Biz Focus Industry Issue 160, May 2026

Print
Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

 

 

“เวล เกรด” ปักหมุดรายได้ 2,750 ลบ.

กางแผนธุรกิจขยายพอร์ตโรงแรม-บุก EEC

เวล เกรดตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 2,750 ลบ. เติบโตเพิ่ม 5-10% จากปีก่อน มั่นใจตัวเลข Backlog ทั้งปี 2,500-3,000 ลบ. ไม่หลุดกรอบ พร้อมขับเคลื่อนแผนธุรกิจ ประกาศเพิ่มพอร์ตงานโรงแรมอย่างน้อย 20-30% รองรับเทรนด์งานคอนโดมิเนียมชะลอตัวจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ บวกเร่งขยายพื้นที่รับงาน มุ่งเจาะกลุ่ม ECC เต็มพิกัด ทุ่มงบลงทุนกว่า 100 ลบ. เสริมแกร่งศักยภาพการทำงาน-เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมตอกย้ำ 16 ปีแห่งความสำเร็จ “คลื่นลูกใหม่ที่มีมาตรฐาน” ด้วยผลงานคุณภาพหลากหลายโครงการ

 

คุณเกรียงศักดิ์ บัวนุ่ม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ WGE กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ประมาณ 2,750 ล้านบาท หรือ เติบโตเพิ่ม 5-10% จากปี 2568 ที่ผ่านมา สำหรับสัดส่วนรายได้ในปัจจุบันของบริษัทจะมาจากกลุ่มงานภาคเอกชนในกลุ่ม Residential (คอนโดมิเนียม โรงแรม) กว่า 90% ส่วนที่เหลืออีก 10% จะมาจากงานของหน่วยงานภาครัฐ

ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ถึงแม้ว่าแนวโน้มของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีการแข่งขันสูงและมีความยากมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ด้วยคุณภาพการให้บริการ คุณภาพของทีมงาน รวมถึง ความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ไว้วางใจให้บริษัทเป็นผู้ก่อสร้างโครงการต่างๆ ตนเชื่อว่ายังมีโอกาสที่จะทำให้บริษัทมีการเติบโตเพิ่มมากขึ้นได้อย่างแน่นอนในอนาคต

โดย ณ ไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทมี  Backlog อยู่ที่ 2,873 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 4 ปี 2568 Backlog อยู่ที่ 2,900 ล้านบาท ขณะที่ Backlog ปี 2569 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 2,500-3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมีความมั่นใจว่าตัวเลข Backlog ปี 2569 มีความเป็นได้อย่างแน่นอน แต่ตัวเลขจะกระโดดสูงไปมากกว่านี้ได้หรือไม่ ซึ่งต้องแล้วแต่โอกาสของงานที่บริษัทได้รับ โดยก่อนหน้านี้ตัวเลข Backlog ได้เคยพุ่งไต่ระดับสูงถึง 4,000 ล้านบาทมาแล้ว และต่อมาได้ปรับตัวลดลง โดยบริษัทได้แตะเบรก เนื่องจาก ไม่มีนโยบายขยายทีมงานในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ อีกทั้ง ไม่ใช่ทิศทางการดำเนินงานที่ดี

“ตัวเลข Backlog ของเราเฉลี่ยอยู่ที่ 2,500-3,000 ล้านบาท หรือ อาจสูงกว่า 3,000 ล้านบาทเล็กน้อย ซึ่งต่อมาจะปรับตัวลดลงมา โดยตัวเลขจะแกว่งๆ อยู่ในระดับนี้ จะรักษาเถียรภาพอยู่ในกรอบประมาณนี้  ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตนมีความพึงพอใจ ที่สามารถรักษารายได้ รวมถึง ตัวเลข Backlog ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ หรือ กล่าวได้ว่ามีความเหมาะสมกับสภาะเศรษฐกิจในปัจจุบัน” คุณเกรียงศักดิ์กล่าว

คุณเกรียงศักดิ์กล่าวต่อ ว่า ในปี 2569 บริษัทวางเป้ากลยุทธ์เติบโตในงานก่อสร้าง Residential โดยจะขยายพอร์ตงานโรงแรมให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20-30% ของ Backlog ทั้งปี ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการรองรับและทดแทนสัดส่วนรายได้จากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมที่คาดว่าลดลงในอนาคต เนื่องจากเทรนด์คอนโดมิเนียมจะชะลอตัว การเติบโตลดลง ประกอบกับมีการการแข่งขันในตลาดสูง เหตุจากปัจจัยเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติ อย่างเช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 ที่ผ่านมา สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึง การคุมเข้มในการปล่อยสินเชื่อที่ยากขึ้นของธนาคาร เป็นต้น ส่งผลให้ลูกค้าซื้อคอนโดมิเนียมได้ยากขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนจะขยายพื้นที่รับงานเข้าไปในกลุ่มเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นอีกศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศไทย จากปกติที่บริษัทจะรับงานก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคใต้ที่จังหวัดภูเก็ตเป็นหลัก โดยในปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในพื้นดังกล่าว คือ โครงการโรงแรม “แอทมายด์ เซ็นทรัล พัทยา (Atmind Hotel Central pattaya)”

“ในปี 2568 ที่ผ่านมา เรามุ่งรับงานที่อยู่อาศัย หรือ Residential โดยเฉพาะงานคอนโดมิเนียมเป็นหลัก แต่เนื่องด้วยในอนาคตการเติบโตมีแนวโน้มลดลง ดีเวลลอปเปอร์พัฒนาต่อไปได้ยาก การแข่งขันในตลาดสูงมาก เราจึงหาแนวทางใหม่ เส้นทางใหม่ โดยในไตรมาส 4 ปี 2568 เราได้เข้าสู่งานก่อสร้างโครงการโรงแรม “แอทมายด์ เซ็นทรัล พัทยา (Atmind Hotel Central pattaya)” ขนาดความสูง 27 ชั้นที่พัทยากลาง

ในปีนี้เราจะโฟกัสไปที่งานก่อสร้างโรงแรมมากขึ้น ทั้งในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ต พังงา และกระบี่ เป็นต้น รวมถึง ภาคตะวันออก เช่น พัทยา และระยอง  โดยเราได้รับเชิญจากดีเวล
ลอปเปอร์ในกรุงเทพฯ ที่ได้เข้าไปพัฒนาคอนโดมิเนียมและโรงแรมในภาคตะวันออกหลายราย ซึ่งนับเป็นโอกาสดีที่จะขยายพื้นรับงานในพื้นที่ดังกล่าวมากยิ่งขึ้น” คุณเกรียงศักดิ์กล่าว

 

ด้านแนวโน้มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง คุณเกรียงศักดิ์กล่าวว่า ในสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน หากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างปี 2569 มีอัตราการเติบโตเท่ากับปี 2568 ที่ผ่านมา นับว่าดีแล้ว ทั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ส่วนหนึ่งจะมาจากเงินอุดหนุนของภาครัฐในส่วนของงานโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานหลายๆ โครงการ โดยในปัจจุบันภาคเอกชนยังต้องตามหลังภาครัฐ ดังนั้นภาครัฐต้องมีการพัฒนา ต้องมีการเปิดพื้นที่ พร้อมทั้ง ต้องมีการสนับสนุนเพื่อให้ภาคเอกชนเดินตาม และสามารถขับเคลื่อนการทำงานต่างๆ ไปด้วยกัน

ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทได้มีแผนการรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยการขยายฐานลูกค้า ด้วยการหาตลาดใหม่ๆ ที่มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มโรงแรมในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อไปได้ รวมถึง ลูกค้ากลุ่มในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ดังที่ได้กล่าวรายละเอียดไปแล้วในเบื้องต้น ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้ที่บริษัทต้องหาจะเพิ่ม รวมถึง จะต้องหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งนี้ บริษัทดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะหยุดอยู่นิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ อีกทั้ง จะต้องดำเนินงานอย่างมีกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนให้องค์กรมีการเติบโตอย่างมั่นคงอย่างต่อเนื่อง

“เราโฟกัสกับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างค่อนข้างมาก เราทำตัวให้พร้อม จัดทัพ จัดทีม รวบรวมทีม โดยทำให้มีความเข้มแข็ง เรายังมีงาน มี Backlog ที่พอประมาณ พอสมควรกับการทำธุรกิจที่เดินไปข้างหน้าได้ เพราะฉะนั้น เรารอแค่จังหวะ รอแค่วงรอบของธุรกิจกลับมา เราเชื่อว่าการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการรอรับโอกาสเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ แต่เรามีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีในแง่ของรายได้

 เราคิดว่าเรายังมีทิศทางที่ดีในการทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในประเทศ เรายังมีโอกาสอีกมากเมื่อเทียบกับผู้ประกอบรายอื่นๆ ในธุรกิจนี้ ซึ่งปีนี้เราทำธุรกิจเข้าสู่ปีที่ 16 แล้ว เราเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มีมาตรฐาน สามารถทำงานสเกลใหญ่ งานที่ความซับซ้อนให้แก่ลูกค้าได้ เราทำงานอาคารสูง โดยทำงานหมดทั้งโครงการ ไม่ใช่แค่รับเหมาก่อสร้างเพียงอย่างเดียว ส่วนงานโครงสร้างสาธารณูปโภค (งานถนน งานสะพาน) เรามีทีมทำงาน มีอุปกรณ์ครบครันที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว”คุณเกรียงศักดิ์กล่าว

ด้านการลงทุน โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็น ทาวเวอร์เครน (Tower Crane) โมบายเครน (Mobile Crane) และรถแมคโคร เป็นต้น โดยการดำเนินการดังกล่าวสามารถรองรับแผนการลงทุนของบริษัทในช่วงปี 2569-2570 ได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันและสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจอีกด้วย

            ขณะเดียวกัน ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลงานแห่งความภูมิใจหลากหลายโครงการ ซึ่งเป็นการการันตีผลงานคุณภาพและความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้า โดยบริษัทดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานให้แก่ลูกค้าตรงตามเวลาที่กำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และลูกค้าสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ หลังจากการส่งมอบงานให้กับลูกค้าแล้ว บริษัทมีการดูแลและรับประกันงานคอนโดมิเนียมเป็นระยะเวลา 2 ปี

 อาทิ FLO by Sansiri คอนโดมิเนียมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ ใกล้ไอคอนสยาม ขนาดความสูง 23 ชั้น, Canvas Cherng Talay (แคนวาส เชิงทะเล) โดยแสนสิริ คอนโดมิเนียมใจกลางย่านเชิงทะเล จังหวัดภูเก็ต ขนาดความสูง 23 ชั้น, The Base Rise Phuket (เดอะ เบส ไรส์ ภูเก็ต) โดยแสนสิริ คอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ท ขนาดความสูง 8 ชั้น,

            ATMOZ CANVAS RAYONG (แอทโมซ แคนวาส ระยอง) คอนโดมิเนียมติดเซ็นทรัลระยอง ขนาดความสูง 8 ชั้น 2 อาคาร โดยบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), ATMOZ Palacio Ladprao-Wanghin (แอทโมซ พาลาซิโอ ลาดพร้าว-วังหิน) คอนโดมิเนียมขนาดความสูง 8 ชั้น 4 อาคาร โดยบริษัท แอสเซทไวส์ จํากัด (มหาชน) และอาคารสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมระบบวิศวกรรมประกอบอาคารของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

คุณเกรียงศักดิ์กล่าวในตอนท้ายถึงสิ่งอยากจะฝากถึงลูกค้าว่า ตนขอขอบคุณลูกค้าทุกรายที่ไว้วางใจให้บริษัทบริการงานก่อสร้างให้ ขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าลูกค้าบางรายที่ยังไม่ได้เป็นคู่ค้ากับบริษัท แต่ได้เปิดโอกาสให้บริษัทได้เข้าไปประมูลงาน แสดงเจตน์จำนงค์ อยากให้บริษัทเข้าไปทำงานให้หลายราย ซึ่งบางครั้งบริษัทอาจจะยังไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไปรับงาน ต้องขออภัยและขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ โดยหวังว่าโอกาสหน้าหากติดต่อเข้าในช่วงเวลาที่เหมาะสม และบริษัทมีทีมให้บริการ บริษัทพร้อมที่จะดำเนินการให้ทันที