สัมผัสการวิ่งไร้แรงโน้มถ่วงในทุกย่างก้าว กับ HOVR รองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดจาก อันเดอร์ อาร์เมอร์

รองเท้าวิ่งฝังชิปรุ่นใหม่ล่าสุดจากอันเดอร์ อาร์เมอร์ เชื่อมต่อทุกย่างก้าวเพื่อมอบประสบการณ์วิ่งระยะไกลให้ลื่นไหลกว่าที่เคย

มร.ไมเคิล บิงเกอร์ (กลาง) ประธานบริหาร บริษัท ทริปเปิ้ล จำกัด พร้อมด้วย คุณปริศนา ศิริสมถะ (3 จากซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป, คุณจริญญา เขียวหวาน (3 จากขวา) ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ยูเอ สปอร์ต (ประเทศไทย) ร่วมเปิดตัวรองเท้า 5 รุ่นใหม่ในซีรี่ย์ HOVR โดยมี โค้ชไซมอน อกัสตัน (ซ้าย) คุณดาร์ลิ่ง อารดา อารยวุฒิ (2 จากซ้าย) นักไตรกีฬาชื่อดัง, คุณอุ้ง ปุณยนุช ปรัญชานิพนธ์  (2 จากขวา) ไอดอลสาวนักวิ่ง และ คุณมาร์ค แอ็บบอท (ขวา) โค้ชฟิตเนสชื่อดังของเมืองไทย ร่วมงานด้วย

อันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) ผู้นำด้านนวัตกรรมชุดกีฬาไฮเพอร์ฟอร์มานซ์ เปิดตัวซีรี่ย์รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR รุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2562 ในประเทศไทย หวังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมรองเท้าวิ่ง เมื่อรองเท้าวิ่งผสานนวัตกรรมแผ่นรองรับแรงกระแทกรุ่นใหม่ล่าสุดและเทคโนโลยีฝังชิปการติดตามบนตัวรองเท้า จนเกิดเป็นประสบการณ์การวิ่งขั้นสูงที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้อย่างลงตัว ด้วยชิปที่ติดตามและส่งข้อมูลโดยตรงสู่แอพพลิเคชั่น MapMyRun เพื่อให้นักวิ่งดูรายละเอียดการวิ่งของตัวเอง เช่น ระยะทาง จำนวนก้าว ระยะของการแบ่งเพื่อการเร่งความเร็ว รวมไปถึงมาตรวัดการเดินที่มีความละเอียดมากขึ้นอย่าง การวัดจังหวะและความยาวของแต่ละก้าว

รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR รุ่นใหม่ในปี 2562 ประกอบไปด้วยรุ่น HOVR Infinite, HOVR Sonic 2, HOVR Guardian, HOVR Phantom SE และ HOVR Velocity 2 เพื่อมอบรองเท้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักวิ่งได้ทุกคน โดยรองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR ทุกรุ่นมีแผ่นรองกันกระแทกที่ผลิตจากสารประกอบโฟมอันเป็นนวัตกรรมเอกสิทธิ์ที่ อันเดอร์ อาร์เมอร์ร่วมมือแบรนด์นักสร้างสรรค์ระดับโลกอย่าง ดาว เคมิคอล (Dow Chemical) และห่อหุ้มด้วยโครงสร้างตาข่ายหรือ Energy Web ที่ช่วยคงรูปร่างแผ่นรองกันกระแทกให้เหมาะกับสรีระของฝ่าเท้า เพื่อมอบแกนรับแรงกระแทกและคืนแรงส่งที่มีความแข็งแรง รวมถึงป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการลงแรงวิ่งไม่สม่ำเสมอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองเท้าวิ่งในซีรี่ย์ HOVR รุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับส่วนประกอบพิเศษอย่างชิปที่ฝั่งอยู่ในรองเท้าข้างขวา ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับแอพพลิเคชั่น MapMyRun ที่อันเดอร์ อาร์เมอร์ พัฒนาขึ้น โดยแอพพลิเคชั่นจะทำหน้าที่วิเคราะห์และให้ข้อมูลการวิ่งรอบด้านได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำเสมือนมีโค้ชวิ่งส่วนตัวให้กับยูสเซอร์ซึ่งเป็นเจ้าของรองเท้า ทำให้นักวิ่งสามารถประเมินสมรรถภาพของตัวเองผ่านประวัติการวิ่ง และวางแผนการวิ่งในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

มร.ไมเคิล บิงเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท ทริปเปิ้ล จำกัด ผู้ได้รับสิทธิการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว กล่าวว่า “อันเดอร์ อาร์เมอร์ ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาและมองหานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อมอบชุดกีฬาคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีในชุดกีฬาเข้ากับโลกดิจิตอลในครั้งนี้ ทำให้อันเดอร์ อาร์เมอร์ ตอบโจทย์พฤติกรรมและสามารถสื่อสารกับกลุ่มนักวิ่งได้โดยตรง ซึ่งปี 2562 นี้ อันเดอร์ อาร์เมอร์ มุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์การวิ่งให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเชื่อมต่อพวกเขาเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิตอลที่เข้าใจความต้องการ และนำไปสู่การพัฒนาการวิ่งที่มีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี”

“หลังการเปิดตัวของรองเท้าเทคโนโลยี HOVR ที่มีชิปการติดตามเมื่อปีที่ผ่านมา อันเดอร์ อาร์เมอร์ สามารถแทร็กการวิ่งได้ทั้งหมดมากกว่า 1 ล้านไมล์ผ่านแอพพลิเคชั่น MapMyRun ซึ่งเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้แนะนำแอพพลิเคชั่นนี้ให้กับ นักวิ่งในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเจริญเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค เพื่อให้พวกเขาได้รับประสบการณ์การวิ่งที่เชื่อมต่อเข้ากับโลกดิจิตอลได้ดีที่สุด และมีส่วนร่วมใน Under Armour Connected Community ซึ่งมีสมาชิกแล้วมากกว่า 245 ล้านยูสเซอร์” มร.ไมเคิล กล่าวเสริม

MapMyRun ของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ มีฟีเจอร์โดดเด่นที่น่าสนใจ และแตกต่างจากแอพพลิเคชั่นออกกำลังกายทั่วไป ดังนี้

  1. Live Tracking การติดตามผลและเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ ที่ให้ผู้ใช้สามารถวิ่งได้โดยไม่ต้องพกมือถือ หรือสมาร์ทวอทช์ ซึ่งจะช่วยให้มีสมาธิและนำไปสู่การวิ่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  2. In Depth Coaching การวิเคราะห์เชิงลึกที่ให้ผลลัพธ์ตรงกับผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ เสมือนมีโค้ชวิ่งส่วนตัว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  3. Customized Training Plan การออกแบบแผนการซ้อมวิ่งเฉพาะตัวบุคคล โดยกำหนดจากค่าน้ำหนัก และส่วนสูงของนักวิ่งแต่ละคน
  4. Track Achievement การติดตามผลการวิ่งและการซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปประเมินและอกกแบบการวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้
  5. Metrics การแสดงค่าและคำนวนผลต่างๆ ที่ควรรู้ในการออกกำลังกาย เช่น ระยะความยาวก้าว จำนวนก้าว การเร่งความเร็ว
  6. Friends and Challenge Community ชุมชนออนไลน์ที่ให้ผู้ใช้ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงแข่งขันกันในกลุ่มนักวิ่งที่มีมากกว่า 245 ล้านยูสเซอร์

“ผลิตภัณฑ์ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ทุกชิ้นได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักกีฬา เพื่อช่วยให้พวกเขาออกกำลังกายได้ดียิ่งขึ้น” มร.ไมเคิล กล่าวปิดท้าย

รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR รุ่นใหม่ประจำปี 2562 มีวางจำหน่ายแล้ว ผ่านแบรนด์เฮ้าส์ทั้ง 9 สาขาอย่าง สยามเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมกาบางนา Zpell@ฟิวเจอร์พาร์ค เซ็นทรัล ลาดพร้าว เซ็นทรัล เวสต์เกต เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา จังซีลอน ภูเก็ต รวมถึงสาขาใหม่ ไอคอน สยาม รวมถึงสาขาในสยาม พารากอน เอมโพเรี่ยม ดิ เอมควอเทียร์ และ official  dealers ของ Under Armour ทั่วประเทศ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.underarmour.co.th หรือ https://www.facebook.com/UnderArmourThailand/ และอินสตาแกรม @UnderArmourThailand

 

บริษัท Under Armour Inc (อันเดอร์ อาร์เมอร์)

Under Armour Inc (อันเดอร์ อาร์เมอร์) (NYSE: UA) คือผู้ก่อตั้งและคิดค้นเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์กีฬาที่ต้องการจะปฏิวัติชุดกีฬาของนักกีฬาทั่วโลก โดยใช้นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้นักกีฬาทุกระดับทั่วโลกเล่นกีฬาได้ดียิ่งขึ้น Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ได้สร้างสังคมดิจิตอลฟิตเนสที่ใหญ่ที่สุดในโลกผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น UA Record, MapMyFitness, Endomondo, และ MyFitnessPal สำนักงานใหญ่ของ Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ตั้งอยู่ที่ เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์ www.uabiz.com

เกี่ยวกับบริษัททริปเปิ้ล (Triple Pte. Ltd.)

Triple Pte Ltd ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2556 ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าประเภทกีฬาและไลฟ์สไตล์ ได้สิทธิ์การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว ทริปเปิ้ลจัดจำหน่าย Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ในสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ ในเดือนพฤษภาคม 2557 ปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายจัดจำหน่ายใน 7 ตลาด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใน แบรนด์ เฮาส์ 25 แห่ง และร้านค้าแบบช็อป อิน ช็อป และจัดจำหน่ายขายส่งแบบมัลติแบรนด์

“ GSC ” เคาะราคาเสนอขาย IPO  1.70 บาท 

นางสาวสุกัญญา สุขเจริญไกรศรี (กลางขวา) ประธานกรรมการบริหาร, นายอนุชัย วิทย์นลากรณ์ (กลางซ้าย) กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป หรือ ACAP ในฐานะบริษัทแม่ พร้อมด้วย นางสาวสุดาภรณ์ กลิ่นแก้ว กรรมการผู้จัดการ, นางสาวเมตตา โพธิ์กิ่ง รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการและบริการลูกค้า บมจ.โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ หรือ GSC ร่วมด้วย นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เออีซี จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในสัญญา แต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายหุ้นสามัญของ GSC โดยมี บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บล.คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) และ บล.ไอร่า จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย โดยมี นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่ง GSC เสนอขายหุ้น IPO จำนวน 90 ล้านหุ้น กำหนดราคาขายที่ 1.70 บาทต่อหุ้น และเตรียมเปิดให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ ACAP ที่มีสิทธิจองซื้อ (Pre-emptive) จองซื้อในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2562 และประชาชนทั่วไปจองซื้อ ในวันที่ 4 ถึง 6 มีนาคม 2562 กุมภาพันธ์นี้ และคาดเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในวันที่ 13 มีนาคม 2562

บาจาเผยโฉม Prive Roma กระเป๋าพรีเมี่ยม ดีไซน์จากอิตาลี แต่ราคาจับต้องได้

บาจา เปิดตัวแบรนด์สินค้าพรีเมี่ยม “พรีเว่ โรม่า”(Prive Roma) นำเสนอกระเป๋าดีไซน์ใหม่จากอิตาลี โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากกรุงโรมเมืองแห่งแฟชั่นที่ทันสมัยอยู่เสมอ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เรียบหรู ดูมีสไตล์ ใช้ได้ในทุกโอกาส ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทันสมัย จำหน่ายในราคาที่จับต้องได้ ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ด้วยความปราณีตในทุกๆ ขั้นตอนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของดีไซเนอร์เครื่องหนังชาวอิตาลีที่คนทั่วโลกต่างหลงรัก

พรีเว่ โรม่า คอลเลคชั่นเปิดตัว ประกอบไปด้วย กระเป๋าใส่บัตร ราคาเริ่มต้นที่ 299 บาท กระเป๋าสตางค์ ราคาเริ่มต้นที่ 699 บาท กระเป๋าถือสุภาพสตรี ราคาเริ่มต้นที่ 1,399 บาท และกระเป๋าถือสุภาพบุรุษ ราคาเริ่มต้นที่ 2,499 บาท วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ร้านบาจาที่ร่วมรายการ (ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต, แฟชั่นไอส์แลนด์, Big C ราชดำริ, Central พระราม 9, เมกาบางนา, Bata สุขุมวิท 15, Central WestGate, Central World, Seacon Square, มาบุญครอง, Central Festival Pattaya Beach, Bata จังซีลอน, Central บางนา, The Mall บางกะปิ, Central พระราม 2, Central เชียงราย, Central เชียงใหม่ Airport, Central Festival เชียงใหม่, The Mall โคราช, Central อุดรธานี, Central ขอนแก่น, Central Marina และ Central Festival ภูเก็ต) โดยสามารถติดตามข่าวสารและชมภาพผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ Facebook BataThailand

 

ข้อมูลเกี่ยวกับบาจา

บาจา แบรนด์รองเท้าคุณภาพร่วมสมัยระดับโลกจากยุโรป ก่อตั้งโดย โทมัส บาจา ในปี 1894 ในสาธารณรัฐเช็ก  ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตรองเท้าโดยให้ความสำคัญกับการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพของวัสดุที่สามารถสวมใส่สบาย กับดีไซน์โมเดิร์นเพื่อทุกไลฟ์สไตล์ในราคาที่คุ้มค่า 

บาจาเป็นธุรกิจในระบบครอบครัวที่ให้บริการลูกค้ามากกว่าหนึ่งล้านคนต่อวัน ใน 5,300 ร้านค้า และผลิตในโรงงานที่บาจาเป็นเจ้าของทั้งหมด 23 แห่งครอบคลุมทั้งห้าทวีปทั่วโลก โดยดำเนินธุรกิจรกิจในเกือบ 100 ประเทศทั่วโลกและมียอดขายรองเท้ากว่า 220 ล้านคู่ทุกปี ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในแบรนด์รองเท้าระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด

บาจา ประเทศไทยเริ่มต้นเมื่อปี 1950 ปัจจุบันดำเนินธุรกิจรองเท้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยมามากว่า 89 ปี

ดี เวล แกรนด์ แอสเสท จัดงาน Masterpiece showcase ฉลอง ARNA EKAMAI คว้ารางวัลอินเตอร์
จองบ้านได้รถ Porsche Macan มูลค่า 5 ล้าน 2-3 มี.ค.นี้!!

นายถวนันท์ ธเนศเดชสุนทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี เวล แกรนด์ แอสเสท จำกัด เชี่อสังหาฯปี 62 กทม. ปริมณฑลและเมืองใหญ่ยังไปได้ เปิดกลยุทธ์รุกตลาดตอกย้ำภาพบูทีค ดีเวล ลอปเปอร์ พัฒนาโครงการดีไซน์เอกลักษณ์ จับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่สไตล์เฉพาะตัว โดยปีนี้จะมีการเปิดตัว 4 โครงการ  รวมมูลค่า 1,000 ล้านบาท เตรียมจัดงาน Masterpiece showcase วันที่ 2-3 มี.ค.นี้ ฉลองความสำเร็จโครงการ ARNA EKAMAI บ้านเดี่ยว 3 - 4 ชั้น ระดับ Super Luxury คว้ารางวัล “International Property Award 2018” ประเภท Best Residential Property Asia Pacific ผู้ที่จองบ้านในงานได้รถ Porsche Macan มูลค่า 5 ล้านบาท

“AECS ” แนะจับตา ผลการเจรจาสงครามการค้า ตัวแปรชี้ดัชนี ขึ้น-ลง
เปิด 10 หุ้น EKH, LPH,RJH ,BCH ,SAWAD, MTC,AMANAH ,JMT, PLANB ,COM7 น่าลงทุน 

บล.เออีซี ระบุ  ตลาดหุ้นไทยต้องเฝ้าระวัง Consensus ที่ปรับคาดการณ์ EPS ปี นี้ของดัชนี SET ลงต่อเนื่องจากช่วงต้นปี บวกกับนักลงทุนต่างชาติ พลิกกลับขายสุทธิ เป็นเวลา6วันติดต่อกันโดยต่างประเทศมีความกังวลประเด็นทางการเมือง หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์”  ประกาศภาวะฉุกเฉิน ประกอบกับผลการเจรจาสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ และยืดเยื้อต่อ โดยฝ่ายวิจัย ประเมินกรอบดัชนีสัปดาห์นี้ ที่ 1,630 - 1,665 จุด แนะกลยุทธ์ 3 กลุ่มหลัก 10 หุ้นเด่น น่าลงทุน โดยเฉพาะ กลุ่มโรงพยาบาล EKH, LPH,RJH และ BCH  กลุ่มจำนำทะเบียนรถ SAWAD, MTC และ AMANAH รวมถึงหุ้นที่มีผลกำไรปี 61 โตโดดเด่น ต่อเนื่องไปปี 62 อาทิ JMT, PLANB และ COM7

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS  ระบุว่า ดัชนี SET มีโอกาสแกว่งผันผวนในกรอบ โดยต่างประเทศ มีความกังวลประเด็นทาง การเมืองหลัง นาย โดนัลด์ ทรัมป์  ประกาศภาวะฉุกเฉิน ประกอบกับผลการเจรจาสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยังไม่ได้ ข้อยุติ และยืดเยื้อต่อ ขณะฝั่งตลาดหุ้นไทยต้องเฝ้าระวัง Consensus ที่ปรับคาดการณ์ EPS ปีนี้ของดัชนี SET ลงต่อเนื่อง จากช่วงต้นปี บวกกับนักลงทุนต่างชาติ พลิกกลับขายสุทธิเป็นระยะเวลา 6 วันติดต่อกัน ส่งผลให้มีการประเมิน กรอบแนวรับรายวันที่ 1,620 จุด และแนวต้านที่ 1,640 จุด  

นอกจากนี้ ยังได้ประเมิน SET Index ในช่วงสัปดาห์นี้ว่า ดัชนีมีการพักฐาน หลัง Consensus ปรับลดประมาณการ EPS โดยข้อมูลจาก Bloomberg Consensus พบว่า เมื่อต้นปี EPS ปี 62 ที่ 115.16 บาท ขณะที่ปัจจุบัน เหลือเพียง 111.26 บาท หรือลดลง 3.39% YTD บวกกับนักทุนต่างชาติ ที่ขายหุ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6 วันทำการติดต่อกัน มูลค่ารวม เท่ากับ 9,854.8 ล้านบาท ทำให้เรามองว่า SET Index มีโอกาสหลุด แนวรับ 1,630 จุด และมีโอกาสปรับตัวไปอยู่ในแนวรับถัดไปที่บริเวณ 1,600 จุด ดังนั้น แนะนำให้ลดพอร์ต เพื่อถือเงินสดบางส่วน และทยอยซื้อกลับใน 3 กลุ่มหุ้นเด่น เมื่อดัชนีปรับตัวลงมา ในกรอบแนวรับ ดังกล่าว 

ทั้งนี้ ทางฝ่ายวิจัย แนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล  เนื่องจากเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive ที่น่าสนใจในช่วงที่ตลาดผันผวน จากกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และไม่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเราอิงกับหุ้นที่มี Earning Growth ปี 62 โต และยังมี Upside  กลุ่มโรงพยาบาล แนะนำ EKH, LPH,RJH และ BCH 

กลุ่มจำนำทะเบียนรถ อาทิ SAWAD, MTC และ AMANAH  เนื่องจากรับผลบวกจากกฎระเบียบมีความชัดเจนโดยที่มีระบุว่า ผู้ประกอบการต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท 2) ไม่กำหนดวงเงินสินเชื่อขึ้นอยู่กับความสามารถ ในการชำระหนี้ และ 3) อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 28% ซึ่งเรา มองว่าไม่ได้ต่างไปจากที่ตลาดคาดก่อนหน้า  และหุ้นกลุ่มสุดท้ายที่แนะนำ คือหุ้นที่มีความโดดเด่นจากการคาดการงบปี 61โดยเฉพาะกำไร ที่เติบโต YoY และ Consensus ยังคาดโตต่อในปี 62  แนะนำ JMT, PLANB และ COM7

อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายวิจัย มอว่า แม้ว่าในสัปดาห์นี้ เราลดมุมมองเชิงลบลงจากปัจจัยที่สำคัญ  จากการเจรจาการค้า ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มีความคืบหน้ามากขึ้น แต่ยังไม่ได้ข้อยุติและจะมีการเจรจากันอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ โดยทางประธานาธิบดีสหรัฐฯ  กำลังพิจารณา เลื่อนกำหนดการขึ้นภาษีสินค้าอีกไปอีก 60 วัน เพื่อให้มีเวลาในการเจรจาการค้ามากขึ้น

ทั้งนี้ สหรัฐฯ สามารถหลีกเลี่ยงภาวะปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government shutdown) รอบที่ 2 ได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯมีงบประมาณไปจนถึงเดือน ก.ย. แต่ยังมีความเสี่ยงจาก  ประธานาธิบดีสหรัฐฯ  ได้เซ็นลงนาม ประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้มีงบประมาณในการสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก ซึ่งไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส ทำให้สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยทางด้านการเมือง 

อีกทั้ง ในเรื่องของราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่ม OPEC ปรับลดกำลังการผลิตลง 0.797 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 30.806 ล้านบาร์เรลต่อวัน บวกกับสหรัฐฯมีการแทรกแซงประเทศเวเนซุเอลา และอิหร่าน ทำให้กำลังการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลก ตึงตัวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มสูงขึ้น

เป๊ปซี่ ส่งแพคเกจจิ้งใหม่ ต้อนรับซัมเมอร์ 4 ดีไซน์สะท้อน 4 แนวดนตรี

เครื่องดื่ม “เป๊ปซี่” และ “เป๊ปซี่ แมกซ์ เทสต์” โดย บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ชวนสัมผัสความซ่ารับหน้าร้อน เปิดตัวแพ็คเกจจิ้งรุ่นพิเศษPepsi Music Limited Edition” กับ 4 ดีไซน์สุดฮิปที่สะท้อน 4 แนวดนตรีผ่านลวดลายกราฟิก ทั้งแนวป๊อป ฮิปฮอป อิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ และลูกทุ่ง มีให้เลือกสะสมทั้งในรูปแบบกระป๋องสลิมและขวดพีอีที วางจำหน่ายเฉพาะหน้าร้อนนี้เท่านั้นในร้านค้าปลีก-ส่ง ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหารทั่วประเทศ พิเศษ! ทุกขวดและกระป๋องยังมี QR Code ให้สแกนเพื่อร่วมสนุกโดยเปลี่ยนผู้เล่นให้กลายเป็นศิลปินที่ชื่นชอบบนโลกดิจิทัล พร้อมสามารถสะสมคะแนนเพื่อแลกรับรางวัลต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

สัมผัสประสบการณ์ความสนุกของแคมเปญ “เป๊ปซี่ซ่า...สุดทุกดนตรี” ตลอดหน้าร้อนนี้ พร้อมติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook PepsiThai และ LINE Official Account: PepsiThai

 

____________________

 

Pepsi launches new limited-edition packaging to welcome summer, 4 designs reflecting 4 music spirits

“Pepsi” and “Pepsi Max Taste” of the Suntory PepsiCo Beverage (Thailand) Limited celebrates the summer fun – launching a new “Pepsi Music Limited Edition” collectible packaging that uses 4 trendy graphic designs which reflects the spirit of the 4 music genres of Pop, Hip-hop, Electronics Dance Music, and Country music – collectible in both slim cans packaging and PET bottles. The packaging is only available during summer nationwide, and comes with a trademark QR Code that, upon scanning, transforms the player into their favorite Pepsi artists in the digital world. Collectible points, worth over 1 million Baht, from the activity are also available for reward redemption.

Come experience the fun of ‘Pepsi Music 2019’ throughout the summer.  For more information, please contact PepsiThai Facebook page and LINE Official Account: @PepsiThai.

SMART โชว์ผลประกอบการปี 61 กวาดรายได้รวม 366 ล้านบาท โต18.75 % ขาดทุนสุทธิลดลง 69.08 % เผยทิศทางธุรกิจปี 62 คาดครึ่งปีแรกพลิกมีกำไร แนวโน้มธุรกิจดี เลือกตั้งชัดเจน EEC งานโครงสร้างพื้นฐานหนุน ดีมานด์พุ่ง เอกชนทยอยลงทุน นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ โต10 % รายได้ 400 ล้านบาท

นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ทคอนกรีต จำกัด (มหาชน) (SMART) ผู้ผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบาด้วยระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงเพื่อใช้ในงานก่อสร้าง และงานกั้นผนังอาคารเปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 4/61 มีทิศทางที่ดีขึ้นมีผลขาดทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 99.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.04 ล้านบาท หรือ 28.58 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 77.13 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 3.07 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 12.09 ล้านบาท หรือลดลง 75.13 %  

สำหรับผลประกอบการงวดปี 2561 มีรายได้รวม 366 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.83 ล้านบาท หรือ 18.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม  308.48 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 22.93 ล้านบาท หรือลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 74.176 ล้านบาท หรือลดลง 69.08 %  

สาเหตุที่ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก เนื่องจากปริมาณการใช้งานวัสดุอิฐมวลเบาของโครงการเมกะโปรเจคภาครัฐ โครงการก่อสร้างภาคเอกชน และราคาจำหน่ายอิฐมวลเบามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในทุกช่องทาง อาทิ โมเดิร์นเทรด ห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง เพิ่มตัวแทนจำหน่าย ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง จึงสามารถกระจายสินค้าเข้าสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นของบริษัทปรับตัวดีขึ้น

ทิศทางธุรกิจปี 2562 คาดว่าจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น สืบเนื่องมาจากความชัดเจนของการเลือกตั้งส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาลงทุนอีกครั้งในขณะเดียวกันนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ EEC ผลักดันให้เกิดการลงทุนก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า โครงการเมกะโปรเจคขนาดใหญ่ของภาครัฐ และผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทยอยลงทุนในโครงการใหม่มากขึ้น  ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง-อิฐมวลเบาปรับตัวดีขึ้น และราคาจำหน่ายอิฐมวลเบามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้คาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะสามารถพลิกมีกำไรในช่วงครึ่งปีแรก 2562 โดยตั้งเป้ารายได้ 400 ล้านบาท เติบโต 10 %

สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้ บริษัทมีแผนเดินหน้าทำการตลาดเชิงรุก แนะนำสินค้าให้เป็นที่รู้จัก ผลักดันสินค้าผ่านช่องทางการจำหน่ายให้หลากหลายมากขึ้น และมีการขยายฐานลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมุ่งเน้นการทำตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ "อิฐมวลเบาประเภทตกแต่ง" มากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ O2O (Online to Offline ) เพื่อกระตุ้นการสร้างยอดขายให้เติบโต และสร้างการรับรู้กับลูกค้าในวงกว้าง ผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย โดยคาดว่าจะมีกระแสตอบรับที่ดีและมีคำสั่งซื้อจากโครงการในภาคตะวันออก กลุ่มลูกค้าสถาปนิก และผู้รับเหมารายย่อยมากขึ้น โดยสัดส่วนรายได้งานภาครัฐอยู่ที่ 28 % ภาคเอกชน อยู่ที่ 70% 

สำหรับการขยายตลาดกลุ่มประเทศ CLMV บริษัทมีการส่งสินค้าไปจำหน่ายในประเทศกัมพูชาและสปป.ลาว เพื่อใช้ในงานก่อสร้างและงานโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยมีกระแสตอบรับที่ดีและมีออเดอร์สั่งซื้อสินค้าต่อเนื่องจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศดังกล่าว อีกทั้งบริษัทรักษาสัดส่วนรายได้จากยอดขายต่างประเทศในปี 2562 อยู่ที่ 2 % ทั้งนี้บริษัทยังคงเดินหน้าเจรจาหาพันธมิตรเป็นตัวแทนจำหน่าย เพื่อขยายตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV อย่างต่อเนื่อง 

ตอบทุกโจทย์การส่งออกกับ 6 จุดเด่นหลักสูตร “ผู้ส่งออกอัจฉริยะ : SMART EXPORTER” ทำให้การส่งออกไม่อยากอย่างที่คิด

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่หยุดเรียนรู้ และมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองและตั้งเป้าความสำเร็จในการทำธุรกิจของคุณ ให้ไปยังจุดที่เรียกได้ว่า “ก้าวไกลไปยังธุรกิจส่งออกระหว่างประเทศ”  เรามีหลักสูตรที่จะทำให้ทั้ง ชีวิต ธุรกิจ คอนเนคชั่น และการลงทุนของคุณทะยานขึ้นจากจุดที่ดีอยู่แล้วไปสู่จุดที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเดิม ด้วยความรู้และประสบการณ์ตรงจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ที่จะมาร่วมถ่ายทอดให้คุณได้เรียนรู้ครบและจบภายในหลักสูตรเดียว

สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ New Economy Academy (NEA) ภายใต้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการให้ความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ ในหลากหลายมิติผ่านทางการจัดโครงการฝึกอบรมและสัมมนา โดยในวันนี้ เราจะมาแนะนำอีกหนึ่งหลักสูตรโบว์แดงของกรม คือ โครงการ “ผู้ส่งออกอัจฉริยะ : Smart Exporter” ซึ่งรุ่นที่จะจัดขึ้นล่าสุดเป็นรุ่นที่ 17 โดยเนื้อหาเด่นๆในหลักสูตร ประกอบด้วย องค์ความรู้และทักษะการบริหารจัดการด้านการส่งออกที่สำคัญอย่างครบวงจร เพื่อนำไปสู่การปรับกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพต่อไป ทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ การให้คำปรึกษาเชิงลึก และการศึกษาดูงานนอกสถานที่ โดยมีการปรับปรุงหลักสูตรให้มีความเข้มข้นและเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันในเวทีการค้าสากลตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ NEA

“หลักสูตรผู้ส่งออกอัจฉริยะ : Smart Exporter” รุ่นที่ 17 มีเป้าหมายในการเร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้เป็นนักการค้าอย่างมืออาชีพภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่ และเสริมสร้างความรู้ด้านกลยุทธ์การบริหารจัดการในการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้อย่างครบถ้วน อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างแนวคิดริเริ่มสร้างสรรค์และต่อยอดธุรกิจ เพื่อขยายช่องทางการทำการค้าและการส่งออก โดยหลักสูตรมี 6 จุดเด่น ดังนี้

  1. ปรุงสูตรใหม่ให้เจาะลึกและเข้มข้น หลักสูตรที่มีเนื้อหาเข้มข้นและเจาะลึกการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ การตลาดต่างประเทศ การสร้างแบรนด์ในตลาดโลก Operation Management การใช้สื่อออนไลน์ การเจาะตลาดจีน-ฮ่องกง รวมทั้งการให้คำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดเพื่อนบ้านจากทูตพาณิชย์ไทยประจำต่างประเทศ เป็นต้น โดยมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ปัญหาและหาทางแก้ไขร่วมกันในชั้นเรียน โดยการอบรมจะใช้เวลาเพียง 20 วัน
     
  2. บ่มเพาะความรู้จากประสบการณ์จริง  ผู้อบรมจะได้พบปะกับผู้ประกอบการที่สามารถพูดคุยกันเป็นภาษาเดียวกัน มีเป้าหมายคล้ายกัน และได้นำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเองได้ทันที เช่น ได้ร่วมวิเคราะห์ถึงปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยในช่วงท้ายของหลักสูตรจะเป็นการวิเคราะห์แผนธุรกิจรายบริษัท โดยมีเหล่ากูรูในด้านต่างๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนให้ความรู้กับผู้เรียนอย่างใกล้ชิด  ทำให้ผู้ที่จบหลักสูตรนี้ ได้รับความรู้อย่างเข้มข้นและสามารถนำไปต่อยอดในเชิงธุรกิจได้จริง

  3. เข้าสู่เครือข่ายส่งพลัง โครงการ Smart Exporter ไม่เพียงแต่เป็นโครงการที่ส่งต่อความรู้เกี่ยวกับเรื่องการทำการค้าระหว่างประเทศหรือการส่งออกธุรกิจและสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่คุณยังจะได้มีโอกาสพบปะ พูดคุยกับผู้ประกอบการที่มีกลุ่มธุรกิจแตกต่างกัน แลกเปลี่ยนคอนเนคชั่น สร้างกลุ่มเครือข่ายของผู้ประกอบการเป็นรุ่นๆ จากเพื่อนร่วมเรียน กลายเป็นเพื่อนธุรกิจ จากรุ่นสู่รุ่น

  4. ทางลัดสู่ตลาดโลกพร้อมสิทธิพิเศษ เมื่อผ่านหลักสูตรดังกล่าวแล้ว จะได้รับสิทธิประโยชน์และโอกาสดีดีจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการร่วมออกงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศที่จัดขึ้นโดยกรม ได้แก่ งาน Top Thai Brand และโครงการ SME Pro-active เป็นต้น

  5. ต่อยอดสู่ดวงดาว ในปีนี้ NEA ร่วมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(EXIM BANK) ในฐานะหน่วยงานพันธมิตร ในการจัดทำหลักสูตรต่อเนื่องในรูปแบบ Co-Course ร่วมกัน ซึ่ง EXIM BANK จะคัดเลือกผู้จบหลักสูตรจากโครงการ ผู้ส่งออกอัจฉริยะ Smart Exporter รุ่นที่ 17 เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดในโครงการฝึกอบรมของ EXIM BANK และนำไปเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าในตลาดต่างประเทศต่อไป

  6. มีสินค้าก็มาได้เลย เพียงท่านเป็นประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กลุ่มธุรกิจ Startup กลุ่มทายาทธุรกิจ และผู้ประกอบการส่งออกรายใหม่ ที่มีความรู้พื้นฐานด้านการค้าระหว่างประเทศ และมีสินค้าหรือบริการเป็นของตนเอง โดยจะมีเพียง 50 ท่านที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการในแต่ละรุ่น

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่จัดขึ้นสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและปฏิทินกิจกรรมได้ที่ nea.ditp.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์  02-726-4500 หรือ Facebook.com/nea.ditp

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ เปิดตัว 3DEXPERIENCE.WORKS

  • แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ใหม่ ที่ปรับแต่งมาให้เฉพาะสำหรับลูกค้า SOLIDWORKS และองค์กรธุรกิจขนาดกลางที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
  • การใช้งานที่สะดวกและเรียบง่าย ช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์จากแพลตฟอร์มที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงธุรกิจของพวกเขาและส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในยุคอุตสาหกรรมใหม่
  • แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE จะกลายเป็นมาตรฐานการดำเนินธุรกิจสำหรับบริษัทขนาดกลาง 

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ (Dassault Systèmes) (Euronext Paris: #13065, DSY.PA) เปิดตัว 3DEXPERIENCE.WORKS แอพพลิเคชั่นใหม่บนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ที่พัฒนามาเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานของกลุ่มลูกค้า SOLIDWORKS และเหมาะสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมทุกแห่ง แอพพลิเคชั่น 3DEXPERIENCE.WORKS จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมงานต่างๆ ทั้งในด้าน การออกแบบ การจำลอง และความสามารถบริหารจัดการระบบ ERP ในขั้นตอนการผลิตผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเดียว สร้างการเติบโตให้ธุรกิจ เพิ่มไอเดียการสร้างสรรค์นวัตกรรม มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการในยุคอุตสาหกรรมใหม่ได้มากยิ่งขึ้น  

3DEXPERIENCE.WORKS ได้รับการเปิดตัวภายในงาน SOLIDWORKS World 2019 การประชุมประจำปีของชุมชนนักออกแบบงานสามมิติ (3D) และวิศวกร ที่จัดขึ้นโดยแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ โดย 3DEXPERIENCE.WORKS ได้รับการพัฒนามาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายของการใช้งานและมีความเรียบง่ายที่เป็นเครื่องหมายการรับรองคุณภาพของแอพพลิเคชั่น SOLIDWORKS ที่นักสร้างสรรค์นวัตกรรมนับล้านคนเลือกใช้มาตลอด 25 ปี ไปจนถึงโซลูชั่นเพื่อธุรกิจบน 3DEXPERIENCE ที่มาพร้อมแอพพลิเคชั่นการปรับแต่งที่เรียบง่าย แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ เปิดตัว 3DEXPERIENCE.WORKS หลัง เข้าซื้อกิจการ IQMS บริษัทซอฟต์แวร์ ERP สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตขนาดกลาง ที่ได้ปรับเปลี่ยนแบรนด์เป็น DELMIAWORKS

เบอร์นาร์ด ชาร์ลส์ รองประธานและซีอีโอของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์

เบอร์นาร์ด ชาร์ลส์ รองประธานและซีอีโอของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางทั่วโลกล้วนต้องการดิจิทัลโซลูชั่นเพื่อนำไปปรับใช้สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ แต่ความท้าทายในช่วงที่ผ่านมาคือ การตามหาแพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุดให้กับองค์กรซึ่งวันนี้เราได้นำแพลตฟอร์ม3DEXPERIENCE.WORKS ที่จะมอบประสิทธิภาพอย่างสูงสุดมาสู่พวกเขาเหล่านั้น หลังจากที่เราได้เห็นประสิทธิภาพของแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ที่กลุ่มดีไซเนอร์ได้นำแพลตฟอร์ม SOLIDWORKS มาใช้ขยายธุรกิจของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มในกลุ่ม 3DEXPERIENCE.WORKS ได้รวมเอาความสามารถของ DELMIAWORKS ไว้เพื่อให้บริการกับผู้ผลิตทั่วไปด้วยการรวมความสามารถด้านดิจิทัลเต็มรูปแบบ 3DEXPERIENCE จะกลายเป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานสำหรับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการผลิตและการบริหารจัดการที่เรียบง่าย ในราคาที่เหมาะสม”

3DEXPERIENCE.WORKS พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางให้สามารถควบคุมคุณภาพซึ่งเป็นมาตรฐานที่แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE มอบให้แก่องค์กรระดับโลกและนักสร้างสรรค์นวัตกรรมชั้นนำ: โดยมาพร้อมกับการพัฒนาความสามารถให้ทีมงานทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่พนักงานในบริษัท บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างครบวงจรผ่านการใช้งานเพียงแพลตฟอร์มเดียวที่รวมรวมความสามารถต่างๆ ที่องค์กรขนาดเล็กและกลางต้องการ ลดความซับซ้อนและขั้นตอนการทำงานระหว่างแอพพลิเคชันและอินเตอร์เฟซที่หลากหลาย แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE.WORKS จะเชื่อมข้อมูลและเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนจบกระบวนการ โดยมี รูปแบบของแดชบอร์ดให้เลือกใช้ บริหารจัดการบริการต่างๆ ได้ง่าย เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งชุมชนและผู้ใช้ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรม และมีแอพพลิเคชั่นเฉพาะที่ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานที่หลากหลาย

 

เกี่ยวกับแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ (Dassault Systèmes)

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ คือบริษัท 3DEXPERIENCE ที่นำเสนอโลกเสมือนจริงให้แก่ผู้คนและองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชั่นระดับชั้นนำของโลกที่ปรับปรุงแนวทางการออกแบบ ผลิต และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ โซลูชั่นการประสานงานร่วมกันของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม ขยายความเป็นไปได้สำหรับโลกเสมือนจริงเพื่อปรับปรุงโลกแห่งความเป็นจริง บริษัทฯ มอบคุณประโยชน์ให้แก่ลูกค้าองค์กรทุกขนาดกว่า 220,000 รายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในกว่า 140 ประเทศ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.3ds.com

3DEXPERIENCE, the Compass logo and the 3DS logo, CATIA, SOLIDWORKS, ENOVIA, DELMIA, SIMULIA, GEOVIA, EXALEAD, 3D VIA, BIOVIA, NETVIBES and 3DEXCITE เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ หรือเป็นของบริษัทในเครือ ทั้งที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา และ/หรือ ประเทศอื่นๆ 

“baan & BEYOND Expo 2019” ครบที่สุดกับสินค้าเพื่อบ้าน ลดสูงสุด 80%

อีกหนึ่งงานดีๆ ที่คนรักการแต่งบ้านต้องไม่พลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด หนึ่งในธุรกิจค้าปลีกภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ผู้ดำเนินการบริหาร “ไทวัสดุ, บ้านแอนด์ บียอนด์ และออโต้วัน จัดงาน “baan & BEYOND Expo 2019” งานมหกรรมสินค้าของคนรักบ้านครั้งใหญ่แห่งปี ยกขบวนสินค้าราคาพิเศษลดสูงสุด 80% ครบที่สุดกับสินค้าเพื่อบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมโปรโมชั่นอาทิ 5 โปรสุดคุ้ม คุ้ม 1 : เพียงช้อปสินค้าบ้านแอนด์บียอนด์ครบทุก 10,000 บาท รับฟรีคูปองส่วนลดมูลค่า 1,500 บาท, คุ้ม 2 : ยิ่งช้อป ยิ่งรับเพิ่ม เพียงช้อปครบตามเงื่อนไขตั้งแต่ 65,000 ขึ้นไป รับฟรี บัตรกำนัลเงินสดสูงสุดมูลค่า 100,000 บาท หรือ สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท, คุ้ม 3 : ช้อปลุ้น...ปรับโฉมห้องในฝันกับบริการ vFIX ฟรี!! เมื่อช้อปครบทุก 5,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้น จำนวน 2 รางวัล รวมมูลค่า 120,000 บาท, คุ้ม 4 : ช้อปลุ้นสิทธิ์แลกซื้อ 1 บาท เมื่อช้อปครบทุก 3,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้นแลกซื้อสร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง หรือ พัดลมไอเย็น HATARI รวมมูลค่า 156,000 บาท, คุ้ม 5 : สมาชิกเดอะวัน บัตรเดียวคุ้ม เพียงเป็นสมาชิกสามารถนำคะแนนแลกรับส่วนลดสูงสุด 16% และสุดพิเศษ เพิ่มเพื่อน Line@ baanandbeyond รับฟรีคูปองส่วนลด 500 บาท

คนชอบแต่งบ้านห้ามพลาด!! จัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษแบบนี้เฉพาะในงาน “baan & BEYOND Expo 2019”  ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 62 นี้ ณ ไบเทค บางนา Hall 101-104  เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. พิเศษ เสาร์-อาทิตย์ที่ 2-3 มีนาคม 62 เปิดถึง 24.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม Call Center 1308