เอมิเรตส์ เปิดเส้นทางบินตรงทุกวันระหว่างพนมเปญ กรุงเทพฯ และดูไบ

  • เส้นทางบินใหม่นี้ มุ่งตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของผู้โดยสาร และมอบประสบการณ์การเดินทางอันราบรื่นจากเมืองหลวงของประเทศกัมพูชาสู่ไทย
  • บริการเที่ยวบินตรงทุกวันระหว่างกรุงเทพฯและพนมเปญ เพิ่มการเชื่อมต่อสู่จุดหมายปลายทาง ทั่วโลกผ่านเส้นทางการบินของเอมิเรตส์ และเที่ยวบินโค้ดแชร์ผ่านพันธมิตรต่างๆ  

เอมิเรตส์เตรียมขยายเครือข่ายการให้บริการด้วยการเปิดให้บริการเที่ยวบินรายวันระหว่างพนมเปญและกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป โดยเส้นทางการบินระหว่างดูไบสู่พนมเปญ ผ่านทางกรุงเทพฯนี้ จะทำให้นักเดินทางจากประเทศกัมพูชาและไทยมีตัวเลือกการเดินทางเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเชื่อมต่อนักเดินทางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปยังจุดหมายปลายทางในเครือข่ายทั่วโลกของเอมิเรตส์ที่มีอยู่กว่า 150 แห่ง ใน 85 ประเทศ

เส้นทางการบินนี้ให้บริการด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777 โดยเที่ยวบิน EK370 จะออกเดินทางจากดูไบทุกวันเวลา 08.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเดินทางถึงกรุงเทพฯ เวลา 18.15 น. ต่อจากนั้น เที่ยวบินเดียวกันนี้จะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 20.00 น. และเดินทางถึงพนมเปญเวลา 21.25 น. สำหรับเที่ยวบินขากลับ EK371 จะออกเดินทางจากพนมเปญ เวลา 23.20 น. และเดินทางถึงกรุงเทพฯ เวลา 00.40 น. ในวันถัดไป และจะออกเดินทางอีกครั้งด้วยเที่ยวบินเดียวกันจากกรุงเทพฯ ในเวลา 02.25 น. และเดินทางถึงดูไบเวลา 05.35 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สายการบินเอมิเรตส์เปิดให้บริการเที่ยวบินสู่พนมเปญ ประเทศกัมพูชาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 และได้ให้บริการผู้โดยสารไปแล้วกว่า 100,000 คนบนเส้นทางนี้ ในฐานะเมืองที่ใหญ่และพัฒนารวดเร็วที่สุดของกัมพูชา พนมเปญถือเป็นเมืองที่มีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สายการบินเอมิเรตส์ยังมีบริการขนส่งสินค้าในเส้นทางเดียวกันในทุกวัน เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กัมพูชา และประเทศไทย

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เปิดให้บริการเส้นทางการบินสู่อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเพิ่มตัวเลือกให้แก่นักเดินทางในประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งผู้โดยสารจะไม่เพียงแต่เชื่อมโยงโดยตรงผ่านบริการบินตรงทุกวันของเรา แต่ยังสามารถเข้าถึงเส้นทางบินภายในประเทศของทั้งสองประเทศผ่านพันธมิตรสายการบินร่วมของเอมิเรตส์อย่างสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เจ็ทสตาร์ แปซิฟิก และ เจ็ทสตาร์ เอเชีย” นายแอดนาน คาซิม รองประธานอาวุโส ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ด้าน Revenue Optimisation & Aeropolitical Affairs กล่าว

“สายการบินเอมิเรตส์เชื่อมโยงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับประเทศกัมพูชาอย่างภาคภูมิใจตั้งแต่ปี 2560 และเราหวังว่าจะสานต่อความสำเร็จของเส้นทางนี้ด้วยการเชื่อมต่อผ่านกรุงเทพฯ ซึ่งบริการเที่ยวบินเส้นทางใหม่นี้ได้ช่วยเพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่นที่มากขึ้นสำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศและประเทศไทยซึ่งต้องการเดินทางมายังกัมพูชา โดยเรามุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยการเชื่อมโยงทางอากาศที่สนับสนุนการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าอีกด้วย” นายแอดนาน กล่าวเสริม

เมืองพนมเปญ ถือเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชา และมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นในอัตราเลขสองหลักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับการพัฒนาสถานประกอบการเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่าง โรงแรม ร้านอาหาร หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังเฟื่องฟูเป็นอย่างมากภายในตัวเมือง โดยพนมเปญมีจำนวนประชากร อยู่ที่ 1.5 ล้านคน ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา สนามบินนานาชาติพนมเปญได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมากกว่า 1.4 ล้านคน ซึ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 21% เมื่อเทียบจากปีก่อน พนมเปญถือเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา โดยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนพนมเปญกว่า 25% จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 5.6 ล้านคนที่มาเยือนกัมพูชาในปี 2560 โดยในปีเดียวกันนี้ มีนักท่องเที่ยวจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยกว่า 2.1 ล้านคนที่ได้เดินทางมาเยือนประเทศกัมพูชา

นอกจากนี้ เอมิเรตส์ยังให้บริการ เอมิเรตส์ สกายคาร์โก้ ซึ่งเปิดให้บริการในประเทศกัมพูชามาตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 และได้มีการส่งออกสินค้ากว่า 5,000 ตันในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สินค้าหลักที่ส่งออกผ่านประเทศกัมพูชาประกอบไปด้วย เสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา และ รองเท้า โดยการส่งออกของประเทศกัมพูชามีการเติบโตในอัตราเลขสองหลักในทุกปี ซึ่งสายการบินเอมิเรตส์ มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเติบโตทางการค้าผ่านบริการขนส่งทางอากาศที่มีประสิทธิภาพและผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการ

สายการบินเอมิเรตส์ พร้อมด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรสายการบินอย่างสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เจ็ทสตาร์ แปซิฟิก และ เจ็ทสตาร์ เอเชีย จะช่วยยกระดับการเชื่อมต่อและการจัดการแผนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางภายในประเทศของกัมพูชา ประเทศไทย และประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเที่ยวบินรายวันระหว่างดูไบและพนมเปญ ผ่านทางกรุงเทพฯ นี้ จะเสริมบริการเที่ยวบินตรง 5 เที่ยวบินต่อวันจากกรุงเทพฯ สู่ดูไบ และผู้โดยสารที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ยังสามารถเดินทางตรงไปยัง ฮ่องกง ด้วยสายการบินเอมิเรตส์ได้ นอกจากนี้ สายการบินยังให้บริการเส้นทางการบินระหว่างภูเก็ตและดูไบ ถึง 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในช่วงฤดูหนาว ( 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในฤดูร้อน)

ผู้โดยสารบนเที่ยวบินของสายการบินเอมิเรตส์ ยังสามารถแชร์ประสบการณ์เดินทางบนเครื่องบินผ่านการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดการเดินทางด้วย Wi-Fi บนเครื่องฟรีถึง 20MB และยังสามารถเพลิดเพลินไปกับอาหารนานาชาติเลิศรสและบริการเครื่องดื่มที่หลากหลายพร้อมไวน์และสปิริตคุณภาพระดับพรีเมียม สำหรับชั้นธุรกิจ ผู้โดยสารสามารถผ่อนคลายไปกับประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่า ด้วยที่นั่งที่ถูกออกแบบมาให้รับเข้ากับสรีระได้เป็นอย่างดี และระบบความบันเทิงบนเที่ยวบิน ice ที่ได้รับรางวัลการันตีระดับโลก โดยมีช่องรายการทีวี และภาพยนตร์ใหม่ล่าสุดให้เลือกสูงสุดถึง 4,000 ช่องในหลากหลายภาษา สำหรับการสำรองที่นั่งและข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่ www.emirates.com

โรงแรมดุสิตดีทู ไนโรบี เตรียมเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนมิถุนายนนี้

ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดให้บริการโรงแรมดุสิตดีทู ไนโรบี ประเทศเคนยา หลังจากปิดชั่วคราวช่วงเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในบริเวณ 14 รีเวอร์ไซด์ คอมเพล็กซ์ เมื่อไม่นานมานี้ โดยคาดว่าการปรับปรุงจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการอีกครั้งในเดือนมิถุนายน 2562

โรงแรมดุสิตดีทู ไนโรบี ตั้งอยู่บริเวณ 14 รีเวอร์ไซด์ คอมเพล็กซ์ ในย่านเวสต์แลนด์ ซึ่งเป็นแหล่งธุรกิจและศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ เป็นที่ตั้งของสำนักงานต่างประเทศ ร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 คอมเพล็กซ์ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 21 คน ซึ่งนับรวมถึงพนักงานประจำของโรงแรม 4 คน และพนักงานชั่วคราว 2 คน โดยลูกค้าของโรงแรมทุกคนปลอดภัยและไม่ถูกทำร้ายจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ 14 รีเวอร์ไซด์ คอมเพล็กซ์ ได้กลับมาดำเนินธุรกิจอีกครั้งในวันที่ 28 มกราคม 2562 ด้วยความร่วมมือของผู้เช่าและเจ้าของธุรกิจที่ช่วยกันปรับปรุงพื้นที่ให้สวยงามเหมือนเดิม อีกทั้งยังมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ได้รับการรับรองในระดับสากลที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพระบบที่คอมเพล็กซ์มีอยู่แล้ว

โรงแรมดุสิตดีทู ไนโรบี  เปิดให้บริการครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2557 นำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาตรฐานในระดับสากลพร้อมการบริการที่ดีเยี่ยม และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในด้านรองรับธุรกิจไมซ์และสถานที่จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ชั้นนำต่างๆ ในฐานะที่โรงแรมดุสิตดีทู ไนโรบี  เป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนวยความสะดวกด้านธุรกิจที่สำคัญของไนโรบี ผู้บริหารและพนักงานทุกคนมุ่งมั่นที่จะเปิดให้บริการอีกครั้ง โดยมีแผนปรับปรุงและเพิ่มคอนเซ็ปต์ใหม่ของห้องอาหาร และจัดกิจกรรมให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม เพื่อกลับมาเป็นศูนย์รวมแหล่งธุรกิจและไลฟ์สไตล์ของไนโรบีเหมือนที่เคยเป็นมา

มร. ไมเคิล เมกตาซัส ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมดุสิตดีทู ไนโรบี กล่าวว่า “เราดีใจเป็นอย่างมากที่ธุรกิจต่างๆในคอมเพล็กซ์กลับมาดำเนินการตามปกติ ซึ่งกำลังใจและการสนับสนุนมากมายทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชน รวมถึงชุมชนรอบๆช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนให้เรายิ่งพร้อมกลับมาเปิดให้บริการเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าทุกคนในเร็วๆนี้”  

“แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อโรงแรม แต่พนักงานของโรงแรมดุสิตดีทู ไนโรบี ทุกคนต่างร่วมใจกันอย่างเต็มที่เพื่อเตรียมความพร้อมต้อนรับลูกค้าอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานทุกคนของโรงแรมถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเรา และเราจะนำระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานสูงที่ได้รับการรับรองในระดับสากลมาใช้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกคน” มร. ลิม บุน ควี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวเพิ่มเติม

 

_________________

 

dusitD2 Nairobi begins work towards reopening

Hotel to resume its function as a major business, leisure and social hub with new dining concepts and an enhanced design.

Bangkok, 07 February, 2019 – Dusit International, one of Thailand’s leading hotel and property development companies, has announced it will reopen the dusitD2 Nairobi hotel at the heart of the 14 Riverside complex as an act of solidarity with the local community following the tragic events which recently took place at the complex.

Located in Nairobi’s exclusive Westlands neighbourhood, the 14 Riverside complex is a major commercial hub, housing numerous restaurants, shops, international offices and the dusitD2 hotel. The complex was targeted in an act of terror on 15 January 2019 which claimed the lives of 21 innocent people, including four full-time employees and two contract security staff of the hotel. No guests were harmed in the attack.

Demonstrating the resilience of the local community, the 14 Riverside complex has already sprung back into action with tenants and business owners returning to help to beautify the area. The office buildings re-opened on 28 January with additional security measures bolstering the internationally certified systems and procedures the complex already has in place.

dusitD2 Nairobi, which has been temporarily closed since the incident, is located at the far end of the project in a private location away from the main entrance. First opened in October 2014, the hotel is known for its world-class facilities, high standards of service, and status as a leading venue for MICE business and social and private events.

Recognising the hotel’s role as a major facilitator of business in Nairobi, the management and staff of dusitD2 Nairobi are determined to reopen the hotel as a beacon of comfort, convenience and safety so the 14 Riverside community can thrive once again. This includes enhancing the property, introducing new dining concepts, and planning a series of community events, ahead of a tentative relaunch in June.

Mr Michael Metaxas, General Manager of dusitD2 Nairobi, said, “The spirit of determination that runs through the entire 14 Riverside community is heartening to see, and the support from everyone has been, and continues to be, incredible. This positive energy is driving us as we prepare the hotel to delight guests and visitors once more with delightful service, impressive design, and safe and comfortable surroundings for people to socialise, stay and conduct business.”

Mr Lim Boon Kwee, Chief Operating Officer, Dusit International, said, “While we are still deeply affected by the recent events at the 14 Riverside complex, morale is high and everyone is pulling together to create a special return for the hotel. As ever, the safety and well-being of our guests and employees remain our priority, and we will continue to have rigorous security procedures in place that contribute to the high levels of comfort and care for which we are known worldwide.”

เอมิเรตส์ มอบส่วนลดสุดพิเศษ ให้คุณร่วมสร้างทริปในฝันกับคู่รัก เพื่อนสุดซี้

สายการบินเอมิเรตส์ ชวนสร้างทริปแห่งความทรงจำร่วมกับคนรัก หรือเพื่อนสนิทแบบยกทีม ด้วยข้อเสนอสุดคุ้มเมื่อจองบัตรโดยสารสำหรับการเดินทางเป็นกลุ่มตั้งแต่ 2 - 9 คน

ลูกค้าสายการบินเอมิเรตส์สามารถเลือกซื้อบัตรโดยสารในราคาพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 24 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับเดินทางสู่เส้นทางในฝันผ่านเครือข่ายเอมิเรตส์ทั่วโลก อาทิ ฮ่องกง เวียนนา นิวยอร์ก และไคโร ซึ่งผู้โดยสารสามารถออกเดินทางได้จากทั้งกรุงเทพฯและภูเก็ต ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2562 ข้อเสนอสุดคุ้มนี้จะรองรับการจองบัตรโดยสารแบบกลุ่มตั้งแต่ 2 – 9 คน ให้ทุกคนได้เปิดประสบการณ์การเดินทางสุดสนุกและน่าจดจำยิ่งขึ้นเมื่อได้เดินทางไปกับคนรักหรือเพื่อนสนิท แบบยกแก๊ง

สำหรับบัตรโดยสารราคาสุดพิเศษสู่เส้นทางต่างๆ รายละเอียดดังตารางด้านล่างนี้ 

จุดหมายปลายทาง

ราคาบัตรโดยสารชั้นประหยัด

เริ่มต้นที่

ราคาบัตรโดยสารชั้นธุรกิจ

เริ่มต้นที่

ฮ่องกง

6,185 บาท

13,555 บาท

เวียนนา

22,880 บาท

90,255 บาท

นิวยอร์ก

29,510 บาท

128,935 บาท

ไคโร

25,325 บาท

81,415 บาท

ผู้โดยสารสายการบินเอมิเรตส์ที่เดินทางด้วยเครื่องบินแอร์บัส A380 ในชั้นธุรกิจ จะได้สัมผัสประสบการณ์อันยอดเยี่ยมด้วยที่นั่งซึ่งสามารถปรับให้กลายเป็นเตียงนอนราบ พร้อมกับหน้าจอสำหรับความบันเทิงส่วนบุคคลแบบ HD LCD ขนาด 23 นิ้ว รวมถึงบริการห้องรับรองบนเครื่องบินพร้อมทั้งเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวนานาชนิด ให้ได้เพลิดเพลินและพบปะสังสรรค์ระหว่างเที่ยวบิน สำหรับผู้โดยสารในชั้นประหยัดจะสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยที่นั่งที่มอบพื้นที่วางขาที่กว้างเป็นพิเศษ หน้าจอสำหรับความบันเทิงส่วนบุคคลแบบ HD และหลอดไฟประจำที่นั่งที่สามารถปรับได้ตามความต้องการ

นอกจากนี้ ผู้โดยสารยังสามารถเพลิดเพลินไปกับระบบความบันเทิงบนเที่ยวบิน ice ที่ได้รับรางวัลการันตีระดับโลก ที่รวบรวมภาพยนตร์ เกมส์ เพลง และความบันเทิงต่างๆ จากทั่วโลก กว่า 3,500 ช่อง รวมถึงบริการ Wi-Fi บนเครื่อง ความเร็ว 20 MB เพื่อให้ผู้โดยสารอัพเดทข้อมูลข่าวสาร ติดต่อครอบครัวและเพื่อนฝูงได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบหรือท่องเที่ยวในเมืองดูไบตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม จะได้รับสิทธิพิเศษมากมายจาก “My Emirates Pass” เพียงแสดงบอร์ดดิ้งพาสของสายการบินเอมิเรตส์และเอกสารระบุตัวตนก็จะได้รับสิทธิประโยชน์และส่วนลดสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากกว่า 500 สถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ สปา ร้านอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย

สายการบินเอมิเรตส์ให้บริการไปยังจุดหมายปลายทางกว่า 150 แห่งทั่วโลก ใน 6 ทวีป จำนวนกว่า 86 ประเทศ ซึ่งนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย สามารถเดินทางผ่านท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิสู่จุดหมายปลายทางอื่นๆ ด้วยการต่อเครื่อง ณ ดูไบ ด้วยเครื่องบินแอร์บัส A380 และโบอิ้ง 777 ปัจจุบันสายการบินเอมิเรตส์เปิดให้บริการ 49 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จากอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และ 2 เที่ยวบินต่อต่อวัน จากสนามบินนานาชาติภูเก็ตสู่ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ โดยมีตารางการบินหลากหลายเวลาให้เลือกตลอดทั้งวันเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้โดยสาร ซึ่งเที่ยวบินในเส้นทางกรุงเทพฯ - ดูไบ จำนวน 4 เที่ยวบิน จะให้บริการโดยเครื่องบินแอร์บัส A380

ทั้งนี้ราคาบัตรโดยสารดังกล่าวได้รวมค่าภาษีสนามบินและค่าธรรมเนียมแล้ว โดยอัตราค่าโดยสารอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราในแต่ละวัน โดยเงื่อนไขและข้อกำหนดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสำรองที่นั่งสามารถเข้าชมได้ที่ www.emirates.com/th หรือจองผ่านตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน

“โรงแรมชินะปุระ” แหล่งพักผ่อนแห่งใหม่สไตล์ฮิสโตริกบูติค ใจกลางพิษณุโลก

โรงแรมชินะปุระ หรือ Shinnabhura Historic Boutique Hotel ที่พักแห่งใหม่ของจังหวัดพิษณุโลก หนึ่งในแลนด์มาร์คที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทาง โดยเป็นโรงแรมเชิงประวัติศาสตร์ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบสถาปัตยกรรมมาจากยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา และอาณาจักรล้านนา

โรงแรมชินะปุระ ใส่ใจในรายละเอียดการตกแต่งโดยสะท้อนความงดงามในสไตล์ศิลปะอยุธยาและล้านนาโบราณ ผ่านห้องพัก 5 ประเภท รวม 44 ห้อง ได้แก่ ห้องพักแบบยุ้งข้าว ห้องพักแบบดีลักซ์ ห้องพักแบบแกรนด์ดีลักซ์ ห้องพักแบบจูเนียร์สวีท และ ห้องพักแบบรอยัลสวีท พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ บริการรถรับ-ส่งสนามบิน ฟรี Wi-Fi สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และ สราญสปา ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และใช้หลักการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยบริการนวดแผนไทยโบราณ การนวดไทยล้านนา 3 ประสาน การเข้าอู่อยู่ไฟ และการใช้สมุนไพรในรูปแบบต่างๆ

ร่วมลิ้มรสอาหารไทยรสเลิศและอาหารนานาชาติที่ห้องอาหารเชลียง ผ่านฝีมือการรังสรรค์เมนูชั้นเยี่ยมจากเชฟชื่อดัง หรือ ดื่มด่ำบรรยากาศบาร์เครื่องดื่มสุดชิลที่ต้นจัน Secret Bar & Garden Café ในบรรยากาศของสถานที่ที่มีทั้งภายในเรือนยุ้งข้าวแบบติดแอร์ และภายนอกใต้ต้นจันขนาดใหญ่ พร้อมยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมในโรงแรมที่จัดแสดงอาวุธ เครื่องแต่งกายของนักรบ งานแกะสลัก และภาพวาดการจัดกระบวนศึกในสมัยอยุธยาและล้านนาอีกด้วย

นอกจากนี้ โรงแรมฯ ยังตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเที่ยวชมแหล่งประวัติศาตร์สำคัญและธรรมชาติที่สวยงาม อาทิ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร(วัดใหญ่) พระราช วังจันทร์ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง และ ภูลมโล  

ขอเชิญท่านสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนที่เหนือระดับ ท่ามกลางบรรยากาศสถาปัตยกรรมอันล้ำค่า ที่ผสมผสานอย่างลงตัวของศิลปะสมัยอยุธยาและสมัยล้านนาได้แล้ววันนี้ ที่โรงแรมชินะปุระ ติดต่อสำรองห้องพักได้ที่โทร 055-219-888 อีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. หรือเว็บไซต์ www.shinnabhura.com

วีซ่า ร่วมกับ Siam Hop ผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการคมนาคมสู่ระบบดิจิตอล

ความร่วมมือในครั้งนี้เผยให้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้ระบบการชำระเงินดิจิตอลมาตรฐานสากลแบบเปิดสำหรับทุกเครือข่าย (open-loop digital payments) สำหรับผู้โดยสารและผู้ประกอบการขนส่งมวลชน

วีซ่า ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินในรูปแบบดิจิตอลระดับโลก ประกาศ Siam Hop ผู้ให้บริการรถบัสนำเที่ยวอัจฉริยะ (smart hop-on-hop-off city sightseeing bus) เป็นรถบัสนำเที่ยวอัจฉริยะรายแรกในประเทศไทยที่เปิดรับชำระเงินผ่านบัตรวีซ่าทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์

การประกาศรับชำระเงินผ่านบัตรวีซ่า โดย Siam Hop จะช่วยเพิ่มความสะดวกและวิธีการชำระเงินให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังกรุงเทพมหานคร และมีไลฟ์สไตล์แบบไม่พกเงินสด การเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่าง วีซ่า และ Siam Hop ในครั้งนี้จะช่วยให้สามารถบริการลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มศักยภาพในระบบการเดินรถในกว่า 50 จุด ซึ่งมีเส้นทางครอบคลุมถึงสี่เส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

คุณสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “การเพิ่มจุดชำระเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นหนึ่งในเรื่องที่ วีซ่า ให้ความสำคัญสูงสุดสำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอันดับต้นๆของโลก จึงทำให้ร้านค้าพันธมิตรของเราต่างต้องการที่จะพัฒนาการให้บริการและความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การเติบโตทางธุรกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย”

ผลสำรวจเกี่ยวกับแผนการท่องเที่ยวระดับโลกของวีซ่า (Visa Global Travel Intentions Study)[1] แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการเดินทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก (13 เปอร์เซ็นต์) และนักท่องเที่ยวจากเอเชียแปซิฟิก (18 เปอร์เซ็นต์) และการเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิตอล และขยายจุดชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น

คุณจิระเดช ห้วยหงส์ทอง ประธานบริษัทโทเทล บิช คอนเนค ผู้ให้บริหาร Siam Hop กล่าวว่า “พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเรื่องการชำระเงิน นั้นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องการจะเพิ่มช่องทางการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ลูกค้าที่ใช้บริการรถบัสนำเที่ยวของเรา ผู้โดยสารสามารถใช้บัตรวีซ่าในการซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าก่อนการเดินทางได้ หรือตามจุดรับคนที่เรามีให้บริการทั่วกรุงเทพมหานครตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป เราเชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ Siam Hop มีโอกาสที่จะแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมและสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน”

ความร่วมมือระหว่าง วีซ่า และ Siam Hop แสดงให้เห็นว่าระบบการชำระเงินดิจิตอลมาตรฐานสากลแบบเปิดสำหรับทุกเครือข่าย ในรถโดยสารนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบขนส่งมวลชนของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ระบบขนส่งรถไฟใต้ดิน รถบัส และเรือโดยสารสาธารณะ

ระบบการชำระเงินมาตรฐานสากลแบบเปิดสำหรับทุกเครือข่ายนั้นช่วยให้ผู้โดยสารสามารถจ่ายค่าเดินทางได้ผ่านบัตรเครดิตหรือเดบิตของธนาคารที่มีเทคโนโลยีแบบไร้สัมผัสซึ่งให้บริการโดยผู้ให้บริการเครือข่ายการชำระเงินรวมถึง วีซ่า หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือมหานครลอนดอน ซึ่งการเดินทางในลอนดอนในทุกๆ วันมีผู้โดยสารกว่า 2.5 ล้านคน[2] ชำระค่าเดินทางผ่านบัตรที่ใช้เทคโนโลยีไร้สัมผัสสำหรับทุกเครือข่ายการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น รถบัส รถไฟใต้ดิน เรือ และรถไฟ จากความสำเร็จในครั้งนั้น วีซ่า จึงได้เปิดระบบการชำระเงินแบบไร้สัมผัสเพื่อเดินทางด้วยขนส่งมวลชนในอีก 46 เมือง และกำลังดำเนินการในอีก 66 เมือง โดยทั้งหมดล้วนเป็นการดำเนินงานร่วมกับผู้ให้บริการท้องถิ่น

โดยประโยชน์ที่ผู้โดยสารจะได้รับคือการไม่จำเป็นต้องพกบัตรเสริม หรืออุปกรณ์อื่นๆ ในการชำระเงิน โดยพวกเขาสามารถใช้บัตรพลาสติกแบบไร้สัมผัสที่ออกโดยธนาคาร หรือสมาร์ทโฟนในการชำระเงินค่าเดินทางได้ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ที่เข้าคิวในการเติมเงินเข้าในบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ระบบปิด (closed-loop cards) จึงทำให้พวกเขาสามารถเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกอีกที่หนึ่งได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ระบบการชำระเงินมาตรฐานสากลแบบเปิดสำหรับทุกเครือข่ายนั้นยังช่วยเพิ่มข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการขนส่ง โดยอ้างอิงจากการสำรวจผลวิจัย “เมืองไร้เงินสด” ของวีซ่า[3] ซึ่งพบว่าการชำระเงินในรูปแบบดิจิตอลจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งที่รัฐบาลต้องแบกรับ และยังเผยให้เห็นอีกว่าบริษัทขนส่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 14.5 เซนต์สหรัฐ ในทุกๆการรับเงินสด เมื่อเทียบกับการรับเงินในรูปแบบดิจิตอลที่มีต้นทุนเพียง 4.2 เซนต์สหรัฐ

“วีซ่าต้องการที่จะเป็นช่องทางการชำระและรับเงินที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนและทุกที่ เรายังต้องการช่วยให้ระบบขนส่งนั้นรวดเร็ว ง่าย และปลอดภัยสำหรับผู้ถือบัตรทุกคนไม่ว่าจะเดินทางด้วยรถยนต์หรือขนส่งสาธารณะก็ตาม เราจึงมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรร่วมกับธนาคาร ร้านค้า และรัฐบาลในการขยายช่องทางการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย และใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์การทำงานของเราจากทั่วโลกในการช่วยยกระดับประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสดและสนับสนุนเศรษฐกิจให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน” คุณสุริพงษ์ กล่าวปิดท้าย

 

[1] ผลสำรวจฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับเทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักเดินทางจำนวน 17,500 ราย จาก 27ประเทศทั่วโลก

[2] http://content.tfl.gov.uk/contactless-top-line-figure.pdf

[3] ผลวิจัยที่วีซ่าจัดทำนี้ เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการชำระเงินในรูปแบบดิจิตอลใน 100 เมืองหลักทั่วโลก แหล่งที่มา: https://usa.visa.com/visa-everywhere/global-impact/cashless-cities.html  

Page 1 of 11