กยท. เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 60

กยท. เตรียมยกระดับเกษตรกรทำการเกษตรเชิงคุณภาพ พร้อมเผยยุทธศาสตร์การดำเนินงานปี 60 เร่งผลักดันยางพาราขยายสู่ตลาดประเทศอินเดียและตะวันออกกลาง

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เปิดเผยว่า กยท. มีแนวทางการดำเนินงานภายใต้กรอบแนวคิดของแผนวิสาหกิจการยางแห่งประเทศไทย โดยยึดหลักตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 เพื่อให้มีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล รวมทั้ง ยังได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการยกระดับเกษตรกร ให้มุ่งเน้นทำการเกษตรในเชิงคุณภาพเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรให้ดีขึ้น

สำหรับหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนากิจการเกี่ยวกับยางพาราของ กยท. ประกอบด้วย 1. ส่งเสริมและสนับสนุน การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลสารเกี่ยวกับยางพาราให้กับเกษตรได้รับทราบ 2. ส่งเสริมและสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางในด้านการจัดการกองทุน ตลอดจนจัดหาตลาดเพื่อขายสินค้ายางพาราให้กับเกษตรกร และ 3. ดําเนินการสนับสนุนควบคุมการปลูกยางพารา และสนับสนุนให้มีการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชชนิดอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยงในกรณีที่ยางพารามีราคาผันผวน

“เราได้ยึดหลักการบริหารงานตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย และดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐเพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศ มุ่งเน้นในการใช้นวัตกรรมแปรรูปยางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เข้ามาแทนที่การส่งออกยางพาราในรูปแบบของวัตถุดิบไปยังต่างประเทศ ซึ่งมักมีความผันผวนในปัจจัยด้านราคามาจากภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้” ดร.ธีธัชกล่าว

ดร.ธีธัช กล่าวต่อว่า ภายหลังจากที่ กยท. ได้รับนโยบายจากรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว กยท. ได้ดำเนินการจัดตั้งยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานในปี 2560 ดังนี้ 1. ยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราตลอดห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่คุณค่า ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตยางพารา เสริมสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกร โดยให้การสนับสนุนเกษตรกรในด้านความรู้วิชาการ เงินทุน การผลิต แปรรูป อุตสาหกรรม และการตลาด เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างความเข้มแข็งในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางพารา สนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ยางไทยมีคุณภาพ กยท.จะหาแนวทางจัดการให้ผู้ประกอบการได้รับสินค้าที่มีคุณภาพเพื่อการส่งออก สู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา พัฒนาตนเองและแข่งขันกับผู้ผลิตต่างประเทศได้

2. ยุทธศาสตร์การสร้างรายได้จากการบริการและดำเนินธุรกิจ โดยพัฒนาการประกอบธุรกิจจากทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมและการสร้างรายได้จากโอกาสในธุรกิจใหม่ เพิ่มสภาพคล่องให้กับองค์กร 3. ยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาเพื่ออนาคต ส่งเสริมการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านงานวิจัย ซึ่งจะมุ่งเน้นในด้านงานพัฒนาทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของระบบยางพาราที่จะสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยการนำยางพาราไปใช้ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงในงานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น นำยางพาราไปแปรรูปเป็นกระเบื้องยางเพื่อใช้ในอุตสาหกรรรมการก่อสร้าง เป็นต้น

4. ยุทธศาสตร์การหลอมรวมองค์กรเป็นหนึ่ง เพื่อการบริหารมุ่งสู่ความเป็นเลิศ โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีระบบสารสนเทศเข้ามาผลักดันให้การทำงานราบรื่นและลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง สร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนเป็นหนึ่งเดียวและมีวัฒนธรรมเดียวกัน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน

“การบริหารงานของ กยท. จำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อให้องค์กรมีความแข็งแรง สามารถรองรับนโยบายของรัฐบาลตลอดจนนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้อย่างราบรื่น ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการโครงการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการตอบรับและความร่วมมือจากเกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างดี” ดร.ธีธัชกล่าว

ดร.ธีธัช กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน กยท. ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนการขยายตลาดยางพาราไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเป็นการมุ่งหาตลาดใหม่ เพื่อนำสินค้ายางพาราของไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ กยท. ยังมีแผนที่จะขยายตลาดยางพาราไปยังประเทศอินเดียและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนในด้านการทำการตลาดให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบกิจการยางพารา ให้สามารถดำเนินกิจการให้มีประสิทธิภาพ เติบโตและเข้มแข็งในตลาดโลกได้