บริษัทซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เร่ง Value Creation ชู DX-AI เสริมแกร่งฐานผลิตไทย

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งการขับเคลื่อนสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาด บริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวสู่การเติบโตในระยะต่อไป ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (DX) และ AI มาประยุกต์ใช้ ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรและการขยายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง บริษัทกำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากเดิมที่มุ่งเน้นการเติบโตด้วยการเพิ่มปริมาณการผลิต ไปสู่การสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มผ่านแนวคิด Tire Premiumization พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตในระยะต่อไป
Mr.SO ISHINO ประธานบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์ DUNLOP เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อภาพรวมการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ความต้องการยางรถยนต์ในตลาดโดยรวมยังอยู่ในระดับคงที่ ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา โดยบริษัทต้องบริหารจัดการต้นทุนควบคู่กันอย่างใกล้ชิด
สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทคาดว่าปัจจัยด้านต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานจะยังคงส่งผลต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในภาวะที่ดี ทำให้การบริหารต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานยังคงเป็นประเด็นสำคัญ บริษัทจึงเดินหน้าลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (DX) และ AI มาใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรและข้อมูลการผลิตเพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมเดินหน้าประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่องในอนาคต
ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับองค์กร แต่เป็นแนวทางที่บริษัทดำเนินการมาก่อนหน้านี้และจะเดินหน้าส่งเสริมต่อไป โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนของบริษัท ซึ่งครอบคลุมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัวและก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
ขณะเดียวกัน บริษัทไม่ได้มองการเติบโตจากการเพิ่มปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ หรือ Value Creation ผ่านแนวทาง Tire Premiumization และการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียมและสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า โดยบริษัทมีการบริหารจัดการกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดอย่างเหมาะสม
“เราไม่ได้มองเรื่องตัวเลขยอดขายหรือการเติบโตแบบปีต่อปีเพียงอย่างเดียว แต่เราให้ความสำคัญกับการส่งมอบ ‘คุณค่าประสบการณ์ใหม่’ หรือ New Experiential Value ให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงดูแลพนักงานและครอบครัวพร้อมกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและอุตสาหกรรมผ่านการสร้างงานและการส่งเสริมเทคโนโลยี” Mr.SO ISHINO กล่าว
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญสำหรับอนาคต คือการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดย Mr.SO ISHINO กล่าวว่า การขยายตัวของตลาด EV กำลังทำให้องค์ประกอบของกลุ่มลูกค้าและโครงสร้างตลาดเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นหนึ่งในประเด็นที่บริษัทจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยการเติบโตของ EV นั้น นอกจากจะเป็นโอกาสแล้ว ยังถือเป็นความท้าทายที่บริษัทต้องเตรียมรับมือไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของตลาดยังมีแนวโน้มทำให้การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตยางรถยนต์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น การมีเทคโนโลยีที่โดดเด่นและมีความสามารถในการแข่งขันจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความแตกต่าง และนำไปสู่โอกาสในการขยายส่วนแบ่งตลาดในอนาคต
บริษัทมองว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดอาเซียนเป็นโอกาสสำคัญ โดยประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในเชิงภูมิศาสตร์ บริษัทจึงมุ่งยกระดับบทบาทของประเทศไทยจากการเป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อการส่งออก ไปสู่การเป็นฐานหลักที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต เพื่อรองรับเป้าหมายดังกล่าว บริษัทจะเดินหน้าพัฒนาบุคลากรและปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน พร้อมสร้างองค์กรที่สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการตลาดได้อย่างยืดหยุ่น
สำหรับฐานการผลิตในประเทศไทย บริษัทเริ่มดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งปีนี้ได้เข้าสู่ปีที่ 20 ของการดำเนินธุรกิจ โดยมีบทบาทสำคัญในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ไปยังตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในฐานที่มีความสำคัญของกลุ่มซูมิโตโม รับเบอร์ อินดัสตรี บริษัทแม่ประเทศญี่ปุ่น
ปัจจุบันบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด มีโรงงาน 3 แห่ง ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ครอบคลุมทั้งการผลิตยางรถยนต์และการผลิตแม่พิมพ์ โดยมีพนักงานประมาณ 6,600 คน ขณะที่ผลิตภัณฑ์หลักเป็นยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์ DUNLOP รวมถึงยางสำหรับรถจักรยานยนต์ โดยมีลูกค้าผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์รายสำคัญ อาทิ Toyota, Honda, Kawasaki และ Harley-Davidson
ด้านโครงสร้างตลาด บริษัทมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกประมาณ 80% โดยตลาดหลักอยู่ในอเมริกาเหนือและยุโรป ส่วนอีกประมาณ 20% เป็นตลาดภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเพื่อรองรับตลาดต่างประเทศของกลุ่มซูมิโตโม รับเบอร์ โดยส่วนแบ่งตลาดมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ซึ่งบริษัทมองว่า DUNLOP ยังมีพื้นที่และโอกาสในการเติบโตได้อีกในอนาคต ขณะที่การสร้างความสามารถในการแข่งขันจะต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาศักยภาพขององค์กร
Mr.SO ISHINO กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะ 3–5 ปี บริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินงานตามแผนระยะกลาง หรือ Middle Term Plan ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีแรกของแผนฉบับใหม่ และช่วง 3–5 ปีต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาของการปฏิรูปและปรับปรุงองค์กร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะพนักงานไทยให้มีศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรต่อไป
ด้านผลิตภัณฑ์ บริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพอันเป็นจุดแข็งหลักของแบรนด์ DUNLOP โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค เนื่องจากยางรถยนต์เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้ชีวิตประจำวัน การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพจึงต้องอาศัยทั้งกระบวนการทำงานที่เหมาะสมและบุคลากรที่มีทักษะ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า
“ยางรถยนต์เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจและอุ่นใจเมื่อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา ซึ่งคุณภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากกระบวนการทำงานที่ดีและพนักงานที่มีทักษะด้วย” Mr.SO ISHINO กล่าว
ในระยะยาว บริษัทมุ่งขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในฐานะผู้ผลิตยางรถยนต์ระดับพรีเมียมในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรปและอเมริกา ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพด้านการผลิตและการจัดซื้อ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับพรีเมียมได้มากขึ้น
Mr.SO ISHINO กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืนว่า บริษัทมองว่ามาตรการและกิจกรรมด้านความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารองค์กร โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ากิจกรรมดังกล่าวจะสร้างผลกำไรหรือไม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ในระยะยาว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางรถยนต์ซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานในระดับสูงและมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ บริษัทจึงดำเนินกิจกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานหมุนเวียนสำหรับใช้ภายในองค์กร ซึ่งเรื่องความยั่งยืนที่บริษัทให้ความสำคัญนี้ยังครอบคลุมถึงการลดภาระการทำงานและทำให้พนักงานสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อองค์กรด้วย
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ โดยเฉพาะยางธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ และมีความเชื่อมโยงกับเกษตรกรและตลาดยางธรรมชาติในประเทศไทย รวมถึงมีแผนกวิจัยและพัฒนาในส่วนของยางธรรมชาติอยู่ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และมีความร่วมมือด้านงานวิจัยกับภาครัฐและมหาวิทยาลัยทั้งในและนอกประเทศในการดำเนินโครงการด้านความยั่งยืนต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน บริษัทได้จัดตั้งแผนกความยั่งยืนขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน โดยมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกับชุมชนและ CSR อย่างต่อเนื่องหลากหลายกิจกรรม ครอบคลุมทั้งการสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรภายนอก การทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน และการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในพื้นที่ ซึ่งพนักงานของบริษัทมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทำความสะอาดพื้นที่ การทำกิจกรรมกับโรงเรียน หรือการซ่อมแซมโรงเรียนในชุมชน
ทั้งนี้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก บริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เดินหน้าปรับปรุงองค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรและผลิตภัณฑ์ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตประเทศไทยในระยะยาว พร้อมมุ่งส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ผสานเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้แก่ผู้บริโภค
