ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยผลจากการศึกษา ชี้ องค์กรและธุรกิจทั่วโลก ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ จากการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนได้มากถึง 80% (ค่าใช้จ่ายด้านวิศวกรรม และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เวลา) และยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (การใช้พลังงาน) ได้สูงถึง 85% รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ
  • รายงานดังกล่าว อิงตามการศึกษาจากโครงการของลูกค้านับ 230 โครงการ ในตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่สร้างผลประโยชน์ให้กับธุรกิจทั้งในเชิงลึก และในเชิงปริมาณ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เผยรายงาน Global Digital Transformation Benefits Report 2019  รายงานเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิรูปสู่ดิจิทัลทั่วโลก ประจำปี 2019 ซึ่งเป็นการนำเสนอบทพิสูจน์ที่เห็นเป็นรูปธรรมของพลังแห่งการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่แผ่ขยายไปทั่วโลกทั้งในอุตสาหกรรม การพาณิชย์ และภาครัฐฯ บทพิสูจน์ดังกล่าว ล้วนมาจากประโยชน์ทางธุรกิจในหลายรูปแบบทั้งในเชิงลึก เชิงปริมาณ จาก 230 โครงการของลูกค้าที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ให้บริการเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จาก 41 ประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้ EcoStruxure ซึ่งเป็นทั้งแพลตฟอร์ม และสถาปัตยกรรมของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค 

เป้าหมายของรายงานดังกล่าวคือการนำเสนอการเปรียบเทียบศักยภาพของการปฏิรูปดิจิทัลในการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่นบนฐานของความเป็นจริงที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน โดยหัวใจสำคัญของรายงานดังกล่าวคือ ประโยชน์หลักที่ธุรกิจจะได้รับจากการปฏิรูปสู่ดิจิทัลใน 12 เรื่อง ซึ่งแยกออกเป็น 3 ประเภท แต่ละประเภทล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CapEx) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) รวมถึงประเด็นความยั่งยืน ความเร็ว และประสิทธิภาพ ทั้งนี้การรายงานมุ่งเน้นที่ 4 กลุ่มหลักที่มีผลต่อเศรษฐกิจ ได้แก่อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งหมดอยู่ระหว่างการปฏิรูป ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานทั้งเรื่องวิถีการใช้ชีวิตของผู้คน รวมถึงการทำงาน และการพักผ่อน

การประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน และการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญมาก

บทพิสูจน์ที่ได้จากรายงาน นับเป็นการจบข้อกังขาและความกังวลในตลาดที่ว่าการปฏิรูปสู่ดิจิทัลเป็นการลงทุนที่แพง เพราะต้องใช้ระบบใหม่และการทำงานร่วมกับกระบวนการเดิม ซึ่งจากที่รายงานได้ศึกษาโครงการของลูกค้า ชี้ให้เห็นถึงบทพิสูจน์ที่ได้ผลตรงกันข้าม

โดยการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ทางวิศวกรรมไปสู่ระบบดิจิทัล สามารถช่วยธุรกิจและองค์กรต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน และใช้เวลาได้อย่างเหมาะสมได้ถึง 35% โดยเฉลี่ย นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้สินทรัพย์และระบบงานใหม่ เฉลี่ยถึง 29%  

การศึกษายังเผยให้เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล เพื่อควบคุมการใช้ IoT ให้ผลลัพธ์ในการประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มาก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้น ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และความยั่งยืน โดยทั้งองค์กรและภาคธุรกิจต่างรายงานถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการใช้พลังงานได้ถึง 24 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการปรับปรุงกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล

ในการประยุกต์ใช้งานในภาคอุตสาหกรรม การปฏิรูปสู่ดิจิทัล ช่วยให้องค์กรธุรกิจใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่ได้ผลลัพธ์มากขึ้น เช่น เพิ่มผลผลิตมากขึ้นแต่ใช้พลังงานน้อยลง ใช้วัตถุดิบน้อยลง ใช้แรงงานต่อชั่วโมงน้อยลง โดยสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากถึง 50% เหล่านี้เป็นผลที่ได้จากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ผ่านห่วงโซ่แห่งคุณค่า (value chain) ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการติดตาม IoT ตลอดจนการช่วยให้สายการผลิตดำเนินงานได้โดยอัตโนมัติ

ทศวรรษแห่งประสบการณ์ในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เริ่มเดินทางสู่การปฏิรูปดิจิทัลหลายปีมาแล้ว โดยในปี 2009 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เปิดตัว EcoStruxure™ ซึ่งเป็นทั้งสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์ม ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT ติดตั้งง่ายแบบ plug and play อีกทั้งยังเป็นระบบเปิด สามารถทำงานร่วมกันกับระบบอื่นๆ ได้

ปัจจุบันนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เพิ่มบริการด้านคลาวด์และดิจิทัล เพื่อให้ EcoStruxure™ สามารถนำเสนอประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ทั้งความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความสามารถในการเชื่อมต่อ โดย EcoStruxure™ ได้นำความล้ำหน้าด้าน IoT โมบิลิตี้ ระบบเซ็นเซอร์ คลาวด์ การวิเคราะห์ และไซเบอร์ซิเคียวริตี้ มาช่วยในการนำเสนอนวัตกรรมในทุกระดับ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่มีเชื่อมต่อ ระบบควบคุมการใช้อุปกรณ์ปลายทาง (Edge Control) และแอปพลิเคชั่น รวมถึงการวิเคราะห์ และบริการต่างๆ โดยที่ผ่านมา EcoStruxure ได้มีการติดตั้งใช้งานมากกว่า 480,000 ไซต์งาน โดยมีผู้วางระบบและผู้พัฒนากว่า 20,000 รายให้การสนับสนุน และมีการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกับอุปกรณ์มากกว่า 1.6 ล้านรายการ โดยมีการบริหารจัดการ ผ่านบริการด้านดิจิทัลมากกว่า 40 บริการ ซึ่งจำนวน 45 เปอร์เซ็นต์ของยอดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในปี 2017 ทั้งหมด เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ IoT ที่สร้างบนแพลตฟอร์ม EcoStruxure™

เรื่องราวที่น่าสนใจมากขึ้นที่ปรากฏในผลรายงานเกี่ยวกับพลังแห่งดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ก็คือ เมื่อธุรกิจก้าวเข้าสู่ดิจิทัลทั้งการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ทั้งสองส่วนทำงานผสานกันเพื่อขับเคลื่อนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“การปฏิรูปสู่ดิจิทัล เป็นหนทางเดียวที่จะสร้างเสถียรภาพ และประสิทธิภาพให้กับทั้งบริษัท ด้วยเทคโนโลยีเช่น อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือ IoT รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data ทำให้หลายบริษัทสามารถสร้างประสิทธิภาพ และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน” มร.ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “รายงานของเราชี้ให้เห็นว่าธุรกิจและองค์กรมากมาย ล้วนต้องการอำนาจที่เชื่อมั่นได้ ในการบริหารจัดการความซับซ้อน เพื่อปลดล็อคประสิทธิภาพการปฏิรูปสู่ดิจิทัลได้อย่างเต็มพิกัด ซึ่งเทคโนโลยีของเราสร้างบน EcoStruxure™ ช่วยควบคุมพลังแห่งดิจิทัล ช่วยให้ลูกค้าของเราได้รับประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้น มีความน่าเชื่อถือ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ทั้งหมด ให้ความยั่งยืน นับว่าเป็นผู้นำในเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่นี้อย่างแท้จริง”

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม

คลิกเพื่อดาวน์โหลด Global Digital Transformation Benefits Report 2019 รายละเอียดฉบับเต็ม ตัวอย่างของลูกค้า บทพิสูจน์สำหรับการดำเนินงาน การเงิน สภาพแวดล้อม และคุณค่าทางสถิติของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น

Hashtags:  #LifeIsOn #EcoStruxure #IoT #DigitalTransformation

ดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัยใหม่: ผู้นำทางธุรกิจชี้ความล่าช้าที่สำคัญในการปฏิรูปทางดิจิทัลทั่วโลก
ตลาดเกิดใหม่เป็นตลาดที่เติบโตแบบดิจิทัลมากที่สุดโดยอิงจากดัชนีการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลล่าสุดกับผู้นำธุรกิจ 4,600 รายจาก 40 ประเทศ

เนื้อหาข่าวโดยสรุป

  • มีเพียงแค่ 5% ของธุรกิจทั่วโลกที่ได้รับการนิยามให้เป็นผู้นำด้านดิจิทัล (Digital Leaders) ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าไม่มีความคืบหน้าด้านการพัฒนาใดๆ มาตั้งแต่ปี 2559
  • ตลาดเกิดใหม่มีการพัฒนาไปในทางที่ดีกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว โดยมี อินเดีย บราซิล และประเทศไทย ที่ได้รับคะแนนความพร้อมด้านดิจิทัลสูงที่สุด
  • 78 เปอร์เซ็นต์รายงานว่าการปฏิรูปทางดิจิทัลควรที่จะแผ่ขยายให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร
  • 51 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าพวกเขาจะพยายามฝ่าฟันเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่หนึ่งในสามของจำนวนนี้มีความกังวลว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังภายในอีก 5 ปี
  • 91 เปอร์เซนต์ถูกเหนี่ยวรั้งไว้โดยอุปสรรคต่างๆ อาทิ 1) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ 2) การขาดแคลนงบประมาณและทรัพยากร 3) ทักษะคนทำงานที่ไม่พอเพียง

แม้การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นและเดินหน้าต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง แต่ดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ (Dell Technologies Digital Transformation (DT) Index) ครั้งล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่าแผนงานด้านการปฏิรูปทางดิจิทัลของธุรกิจจำนวนมากยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น นี่คือหลักฐานที่ 78 เปอร์เซ็นต์ของผู้นำธุรกิจยออมรับว่าการปฏิรูปทางดิจิทัลควรเป็นการดำเนินการในวงกว้างให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร (ประเทศไทย: 90 เปอร์เซ็นต์) ทั้งนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งขององค์กรธุรกิจ (51 เปอร์เซ็นต์) เชื่อว่าพวกเขาจะต้องดิ้นรนเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปภายในระยะเวลา 5 ปี (ประเทศไทย: 71 เปอร์เซนต์) และเกือบหนึ่งในสาม (30 เปอร์เซนต์) ยังคงมีความกังวลว่าองค์กรของตนเองจะถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง (ประเทศไทย: 33 เปอร์เซ็นต์)

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ร่วมมือกับอินเทล และแวนสัน บอร์น (Vanson Bourne) ในการทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจจำนวน 4,600 คน ในระดับผู้อำนวยการขึ้นไปจนถึงผู้บริหารในระดับประธานเจ้าหน้าที่ (C-suite) จากบริษัทธุรกิจตั้งแต่ขนาดกลางไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่อยู่ทั่วโลกเพื่อประเมินความพยายามในการเปลี่ยนแปลงองค์กรของพวกเขา

การศึกษาเผยให้เห็นว่าตลาดเกิดใหม่คือตลาดที่มีความพร้อมและการเติบโตทางดิจิทัลมากที่สุด โดยมีอินเดีย บราซิล และประเทศไทยอยู่ในรายชื่อของการจัดอันดับในระดับโลก ในทางตรงกันข้าม ตลาดที่พัฒนาแล้วกลับเลื่อนไหลลงไปอยู่ข้างหลัง อาทิ ญี่ปุ่น เดนมาร์ก และฝรั่งเศส ที่มีคะแนนความพร้อมด้านดิจิทัลในระดับต่ำสุด ที่ยิ่งกว่านั้น ตลาดเกิดใหม่ยังมีความมั่นใจมากกว่าในศักยภาพของตัวเองว่าจะสามารถ “เปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างสิ้นเชิงมากกว่าจะเป็นผู้ที่ถูกเปลี่ยนแปลง” (53 เปอร์เซ็นต์” เมื่อเทียบกับตัวเลขที่ระดับ 40 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

เบื้องหลังเส้นกราฟ

งานวิจัย DT Index II  สร้างขึ้นต่อยอดจาก DT Index ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 2559 การเปรียบเทียบผลการวิจัยสองปีเน้นให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความคืบหน้าที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า พร้อมด้วยการดิ้นรนขององค์กรธุรกิจในการที่ต้องตามก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลงให้ทัน ในขณะที่เปอร์เซนต์ของจำนวนของผู้ที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล (Digital Adopters) เพิ่มจำนวนมากขึ้น ยังคงไม่มีความคืบหน้าในระดับบน เกือบสี่ในสิบ (39 เปอร์เซ็นต์) ของธุรกิจยังคงกระจายตัวอยู่ในสองกลุ่มของผู้ที่มีความพร้อมทางดิจิทัลน้อยที่สุดตามการจัดมาตรฐาน (ผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังดิจิทัล หรือ Digital Laggards และผู้ตามในเรื่องดิจิทัล หรือDigital Followers)

“ในอนาคตอันใกล้นี้ ทุกองค์กรธุรกิจต่างจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นองค์กรดิจิทัล แต่งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในการเดินทางอีกยาวไกล” ไมเคิล เดลล์ ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องปรับเทคโนโลยีที่พวกเขาใช้งานให้ทันสมัย เพื่อมีส่วนร่วมในโอกาสที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างการปฏิรูปทางดิจิทัล ถ้าจะลงมือก็ต้องเป็นในตอนนี้เลย” 

 

การเปรียบเทียบเพื่อแบ่งกลุ่ม

รายละเอียด

ระดับโลกในปัจจุบัน

ระดับโลกในปี 2559

ประเทศไทยในปัจจุบัน

ผู้นำด้านดิจิทัล

(Digital Leaders)

มีการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ในหลากหลายรูปแบบ และถูกปลูกฝังอยู่ในดีเอ็นเอของธุรกิจ

5%

5%

7%

ผู้ที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล

(Digital Adopters)

มีแผนงานด้านดิจิทัลที่เป็นจริงเป็นจัง มีการลงทุนและมีนวัตกรรมในองค์กร

23%

14%

40%

ผู้ที่กำลังประเมินดิจิทัล

(Digital Evaluators)

ตอบรับการปฏิรูปสู่ดิจิทัลอย่างระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป มีการวางแผนและลงทุนสำหรับอนาคต

33%

34%

25%

ผู้ตามในเรื่องดิจิทัล

(Digital Followers)

 

ลงทุนด้านดิจิทัลน้อยมาก เพิ่งเริ่มต้นวางแผนคร่าวๆ สำหรับอนาคต

30%

32%

23%

ผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังดิจิทัล

(Digital Laggards)

ไม่มีแผนงานด้านดิจิทัล มีการลงทุนและความริเริ่มที่จำกัดในองค์กร

9%

15%

5%

 

อุปสรรคในการปฏิรูปและความมั่นใจ

ผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าผู้นำทางธุรกิจต่างกำลังอยู่ในสภาวะของวิกฤตความเชื่อมั่น โดย 91 เปอร์เซ็นต์ถูกเหนี่ยวรั้งไว้ด้วยอุปสรรคเรื้อรังที่มีมายาวนาน

ห้าอันดับอุปสรรคสูงสุดที่มีต่อความสำเร็จของการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

  1. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ (อันดับ 1 ในประเทศไทย)
  2. การขาดงบประมาณและทรัพยากร
  3. การขาดทักษะและความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมภายในองค์กร (อันดับ 5 ในประเทศไทย)
  4. การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและกฎหมาย (จากอันดับ 9 ในปี 2559)
  5. ความไม่สมบูรณ์ของวัฒนธรรมดิจิทัล

เกือบครึ่งหนึ่ง (49 เปอร์เซ็นต์) เชื่อว่าองค์กรของพวกเขาต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือภายในอีกห้าปีข้างหน้า เกือบหนึ่งในสาม (32%) ไม่เชื่อว่าองค์กรของตัวเองที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ได้ (อาทิ กฎระเบียบว่าด้วยการป้องกันข้อมูลทั่วไปของสหภาพยุโรป หรือ EU General Data Protection Regulation) หนึ่งในสามไม่เชื่อถือว่าองค์กรของตนจะปกป้องข้อมูลของพนักงานหรือลูกค้า

แผนงานต่างๆ เพื่ออนาคตดิจิทัลที่เป็นจริง

ผู้นำต่างรายงานถึงการจัดลำดับความสำคัญที่คล้ายคลึงกันและการลงทุนเพื่อช่วยการปฏิรูปในอนาคต รวมไปถึงการใหความสำคัญเพิ่มขึ้นในเรื่องของคนทำงาน (workforce) การรักษาความปลอดภัย (security) และระบบไอที ทั้งนี้ สี่สิบหกเปอร์เซ็นต์กำลังพัฒนาทักษะและความสามารถด้านดิจิทัลภายในองค์กร (in-house) อาทิ ด้วยการสอนพนักงานทุกคนสามารถเขียนโค้ดได้ ซึ่งมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2559 ถึง 27 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 65%)

อันดับสูงสุดของการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีในอีก 1-3 ปีข้างหน้า

  1. การรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ (Cybersecurity)
  2. เทคโนโลยี Internet of Things
  3. สภาพแวดล้อมแบบมัลติ-คลาวด์
  4. ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial intelligence
  5. แนวการดำเนินงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นศูนย์กลาง (compute centric)

การเดินทางขององค์กรธุรกิจจะเป็นอย่างไรในอนาคตจะขึ้นอยู่กับขั้นตอนที่พวกเขาเลือกที่จะเริ่มต้นในวันนี้ ยกตัวอย่าง Draper ซึ่งเป็นลูกค้าของเดลล์ เทคโนโลยีส์ จากที่เคยมุ่งเน้นไปที่แผนกการวิจัยด้านการป้องกัน ปัจจุบันได้เริ่มต้นที่จะมุ่งไปสู่ภาคส่วนที่เป็นเชิงพานิชย์มากขึ้น อาทิ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ (biomedical science)

“เทคโนโลยีช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาที่ยากที่สุดในโลกนี้ได้ จากโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่สนับสนุนนวัตกรรมของเราไปจนถึงเทคโนโลยีการทดลองที่เราใช้เพื่อป้องกันเชื้อโรคเป็นต้น” ไมค์ โครนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสารสนเทศ Draper กล่าว “เราไม่สามารถขยายขอบเขตการทำงานแล้วเรียกตัวเราเองว่าเป็นองค์กรด้านการวิจัยและวิศวกรรมได้โดยไม่ปฏิรูปปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทันสมัยจากภายในสู่ภายนอก”

หัวเว่ยจัดงาน Huawei ICT Competition Thailand 2018-2019 เฟ้นหาสุดยอดคนเก่งไอซีที เตรียมพร้อมสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น

หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประกาศจัดโครงการแข่งขันทักษะด้านไอซีที Huawei ICT Competition Thailand 2018-2019 อย่างเป็นทางการขึ้นแล้วในประเทศไทย โดยปีนี้มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศเข้าร่วมประชันความสามารถกว่า 2,200 คน การแข่งขันดังกล่าวได้ดำเนินมาเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด Connection • Glory • Future มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทั่วโลก พร้อมบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถสูงในด้านไอซีทีให้มาร่วมกันผลักดันการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล

การแข่งขัน Huawei ICT Competition Thailand 2018-2019 แบ่งออกเป็นรอบต่างๆ ประกอบด้วย รอบคัดเลือก, รอบระดับประเทศ และรอบชิงแชมป์ระดับโลก โดยมีการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ โรดโชว์ การฝึกอบรมและบรรยายให้ความรู้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้าแข่งขันได้รับความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์และเทรนด์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในแวดวงไอซีที

ในช่วงปลายเดือนมกราคม ผู้เข้าแข่งขันจำนวน 200 คนที่ได้คะแนนสูงสุดจากการทำแบบทดสอบออนไลน์หรือรอบ Screen Test จะได้เข้าร่วมงาน Huawei ICT Competition Thailand Booth Camp ซึ่งเป็นค่ายกิจกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ โดยผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งหมดจะได้รับการติวเข้ม พร้อมทั้งเข้ารับการทดสอบเรื่อง Huawei Certified Network Associate - Routing and Switching (HCNA-R&S) หรือปัจจุบันคือ HCIA (Huawei Certified ICT Associate) เป็นระยะเวลาสามวัน รวมถึงได้ลงมือปฏิบัติเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านไอซีทีล่าสุดอีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้เข้าแข่งขันที่ได้คะแนนสูงสุดในลำดับที่ 1-3 จากการเก็บตัวจะได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งขันในระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองเซิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเดือนพฤษภาคม 2562 และมีสิทธิลุ้นรับรางวัลต่างๆ รวมถึงทริปเดินทางเพื่อไปดูเทคโนโลยีด้านไอซีทีและเปิดมุมมองด้านวัฒนธรรม ตลอดจนโอกาสในการทำงานกับหัวเว่ยด้วย

นายภาบถ ไกรกฤตยากุล นักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมตัวแทนประเทศไทยในปีที่ผ่านมา กล่าวว่า “กิจกรรมนี้ทำให้ผมได้รับโอกาสดีๆ จากการเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลกที่นักศึกษาด้านไอซีทีรอคอยกันมายาวนาน ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ผมได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ รวมถึงได้เดินทางไปดูเทคโนโลยีด้านไอซีทีและผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ตลอดจนได้ทำความเข้าใจถึงเทรนด์ใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมด้วย”

มร. วิลเลียม หวัง รองประธานบริหาร ฝ่ายส่งมอบและบริการเอ็นเตอร์ไพรส์ หัวเว่ย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “นวัตกรรมและเทคโนโลยีนับเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจของหัวเว่ยมาโดยตลอด เราได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เกิดจากการทุ่มเทความพยายาม ด้วยมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต ควบคู่ไปกับการเป็นผู้ขับเคลื่อนโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ และด้วยสรรพกำลังของคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในด้านไอซีทีอันเปี่ยมล้น เราก็จะสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายของเราได้ การแข่งขันในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนเวทีที่ให้เราได้เฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่เก่งๆ ซึ่งจะมาเป็นพันธมิตรกับเราในอนาคต และขับเคลื่อนประเทศให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล พร้อมกับสร้างการเติบโตของระบบนิเวศด้านไอซีทีที่แข็งแกร่งและยั่งยืนให้ครอบคลุมทั่วโลก”

โครงการ Huawei ICT Competition เป็นหนึ่งในความพยายามที่หัวเว่ยได้ดำเนินการขึ้นเพื่อส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศสำหรับผู้มีความสามารถ เวทีการแข่งขันดังกล่าวยังนำไปสู่การแสวงหารูปแบบการพัฒนาด้านนวัตกรรมและมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเทคโนโลยีไอซีที พัฒนาและลดช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาลงได้

จับตา IoT-AI เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ HILL ASEAN แนะ 3 แนวทางเจาะตลาดอาเซียน

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สมาร์ทโฟนได้เปลี่ยนชีวิตคนทั่วโลกไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบอาเซียนที่มีจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนมากเป็นอันดับต้นๆของโลก อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง IoT (Internet of Things) และ AI (Artificial Intelligence) ได้กลายมาเป็นที่จับตามองของหลากหลายวงการในฐานะคลื่นลูกใหม่ต่อจากสมาร์ทโฟน ที่จะทำให้ชีวิตของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เมื่อไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน แน่นอนว่าแนวทางการตลาดย่อมต้องปรับตัวตาม ล่าสุด ศูนย์วิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน หรือ “HILL ASEAN” (Hakuhodo Institute of Life and Living Asean) คลังสมองด้านวิชาการในเครือบริษัทฮาคูโฮโด อิงค์ บริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น ได้ชี้แจงว่า มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบและแบรนด์ต่างๆ ต้องเตรียมรับมือกับเทรนด์แห่งอนาคตนี้ โดยเน้นการทำตลาดแบบเรียลไทม์ให้มากยิ่งขั้น บนพื้นฐานของข้อมูลผู้บริโภคที่จะถูกรวบรวมเอาไว้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในทุกมิติ ไม่จำกัดแค่พฤติกรรมการจับจ่ายซื้อของ แต่ยังรวมไปถึงข้อมูลสุขภาพ ความสนใจ ความชอบส่วนตัว และประวัติการสั่งซื้อสินค้า ฯลฯ

งานวิจัยฉบับล่าสุดของฮิลล์ อาเซียน ที่มีชื่อว่า “THINK FUTURE-FORWARD: How Asean Lives Evolve as Technology Gets Smarter” (TECH ล้ำทำชีวิตเปลี่ยน) ซึ่งเป็นผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างใน 6 ชาติอาเซียน คือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ได้ระบุว่า โลกยุคต่อจากสมาร์ทโฟนจะเป็นโลกที่มีทั้ง “Internet of Things” และ “Intelligence of Things” กล่าวคือเป็นยุคที่สิ่งของเครื่องใช้สามารถคิดวิเคราะห์และปฏิบัติการได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องผ่านสมาร์ทโฟนอีกต่อไป สืบเนื่องมาจากความก้าวล้ำของเทคโนโลยีและ AI 

ทั้งนี้คาดการณ์กันว่า ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า โลกนี้จะมีจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยเทคโนโลยี IoT เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าของสมาร์ทโฟน ทำให้บริษัทไอทีต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและคิดค้นนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องตัวอย่างชัดเจนคือยักษ์ใหญ่จากสองฝั่งของโลกคือ สหรัฐอเมริกาที่มี Google, Apple, Facebook. Amazon, Microsoft หรือที่เรียกกันว่ากลุ่ม GAFAM กับจีนที่มี Baidu, Alibaba, Tencent, Xiaomi หรือกลุ่ม BATX ซึ่งพัฒนาระบบปฏิบัติการผู้ช่วยอัจฉริยะ ให้มีความฉลาดขึ้นเรื่อยๆ และโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปหลังยุคสมาร์ทโฟน

โกโร โฮคาริ กรรมการผู้จัดการ ฮิลล์ อาเซียน ซึ่งนำทีมคณะนักวิจัยมาเปิดผลศึกษาชิ้นนี้ในงานสัมมนา ASEAN Sei-Katsu-Sha Forum 2019 ได้อธิบายว่า การแพร่หลายของเทคโนโลยี IoT จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ประการคือ

  1. การมาถึงของยุคไร้จอ “Beyond the Screen” โลกดิจิทัลจะก้าวข้ามรูปแบบของหน้าจอและแผ่ขยายไปอยู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รถยนต์ระบบเมือง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมต่างๆ

  1. การเกิดขึ้นของฐานข้อมูล “Me Data” เมื่อ IoT แพร่พลาย ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเรา (Me Data) เช่น พฤติกรรมในอดีต ประวัติการซื้อสินค้าและบริการ ความชื่นชอบส่วนตัว ข้อมูลสุขภาพ ฯลฯ จะถูกเก็บสะสมอยู่ในอุปกรณ์ IoT ต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงถึงกัน โดยมีศูนย์กลางการควบคุม 1 ไอดีเท่านั้น 
  1. การให้คำแนะนำที่ตรงใจ (Predictive Recommendation) ยิ่ง Me Data เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานได้มากขึ้นเท่าใด ระบบ AI อัจฉริยะก็จะยิ่งสามารถวิเคราะห์ความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ถึงขั้นที่สามารถให้คำแนะนำหรือนำเสนอสินค้าและบริการที่เราต้องการได้ทันที ผ่านอุปกรณ์ IoT ต่างๆ

เทคโนโลยี Iot-AI เปลี่ยนชีวิตผู้บริโภคอาเซียน

ขณะเดียวกัน รูปแบบสื่อในสังคมจะแปรสภาพตามไปด้วยจากที่เคยเป็น Mass Media ก่อนมาถึงยุคของ Interactive Media และ Personalized Media ในปัจจุบัน จะทำให้เกิดสื่อรูปแบบใหม่ที่คณะนักวิจัยของฮิลล์ อาเซียนตั้งชื่อให้ว่า “Assistive Media” ซึ่งจะทำการวิเคราะห์ข้อมูล Me Data แล้วจึงเสนอแนะสิ่งที่ผู้บริโภคน่าจะชอบหรือต้องการในช่วงเวลานั้นๆ ทั้งในรูปแบบของข้อมูล หรือ Solution สินค้าหรือบริการต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที โดยที่ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องลงมือค้นหาข้อมูลด้วยตัวเองอีกต่อไป (Optimal solutions at the optimal time)

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคย่อมไม่เหมือนเดิมเช่นกัน งานวิจัยชิ้นนี้คาดการณ์ต่อว่า ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้บริโภคในอาเซียนจะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป 2 รูปแบบ ประการแรกเรียกว่า “Bye-Bye Boring Routines” กล่าวคือ เทคโนโลยี Iot และ AI จะเข้ามาช่วยให้กิจวัตรซ้ำๆ ตามปกติในแต่ละวันของผู้บริโภคลดลง ทั้งยังทำได้ง่าย มีประสิทธิภาพ และสนุกยิ่งขึ้น เช่น การซื้อของใช้ประจำวัน ซึ่งปกติแล้วผู้บริโภคอาจไม่มีความชอบใดเป็นพิเศษ เทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือแนะนำ ทำให้ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองอีกต่อไป

ส่วนพฤติกรรมแบบที่สอง เรียกว่า “Match-Me Journey” แทนที่จะต้องสิ้นเปลืองเวลาไปกับการหาข้อมูลเปรียบเทียบ ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการที่ดีที่สุด แต่ผู้บริโภคจะได้รับคำแนะนำจาก AI เกี่ยวกับสิ่งของและบริการน่าซื้อ ซึ่งถูกคัดกรองมาแล้วว่าตรงกับความชอบส่วนบุคคลของผู้บริโภค แล้วจึงค่อยทำการตัดสินใจซื้อในที่สุด

แบรนด์และนักการตลาดควรปรับตัวอย่างไร

จากแนวโน้มที่กล่าวมานี้ HILL ASEAN แนะนำให้ผู้ประกอบการธุรกิจและแบรนด์เตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงด้วยการพัฒนาใน 3 ด้าน คือ 

  • Purpose Branding: กำหนดนิยามคุณค่าของแบรนด์ ชัดเจนเหมาะกับสถานการณ์

เมื่อมี Assistive Media เป็นตัวช่วยนำเสนอแบรนด์ “อันดับ 1” ในแง่ต่างๆ เช่น แบรนด์อันดับ 1 ในใจ, แบรนด์ที่ถูกค้นหาเป็นอันดับ 1, แบรนด์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 หรือแบรนด์ที่มีราคาถูกที่สุด ฯลฯ จะทำให้การค้นหาข้อมูลของผู้บริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์อื่นๆ น้อยลง สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ ให้คำนิยามที่ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ของตนนั้นจะเป็นประโยชน์และจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในเวลาหรือสถานการณ์ไหน เพื่อที่จะเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคต้องการ 

  • Life Solutions: พัฒนา Solution ครบวงจร ตอบโจทย์ทุกปัญหาผู้บริโภค

เพื่อที่จะเป็นสินค้าที่ถูกเลือกจากผู้บริโภคและ Assistive Media แบรนด์ต่างๆ ต้องทำมากกว่าการผลิตและขายสินค้า นั่นคือการนำเสนอ “life solutions” หรือสินค้าและบริการที่พัฒนาให้สนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ อาจจะต้องร่วมมือกันสร้าง ecosystem หรือระบบนิเวศ online ขนาดใหญ่ เพื่อนำเสนอโซลูชันให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างครบวงจร นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอาจต้องพิจารณาด้วยว่าโซลูชันที่พัฒนาขึ้นมานั้นจะช่วยแก้ปัญหาตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างไรบ้าง 

  • Real-Time Marketing: นำเสนอคอนเทนต์โดนใจ ฉับไวตรงสถานการณ์

แนวทางการทำการตลาดแบบ Real-time marketing ที่เน้นการสร้างคอนเทนต์การสื่อสาร ซึ่งสามารถตอบสนองต่อความสนใจของผู้บริโภคแต่ละคนได้อย่างทันท่วงที จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อาจต้องใช้ทั้งข้อมูลที่แบรนด์มีอยู่แล้วร่วมกับข้อมูลจาก Me Data โดยการทำตลาดแบบนี้จะช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่าง แบรนด์กับผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ การใช้ประโยชน์จาก Me Data และการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาเป็นของแบรนด์เอง จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ผู้ประกอบการธุรกิจควรทำ

ดาวน์โหลดข้อมูลและอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.hillasean.com/forum_2019/en/

 

ทีซีซีเทค ลงนาม MOU ม.รังสิต สร้าง Knowledge Innovation ภายใต้โครงการ The Tech Melody “ให้บทเพลงพูดแทนเทคโนโลยี”

บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) โดย นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ เป็นตัวแทนร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ The Tech Melody “ให้บทเพลงพูดแทนเทคโนโลยี” กับมหาวิทยาลัยรังสิต โดย ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร (ที่ 4 จากขวา) รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พร้อมด้วยที่ปรึกษาโครงการฯ ร่วมพิธีลงนาม ประกอบด้วย นางวลีพร สายะสิต (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) ผศ.ดร. เด่น อยู่ประเสริฐ (ที่ 3 จากขวา) คณบดีวิทยาลัยดนตรี และ นายวีรภัทร์ อึ้งอัมพร (ที่ 2 จากขวา) รองคณบดีฝ่ายบริหารและวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมพิธีลงนาม

ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของโครงการฯ เพื่อกระตุ้นการรับรู้ของนิสิต/นักศึกษา และบุคคลทั่วไป เกี่ยวกับเทรนด์ของเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตในยุคดิจิทัล รวมถึงเพื่อร่วมกันพัฒนาให้เกิด Knowledge Innovation หรือการสร้างนวัตกรรมความรู้ ซึ่งให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก สำหรับการสร้าง Content และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้วยกระบวนการใหม่ๆ  โดยนำเอาจุดเด่นของ “ดนตรี” เข้ามาประยุกต์ใช้ และพัฒนาต่อยอดเพื่อทำให้เรื่องเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ยากกว่าเรื่องใกล้ตัวอื่น ให้เป็นที่สนใจและเข้าถึงผู้คนในสังคมได้กว้างยิ่งขึ้น โดยขอบข่ายความร่วมมือ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ร่วมกันทำ Workshop ให้ความรู้ทั้งด้านเทคโนโลยีและดนตรีแก่นักศึกษาในโครงการฯ 2. ร่วมกันสร้าง Knowledge Innovation ในรูปแบบบทเพลง ซึ่งทีซีซีเทคมีหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีตลอดจนให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Digital Transformation ให้กับทางมหาวิทยาลัยรังสิตเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเรียบเรียงเนื้อร้องและทำนอง ฯลฯ พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้อง BLACK BOX วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต

หมายเหตุ : ศึกษาข้อมูลโครงการได้ที่ https://www.open-tec.com/th/the-tech-melody-project/

 

____________________

 

TCCtech and Rangsit University signed Knowledge Innovation MOU under The Tech Melody Project

Mr. Voradis Vinyaratn (4th from left), Executive Director and Acting Managing Director of T.C.C. Technology Co., Ltd. (TCCtech), presided over the new collaborative memorandum of understanding for The Tech Melody Project. This project, based out of the Conservatory of Music of Rangsit University (RSU), was initiated along with the university’s representatives: Asst. Prof. Dr. Nares Pantaratorn (4th from right), Vice President for Academic Affairs, Asst. Prof. Dr. Denny Euprasert (3rd from right), Dean Conservatory of Music of RSU and Mr. Verapat Eungamporn (2nd from right) Associate Dean for Administration and International Relations, Conservatory of Music of RSU, all joined here by ; Mrs. Waleeporn Sayasit (3rd from left), Corporate Communications Director of TCCtech.

The objective of the project is to encourage university students and general public to have an awareness of technology trends that impact life in the digital era. Additionally, the project aims to develop knowledge innovation by adopting technology support into the process of music development. The project outcome will allow complicated technology knowledge to be expressed in an easily-understandable format among people in the society.

The collaboration is divided into 2 sections; 1. To provide a technology and music workshop to project participants 2. To create knowledge innovation in a form of music. TCCtech is a technology advisor, providing necessary content related to digital transformation background, while RSU will perform lyric and melody composition.

Remark: Project detail is available at https://www.open-tec.com/th/the-tech-melody-project/

Page 1 of 10