการ SPACE-F นี้จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มจำนวนวิสาหกิจเริ่มต้นด้านธุรกิจนวัตกรรมอาหารในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 60 ราย ภายในระยะเวลา 3 ปี ตลอดจนตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น “ครัวโลก” และรักษาขีดความสามารถอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ดีได้ยิ่งกว่าเดิม

ด้าน นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยนในฐานะบริษัทผู้ประกอบการด้านอาหารทะเลระดับโลก นอกจากเราจะมุ่งมั่นกับการพัฒนาบุคลากรแล้ว เรายังให้ความสำคัญด้านนวัตกรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่านี่คือพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารทะเล และยังเป็นความแข็งแกร่งของบริษัทในการเดินหน้าสู่ความสำเร็จบนเวทีธุรกิจอาหารโลก เมื่อสี่ปีที่แล้วไทยยูเนี่ยนได้ริเริ่มความร่วมมือกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมไทยยูเนี่ยนขึ้นที่ประเทศไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาทั้งในแง่เทคโนโลยี การผลิตและผลิตภัณฑ์ของบริษัทในเครือทั่วโลก วันนี้เรามีความยินดีที่ได้สนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นด้านธุรกิจนวัตกรรมอาหาร ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า SPACE-F จะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

รศ.ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ขวา)

ขณะที่ รศ.ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า Tech-based startup ทั้งหลายล้วนเกิดจากนวัตกรรมที่มาจากงานวิจัย โดยแนวคิดนี้เริ่มเป็นที่คุ้นเคยของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่ง Ecosystem ของสถาบันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูงนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมจากการวิจัย ดังนั้นคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง SPACE-F เพื่อสร้าง FoodTech startup ผลักดันการสร้างนวัตกรรม และพัฒนาบัณฑิตที่สนใจให้เป็น Enterpreneur ในอนาคต โดยคณะวิทยาศาสตร์จะสนับสนุน Ecosystem ในการทำงานวิจัยอันได้แก่ สถานที่ ห้องปฏิบัติการงานวิจัย นักวิจัย องค์ความรู้ ตลอดจนผลงานวิจัยที่มีอยู่ คณะวิทยาศาสตร์หวังว่าการร่วมมือกันของพันธมิตรทั้งสามฝ่ายจะเพิ่มอัตราความสำเร็จของ Startup เหล่านี้ จนกระทั่งสามารถสร้าง Impact ต่อเศรษฐกิจในระดับประเทศไทยและระดับโลกต่อไป

SPACE-F ตั้งอยู่ในทำเลกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ที่สะดวกต่อการเดินทางทั้งจากสนามบินและการเดินทางเชื่อมต่อไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่อยู่โดยรอบ เช่น กระทรวง โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย/ทดสอบ ฯลฯ จะส่งเสริมให้ SPACE-F เป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมและธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยภายใต้พื้นที่อำนวยความสะดวกกว่า 1,000 ตารางเมตร ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่สำหรับทำงานร่วมกัน สำนักงานชั่วคราว ห้องประชุม และห้องปฏิบัติการสำหรับการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมอาหาร จะมีการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามความจำเป็นและความต้องการของสตาร์ทอัพที่จะเข้ามาใช้บริการพื้นที่ รวมทั้งหลักสูตร บุคลากร และการสนับสนุนทรัพยากรด้านการเงินก็จะถูกรวบรวมไว้ที่นี่อย่างครบครัน

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 ต่อ 525 (จิตรภณ) เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ facebook.com/niathailand

เอ็นไอเอเปิดวาร์ป 10 นวัตกรรมปี 62 ที่จะทำให้ทุกไลฟ์สไตล์กลายเป็นเรื่องหมู ๆ ให้คนไทยมีความสุขมากกว่าที่เคย จากไอเดียสุดล้ำ

เริ่มเข้าสู่ศักราชใหม่ แน่นอนว่าหลายคนก็คงต้องการที่จะมีวิถีชีวิตที่เก๋ไก๋ไฉไลกว่าเก่า และขึ้นชื่อว่าเป็นปีหมูทั้งที ใครล่ะ??? จะไม่อยากได้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาช่วยอำนวยความสะดวก พร้อมทำให้กิจกรรมในแต่ละวันกลายเป็นเรื่องหมู ๆ รองรับดิจิทัลไลฟ์สไตล์ที่ต้องง่าย รวดเร็ว และเข้าถึงได้ในทุกที่ทุกเวลา

เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 10 ของ “สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA” วันนี้เราจึงอยากอาสาพาไปทำความรู้จักกับ 10 นวัตกรรมสุดเจ๋ง จากการร่วมพัฒนาระหว่าง NIA และผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมไทย ที่ควรจะมีไว้ประจำบ้านหรือประจำกายสักคนละชิ้นสองชิ้น ขอบอกเลยว่าแต่ละไอเทมนอกจากจะช่วยให้ชีวิตสะดวกและง่ายยิ่งกว่ากระพริบตาแล้ว ยังมีราคาไม่แพง หรือบางชิ้นถึงขั้นให้ใช้ฟรีกันเลยทีเดียว

เริ่มกันที่นวัตกรรม “ผักรักลูก” ผงผักธัญพืชพรีไบโอติกและเส้นใยรวมจากธรรมชาติ ที่ช่วยรักษาโรคท้องผูกในเด็ก ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 500,000 คน โดยนวัตกรรมชิ้นนี้ได้นำวัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ แปะก๊วย ผักโขม ลูกบัว มาผ่านหลากหลายกระบวนการ จนทำให้เกิดผลึกใหม่เป็นแป้งทนการย่อย มีคุณสมบัติพิเศษก็คือจะไม่ถูกย่อยและดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะสามารถผ่านเข้าไปจนถึงบริเวณลำไส้ใหญ่เพื่อเป็นอาหารให้กับจุลินทรีย์หรือพรีไบโอติก กระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิดที่มีประโยชน์ ส่งผลให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นในระยะยาว และยังแก้ปัญหาการกินผักยากในเด็กเล็กให้กับคุณแม่ได้เป็นอย่างดี

“ไดอะเมท (Diamate): แอปพลิเคชันดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่บ้าน ร่วมกับการรักษาที่โรงพยาบาล” ระบบดังกล่าวจะช่วยดูแลผู้ป่วยเบาหวานหลังจากรักษาตัวในโรงพยาบาล ด้วยการใช้แอปพลิเคชันรับคำแนะนำการปฏิบัติตัวจากทีมนักโภชนาการ ซึ่งเป็นทีมเดียวกับแพทย์ผู้ให้การรักษาที่โรงพยาบาลนั้น ๆ แอปพลิเคชันจะมีการแนะนำการกินอาหาร รวบรวมสถิติการกินอาหาร และระดับน้ำตาลเพื่อให้แพทย์ได้ทราบ ส่งผลให้การวางแผนการรักษาและการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมีการเก็บข้อมูลการใช้ยา การให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวในแต่ละวัน นอกจากนี้ระบบยังสามารถเชื่อมต่อกับผู้ป่วยที่มีเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ทำให้ช่วยติดตามระดับน้ำตาลของผู้ป่วยได้แบบเรียลไทม์พร้อมแจ้งเตือนเมื่อเกิดความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที

DEZIGNTOOL แพลตฟอร์มออกแบบตกแต่งภายในบ้าน เพื่อช่วยตกแต่งบ้านและคอนโดได้เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี AR หรือ Argumented Reality และมีรูปแบบบริหารจัดการตกแต่งภายในให้เหมาะสมและคุ้มค่าในงบประมาณเฉพาะบุคคล ให้คนทั่วไปใช้แต่งบ้านเองได้อย่างง่ายดาย เพียงเปิดแอปพลิเคชัน ก็จะสามารถเห็นรูปแบบการตกแต่งบ้านที่มีฉากหลังเป็นพื้นที่ห้องของผู้ใช้บริการจริงๆ ซึ่งจะช่วยให้รู้ทันทีว่าเฟอร์นิเจอร์ ทั้งโซฟา ตู้ หรือของแต่งบ้านที่สนใจ เมื่อนำมาจัดวางรวมกันแล้วลงตัวกับพื้นที่จริงหรือไม่ และได้เห็นภาพรวมที่สวยตรงใจโดยที่ยังไม่ต้องลองเสี่ยงซื้อสินค้าจริงมาวัดดวงแบบที่เคยเป็นมา นอกจากนี้เมื่อเจ้าของบ้านหรือเจ้าของห้อง เลือกสินค้ามาลองวางในพื้นที่แล้ว ยังสามารถสั่งซื้อของทุกชิ้นที่ถูกตกแต่งบนเว็บไซต์หรือบนหน้าจอมือถือได้โดยตรงจากแหล่งขายสินค้าเหล่านั้นได้อีกด้วย

“พรรณนา: ระบบรองรับการชมภาพยนตร์สำหรับผู้พิการทางการมองเห็น” นวัตกรรมนี้จะช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าถึงสื่อโสตทัศน์ได้มากขึ้นผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน โดยความสามารถพิเศษของพรรณนานั้น ระบบจะฟังเสียงภาพยนตร์ที่กำลังเล่นอยู่และเล่นเสียงบรรยายภาพให้ตรงกับภาพยนตร์นั้นโดยอัตโนมัติ ทำให้คนพิการทางการเห็นสามารถรับชมภาพยนตร์ร่วมกับคนไม่พิการได้พร้อมกัน โดยหูข้างหนึ่งฟังเสียงภาพยนตร์ และอีกข้างหนึ่งฟังเสียงบรรยายภาพผ่านหูฟังส่วนตัว

 

QueQ ฉีกทุกกฎแห่งการรอคิว นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักแอปฯ คิวคิว บริการการจองคิวที่ช่วยแก้ปัญหาการรอคิวนาน พิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วในหลายกลุ่มธุรกิจทั้งร้านอาหาร ธนาคาร และสถานที่ให้บริการต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม แอปฯดังกล่าวกำลังจะก้าวสู่ตลาดภาครัฐ โดยเตรียมให้บริการในสถานที่ราชการเพื่อแก้ปัญหาความหนาแน่นของสถานที่ที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งจะเริ่มที่โรงพยาบาล ในการช่วยตรวจสอบคิวและการเข้าถึงการจองคิวล่วงหน้า การแสดงผลหน้าห้องตรวจเพื่อใช้สำหรับการแสดงผลเรียกคิว นอกจากนี้ยังจะมีระบบและชุดตรวจสอบและออกบัตรคิวเพื่อให้เป็นไปตามลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นตอนลงทะเบียน ขั้นตอนให้คำปรึกษา ขั้นตอนการตรวจเลือด เอ็กซเรย์ การรับยา จนกระทั่งขั้นตอนการจ่ายเงินอันเป็นการสิ้นสุดกระบวนการ

เอเวอร์โกล เพื่อนรู้ใจใกล้ฟาร์มเกษตร นวัตกรรมชิ้นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดปัญหาการควบคุมปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรม ซึ่งโครงการเอเวอร์โกลได้มีการนำเอาเทคโนโลยี IoT, Cloud Big Data และ Machine Learning เข้ามาใช้ สามารถช่วยให้เจ้าของฟาร์ม สามารถตรวจสอบ และควบคุมฟาร์ม ได้จากทุกที่ผ่านอินเทอร์เน็ต รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ภายในฟาร์มได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยการจัดเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ในอากาศ รวมถึงระดับความเข้มข้นของปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ จึงช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างดี สำหรับนวัตกรรมนี้จัดจำหน่ายไปแล้วทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง เวียดนาม และสิงคโปร์

Find Folk เสริมทุกความแข็งแกร่งให้การท่องเที่ยวชุมชน Find Folk ได้เล็งเห็นถึงปัญหาของการท่องเที่ยวชุมชนที่ยังขาดเทคโนโลยีช่วยจัดการข้อมูลการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ชุมชนไม่สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ออกแบบ เพื่อพัฒนาระบบการท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลการท่องเที่ยวชุมชน บริษัทฯ จึงได้พัฒนาเว็บและแอปพลิเคชันออนไลน์ที่เป็นเครื่องมือช่วยให้เกิดการจัดการข้อมูล ได้แก่ การจัดการรายได้ของชุมชน การจัดกิจกรรม ตลอดจนระบบการจัดการที่พัก ที่สามารถนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน สามารถเชื่อมโยงระหว่างการท่องเที่ยวโดยชุมชนกับนักท่องเที่ยวที่สนใจในเรื่องการท่องเที่ยว และยังเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับการท่องเที่ยวชุมชนที่สามารถเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่ต้องการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อไป

และปิดท้ายกันที่ 3 นวัตกรรม เพื่อการดูแลผ้สูงอายุกับ สุขใจ ระบบตรวจจับการล้มสำหรับผู้สูงอายุที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง เครื่องมือชิ้นนี้เป็นการผสาน การทำงานของอุปกรณ์สวมใส่ 2 ชิ้น ได้แก่ จี้ และอุปกรณ์รับส่งสัญญาณไร้สาย ที่สามารถตรวจจับการล้มและอิริยาบถต่าง ๆ ของผู้สูงวัยทั้งในอาคารและนอกอาคารได้ แถมยังมีการทำงานร่วมกับระบบบริการด้านสุขภาพผู้สูงอายุ (Health Center) ซึ่งเป็นระบบศูนย์กลางการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ประกอบด้วยระบบการแจ้งเตือนต่าง ๆ ข้อมูลสุขภาพผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลที่จะช่วยวัดแนวโน้มการเกิดโรค และการหาปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อในกลุ่มต่าง ๆ และพัฒนาต่อยอดเป็นผู้ช่วยสุขภาพอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ รวมถึงระบบ Call Center ที่คอยประสานงานจากอุปกรณ์สวมใส่ไปยังบุตรหลาน หรือผู้ให้การดูแลได้อีกด้วย

ยังแฮปปี้ ชุมชนเพื่อผู้สูงอายุ ด้วย solution high touch to high tech ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันเดียวในประเทศไทยที่เชื่อมโยงบริการสร้างกิจกรรม และให้สวัสดิการกับผู้สูงอายุ โดยพนักงานที่ให้บริการเป็นผู้สูงอายุในช่วงวัยเดียวกันกับผู้รับบริการ จึงเป็น one stop service for elderly ที่อาศัยเทคโนโลยีที่ทำให้คุณภาพการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น การบริการของ ยังแฮปปี้นั้น โปรแกรมเมอร์ได้พัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมาและแจกจ่ายให้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี ตลอดเวลาและทุกสถานที่ โดยมีฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ อาทิ การจัดตารางออกแบบการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีเป้าหมายในแต่ละวันที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม บริการ Call center ที่เปรียบเสมือนเพื่อนที่คอยช่วยเหลือผู้สูงอายุในการดำเนินชีวิตประจำวัน บริการแหล่งรวมความรู้ บทความ และหนังสือ ความรู้สาระที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุ บริการเชื่อมโยง และสอนการใช้งาน social media ที่จำเป็น

บั๊ดดี้โฮมแคร์ ระบบบริหารจัดการเพื่อติดตามและดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ เป็นกิจการเพื่อสังคมที่นำโมเดลธุรกิจมาต่อยอดการแก้ปัญหาผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งในเขตเมืองเชียงใหม่ ของมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ ที่เริ่มมาจากโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ตั้งแต่ปี 2548 ดำเนินการฝึกอบรมผู้ที่มีจิตอาสาให้ทำหน้าที่เข้าไปเยี่ยมเยียน เน้นการเฝ้าระวังและจัดการปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีอาสาสมัครจำนวน 111 คน ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแออัด เขตเทศบาลนครเชียงใหม่รวม 217 คน จากการดำเนินงานมากว่า 10 ปี ทำให้พบปัญหาเรื่องรายได้หมุนเวียนที่เข้ามาในโครงการที่ผูกยึดกับทุนต่าง ๆ ทำให้ทางบั๊ดดี้โฮมแคร์ได้สร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนในโครงการและยังช่วยสร้างอาชีพและโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนที่ด้อยโอกาส โดยรูปแบบธุรกิจของบั๊ดดี้โฮมแคร์จะเป็นการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีมาตรฐาน โดยมีพนักงานดูแลเป็นกลุ่มเด็กผู้ด้อยโอกาส ซึ่งในรูปแบบจะเป็นการเก็บรายได้จากกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกำลังจ่ายและนำมาบริหารจัดการเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาส

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th

ส่อง 5 นวัตกรรมแปลงร่าง “ข้าวไทย” สู่อินโนเวชั่นล้ำสมัย ปลุกไอเดียธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ด้วย “ความแตกต่าง”

ปัจจุบันพบว่า สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากการปลูกข้าว และการแปรรูปให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นกลางเพื่อส่งออกและบริโภคนั้น ยังมีการทำข้าวนวัตกรรมเพื่อเป็นทางออกในการลดการแข่งขันด้านราคา รวมถึงรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและมีความเฉพาะกลุ่มมากขึ้น (Niche Market) ไม่ว่าจะเป็น วิถีชีวิตที่เร่งรีบ เทรนด์การดูแลสุขภาพ การเน้นคุณภาพและความปลอดภัย การประยุกต์สู่ผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากการนำไปบริโภค ฯลฯ โดยการทำข้าวนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่จะต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมการผลิตข้าวไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการบริโภคข้าวให้มากขึ้น พร้อมโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างๆที่ใหญ่ขึ้นได้เช่นกัน

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยขึ้น โดยกิจกรรมนี้นับว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะทำให้แต่ละปีได้มีสินค้านวัตกรรมที่ผลิตจากข้าวออกสู่ตลาดหลากหลายประเภท ทั้งกลุ่มเวชภัณฑ์และยารักษาโรค กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ อาหารเพื่อสุขภาพ ข้ามไปถึงอุปกรณ์เพื่อการสร้างบ้าน และวันนี้ใครที่ยังคิดว่าข้าวมีไว้เพียงเพื่อจำหน่ายและรับประทานแล้วล่ะก็ คงต้องขอให้กลับไปสำรวจตามห้างร้านตลาดกันดูใหม่ เพราะว่าชั่วโมงนี้ข้าวไทยไปไกลกว่าที่เราคิดไว้เยอะ ส่วนจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้างนั้นตามไปดูพร้อมๆกันได้เลย

เริ่มกันที่ รางวัลชนะเลิศจากปี 2561 ซึ่งเป็นปีล่าสุดกับผลงาน KD Care : ข้าวหอมโปรตีนต่ำพร้อมรับประทาน” ได้ยินแล้วอาจจะคิดว่าเป็นข้าวเพื่อใช้ในการไดเอท หรือควบคุมแคลอรี่สำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก แต่จริงๆแล้วนวัตกรรมข้าวชิ้นนี้ถูกคิดค้นมาเพื่อผู้ที่กำลังมีปัญหาด้านสุขภาพ ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยกลุ่มผู้คิดค้นจากบริษัท ไทย นิวทริชั่น เทคโนโลยี จำกัด ได้นำข้าวหอมปทุมธานีซึ่งมีโปรตีนอยู่ระหว่างร้อยละ 5 – 8 มาผ่านกระบวนการย่อยโปรตีนด้วยเอนไซม์ แล้วนำไปทำแห้งซึ่งข้าวที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวมีปริมาณโปรตีนน้อยกว่า 1.19 กรัมต่อ 100 กรัม แล้วนำข้าวที่ได้มาบรรจุใน retort cup แล้วผ่านกระบวนการสเตอริไลส์เป็นข้าวพร้อมรับประทาน ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคไตคือ ถ้าปริมาณโปรตีนในข้าวที่รับประทานลดลง จะทำให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้เพิ่มขึ้น เพราะผู้ป่วยต้องการกรดอะมิโนจำเป็นจากเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพดีไม่ใช่จากพืช

 

ถัดมาเป็นผลงานนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากปี 2560 ขอบอกเลยว่านวัตกรรมชิ้นนี้มีความว้าวไม่แพ้กันกับผลงานชิ้นแรก เพราะนี่คือ GANFAI (Green and Fire Retardant Acoustic Decorative Item)” นวัตกรรมระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อนและดูดซับเสียง สำหรับตกแต่งอาคารและที่อยู่อาศัยและเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกให้กับสถาปนิกและวิศวกร โดยนวัตกรรมชิ้นนี้ทำมาจากฟางข้าวและเยื่อกระดาษ ประกอบด้วยขั้นตอนการการเตรียมแผ่นฉนวนโดยส่วนผสมฟางข้าวกับเยื่อกระดาษในอัตราส่วน 1 : 1 ถึง 4 : 1 แล้วอัดขึ้นรูปโดยแม่พิมพ์ จากนั้นแช่ในสารละลายสารหน่วงไฟ แล้วอบแห้ง ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติน้ำหนักเบาความหนาแน่น 0.12 – 0.18 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร มีค่าความทนแรงดึงสูงสุดถึง 150 นิวตันต่อเซนติเมตร มีค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนเพียง 0.028 – 0.088 วัตต์ มีค่าความต้านการลุกไหม้ ตามมาตรฐาน ISO 5657 : 1997 ว่ากันว่าความน่าสนใจของนวัตกรรมชิ้นนี้ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับฟางข้าวได้กว่า 70 เท่ากันเลยทีเดียว

 

ข้ามมาดูผลงานที่มีความก้าวล้ำในวงการวิทยาศาสตร์กันบ้างกับ BR Staining Kit : ชุดย้อมสีจากข้าวเหนียวดำสำหรับประเมินรูปร่างอสุจิและงานนิติวิทยาศาสตร์” ผลงานชิ้นนี้เป็นนวัตกรรมระดับโลก ที่นำไปใช้เป็นสีย้อมสำหรับประเมินรูปร่างอสุจิซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณาภาวะมีบุตรยาก งานนิติวิทยาศาสตร์ในการย้อมตัวอย่างจากเศษผ้าที่เปื้อนคราบอสุจิ หรือตัวอย่างสำลีป้ายช่องคลอดจากคดีข่มขืน ด้วยการนำข้าวเหนียวดำมาสกัดด้วยน้ำที่มีส่วนผสมของ Potassium alum กรดซิตริก และเอทานอล ในกรณีย้อมสีประเมินรูปร่างอสุจิ หรือสกัดด้วยน้ำที่มีส่วนผสมของ Potassium alum ในกรณีย้อมสีตัวอย่างผ้าที่เปื้อนคราบอสุจิ ทดแทนสีสังเคราะห์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และทดแทนสี Hematoxylin ซึ่งได้มาจากต้นไม้ Log Wood โดยสีย้อมจากข้าวเหนียวดำให้ผลไม่ต่างจากสีสังเคราะห์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีความน่าสนใจพี่พบว่าข้าวเหนียวดำ 1 กก. ราคา 50 – 80 บาท สามารถผลิตสีย้อมได้ 250 มิลลิลิตร จำหน่ายในราคา 500 บาท มีขั้นตอนการย้อมสีเพียง 9 ขั้นตอน เมื่อเปรียบเทียบกับสีสังเคราะห์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันราคาอยู่ที่ 5,000 บาท มีขั้นตอนการย้อม 20 ขั้นตอน นวัตกรรมชิ้นนี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อศูนย์บริการหน่วยผู้มีบุตรยากภาครัฐและเอกชน ห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์หลักฐาน รวมถึงห้องปฏิบัติการตรวจวัตถุพยานจากคดีข่มขืน

 

เอาใจคนรักสวยรักงามกันสักหน่อยกับวัตกรรม “HERBALIST SIAM : RED JASMINE RICE PHYTO CELL SERIES” จาก บริษัท วธูธร จำกัด ผลงานชิ้นนี้เป็นนวัตกรรมระดับประเทศด้านการนำสารสกัดจากแคลลัสข้าวหอมมะลิแดง ที่มีสารสำคัญในกลุ่มของ Phenolic Compound, Procyanidin, Amino-acid ซึ่งการใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อให้เกิดแคลลัส จะให้ปริมาณสารสำคัญที่สูงกว่าการสกัดจากเมล็ดข้าว และมีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าสารสกัดจากเมล็ดข้าวถึง 3 เท่า แล้วนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สบู่ ครีม และเซรั่ม ที่มีการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ สำหรับการผลิตนวัตกรรมชิ้นนี้จะใช้ข้าวเปลือก 3 กิโลกรัม นำมาแกะเป็นเมล็ดข้าวสารหอมมะลิแดงได้ 1 กิโลกรัม จากนั้นจะใช้ข้าวสารหอมมะลิแดง 1 กิโลกรัม เพาะเลี้ยงแคลลัส ได้ 1 กิโลกรัม แล้วนำแคลลัส 1 กิโลกรัม นำมาสกัด เพื่อให้ได้สารสกัดจากสเต็มเซลล์ 1 ลิตร ทั้งนี้ หากประเมินราคาของสารสกัดจะอยู่ที่ 18,000 บาท ต่อ 1 ลิตร และถ้าหากประเมินยอดการใช้สารสกัด 25 กิโลกรัมต่อการผลิตสินค้า 5,000 ชุด (Serum, Cream, Soap) ก็พบอีกว่าช่วยเพิ่มมูลค่าสารสกัดคิดเป็น 900 เท่าของข้าวเปลือกหอมมะลิแดงเลยทีเดียว

 

ยังอยู่ที่นวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพ “Dr.O Anti-Aging Skin Essence” นวัตกรรมระดับประเทศด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิว Essence ที่มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการระงับกลิ่นกาย ซึ่งเกิดจากความสามารถในการควบคุมปฏิกิริยา oxidation ของร่างกายลดลงในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยนำเถ้าแกลบที่มีซิลิก้าประมาณร้อยละ 70 – 90 มาสกัดด้วยกระบวนการ ultrasonic extraction ซึ่งจะทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ lipoxidase ที่เป็นตัวเร่งในการทำให้เกิดกลิ่น และนอกจากนั้นน้ำด่างเถ้าแกลบยังมีแร่ธาตุต่างๆ ที่สามารถดูดซับกลิ่นไวภายในและภายนอกโมเลกุล โดยจะเกิดปฏิกิริยาสะเทินกรด fatty acid อย่างไรก็ดีนวัตกรรมชิ้นนี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขี้เถ้าแกลบได้มากถึง 770 เท่า นอกจากนี้ยังเป็นการนำของเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปข้าวมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และยังเป็นทางเลือกของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชะลอวัย ที่เพิ่มเติมคุณสมบัติในการระงับกลิ่นกายเข้ามาไว้ในผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดผยว่า “ประเทศไทย เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูก “ข้าว” ซึ่งถือเป็นพืชเกษตรหลักที่ให้คุณประโยชน์ทั้งในแง่ของการบริโภค และการส่งออกเพื่อทำรายได้ให้กับประเทศ ผลผลิตจาก “ข้าวไทย” ได้การยอมรับและถูกขนานนามว่าเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลกโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ทั้งด้วยคุณภาพ รสชาติ มาตรฐานการผลิต รวมถึงปริมาณในการรองรับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งประเทศไทยยังถือเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ติดอันดับท็อปของโลกปีละหลายล้านตัน ความสำคัญในส่วนหลังนี้ ยังเป็นผลให้เกิดการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม กัมพูชา ที่เป็นประเทศเกษตรกรรมและมีการปลูกข้าวเช่นเดียวกับไทย รวมถึงอินเดียที่ก้าวมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งแซงหน้าไทยเมื่อไม่นานมานี้”

“สำหรับการปรับตัวในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวไทย ที่ปัจจุบันแม้ว่าจะมีการแปรรูปออกมาเป็นสินค้าต่างๆแล้วนั้น แต่ก็อาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่แปรเปลี่ยน เนื่องจากข้าวที่ถูกนำไปแปรรูปยังอยู่ในกลุ่มสินค้าแปรรูปขั้นกลางกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผู้ประกอบการหรือนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต้องศึกษาตลาดและปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจมาใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มากขึ้น ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวนอกจากจะช่วยเพิ่มทางเลือกและมูลค่าให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะผลักดันให้สินค้าที่ตีตราแบรนด์ไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก พร้อมก้าวล้ำประเทศคู่แข่งได้อย่างมีนัยสำคัญ”

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02 – 0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ Facebook.com/NIAThailand

NIA ชวนเด็กไทยเรียนรู้วิถี 'นวัตกรน้อย' กับเวิร์กช็อปนวัตกรรมฟอง ฟอง เรียนรู้ง่ายและใช้ได้จริง 10 - 12 ม.ค. ณ อุทยานนวัตกรรม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมจัดกิจกรรมถนนสายวิทยาศาสตร์ เนื่องในงานวันเด็กแห่งชาติระหว่างวันที่ 10-12 มกราคม 2562 ณ อาคารอุทยานนวัตกรรม โดยในปีนี้ชวนน้องๆ เรียนรู้การเป็นนวัตกรน้อยผ่านกิจกรรม STEAM4INNOVATOR (สะตีมฟอร์อินโนเวเตอร์) ด้วยการสร้างสรรค์ “นวัตกรรมทำความสะอาดผิว” พร้อมร่วมเวิร์กช็อปเปิดโลกหุ่นยนต์จำลองเครื่องจักรการผลิตสบู่ และสนุกกับการออกแบบหุ่นยนต์เป็นเครื่องเป่าฟอง ฟอง

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า NIA ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจจนถึงการพัฒนาความสามารถของเยาวชนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การเวิร์กช็อป กิจกรรมค่าย ฯลฯ ภายใต้โครงการ “STEAM4INNOVATOR” ซึ่งเป็นแนวทางจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ ที่นำความรู้ด้านธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการมาบูรณาการเข้ากับความรู้ความเข้าใจทางด้าน สะตีม: STEAM (Science, Technology, Engineering, Art, Mathematics) เพื่อให้เยาวชนสามารถประยุกต์และสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีมิติของการประกอบธุรกิจนวัตกรรมอยู่ด้วย

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมในวันเด็กปีนี้ หน่วยงานกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ร่วมกันจัดงานในธีมตารางธาตุ NIA จึงนำ ธาตุคาร์บอน (C) มาให้น้องๆ รู้จัก โดยมีกิจกรรมเวิร์กช็อปการทำ “สบู่นวัตกรรม” ผ่านกระบวนการเรียนรู้ 4 ขั้นตอนของ STEAM4INNOVATOR ซึ่งแบ่งเป็น 4 ฐานกิจกรรม ได้แก่ ฐานที่ 1 การเริ่มต้นการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมจากความชอบ ค้นหาแรงบันดาลใจ มองเห็นปัญหาและการแก้ไขจากมุมมองใหม่ กับกิจกรรม "Insight Bubble Land" ท่องโลกนวัตกรรมฟอง ฟอง "เฮ เฮ้ เราคือคาร์บอน (C) ยินดีที่ได้รู้จัก" ซึ่งฐานนี้น้องๆ จะได้รู้จักกับธาตุคาร์บอน (C) ซึ่งเป็นธาตุพื้นฐานของสารอินทรีย์ ที่เมื่อจับกับธาตุอื่น ๆ แล้วจะสามารถแปลงร่างเป็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย และสบู่ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจและสามารถเติมความคิดสร้างสรรค์เพิ่มเข้าไปได้

ฐานที่ 2 Wow Idea การต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ กำหนดปัญหาและเป้าหมายในการแก้ไขที่ชัดเจน ในกิจกรรม "Light up Innovative idea ขยายความคิด จากจินตนาการ สู่นวัตกรรม” โดยฐานนี้ น้อง ๆ จะได้วิเคราะห์ว่าความต้องการของลูกค้าของเราคืออะไร ปัญหาคืออะไร แล้วเราสามารถเพิ่มสารอื่น ๆ เพื่อให้เกิดเป็น WOW IDEA ที่สร้างสรรค์ได้อย่างไร ฐานที่ 3 BIZ ANALYSIS / BIZ MATCHING / PROTOTYPING การออกแบบแนวคิดและแผนบริหารจัดการทั้งหมด กับกิจกรรม  "Create your own innovation" ร่ายพลังสร้างสรรค์ผลงาน สร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้การทำสบู่ ครีมอาบน้ำ บาธบอม หรือสครับ และฐานที่ 4 PRODUCTION & DIFFUSION การลงมือสร้างสรรค์อย่างจริงจังให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดผลงานนวัตกรรมออกสู่ตลาด กับกิจกรรม "Add value and be innovator"      โดยเป็นการเรียนรู้การเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่ดูดี มีมาตรฐาน ผ่านการรับรองให้เป็นนวัตกรรมทำความสะอาดผิวสู่ตลาดสากล

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า จะเห็นได้ว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นนี้เป็นส่วนที่จะช่วยให้เด็กๆ มี 5 ทักษะสำคัญสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจนวัตกรรม ได้แก่ Inspiration สร้างแรงบันดาลใจใหม่จากสิ่งใกล้ตัว กระตุ้นให้เกิดความอยากที่จะสร้างสรรค์ผลงานสร้างธุรกิจที่สร้างคุณค่า Imagination การสร้างจินตนาการเหนือความรู้พื้นฐานและวิชาการ ทำให้เรามองเห็นอนาคตที่กว้างไกล มองเห็นปัญหาและการแก้ไขจากมุมมองใหม่ Ideation การจัดการความคิดแบบรวบยอด เพื่อกำหนดปัญหาและเป้าหมายในการแก้ไขที่ชัดเจน Integration การออกแบบแนวคิดและแผนบริหารจัดการทั้งหมด Insight / Implementation การเข้าถึงองค์ความรู้ และสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง และการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทางธุรกิจ

และนอกจากกิจกรรมในโครงการ STEAM4INNOVATOR แล้ว NIA ยังร่วมกับสถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพเด็ก Raise Genius School ซึ่งเป็นสถาบันการเรียน การสอนวิชาหุ่นยนต์ ค่ายหุ่นยนต์ และเลโก้ จัดกิจกรรม “เปิดโลกหุ่นยนต์ Raise Lego Robot ครั้งที่ 13” โดยจะได้พบกับนิทรรศการการจำลองเครื่องจักรผลิตสบู่เหลว เวิร์กช็อปประดิษฐ์เครื่องเป่าฟองสบู่ (รอบบุคคลทั่วไป ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ รับน้องอายุ 7 ขวบขึ้นไป) การแข่งขันและประกวดหุ่นยนต์ (น้องนักเรียน Raise Genius 6 ขวบขึ้นไป) ซึ่งหากใครสนใจกิจกรรมดี ๆ มีประโยชน์แบบนี้ก็มาพบกันได้ที่ NIA : สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ในวันที่ 10-12 มกราคม 2562 สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-017-5555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th  , facebook.com/NIAThailand

Page 1 of 4