กสอ. เร่งปักหมุด 215 ชุมชนสู่แลนด์มาร์คใหม่ “หมู่บ้านซีไอวี” ชี้เป้า 7 เทรนด์ท่องเที่ยวชุมชน แนะบูมกระแสเมืองรองต้องเดินด้วยออนไลน์-การตลาด

  • กสอ. โชว์ศักยภาพ “ชุมชนเกาะพิทักษ์” และ“ชุมชนหาดส้มแป้น” 2 ชุมชนสโลว์ไลฟ์สุดคูลแดนใต้ กับจุดเช็คอินใหม่ที่ต้องแชร์!!

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งพัฒนาโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ CIV ของปี 2562 เตรียมปั้นแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองใหม่จำนวน 215 ชุมชน ในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ ชี้เทรนด์การท่องเที่ยวชุมชนที่สำคัญในปีนี้อยู่ใน 7 รูปแบบ ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การท่องเที่ยวทางน้ำ การท่องเที่ยวแบบวิถีชาวบ้าน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวแบบมีกิจกรรมหรือผจญภัย โดยยังคาดว่าสังคมออนไลน์และระบบดิจิทัลจะมีอิทธิพลอย่างสูง เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และต้องการความคุ้มค่าจากสิ่งที่จะได้รับ สำหรับแผนในการพัฒนาโครงการหมู่บ้าน CIV ของปีนี้ กสอ.จะมุ่งดำเนินโครงการและกิจกรรมที่เข้มข้นทั้ง การสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ การพัฒนาแอปพลิเคชั่น การพัฒนาการตลาดให้มีประสิทธิภาพด้วยเครื่องมือต่างๆ อาทิ ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) โครงการไทยเด่น การฝึกอบรมเชิงลึกในด้านการทำตลาดเพื่อเจาะกลุ่มกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะบุคคล ซึ่งจะช่วยลดการกระจุกตัว พร้อมผลักดันให้เมืองรองในแต่ละภูมิภาคเติบโตขึ้นเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักในอนาคต

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในปี 2562 กสอ.ยังคงมุ่งดำเนินโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ CIV ด้วยแผนงานและกิจกรรมต่างๆอย่างเข้มข้น ซึ่งในปีนี้จะผลักดันให้หมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาแล้วก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งผลิตสินค้า และบริการที่เป็นที่นิยม เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากและชุมชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถไต่ระดับไปสู่ SMEs ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรรค์ มีการเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนามาตรฐานต่าง ๆ การรวมกลุ่มหรือคลัสเตอร์ พร้อมด้วยการผสมผสานกิจกรรมที่จะช่วยให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิรูปแบบใหม่ ๆให้กับประเทศไทย สอดคล้องกับการเป็นจุดหลายปลายทางทางการท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อระดับโลก

สำหรับเทรนด์การท่องเที่ยวชุมชนที่สำคัญในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ใน 7 รูปแบบ ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การท่องเที่ยวทางน้ำ การท่องเที่ยวแบบวิถีชาวบ้าน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวแบบมีกิจกรรมหรือผจญภัย ซึ่งยังคาดว่าสังคมออนไลน์และระบบดิจิทัลจะมีอิทธิพลอย่างสูง เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และต้องการความคุ้มค่าจากสิ่งที่จะได้รับ เช่น แพ็กเกจการท่องเที่ยว การใช้จ่ายด้านค่าอาหาร – เครื่องดื่ม สินค้าที่ระลึก ฯลฯ

ทั้งนี้ จากความสำคัญดังกล่าวจึงต้องสร้างทั้งความเข้าใจ และสร้างช่องทางดังกล่าวเพื่อให้ผู้ให้หรือผู้ใช้บริการได้รับประสิทธิภาพระหว่างกัน โดยเฉพาะการให้ข้อมูลในลักษณะอธิบายความรวมถึงการรีวิวและเพื่อให้สอดรับกับกระแสดังกล่าวที่กำลังเกิดขึ้น กสอ.จึงได้สร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และนักท่องเที่ยว ผ่านเว็บไซต์ www.thaiciv.com ซึ่งช่องทางดังกล่าวจะเป็นตัวช่วยในการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบริการทางการท่องเที่ยวของหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในทุกภูมิภาค อาทิ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม เทศกาลและกิจกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน นอกจากนี้ กสอ. ได้จัดทำแอปพลิเคชั่น ชื่อว่า “Application CIV like” โดยนำเสนอเรื่องราวท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน แผนที่แหล่งท่องเที่ยว รวมถึงที่พักโฮมสเตย์ให้ผู้สนใจได้ดูข้อมูลก่อนเดินทาง ซึ่งช่วยสร้างโอกาส ทางการตลาด สร้างระบบฐานข้อมูลที่ทันสมัย สามารถดึงดูดผู้เข้าเยี่ยมชมหมู่บ้าน และก่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างยั่งยืนในท้องถิ่น ซึ่งสามารถแสดงผลบนสมาร์ทโฟนทั้งในระบบปฏิบัติการ IOS และ Android อันเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้ใช้งานได้สะดวก โดยนำร่องหมู่บ้าน CIV จำนวน 27 หมู่บ้าน จาก 215 หมู่บ้านทั่วประเทศ ที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจาก กสอ. อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ แอปพลิเคชั่นดังกล่าวจะเป็นช่องทางในการสร้างประโยชน์ให้ชุมชนหมู่บ้าน CIV อย่างแท้จริง และสามารถพัฒนาต่อยอดเพื่อรองรับการเติบโตของหมู่บ้าน CIV ในระยะยาวอีกด้วยได้

นายกอบชัย กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากการพัฒนาด้านสังคมออนไลน์และระบบดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพสำหรับหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แล้ว ในปีนี้ กสอ.ยังมีแผนที่จะพัฒนาด้านการตลาด ด้วยการเปลี่ยนมุมมองให้นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคเห็นว่าการท่องเที่ยวชุมชนนั้นให้ทั้งประสบการณ์และคุณค่าที่หาได้ยาก ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวที่เน้นการนำเสนอเรื่องราวและอัตลักษณ์อันโดดเด่นของแต่ละชุมชน แพ็กเกจต่างๆที่มึความหลากหลาย การนำเสนอภาพลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคให้ชัดเจน เช่น ภาคอีสานที่ขึ้นชื่อด้านประเพณีและกิจกรรมอันรื่นเริง ภาคกลางกับการท่องเที่ยวเชิงศิลปะสร้างสรรค์ ภาคเหนือกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน ภาคใต้กับความโดดเด่นของธรรมชาติและท้องทะเล นอกจากนี้ ยังจะฝึกอบรมเชิงลึกในด้านการทำตลาดเพื่อเจาะกลุ่มกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะบุคคล อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ LGBTQ กลุ่มมิลเลนเนียล กลุ่มชาวต่างชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยการลดการกระจุกตัว และกระจายรายได้ไปสู่แต่ละท้องถิ่น พร้อมผลักดันให้เมืองรองในแต่ละภูมิภาค เติบโตขึ้นเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักในอนาคต

จากการเติบโตและความนิยมของการท่องเที่ยวเมืองรองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กสอ.จึงมีแผนในการพัฒนาโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของปี 2562 เพื่อให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆให้ได้จำนวน 215 ชุมชน ในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยในปีที่ผ่านมาได้พัฒนาไปแล้ว 27 ชุมชน และบางชุมชนก็ได้กระแสตอบรับจากผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวอย่างดีเยี่ยม อาทิ หมู่บ้านคีรีวงศ์ อ.คีรีวงศ์ จ.นครศรีธรรมราช ชุมชนน้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน ชุมชนออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างกำลังพัฒนาอีก 80 ชุมชน ด้วยเครื่องมือและโครงการที่สำคัญต่างๆ เช่น ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) ที่จะเน้นเครื่องมือที่ทันสมัยเข้ามาช่วยทั้งการดีไซน์ การค้าขายผ่อนออนไลน์ โครงการไทยเด่น โครงการยกระดับอุตสาหกรรมชุมชนเชื่อมโยงการท่องเที่ยว CIV 4.0 โครงการปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทยโดยเน้นที่ SMEs เกษตร นอกจากนี้ ยังมีโครงการบิ๊กบราเธอร์ (Big Brother) หรือพี่ใหญ่ช่วยน้องที่กสอ.ได้ประสานกับบริษัทชั้นนำที่มีศักยภาพเข้ามาส่งเสริมชุมชนให้เข้มแข็ง เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย เอไอเอส  และโตโยต้าซึ่งชุมชนจะได้เรียนรู้แนวทางแห่งความสำเร็จพร้อมนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างมีคุณภาพ นายกอบชัย กล่าวปิดท้าย

เมื่อเร็วๆนี้ กสอ. ยังได้จัดกิจกรรมเยี่ยมชมพื้นที่ชุมชนเกาะพิทักษ์ ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร และชุมชนหาดส้มแป้น ต.หาดส้มแป้น อ.เมืองระนอง จ.ระนอง ซึ่งเป็นหมู่บ้านตัวอย่างที่เพิ่มศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ สินค้า และบริการในหมู่บ้านจากภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยว อาทิ การเรียนรู้วิถีชีวิตชาวประมงการ ทำเครื่องมือจับสัตว์น้ำ ตกปลาไดร์หมึก และวิถีชีวิตของการร่อนแร่ที่มีชื่อเสียงของบ้านหาดส้มแป้น นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อจากชุมชนไม่ว่าจะเป็นสินค้าแปรรูปปลาอินทรีย์ฝังทราย  เซรามิกจากดินขาวที่มีคุณภาพอันดับ 1 ของเอเชีย ไข่เค็มน้ำแร่ดินขาว และการทำผ้ามัดย้อมธรรมชาติจากวัสดุในท้องถิ่น รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆอีกมากมาย

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2367 8339 หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

กสอ. ลงพื้นที่เวิร์คช้อป ติวเข้มผู้ประกอบการชุมชน “ไทยเด่น” หนุน Product Hero อัตลักษณ์ 77 จังหวัด สู่มาตรฐานสากล

กสอ. เร่งเสริมเขี้ยวเล็บผู้ประกอบการชุมชน ลงพื้นที่ในโครงการไทยเด่น 77 ผลิตภัณฑ์  77 จังหวัด จัดอบรมเข้มเชิงปฏิบัติการในกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่เชิงพาณิชย์  บริหารจัดการต้นทุนการผลิต  Work Shop การบันทึกกระบวนการผลิตเพื่อคิดต้นทุนและลดต้นทุน สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบของผู้ประกอบการชุมชน ชูอัตลักษณ์ชุมชนสู่ผลิตภัณฑ์ Product Hero

นายกอบชัย  สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การเร่งพัฒนาต่อยอดของโครงการสร้างสรรค์อัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่สากล หรือ โครงการ “ไทยเด่น” 77  ผลิตภัณฑ์ 77 จังหวัด ขั้นตอนดำเนินการคืบหน้ามาก เข้าสู่กระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมชุมชนเชิงพาณิชย์พื้นที่แรกในภาคตะวันออกเรียบร้อยแล้ว จะขยายอบรมเชิงปฏิบัติการต่อเนื่องไปยังพื้นที่ภาคเหนือ และภาคใต้ ให้ครบภายในเดือนกุมภาพันธ์ศกนี้ เพื่อค้นหา Product Hero ของแต่ละจังหวัด

หลังจากที่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานเครือข่าย ได้ร่วมเฟ้นหาและคัดเลือกผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเด่นมีอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ในแต่ละจังหวัดจำนวน 3 รายต่อจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 231 ราย เพื่อเข้าร่วมการฝึกอบรม พร้อมเสริมด้วยหลักสูตรพิเศษในการค้นหา Product Hero ของแต่ละจังหวัด โดยทีมนักการตลาด นักวิเคราะห์กลยุทธ์ นักการสื่อสาร และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสินค้า เป็นต้น

“เราเข้มเรื่องอบรมเชิงปฏิบัติการมากและทำ Work Shop ร่วมกัน เพื่อให้เกิดถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการชุมชนมีความสามารถเพิ่มและยกระดับศักยภาพการผลิตสูงขึ้น มีความเข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนผลิต การคิดต้นทุน การบันทึกกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนในผลิตภัณฑ์ต้นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ของผู้ประกอบการชุมชน” นายกอบชัยกล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า เพื่อนำทางผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชุมชน Product Hero ของแต่ละจังหวัด ก้าวสู่ระดับประเทศและตลาดสากล Work Shop ดังกล่าวจึงเพิ่มองค์ความรู้ด้านการยกระดับมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่มาตรฐานสากล อาทิ  ISO9001 ฉบับชุมชน และแนวทางการขอรับการรับรองมาตรฐาน ISO9001 และความรู้เกี่ยวการขอ อ.ย. ,GMP ผลิตภัณฑ์ อีกด้วย

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวเพื่อมุ่งบรรลุจุดมุ่งหมายของโครงการไทยเด่น ให้เป็นโครงการเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและ SME แห่งปี ที่รวบรวมผู้ผลิตสินค้าเด่น 77  จังหวัดทั่วประเทศ มาเปิดมุมมองวิสัยทัศน์และพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อผลักดันสินค้าเป็นของฝากและของที่ระลึกในระดับประเทศ ก่อให้เกิดการพัฒนาระดับท้องถิ่น สร้างความเข้มแข็งต่อเศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามนโยบายสู่ภูมิภาค

นายอิศเรศ ชื่นใจ เจ้าของผลิตภัณฑ์ ครกอ่างศิลา แบรนด์ “ลี้เซี่ยงฮวด” จังหวัดชลบุรี ที่สืบทอดมรดกภูมิปัญญาดั้งเดิมมาจากบรรพบุรุษจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานทำครกรุ่นแรกของอ่างศิลา ผู้ที่ได้เข้าร่วมการอบรมรุ่นแรกในโครงการดังกล่าว เปิดเผยว่า พอใจกับกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการของ กสอ. ครั้งนี้อย่างมาก เนื่องจาก มีความแตกต่างจากหลายๆ โครงการที่ภาครัฐได้ดำเนินการส่งเสริมที่ผ่านมา เพราะว่าโครงการนี้ไม่ได้หยิบยื่นอาหารสำเร็จรูปให้กับผู้ประกอบการชุมชน แต่ได้หยิบยื่นเครื่องไม้เครื่องมือการทำมากินให้ เช่น การคิดพัฒนาและดีไซน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ การพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ ที่ให้ได้ทำและออกผลมาเป็นผลิตภัณฑ์ได้จริง

“ความรู้ที่ได้รับมา เราได้พัฒนา “ครกอ่างศิลา” ชูความมีอัตลักษณ์ดั้งเดิมที่มีเฉพาะครกอ่างศิลาเท่านั้น คือ ทำจากหินทะเลแกรนิตที่เหนียว ละเอียด และแข็งแกร่งที่สุดในประเทศไทย เป็นหินลาวาที่ผุดขึ้นมาจากทะเลอย่างยาวนาน ที่ประเทศอื่นไม่เคยพบเจอ ในเนื้อหินมีเกร็ดสะท้อนแวววาวเกิดจากการสะสมของซากพืชซากสัตว์มานับพ้นปี และเป็นผลิตภัณฑ์ครกที่ได้รับจดทะเบียนถิ่นกำเนิดจีไอด้วย พัฒนามาสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นครกอ่างศิลาที่คงฟังก์ชั่นของความเป็นครกอ่างศิลาและทำด้วยมือ คือ ตัวครกมีปุ่มที่จับ เพิ่มฟังก์ชั่นใหม่คือ เพิ่มฝาปิดครก มีช่องพักสากและที่วางพักสากเพื่อไม่ให้เคลื่อนหลุดง่าย ฝาปิดครกสามารถใช้เป็นที่บดยาเพิ่มขึ้นได้อีก ให้เป็นโปรดักส์ครกในระดับพรีเมี่ยม ใช้แบรนด์ว่า “ลี้เซี่ยงฮวด” อย่าง ขนาด 6 นิ้ว ราคาใบละ 6,500 บาท ขายทั้งในออนไลน์และขายส่งทั่วไป” นายอิศเรศ กล่าว

นายอิศเรศ กล่าวทิ้งทายด้วยว่า ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนี้มาก ทำให้ผู้ประกอบการได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง สามารถคิดค้นเองได้ ทำเองได้ รู้จักต้นทุนแฝง เข้าใจด้านการจัดการด้านต้นทุนมากขึ้น และยังมีเรื่องที่ฝากถึงภาครัฐคือ ผู้ประกอบการยังขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดอกเบี้ยต่ำอยู่มาก เนื่องจากเงินทุนที่ภาครัฐให้นั้น ยังมีเงื่อนไขมากเกินไป เช่น ต้องเป็นผู้ประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชนที่เป็นนิติบุคคลเท่านั้น ถึงจะได้รับเงินทุนจากภาครัฐนี้ได้

เปิด Attraction ระดับโลกแห่งใหม่ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา การแสดงระบำสายน้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

  • ไอคอนสยามตอกย้ำคอนเซ็ปต์ “Creating Shared Value” ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างเป็นรูปธรรม และในสเกลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก เนรมิตการแสดงระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดีย ที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – “ICONIC Multimedia Water Features” จิ๊กซอว์สำคัญตัวสุดท้าย ที่จะช่วยจุดประกายแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็น “Next Global Destination” อย่างแท้จริง
  • ต่อยอดความแข็งแกร่งของ “แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา” (Chao Phraya River Master Vision) ที่ทำมาโดยตลอด เดินหน้าผนึกกำลังทุกภาคส่วน เสริมแกร่งการท่องเที่ยวประเทศไทย สาดกระจายผลประโยชน์ไปในวงกว้าง
  • จับมือบริษัทออกแบบน้ำพุชื่อดัง “Ghesa Water & Art” ผู้ออกแบบน้ำพุมาแล้วกว่า 3,000 โครงการทั่วโลก สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกบนแผ่นดินไทย เชิดชูและเผยแพร่ความงามสง่าของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นที่ประทับใจไปทั่วโลก

วันนี้ ‘ไอคอนสยาม’ อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (PATA), สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA), สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB, บางกอก ริเวอร์ พาร์ทเนอร์ส, สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา, สมาคมเรือไทย, ตลอดจนหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดพิธีเปิด Attraction ระดับโลกแห่งใหม่ ของประเทศไทย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา “ICONIC Multimedia Water Features” ระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดีย ที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความยาวกว่า 400 เมตร ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเชิดชูและเผยแพร่ความงามสง่าของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นที่ประทับใจไปทั่วโลก ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกและทั่วทั้งประเทศไทยให้เดินทางมาสัมผัสความงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา และนับเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยามอีกด้วย

นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยามได้พลิกโฉมการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ด้วยคอนเซ็ปต์ ‘Creating Shared Value’ ซึ่งได้ทำให้เกิดขึ้นจริงแล้ว อย่างเป็นรูปธรรม และในสเกลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก โดยไอคอนสยามได้ประกาศ ‘แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา’ (Chao Phraya River Master Vision) เมื่อ 5 ปีก่อน เป็นการบุกเบิกความร่วมมือระดับชาติครั้งประวัติศาสตร์ ของผู้ประกอบการและหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีอยู่ในขณะนั้นและกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา รวมทั้งสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนภาคประชาสังคม โรงแรมห้าดาวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และชุมชนต่างๆ ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ผนึกกำลังร่วมกัน จนถึงวันนี้ ได้เกิดความร่วมมือและการทำงานร่วมกันในรูปแบบต่างๆ มากมาย ตัวอย่างที่ชัดเจนล่าสุดก็คือการร่วมกันจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2019 ที่มีผู้ชมพลุมากกว่า 1.5 ล้านคน โดยถ้านับเฉพาะที่ไอคอนสยาม ได้ต้อนรับผู้มาร่วมงานมากถึง 2 แสนคนในวันเดียว ซึ่งงานนี้ได้สร้างชื่อเสียงและเผยแพร่ภาพความยิ่งใหญ่และสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยาออกไปทั่วโลก ผ่านการรายงานข่าวของสื่ออันดับหนึ่งของโลกอย่าง CNN, BBC, Reuters เป็นต้น นี่คือส่วนหนึ่งของความร่วมมือตาม ‘แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา’ เพื่อจุดประกายทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก”

ไอคอนสยาม คือเมืองที่เป็นศูนย์รวมของความมหัศจรรย์อันหลากหลาย ทั้งศิลปะและวัฒนธรรม ผสมผสานรวมอยู่กับที่สุดของการช้อปปิ้งและความบันเทิง โดยการผนึกกำลังพันธมิตรองค์กรธุรกิจทั้งใหญ่และเล็กทุกขนาดและหลากหลายรูปแบบธุรกิจ รวมไปถึงผู้คนจำนวนมากจากนานาสาขาอาชีพ ด้วยปณิธานเดียวกันคือต้องการเชิดชูเรื่องราวอันมีคุณค่าและเป็นความภาคภูมิใจจากทุกมิติของความเป็นไทยที่มีอยู่ในชาติ นำเสนอในรูปแบบวิจิตรล้ำสมัย สร้างสรรค์สัญลักษณ์ใหม่ที่จะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ ‘Creating Shared Value’ ประสานประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย แผ่กระจายความรุ่งเรืองไปทั่วทั้งในระดับชุมชน สังคม และประเทศ

ทั้งนี้ไอคอนสยามได้เคยประกาศองค์ประกอบสำคัญของโครงการคือ7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม”  สิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวแห่งใหม่ทั้ง 7 ที่จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย  ประกอบด้วย River Park พื้นที่ Community Space ขนาดใหญ่ริมน้ำ เนื้อที่กว่า 10,000 ตารางเมตร สุขสยาม เมืองแห่งมนต์เสน่ห์มหัศจรรย์วิถีไทย ทรูไอคอนฮอลล์ – ศูนย์ประชุมนวัตกรรมล้ำยุค รถไฟฟ้าสายสีทอง ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก พิพิธภัณฑ์ระดับโลก, ปรากฏการณ์รวมโลกในรอยไทย การรวมผลงานอันยอดเยี่ยมของศิลปินทุกแขนงกว่า 100 คน และ ระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดีย “ICONIC Multimedia Water Features” ที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในวันนี้ไอคอนสยามได้พิสูจน์ผลสำเร็จของสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7 ตามที่ได้เคยประกาศไว้

เสริมแกร่งการท่องเที่ยวประเทศไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง

นาวาโท ปริญญา รักวาทิน นายกสมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้าเจ้าพระยา กล่าวว่า “การมาของไอคอนสยามทาให้ผู้ประกอบการตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตื่นตัวและคึกคักเป็นอย่างมาก โดยทุกฝ่ายได้เข้ามาพูดคุยและร่วมมือกัน ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพและปริมณฑลกันอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด และมากไปกว่านั้น ยังเป็นแรงผลักดันให้มีการพัฒนาและปรับปรุงเรือให้มีความทันสมัย ปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม รวมไปถึงการเกิดและเติบโตของธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นอีกมากมาย มีคอนโดมิเนียมใหม่ โรงแรมใหม่ ร้านค้าใหม่ ธุรกิจบริการใหม่ๆ เริ่มเข้ามาดำเนินการตามกันมา ซึ่งเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นไปในทุกกลุ่ม ทุกระดับ ทั้งเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ กลางและเล็ก และครัวเรือนต่างๆ ด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน และที่ผ่านมาสมาชิกของสมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา อาธิเช่น กลุ่มโรงแรม คอนโดมิเนียม เรือโดยสารท่องเที่ยว เรือภัตตาคาร สถานที่เที่ยวริมน้ำต่างๆ ที่เป็นสมาชิกทั้งหมดเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศที่เพิ่มขึ้น

จากการจัดกิจกรรมรับเทศกาลของไอคอนสยามหลังการเปิดตัว ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลลอยกระทง การจัด Amazing Thailand Countdown 2019 ที่เพิ่งมีขึ้นในวันส่งท้ายปี ได้สร้างความยิ่งใหญ่อลังการด้วยความสวยงามของการจุดพลุ สว่างไสวไปตลอดพื้นน้ำระยะทางกว่า 1.4 กิโลเมตรให้ทุกคนได้เห็นกันมาแล้ว เชื่อได้ว่าหลังการเปิดไอคอนสยามและการเปิด ‘ICONIC Multimedia Water Features’ จะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวทางน้ำในแม่น้ำสายนี้ให้มีความคึกคักจากการเดินทางของนักท่องเที่ยวและคนไทยเข้ามาชมความสวยงาม ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและแปลกใหม่ที่น่าจะยังไม่เคยมีเกิดขึ้นมาก่อนบนริมฝั่งแม่น้ำของที่ใดในโลก ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น New Global Attraction อีกแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ และมั่นใจได้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่บริเวณเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ รวมถึงพื้นที่ริมน้ำบริเวณโดยรอบไอคอนสยาม เติบโตขึ้นจากเดิมมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

นายมนูญ พุฒทอง นายกสมาคมเรือไทย กว่าวว่า “ในกลุ่มสมาชิกสมาคมเรือไทยซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ให้บริการรับส่งผู้โดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งเรือด่วนเจ้าพระยา เรือท่องเที่ยว เรือข้ามฝาก และเรือภัตตาคาร โดยสมาคมฯ ได้มีการทำงานร่วมกับไอคอนสยาม และกรมเจ้าท่า และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง มีโครงการ ‘สุภาพบุรุษแม่น้ำเจ้าพระยา’ โครงการความร่วมมือในการจัดระเบียบการจราจรทางน้ำ และโครงการนำร่องจัดระเบียบการโดยสารและป้องกันการบรรทุกเกิน เพื่อรองรับกับจำนวนผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น ในช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ที่ไอคอนสยามผนึกกำลังกับเครือข่ายภาคธุรกิจตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาร่วมกับจัดงานเคาน์ดาวน์ที่โด่งดังไปทั่วโลก ธุรกิจเรือโดยสารและเรือด่วนเจ้าพระยามีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากขึ้น 25% เปรียบเทียบกับช่วงเวลาปกติ ผู้ประกอบการเรือมีการเพิ่มเที่ยวการให้บริการ จากปกติ 160-180 เที่ยวต่อวัน เป็น 250 เที่ยวต่อวัน ทั้งนี้ โครงการต่างๆ ก็เพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพบริการการคมนาคมทางน้ำให้ดียิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการเสริมแกร่งให้กับการท่องเที่ยวในแม่น้ำเจ้าพระยา”

มร. เดวิด โรบินสัน ผู้อำนวยการ บางกอก ริเวอร์ พาร์ทเนอร์ส (บีอาร์พี) กล่าวว่า "การมาของไอคอนสยามได้ช่วยเติมเต็มความต้องการของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ซึ่งวันนี้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า นอกเหนือจากการชม วัด วัง สถานที่สำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ตรอกซอกซอยชุมชนริมน้ำ และสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิมแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถใช้เวลากับการช้อปปิ้ง พักผ่อนสบายๆ ริมน้ำและทำกิจกรรมต่างๆ อันหลากหลายที่ไอคอนสยาม นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาและเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้อย่างสะดวกง่ายดายด้วยเรือโดยสารจำนวนมาก ซึ่งตรงนี้ต้องขอขอบคุณผู้ประกอบการเรือเหล่านั้นทุกคน สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าคอนเซ็ปต์ ‘Creating Shared Value’ ได้เกิดขึ้นแล้วทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนั้นเรายังได้เห็นนักท่องเที่ยวชาวไทยซึ่งรักแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่แล้ว เดินทางมาท่องเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน ผู้ประกอบการโรงแรมที่เป็นสมาชิกของเราบางราย มีจำนวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการกินดื่มริมน้ำเพิ่มมากขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน มากถึง 20% แต่ไม่ว่าตัวเลขจะเป็นอย่างไร มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมาก นั่นก็คือ การผนึกกำลังร่วมกันของผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หรือเรียกว่าการ Collaboration คือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำหรับชุมชนและสังคมริมน้ำทั้งหมด”

นางมิ่งขวัญ เมธเมาลี อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวว่า “กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ติดต่อกันเป็นปีที่ 3  และเป็น 1 ในมหานครที่ถูกรายล้อมด้วยแม่น้ำลำคลองเฉกเช่นเดียวกับมหานครอื่น ๆ ในต่างประเทศ  หากแต่ว่า นับจากนี้เป็นต้นไปกรุงเทพจะไม่มีวันเหมือนเดิม เพราะการมาของ ‘ICONIC Multimedia Water Features’ ที่รังสรรค์ โดยไอคอนสยาม อันเป็น Attraction ระดับโลกที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำเจ้าพระยา จะยกระดับให้เป็นมหานครแห่งสายน้ำที่ทันสมัยที่คนทั่วโลกจับตามอง”

“ATTA เป็นองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร รับใช้ประเทศไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ ปัจจุบันเรามีสมาชิกเป็นบริษัทธุรกิจนำเที่ยวอินบาร์ว มากกว่า 1,600 บริษัท ที่ทำหน้าที่นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดจากทั่วประเทศไปเสนอขายแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาทุกท่านและคนไทยทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้ ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่ทรงคุณค่าที่สุดในการใช้เป็นแลนมาร์คในการส่งเสริมการตลาดและการขายโปรแกรมท่องเที่ยวประเทศไทยสำหรับ Travel Agent ได้เป็นอย่างดีที่สุด ขอขอบคุณไอคอนสยาม ที่ได้มอบสิ่งมหัศจรรย์สิ่งนี้เป็นของขวัญปีใหม่ เป็นของขวัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท เป็น 3 ล้านล้านบาท ในปีนี้ง่ายขึ้น” นางมิ่งขวัญ กล่าว

นายอภิภัทร์ เปรื่องการ ผู้อำนวยการด้านการสื่อสาร สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (PATA) ได้กล่าวว่า “การเปิดตัวของไอคอนสยาม ซึ่งนับว่าเป็น Attraction ระดับโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยนั้น สอดคล้องตามกลยุทธ์ด้าน Destination Marketing ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว ไม่เพียงเฉพาะแค่สำหรับกรุงเทพฯ และประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมความแข็งแกร่งภาพลักษณ์ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกด้วย”

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB กล่าวว่า “ตั้งแต่เปิดไอคอนสยามอย่างยิ่งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และการเปิด Attraction ที่เป็นระดับโลกแห่งใหม่ในประเทศไทย อย่าง  ‘ICONIC Multimedia Water Features’ จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้กับกรุงเทพฯ และประเทศไทย ตอกย้ำและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และการจัดแสดงสินค้าระดับนานาชาติ หรือ ไมซ์เดสติเนชั่น ที่ครองใจนักเดินทางเพื่อธุรกิจจากทั่วโลก  โดยนักเดินทางกลุ่มไมซ์เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีอัตราการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 3-5 เท่า ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มสำคัญที่สร้างรายได้เข้าสู่เศรษฐกิจของประเทศ โดยประเทศไทยมีจุดเด่นทั้งด้านความหลากหลายของเดสติเนชั่น การเป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจ และยังมีการต้อนรับและการบริการที่ได้มาตรฐานจากคนไทยที่พร้อมให้การต้อนรับ ดังนั้นการเปิด ‘ICONIC Multimedia Water Features’ จึงเป็นการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่สำหรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ที่จะสามารถชมความสวยงาม และยิ่งใหญ่ของระบำน้ำพุซึ่งเหมาะกับการเป็นหนึ่งในกิจกรรมอินเซนทีฟเมื่อเดินทางมายังประเทศไทย”

มร.แอนดรูว์ กัลแบรนด์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา เจแอลแอล ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่การประกาศพัฒนาโครงการไอคอนสยาม พัฒนาการของชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ ได้เริ่มต้นขึ้น เกิดการเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเมืองเข้าด้วยกันกับแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นศูนย์กลาง โดยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างทีมงานของไอคอนสยามและภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อพัฒนาการสัญจรและการเข้าถึงพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ นับเป็นแบบอย่างที่ดีของโครงการภายใต้การนำของภาคเอกชน ซึ่งสร้างสาธารณะประโยชน์ที่สำคัญ”

“ตัวอย่างหนึ่งคือ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีห้องพักอาศัยของโครงการคอนโดมิเนียมแล้วเสร็จมากกว่า 7,000 ยูนิต ตลอดทั้งพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ และยังมีอีกกว่า 4,000 ยูนิตที่มีกำหนดแล้วเสร็จในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้ จึงช่วยสร้างงานและสร้างอุปสงค์ใหม่ๆ ให้แก่ธุรกิจรายย่อยในพื้นที่”

“Attraction และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของไอคอนสยาม กำลังเชื่อมประสานสร้างความแข็งแกร่งให้แก่สถานะความเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกของไอคอนสยาม ซึ่งมุ่งดึงดูดผู้มาเยี่ยมเยือนนับล้านๆ คนจากทั่วโลกในแต่ละปี โดยนอกจากไอคอนสยามจะช่วยสร้างงานประจำให้ผู้คนจำนวนหลายพันแล้ว ยังสร้างโอกาสให้เกิดการใช้จ่ายเงินของผู้ที่มาเยือนเป็นมูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปีในกรุงเทพฯ ซึ่งจะกระจายรายได้ออกไปในวงกว้างไปถึงธุรกิจชุมชนที่อยู่ถัดออกไปจากพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย” มร.แอนดรูว์ กล่าว

ผศ.ดร. พีรดร แก้วลาย อาจารย์และนักวิจัยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ย่านคลองสานถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เป็นพื้นที่ที่เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นของความเจริญในอดีต และตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นแหล่งรวมทั้งประวัติศาสตร์ มีทั้งวัฒนธรรม ประเพณี เป็นชุมชนเก่าแก่ที่สวยงาม นี่คือแรงบันดาลใจและเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือของหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ด้วยความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการร่วมมือร่วมใจช่วยกันอนุรักษ์ และเชิดชู ทำให้ประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมและสิ่งดีงามต่างๆ ของพื้นที่ตรงนี้ยังคงอยู่ต่อไป ตลอดจนจุดประกายสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้กลับมามีคุณค่าและเจิดจรัสอีกครั้ง ซึ่งการมาของไอคอนสยามซึ่งเป็นสมาชิกใหม่ของชุมชน ได้ใช้คอนเซ็ปต์ ‘Co-Creation’ และ ‘Creating Shared Value’ ในการพัฒนาโครงการ ด้วยการทำงานร่วมกับชุมชนซึ่งถือเป็นเจ้าของพื้นที่อย่างแท้จริง มีความรักความผูกพันกับพื้นที่และรู้จักพื้นที่ดีที่สุด ประกอบกับการร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้กลายเป็นกุญแจที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้ทั้งคุ้งน้ำเจ้าพระยาเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน”

 

กำเนิด Attraction ระดับโลกแห่งใหม่ของประเทศไทย

นายสุพจน์ กล่าวว่า “‘ICONIC Multimedia Water Features’ คือ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยาม เป็นการแสดงระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดีย ที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่า 400 เมตร และเป็นการแสดงระบำสายน้ำที่มีการผสมผสานสื่อมัลติมีเดียที่หลากหลายมากที่สุดในโลก สร้างสรรค์การแสดงที่ผสานวัฒนธรรมประเพณีของไทยเข้าไปอย่างกลมกลืน เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของไอคอนสยาม ที่ได้สร้างสรรค์ Attraction ระดับโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยให้เกิดขึ้น ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเชิดชูคุณค่าและความสง่างามของแม่น้ำเจ้าพระยาให้โด่งดังไปทั่วโลก”

มร. คาลอส พิซซาร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Ghesa Water & Art ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบน้ำพุชื่อดังระดับโลกที่ออกแบบน้ำพุมาแล้วทั่วโลกกว่า 3,000 โครงการ กล่าวว่า “การจับมือกับไอคอนสยาม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ปรากฏการณ์ระดับโลกบนแผ่นดินไทย โดยเป็นการแสดงน้ำพุสุดตระการตา ที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดของโลกเท่าที่มีในปัจจุบัน มีหัวใจของการแสดงอยู่ที่การผสมผสานและนำเสนอความงดงามของวัฒนธรรมประเพณีไทยแบบดั้งเดิมเข้าไปอย่างกลมกลืน จัดแสดง ณ River Park ซึ่งเป็นพื้นที่กลางแจ้ง ที่เปิดรับทัศนียภาพอันสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเต็มตา เพื่อสร้างให้เป็น Attraction ใหม่ของประเทศไทยที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้ที่ใดในโลก”

ทั้งนี้ ไฮไลท์ของ ‘ICONIC Multimedia Water Features’ อยู่ที่การยิงน้ำพุขึ้นไปในอากาศด้วยเทคโนโลยี Compress Air Technology ผสมผสานเทคนิคการยิงน้ำพุแบบ 2D 3D และ 4D jets ที่สามารถหมุนได้เหมือนจอยสติ๊ก ยิงน้ำพุขึ้นไปในอากาศที่ความสูงต่างระดับกัน โดยความสูงระดับสูงสุดจะสูงถึง 35 เมตร และอีกหนึ่งไฮไลท์ก็คือ การยิงน้ำพุด้วยเทคโนโลยี Cybernetic Technology ด้วยความเร็ว 0.1 วินาที ออกมาเป็นรูปดอกไม้ กลายเป็นม่านน้ำสำหรับฉายภาพและแสง ประกอบดนตรีที่เน้นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบไทย เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความเป็นสมัยใหม่และประเพณีความเป็นไทยแบบดั้งเดิม โดยการแสดงระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดีย ‘ICONIC Multimedia Water Features’ จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปชมฟรี ทุกวันๆ ละ 3 รอบ ในเวลา 18.30 น. 20.00 น. และ 21.00 น. ณ บริเวณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

พร้อมกันนี้ ไอคอนสยามได้จัดกิจกรรมการประกวดภาพถ่าย “ICONIC Multimedia Water Features” ในหัวข้อ The Symphony of Chaophraya River เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยแสดงถึงความสวยงามของ ICONIC Multimedia Water Features ที่ถือเป็น New Global Attraction ในประเทศไทยผ่านทางภาพถ่าย เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้โดยแบ่งการประกวดเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การประกวดภาพถ่ายจากกล้องถ่ายภาพ และการประกวดภาพถ่ายจากกล้องสมาร์ทโฟน ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถโพสต์ภาพเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคมนี้เป็นต้นไป ประกาศผลผู้ชนะการประกวดในวันที่ 16 มีนาคม 2562 ดูรายละเอียดที่ www.iconsiam.com

CPRAM Transformation Roadmap ตอกย้ำความเป็นผู้นำ FOOD PROVIDER สู่มาตรฐานโลก พร้อมยกระดับขีดความสามารถประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคเอเซีย

บริษัท ซีพีแรม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและผู้นำด้าน FOOD PROVIDER มาตรฐานโลก ดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมอย่างเกื้อกูลในการร่วมส่งความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคน จัดงานแถลงข่าวทิศทางธุรกิจ “CPRAM Transformation Roadmap” พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพมาตรฐานยกระดับขีดความสามารถความเป็นผู้นำ FOOD PROVIDER และก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรมอาหารของประเทศและในภูมิภาคเอเซีย

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า ซีพีแรมเดินทางผ่านยุคต่างๆ จวบจนปัจจุบันยุคที่ 7 คือ “ยุคศรีอัจฉริยะ" แต่ละยุคใช้เวลา 5 ปี ยุคนี้ซีพีแรมยกระดับขีดความสามารถขององค์กรด้วย CPRAM 4.0 ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี และเป็นผู้นำ 3S (FOOD SAFETY, FOOD SECURITY, FOOD SUSTAINABILITY) สู่ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารของโลก รวมถึงกำหนดยุทธศาสตร์องค์กรยุคที่ 7 ระยะ 5 ปีด้วย “CPRAM Transformation Roadmap” ซึ่งประกอบด้วย Organization Transformation, New Business (Vending machine, Catering Service), Digitalization, Robotization, และจัดตั้ง FTEC (Food Technology Exchange Center) พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขาย 20,000 ล้านบาท ในปี 2019

ด้วยกลยุทธ์การขยายตลาดทั้งเชิงลึกตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค และเชิงกว้างสู่ภูมิภาคทั่วประเทศไทย มีสัดส่วนการยอดขายอาหารพร้อมรับประทาน 65% และเบเกอรี่ 35% ด้วยผลิตภัณฑ์กว่า 900 SKUs โดยมีสินค้าและบริการในกลุ่มบริษัท ซีพีแรม จำกัด อาทิ แบรนด์เจด ดราก้อน, แบรนด์เลอแปง, แบรนด์เดลี่ไทย, แบรนด์เดลิกาเซีย, แบรนด์ ซีพีแรม แคทเทอริ่ง, และแบรนด์ฟู้ดดี้ดี เป็นต้น จำหน่ายผ่านช่องทางร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ กว่า 20,000 แห่ง รวมถึงส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

นายวิเศษ กล่าวอีกว่า หลังจากประกาศทิศทางองค์กร 5 ปี (ค.ศ. 2018-2022) เมื่อ 12 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมาในการขยายการผลิตไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น มีโรงงานใหม่เกิดขึ้นอีก 5 แห่ง 2 แห่งในที่ตั้งใหม่คือ โรงงานลำพูน และโรงงานสุราษฎร์ธานี และอีก 3 แห่งในที่ตั้งเดิม คือโรงงานชลบุรี โรงงานขอนแก่น และโรงงานบ่อเงิน จังหวัดปทุมธานี ด้วยงบลงทุน 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันได้สร้างแล้วเสร็จ ซึ่งมีกำลังการผลิตอาหารพร้อมรับประทานแช่เย็น และแช่เยือกแข็ง เพิ่มขึ้นอีก 50-70% รองรับการขยายตัวของตลาดที่เพิ่มขึ้นและช่วยเสริมสร้างศักยภาพการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจและการ    สร้างงานสร้างรายได้ในภูมิภาคขณะเดียวกันยังได้เข้าใกล้แหล่งวัตถุดิบในท้องถิ่น และช่วยให้อาหารที่ผลิตออกจากโรงงานกระจายไปสู่ร้านค้าในเวลาสั้นลงจากเดิมต้องใช้เวลา 6-7 ชม. ลดเหลือ 2-3 ชม.เท่านั้น

ปัจจุบัน ซีพีแรม ประกอบด้วยโรงงาน 7 แห่ง ได้แก่ ปทุมธานี 2 แห่ง, กรุงเทพฯ, ชลบุรี, ขอนแก่น, ลำพูน และสุราษฎร์ธานี นอกจากสำหรับผลิตสินค้าส่งให้กับเซเว่นอีเลฟเว่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และร้านค้าชั้นนำในแต่ละภูมิภาคแล้ว อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ เพื่อผลิต Local Product “อาหารท้องถิ่น” ในรูปแบบ “Chilled Food” หรืออาหารแช่เย็น สำหรับผู้บริโภคในท้องถิ่นโดยเฉพาะ จากเดิมมีเฉพาะเมนู Nationwide ซึ่งเป็นเมนูทั่วไป  ขายทั่วประเทศ แต่นับจากนี้จะมีสัดส่วนสินค้าเมนูอาหารท้องถิ่น 25 – 30% และอาหารเมนู Nationwide สัดส่วน 70 – 75% เช่น อาหารประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาหารประจำภาคเหนือ อาหารประจำภาคใต้ แต่การพัฒนาเมนูอาหารท้องถิ่น เราไม่ได้จะไปแข่งกับร้านอาหารพื้นเมือง เพราะถึงอย่างไรร้านอาหารท้องถิ่น มีความหลากหลาย และอร่อย แต่การที่เราพัฒนาเมนูท้องถิ่น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในเวลาดึก ที่ไม่มีร้านอาหารเปิดให้บริการแล้ว และเพื่อเติมเต็มตลาดของซีพีแรมในต่างจังหวัดด้วย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ

นายวิเศษ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันซีพีแรมเตรียมจัดตั้ง FTEC (Food Technology Exchange Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสร้างความร่วมมือ และประสานงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอาหาร ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ประกอบด้วยนักวิจัย นักพัฒนา และผู้ใช้ ใน 3 เทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ Biotech, Digitech และ Robotech สู่ความยั่งยืนของอาหาร รวมถึงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทยตั้งแต่ต้นน้ำจวบจนถึงปลายน้ำ FTEC ยังมีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศในการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ กับเทคโนโลยี เข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุดในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร

“ ไม่เพียงเท่านั้น ซีพีแรมยังวางการใช้เงิน 1% ของยอดขายหรือปีละ 150-200 ล้านบาท ทุ่มให้กับการวิจัยและพัฒนาให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเอง เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ยกระดับองค์กรสู่ CPRAM 4.0 รวมถึงยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคเอเซีย อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยีชีวภาพ มาพัฒนาอาหารสุขภาพและอาหารสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม เช่นผู้สูงวัย อาหารเด็ก และอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ” เป็นต้น เราจะนำเอาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบการผลิตอัตโนมัติมาร่วมทำงานในโรงงานในจุดที่ทำงานหนักและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ”

นายวิเศษ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากการที่สังคมไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ซีพีแรม จึงได้พัฒนาสินค้าออกมาตอบสนองความต้องการกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งตอนนี้ทำออกมาวางตลาดแล้ว คือ ข้าวต้มผู้สูงวัย มีคุณสมบัติ เคี้ยวแหลกง่าย ดูดซึมได้ดี และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ผู้สูงอายุต้องการ เป็นเพราะกลุ่มผู้สูงอายุต้องการกินอาหารไม่เหมือนคนปกติ นอกจากนี้ ซีพีแรมยังได้พัฒนาอาหารสุขภาพและอาหารสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม เข้าไปตอบโจทย์ความต้องการ อาทิ กลุ่มผู้ป่วยหรือมีโรคประจำตัว ซึ่งต้องการอาหารคุณสมบัติพิเศษ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ต้องการอาหารที่หวานน้อย หรืออาหารมีความหวานปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วอัตราการดูดซึมความหวานต่ำ ไม่ทำให้ปริมาณน้ำตาลในร่างกายปรับเพิ่มขึ้น เป็นต้น

กสอ. ชี้เอสเอ็มอียุคใหม่ อยากเพิ่มยอดขายต้องใช้กลยุทธ์ “การรีวิว” พร้อมแนะ 5 ทริคต้องรู้ จุดกระแสยอดแชร์ให้ปังในโซเชียล

  • กสอ.จัดกิจกรรมประกวดคลิปรีวิวสินค้าเอสเอ็มอี หวังกระตุ้นผปก.ตระหนักรู้ เข้าสู่ช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ชี้กลยุทธ์การรีวิวสินค้าเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะใน 3 กลุ่ม ได้แก่ แฟชั่นและเครื่องสำอาง ธุรกิจอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว พร้อมเผย 5 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับการรีวิวสินค้า ได้แก่ 1. การเลือกใช้ผู้รีวิวหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่มีคาแรคเตอร์เดียวกับสินค้า 2. ไม่โฆษณาจนมากเกินไป 3. ผสมผสาน ความน่าเชื่อถือ  4. ให้ความสำคัญกับความกระชับฉับไว และ 5. การสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้รับชมหรือผู้บริโภค ทั้งนี้ เพื่อให้แต่ละธุรกิจสามารถเติบโตได้ด้วยเทคโนโลยีและระบบออนไลน์ได้มากขึ้น กสอ. ยังได้วางงบประมาณ พร้อมด้วยกิจกรรมพัฒนาศักยภาพด้านดังกล่าวของผู้ประกอบการ อาทิ การสอนถ่ายภาพเพื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การสร้างสรรค์เว็บไซต์ ฯลฯ และล่าสุดยังจัดกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอรีวิวสินค้าในแคมเปญ “DIP รีวิวติดสปีด” เพื่อให้สินค้าเอสเอ็มอีเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยผู้ชนะเลิศได้แก่ นายธรรมชาติ โยธาจุล ในผลงาน “รีวิวผงปรุงรสได้รับโล่รางวัลพร้อมเงินรางวัล มูลค่า 30,000 บาท 

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันกลยุทธ์ “การรีวิวสินค้า” เป็นกิจกรรมที่กำลังนิยมในการทำธุรกิจออนไลน์และถูกแพร่กระจายไปทั่วโลก เพราะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดได้อย่างมหาศาลและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค เนื่องจากพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์และเชื่อคำแนะนำจากสื่อดังกล่าวมากกว่าการโฆษณา เพราะมีความสมจริง เข้าถึงได้ง่ายและกระจายต่อ (Share) ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การทำ “อีคอมเมิร์ซ” มีการเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น “การรีวิวสินค้า” จึงนับเป็นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยการทำธุรกิจที่สำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการทั้งรายย่อยและรายใหญ่ควรนำมาปรับใช้และควรสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ ให้มีความน่าสนใจ เพื่อเพิ่มยอดขายและความเป็นที่นิยมในท้องตลาดให้มากขึ้น โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ แฟชั่นและเครื่องสำอาง ธุรกิจอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว

นายกอบชัย กล่าวต่อว่า ในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา กสอ. พบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยหลายรายได้หันมาให้ความสนใจกิจกรรมการรีวิวสินค้าเพิ่มมากขึ้น และเพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวเกิดประสิทธิภาพขึ้น จึงมีข้อแนะนำดังนี้

  • เลือกใช้ผู้รีวิวหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่มีคาแรคเตอร์เดียวกับสินค้า เพื่อให้การรีวิวดูมีความจริงใจ ธรรมชาติ และตอบโจทย์กับผู้บริโภคได้อย่างน่าเชื่อถือ เช่น สินค้าชุมชนต้องใช้ผู้รีวิวที่มีความเป็นชาวบ้าน สินค้าอาหารต้องใช้เชฟ หรือ นักชิม สินค้ากลุ่มเครื่องสำอางใช้ช่างแต่งหน้า หรือ นักแสดง ฯลฯ
  • ไม่โฆษณาจนมากเกินไป ผู้ประกอบการหรือนักการตลาดควรคำนึงว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่มักหลีกหนีการชมโฆษณาและสรรหาเรื่องราวต่าง ๆ ในสื่อออนไลน์ที่น่าสนใจมากกว่าดังนั้น เนื้อหาในการรีวิวจึงต้องมีความเป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับเหตุการณ์ประจำวัน และต้องทำให้ผู้ชมหรือบริโภครู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการรีวิว
  • ผสมผสานความน่าเชื่อถือ ด้วยการอ้างอิงคุณประโยชน์จากส่วนใดส่วนหนึ่งของสินค้า เพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ เช่น ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ต้องอ้างอิงสรรพคุณส่วนผสมจากสมุนไพร หรือวัตถุดิบต่างๆ สินค้ากลุ่มเสื้อผ้า ต้องแสดงถึงความสบาย ความภูมิฐาน คุณภาพของเนื้อผ้าที่มีต่อการสวมใส่ นอกจากนี้ ยังสามารถนำงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หรือผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน มาร่วมยืนยันหรือให้ข้อมูลกับสินค้าได้อีกด้วย
  • ให้ความสำคัญกับความกระชับฉับไว เนื่องด้วยปัจจุบันมีช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้เทคนิคการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเสนอเนื้อหาและการตัดต่อต้องไม่ยืดเยื้อ ชมแล้วเข้าใจง่าย ไม่ต้องตีความเยอะ พร้อมสร้างความรู้สึกให้ผู้ที่ได้รับชมมีความต้องการบอกต่อ (Share) ให้กับผู้อื่นได้ทันที
  • การสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้รับชมหรือผู้บริโภค โดยเปิดโอกาสให้ผู้รับชม ผู้ใช้ และผู้ทดลองใช้ สามารถแสดงความคิดเห็น หรือร่วมเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของการรีวิว เพื่อทำให้ผู้อื่น ๆ ได้รับรู้ถึงความจริงใจของแบรนด์สินค้า และนำมาปรับปรุงบริการด้านต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายกอบชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้แต่ละธุรกิจสามารถเติบโตได้ด้วยเทคโนโลยี ระบบออนไลน์ และโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวางขึ้น ในปีนี้ กสอ. จึงได้จัดเตรียมโครงการและกิจกรรมพัฒนาศักยภาพด้านดังกล่าวของผู้ประกอบการ อาทิ โครงการเพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital for SMEs) โครงการจัดทำองค์ความรู้ในรูปแบบสื่อดิจิทัลสำหรับเอสเอ็มอี (E-learning for SMEs) และยังมีกิจกรรมเสริมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น การสอนถ่ายภาพเพื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การพัฒนาอี-แคตตาล็อกเพื่อโปรโมทสินค้า การสร้างสรรค์เว็บไซต์ ฯลฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความทันยุคทันสมัย และสอดรับกับเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น

นอกจากนี้ ล่าสุดยังได้จัดกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอรีวิวสินค้าในแคมเปญ “DIP รีวิวติดสปีด” เพื่อค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์และนำเสนอสินค้าเอสเอ็มอี ซึ่งเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมประกวด โดยมีผู้ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 60 คลิป และคัดเลือกเหลือ เพียง 5 คลิปทีมจากคณะกรรมการ ซึ่งการคัดเลือกใช้เกณฑ์การตัดสินจากแนวคิดผลงานอันสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนเทคนิคการนำเสนอ จากการตัดสินของผู้ทรงคุณวุฒิโดยละเอียดนั้น มีความเห็นตรงกันว่า นายธรรมชาติ โยธาจุล ในผลงาน “รีวิวผงปรุงรส” ตอบโจทย์ของการเข้าแข่งขันในโครงการมากที่สุดได้รับรางวัลชนะเลิศได้รับโล่ พร้อมเงินรางวัล มูคคล่า 30,000 บาท นายประภวิษณุ์ พุกสุริย์วงษ์ และนายนนทกร รุ่งแกร ผลงาน “รีวิว Deesay Powder แป้งตลับ” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินสด 20,000 บาท และ นางรติกา เอกภาพวาสนา กับผลงาน “รีวิว Skinfrink ครีมทาหน้า และ ครีมแต้มสิว” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินสด 10,000 บาท

นายธรรมชาติ โยธาจุล ในผลงาน “รีวิวผงปรุงรส”

 

นายประภวิษณุ์ พุกสุริย์วงษ์ และนายนนทกร รุ่งแกร ผลงาน “รีวิว Deesay Powder แป้งตลับ”

 

นางรติกา เอกภาพวาสนา กับผลงาน “รีวิว Skinfrink ครีมทาหน้า และ ครีมแต้มสิว” 

 

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 02- 202 -4417 หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

ปี 2561 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว  โดยเศรษฐกิจในภาพรวมมีการฟื้นตัวดีอย่างต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งมีปัจจัยบวกหลายด้านที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกที่เติบโตได้ถึง 11.6%  หรือการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มขยายตัวตลอดทั้งปี เป็นต้น

ในขณะเดียวกันย่อมมีปัจจัยลบที่ฉุดกระชากให้เศรษฐกิจดำดิ่งลงด้วยเช่นกัน อาทิ นโยบายการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา, ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่าย เป็นต้น สำหรับตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะเป็นไปตามเป้าหมายการคาดการณ์หรือไม่ คงรอการสรุปจากหน่วยงานเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2562 กูรูด้านเศรษฐกิจหลายท่านมองว่าจะยังทรงๆ ตัว และไม่แตกต่างจากปี 2561 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในไตรมาส 1 ของปี 2561 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะขยายตัวในกรอบประมาณการ 3.5-4.5% และมีค่ากลางอยู่ที่ 4%

สำหรับปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศในปี 2562 ที่ต้องจับตามอง เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคการบริโภคและภาคธุรกิจ, การออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit), ความผันผวนในตลาดการเงินโลก

รวมทั้ง สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน (Trade war) โดยได้ลากยาวมาตั้งแต่กลางปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความกังวลให้แก่ผู้ประกอบการทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบจากสงครามทางการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่มีต่อเศรษฐกิจไทย

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลผลกระทบจากสงครามการค้า และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการเยียวยาไปยังหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้มีการศึกษาผ่านข้อมูลสถิติการนำเข้าและส่งออกสูงสุด 15 รายการ ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาและจีน อีกทั้ง ยังได้มีการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มอุตสาหกรรมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรม

รวมถึงพิจารณาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย ทั้งในมิติการนำเข้า การส่งออก การลงทุนภายในประเทศ และแนวทางการเยียวยาต่อภาครัฐ พร้อมทั้งให้ความสำคัญในประเด็นการส่งออกของประเทศไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่า 60% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)  

ด้านแนวโน้มดัชนีราคาสินค้าและบริการ (เงินเฟ้อ) ปี 2562 กระทรวงพาณิชย์ประมาณการว่าจะขยายตัว 0.7-1.7% โดยมีค่ากลางที่ 1.2% ทั้งนี้ หากแยกเป็นรายไตรมาส คาดว่าไตรมาส 1 จะเพิ่มขึ้น 0.86%, ไตรมาส 2 เพิ่ม 0.98%, ไตรมาส 3 เพิ่ม 1.27% และไตรมาส 4 เพิ่ม 1.81% ภายใต้สมมติฐานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 3.5-4.5% น้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีที่ 70-80 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.5-33.5 บาท/เหรียญสหรัฐฯ โดยมีปัจจัยมีสนับสนุน อาทิ ราคาพลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น, ทิศทางการลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่ดีขึ้น, ราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มดีขึ้น, การส่งออกไทย ที่คาดขยายตัวได้ เป็นต้น

ปิดท้ายฉบับนี้กับวิสัยทัศน์ คุณยอดพจน์ วงศ์รักมิตร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริหารและพัฒนาศักยภาพองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยโชว์ผลงานเยี่ยม รับ ISO/IEC 27001 : 2013 ระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และ Letter of Compliance ISO/IEC 27032:2012 แนวทางสำหรับความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ “Guidelines for Cybersecurity” รายแรกของประเทศ ตอกย้ำความสำคัญในการปกป้องระบบสารสนเทศให้มีความมั่นคงปลอดภัย พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่น่าเชื่อถือ บวกสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการทั้งภายในและภายนอก

เอสซีจี ชูผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิลส่วนหนึ่งของนวัตกรรม GREEN MEETING สู่การประชุม ASEAN SUMMIT 2019 ที่ จ.เชียงใหม่
ผลักดันการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (CIRCULAR ECONOMY)

เอสซีจี ร่วมนำเสนอนวัตกรรม “GREEN MEETING” ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนปี 2562 ได้จัดขึ้น ณ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผ่านการใช้ในงานแถลงข่าวการเป็นประธานอาเซียน (ASEAN SUMMIT 2019) เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมากลับมาใช้ซ้ำ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด อาทิ ฉากหลังสำหรับถ่ายภาพ เก้าอี้กระดาษ แท่นบรรยาย กล่องกระดาษสำหรับรับคืนป้ายชื่อคล้องคอ รวมถึงกระเป๋าถุงปูน และตะกร้าสานจากเส้นเทปกระดาษ ที่นำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตของเอสซีจีมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรณรงค์สร้างจิตสํานึก และเชิญชวนผู้ร่วมงานร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนสามารถร่วมกันปฏิบัติได้

ป้ายสัญลัษณ์ประธานอาเซียน 2562 จากกระดาษรีไซเคิล

 

ตะกร้าสานจากเส้นเทปกระดาษ ตามเเนวคิด Circular Economy

 

กระเป๋าถุงปูนเอสซีจี ตามเเนวคิด Circular Economy เอสซีจี

 

เก้าอี้ เเละเเท่นบรรยาย กระดาษ ตามเเนวคิด Circular Economy

ในโอกาสเดียวกันนี้ ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการดังกล่าว นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้มอบฉากหลังสำหรับถ่ายภาพ เก้าอี้กระดาษ และแท่นบรรยาย ให้กับโรงเรียนบ้านเวียงฝาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับหมุนเวียนนำไปใช้ใหม่เป็นสื่อการเรียนการสอนให้เยาวชนตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วย

ก้าวต่อไป เอสซีจีจะยังคงมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาต่อยอดความยั่งยืนโดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผสานกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ภายในองค์กร ซึ่งจะช่วยยกระดับกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตลอดจนเดินหน้าสร้างความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนอาเซียนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก และพร้อมที่จะเป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบที่ช่วยถ่ายทอด และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ที่สนใจ ด้วยเชื่อมั่นว่าจะมีส่วนช่วยยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

กสอ. เผย 4 ปัจจัยหนุนอุตฯเกษตรไทย ปี 62 ตั้งเป้าดันกลุ่มธุรกิจเกษตรแปรรูประดับ “สตาร์” สู่ตลาดหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรม

  • ผปก.อุตฯเครื่องดื่มแนะ เกษตรแปรรูปไทยต้องสู้ด้วย “สุขภาพ - ปรุงแต่งน้อย - นวัตกรรม” เชื่ออุตฯเกษตรยังยืนหนึ่งได้แต่ต้องรู้จักปรับตัว

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูป เผยปี 2562 จะมุ่งส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดความท้าทายของเกษตรกรและผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำพร้อมชี้การส่งเสริมด้านการตลาดและการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมการเกษตรของไทย สามารถปรับตัวได้ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีการเติบโตสูง การปรับเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์สู่สินค้านวัตกรรม ฯลฯ นอกจากนี้ กสอ. ยังมีแผนที่จะผลักดันสถานประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกษตรแปรรูปที่มีศักยภาพ หรือ กลุ่ม “สตาร์” เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และยกระดับจาก วิสาหกิจขนาดย่อมไปสู่วิสาหกิจขนาดใหญ่อีกด้วย

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กสอ.ได้พัฒนาโครงการและกิจกรรมเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเกษตร โดยในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่นโยบายที่สามารถดำเนินงานได้ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยจะมุ่งเป้าความช่วยเหลือไปที่การให้องค์ความรู้ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ไม่สูงจนเกินไป เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ หุ่นยนต์เพื่อการผลิต เทคโนโลยีเพื่อการแปรรูป ฯลฯ นอกจากนี้ ยังจะเร่ง “ลดความท้าทาย” ของเกษตรกรและผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ด้วยการนำเอาวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมมาใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละผลิตผลทางการเกษตรที่มีความโดดเด่นของแต่ละท้องที่  ซึ่งเชื่อมั่นว่างานวิจัยหรือนวัตกรรมต้นแบบที่มีอย่างหลากหลายทั้งจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานส่งเสริม ด้านวิทยาศาสตร์ ฯลฯ จะเป็นกลไกที่สำคัญที่จะช่วยลดอุปสรรคและปัญหาอันหลากหลาย ที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยกำลังเผชิญได้เป็นอย่างดี

นายกอบชัย กล่าวต่อว่า  แม้หลายฝ่ายจะมีการคาดการณ์ว่าการเติบโตในด้านการเกษตรของประเทศไทยจะมีแนวโน้มชะลอตัว– คงที่ (ข้อมูลจาก : ธนากสิกรไทย และหอการค้าไทย) แต่ กสอ. เชื่อว่าการส่งเสริมนวัตกรรมเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมการเกษตรของไทย สามารถปรับตัวได้ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและไม่แน่นอนได้ ซึ่ง 4 ปัจจัยที่สำคัญด้านการตลาดและการจัดการสำหรับภาคการเกษตรในปี 2562 ได้แก่

  • การเชื่อมโยงไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีการเติบโตสูง ได้แก่ การท่องเที่ยว สุขภาพและการแพทย์ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยจะต้องผนวกการเกษตรให้เป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมดังกล่าว เช่น การผลิตสินค้าแปรรูปที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนท่องเที่ยว การผลักดินสินค้าให้สามารถขายได้ในช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลและสามารถสั่งซื้อได้โดยที่ไม่ต้องเดินทาง
  • ปรับเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์สู่สินค้านวัตกรรม โดยเน้นการผลิตและผลักดันสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม อาทิ เกษตรอินทรีย์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร เช่น สปา เครื่องสำอาง นอกจากนี้ เกษตรกรผู้เพาะปลูกบางรายยังควรผันตนเองจากผู้ผลิตขั้นต้นสู่ผู้ผลิตขั้นกลางและขั้นปลาย หรือเกษตรกรแบบผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น
  • เน้นการรวมกลุ่มหรือเครือข่ายทางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย สมาคมธุรกิจ และองค์กรต่างๆ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การขนส่ง การผลิต ไปจนกระทั่งการแปรรูปและจำหน่ายสินค้า ปัจจัยในข้อนี้นอกจากจะช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรรู้จักที่จะวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงลดความเสี่ยงในการแข่งขันกับคู่แข่งทั้งในและต่างประเทศได้อีกด้วย
  • การหมั่นศึกษาตลาดต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีอำนาจซื้อ เช่น กลุ่มผู้สูงวัยที่กำลังเป็นเทรนด์ที่ทุกอุตสาหกรรมกำลังให้ความสำคัญ กลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ กลุ่มผู้บริโภคชาวต่างชาติ ฯลฯ ซึ่งหากผู้ประกอบการรู้จักตลาดต่างๆเป็นอย่างดี ก็จะช่วยให้สินค้าที่ถูกผลิตออกมาเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และมีอำนาจในการกำหนดราคาและรูปแบบของผลิตภัณฑ์ (เจ้าตลาด) พร้อมทั้งสร้างความภักดีให้เกิดขึ้นกับแบรนด์ต่อไป

นายกอบชัย กล่าวเพิ่มเติมว่าผลการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในปี 2561 ที่ผ่านมา กสอ. สามารถยกระดับศักยภาพสถานประกอบการ ได้กว่า 2,800 กิจการ ด้านที่โดดเด่นและเห็นผลเป็นรูปธรรม ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโดยใช้เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม อีกทั้งยังทำให้แต่ละสถานประกอบการลดการสูญเสีย เช่น ต้นทุนพลังงานลดเวลาเครื่องจักรเสีย ความสูญเปล่าจากการจัดการสินค้าคงคลังและคลังสินค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังสามารถผลักดันสินค้าเกษตรแปรรูปให้เข้าสู่ช่องทางออนไลน์ รวมถึงเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ทั้ง 2,800 กิจการ ให้สูงขึ้นได้ 100 %

กสอ.ได้เตรียมส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มธุรกิจการเงิน กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กลุ่มทรัพยากร กลุ่มบริการ และกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน 7 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง และสามารถพัฒนาให้เติบโตได้อีกมาก กสอ.จึงมีแผนที่จะผลักดันสถานประกอบการ ที่ดำเนินธุรกิจดังกล่าวที่มีศักยภาพหรือกลุ่ม “สตาร์” ให้สามารถแปรสภาพเพื่อเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน ยกระดับจากวิสาหกิจขนาดย่อม (Small Size) ให้ก้าวกระโดดไปเป็นวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium Size) ที่เข้มแข็ง หรือยกระดับจากวิสาหกิจขนาดกลางไปเป็นวิสาหกิจขนาดใหญ่  (Large Size) สามารถสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจในระยะยาว สำหรับวิสาหกิจที่เข้าร่วมโครงการนี้จะเป็นต้นแบบในการพัฒนาเพื่อขยายผลให้เอสเอ็มอีอื่นๆ ได้สามารถศึกษาแนวทางการพัฒนาและเรียนรู้กลยุทธ์และการปฏิบัติ เพื่อนำไปปรับและประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนได้ในอนาคต นายกอบชัย กล่าว

ด้าน นายพลแสง แซ่เบ๊  กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โรแยล พลัส จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เริ่มประกอบธุรกิจเครื่องดื่มน้ำมะพร้าวและน้ำผลไม้เพื่อการส่งออก โดยเริ่มลงทุนโรงงานแห่งแรกในปี พ.ศ.2554 ในปีแรก (พ.ศ.2555) บริษัทฯ มียอดขายเพียง 26 ล้านบาท เท่านั้น แต่ด้วยการปรับตัวในการทำธุรกิจตลอดเวลา และสินค้าที่บริษัทฯ นำเสนอออกไปสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ในหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก ทำให้บริษัทฯ สามารถทำยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถทำยอดขายได้ 750 ล้านบาท หรือเติบโตจากระยะแรกเริ่มในเวลาไม่ถึง 10 ปี กว่า 1000%

“หัวใจสำคัญของบริษัทฯ คือ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าให้ก้าวทันความต้องการของโลก กลยุทธ์หลักๆ ของบริษัทฯ คือการเปลี่ยนความต้องการของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ จากแนวคิดของผู้บริโภคสู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีรสชาติดีเพื่อตอบสนองทั้งความคาดหวังทั้งด้านรสชาติ และด้านสุขภาพของผู้บริโภค การทำเช่นนี้ได้ บุคลากรต้องเปิดกว้างด้านความคิด ต้องปรับตัว ต้องหาข้อมูลให้มากเพื่อสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา  อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การมีเจตจำนงที่ต้องการพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรไทย ให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพระดับโลก โดยเฉพาะผลไม้ไทย ซึ่งเป็นผลไม้เขตร้อน มีรสชาติ และกลิ่นที่ดี หากแต่จะทำอย่างไรให้สามารถพัฒนาเป็นสินค้าคุณภาพมาตรฐานโลก และมีรูปลักษณ์ถูกใจผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่โรแยลพลัสไม่หยุดนิ่งที่จะคิดและพัฒนา”

นายพลแสง กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมองในส่วนของการส่งออกอาหารและเครื่องดื่มจากประเทศไทยจะพบว่าเติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา และจากข้อมูลที่บริษัทฯติดตาม ยังพบว่า ตลาดโลกมุ่งความสนใจในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เน้นการดูแลสุขภาพมากขึ้น ผ่านขั้นตอนและสารปรุงแต่งน้อยซึ่งประเทศไทยจะได้เปรียบในส่วนที่มีวัตถุดิบทางการเกษตรที่หลากหลาย และ เป็นพืชผลจากภูมิภาคร้อนชื้น หรือ tropical zone จึงทำให้รสชาติของผลไม้ หรือ พืชผลเกษตร มีรสชาติที่ดีถูกใจผู้บริโภค  อย่างไรก็ดี ในความเห็นของบริษัทฯ ธุรกิจแปรรูปเกษตรของไทยยังมีโอกาสสูงในตลาดโลก หากแต่เราต้องใช้แนวคิดที่จะเอาความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกมาเป็นแนวทางการพัฒนา นอกจากนี้ ในส่วนของตลาดต่างประเทศ ธุรกิจเครื่องดื่มในแต่ละประเทศมีการแข่งขันที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดเห็นจะเป็นเรื่องของคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งโรแยลพลัส เองก็ลงทุนในเรื่องนี้อย่างมาก ปีนี้เอง บริษัท มีแผนที่จะเข้าสู่ระบบคุณภาพที่สำคัญคือ FSSC 22000 และ ISO22000 ซึ่งเดิม เราได้ GMP / HACCP / Thailand Trust Mark / Halal / Green Industry และ มาตรฐานแรงงานไทยอยู่แล้ว

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2367 8201-4,0 หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

กสอ. ผนึกโตโยต้าเปิดตัวโครงการพี่ช่วยน้อง “ธุรกิจชุมชนพัฒน์” นำระบบคาราคุริ และไคเซ็น เสริมศักยภาพโอทอปและเอสเอ็มอีไทย

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ผนึกความร่วมมือกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดศูนย์เรียนรู้โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ในศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (กล้วยน้ำไท) ภายใต้โครงการ Big Brother หรือ พี่ช่วยน้อง ที่จะร่วมมือกันเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนา ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) ให้เป็นศูนย์ฯขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายครบวงจร ได้แก่ กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ กลุ่มดิจิทัลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง โดยการนำระบบ "คาราคุริ" กลไกอัจฉริยะจากญี่ปุ่นที่โตโยต้าใช้เพิ่มผลิตภาพ  ในกระบวนการผลิตมาถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการ พร้อมทั้งยกระดับหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ใน 4 ภูมิภาค ให้เป็นวิสาหกิจและหมู่บ้านต้นแบบของประเทศไทย ด้วยหลักการ “ไคเซ็น”

นายเดชา จาตุธนานันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ล่าสุด กสอ. ได้ผนึกกำลังร่วมกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในการร่วมมือเป็นพี่เลี้ยงพัฒนาศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) และโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CIV) ซึ่งมุ่งสนับสนุนกลไกที่จำเป็นต่าง ๆ ให้แก่เอสเอ็มอีและโอทอป เพื่อการยกระดับศักยภาพในหลากหลายด้าน พร้อมทั้งการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง   มาถ่ายทอดประสบการณ์จริง เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การเตรียมความพร้อมการขับเคลื่อนธุรกิจ ให้สามารถเติบโตและดำเนินธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพในหลากหลายมิติ

ทั้งนี้ ยังได้ร่วมกันเปิด “ศูนย์การเรียนรู้โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ภายในศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (กล้วยน้ำไท) เพื่อขับเคลื่อน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ 1.กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกล ที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม 2.กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว และ 3.กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง

โดยโตโยต้าจะให้ความช่วยเหลือด้วยการนำองค์ความรู้ในการทำธุรกิจที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ได้แก่ วิถีโตโยต้า (Toyota Way) และระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System) และปรัชญาลูกค้าเป็นที่หนึ่ง (Customer First) มาถ่ายทอดเพื่อพัฒนาศักยภาพให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ พร้อมมุ่งเน้นให้มีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ และราคา นอกจากนี้ยังจะมีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทุกกระบวนการจัดการ ซึ่งมั่นใจว่ากลไกความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นส่วนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนปรับตัวได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น พร้อมเชื่อมโยงการตลาดและการทำการค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างมีศักยภาพในอนาคต

ด้าน นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ได้สนับสนุนสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านโครงการ Big Brother หรือ “พี่ช่วยน้อง” ซึ่งนำองค์กรเอกชนขนาดใหญ่มาผนึกกำลังความช่วยเหลือ ถ่ายทอดนวัตกรรม ความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ในการทำธุรกิจแก่ผู้ประกอบการ เพื่อมุ่งสู่การเป็น “SMEs ยุค 4.0” โดยโตโยต้าได้ใช้ประสบการณ์จริงนำความรู้ทางวิชาการและความรู้เชิงขั้นตอนของโตโยต้า มาสนับสนุนใน 2 โครงการดังกล่าว โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  1. ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (Industry Transformation Center: ITC) โตโยต้าได้จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ภายในศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 3 แห่ง ใน กรุงเทพฯ ชลบุรี และนครราชสีมา ที่ให้ข้อมูลในเรื่อง ระบบการผลิตแบบโตโยต้าและการประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ซึ่งเป็นนิทรรศการ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เข้าศึกษาหลักการปรับปรุงธุรกิจ และแนวทางการบริหารจัดการตามแนวปฏิบัติของโตโยต้า รวมถึงตัวอย่างการปรับปรุงธุรกิจชุมชนต่าง ๆ ภายใต้โครงการ โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์ นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงวิธีการไคเซ็นกระบวนการผลิตด้วยกลไกอัติโนมัติ Karakuri หรือ การใช้กลไกพื้นฐาน เช่น รอก พื้นเอียง คาน ฯลฯ มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เพื่อลดการใช้พลังงาน และค่าใช้จ่าย
  2. หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village: CIV) โตโยต้านำประสบการณ์จาก โครงการโตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์ เข้ายกระดับหมู่บ้านที่มีศักยภาพ 4 แห่ง ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบ โดยจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ของโครงการ เข้าเป็นพี่เลี้ยงในการถ่ายทอดหลักการไคเซ็นแก่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์หลักของชุมชน ตลอดจนการจัดอบรมผู้ฝึกสอนเพื่อให้เป็นผู้ให้คำปรึกษาและขยายผลการนำไปประยุกต์ใช้ แก่หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสมต่อไป อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การขยายผลทางการท่องเที่ยวของชุมชนในอนาคต

โดย นายวุฒิกร กล่าวปิดท้ายว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การร่วมมือระหว่าง กสอ. และโตโยต้าในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ให้สามารถแข่งขันและพึ่งพาตนเองเตรียมความพร้อมสู่การเป็น SMEs 4.0 ได้อย่างภาคภูมิ ซึ่งโตโยต้ายังคงจะเดินหน้าขยายผลโครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่าง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป

อย่างไรก็ดี กสอ. และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ยังได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 และโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์” พร้อมเปิดศูนย์ศูนย์การเรียนรู้โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์ ณ กองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล้วยน้ำไท กรุงเทพฯ 

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2367 8201-4,0 หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

 

5 บริษัทในเครือเอสซีจี ร่วมคว้า 4 ประเภท “รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2561” สร้างสรรค์ตัวอย่างการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2561 The Prime Minister’s Industry Award 2018 ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 26 นับเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่มอบให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ในการพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ พร้อมด้วยความคิดริเริ่มในการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ โดยมี 5 บริษัทในเครือเอสซีจี ร่วมรับรางวัลใน 4 ประเภท ดังนี้

1.) ประเภทการเพิ่มผลผลิต ได้แก่ บริษัทไทยเคนเปเปอร์ จำกัด (มหาชน) โรงงานกาญจนบุรี ในธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี โดยมี นายกิตติ วิวัฒน์บวรวงษ์ ผู้จัดการโรงงาน เป็นตัวแทนรับมอบ จากผลงานการปรับปรุงกระบวนการผลิต ด้วยการลดของเสีย และบริหารเวลาในการผลิตและซ่อมบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากยิ่งขึ้น

 

2.) ประเภทการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้แก่ บริษัท มาบตาพุด โอเลฟินส์ จำกัด จังหวัดระยอง ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี โดยมี นายมงคล เฮงโรจนโสภณ Vice President-Olefins Business and Operations เป็นตัวแทนรับมอบ

 

3.) ประเภทการบริหารความปลอดภัย ได้แก่ บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด จังหวัดระยอง โดยมี นายจิระชัย กาญจนอำพร ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ เป็นตัวแทนรับมอบ

 

4.) ประเภทความรับผิดชอบต่อสังคม ได้แก่ บริษัทผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด หรือ CPAC ในธุรกิจซีเมนต์ และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ประกอบด้วย โรงงานคอนกรีตผสมเสร็จเขาวง จังหวัดสระบุรี และโรงงานคอนกรีตผสมเสร็จอุบลราชธานี 2 จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี นายนันทพงษ์ จันทร์ตระกูล Managing Director – CPAC เป็นตัวแทนรับมอบ โดยโรงงานได้ร่วมกับชุมชนและโรงเรียนบ้านคำเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี นำวัสดุเหลือใช้จากโรงงานและชุมชน มาประยุกต์เป็นเครื่องเล่นเด็กตามแนวทาง Circular Economy พร้อมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ รวมทั้งร่วมมือกับชุมชนและโรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง จังหวัดสระบุรี ออกแบบโรงเรือนเพาะพันธุ์ผักหวานป่า ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และรวบรวมความรู้การเพาะปลูกอย่างถูกวิธี เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

 

5.) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด (ส่วนเหมือง) จังหวัดลำปาง โดยมี นายวิสุทธ จงเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) เป็นตัวแทนรับมอบ โดยบริษัทฯ ได้เลือกใช้วิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “Semi Open Cut” และการฟื้นฟูสภาพพื้นที่หลังการทำเหมืองเพื่อคืนสภาพเป็นพื้นป่าสมบูรณ์ รวมทั้งคำนึงถึงแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนให้กับชุมชนรอบข้างผ่านโครงการต่างๆ ของเอสซีจี เช่น “โครงการ SCG รักษ์น้ำ จากภูผาสู่มหานที” “สถานีปลูกคิดปันสุข” “ศูนย์เรียนรู้การฟื้นฟูเหมือง” และ “สระพวง” เป็นต้น

ซึ่งรางวัลนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสถานประกอบการอุตสาหกรรมอื่นๆ และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งในกระบวนการผลิตและกระบวนการทำงานที่มีคุณภาพ ใส่ใจต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยพิธีมอบจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ

Page 1 of 7