“ทรีนีตี้” มั่นใจครึ่งปีหลังรายได้โต

คุณชาญชัย กงทองลักษณ์ กรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด(มหาชน) คุณชาญชัย กงทองลักษณ์ กรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด(มหาชน)

“ทรีนีตี้” มั่นใจครึ่งปีหลังรายได้โต

“ทรีนีตี้” วางยุทธศาสตร์ครึ่งปีหลังผลักดันรายได้เติบโตทุกธุรกิจ เล็งเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) 20% บวกเพิ่มเงินลงทุนภายใต้การบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลเป็น 3,000 ลบ. ภายในสิ้นปี 2559 คาดว่าจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) 2 บริษัท พร้อมเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ มุ่งสร้างผลตอบแทนให้กับลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20%

คุณชาญชัย กงทองลักษณ์ กรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด(มหาชน) และกรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงตลาดหุ้นไทยในปี 2558 ว่า มีทิศทางปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดย SET Index มีการปรับตัวลดลงถึง 14%, SET50 Index ปรับตัวลดลง 18.7% และ SET100 Index ปรับตัวลดลง 17.7% ซึ่งถึงแม้ว่าหุ้นขนาดเล็กจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่หุ้นขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็ถูกกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

สำหรับปัจจัยภายใน ได้แก่ การปรับลดประมาณการของบริษัทจดทะเบียนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดโดยเฉพาะการส่งออกโครงการภาครัฐที่มีความล่าช้า และการประมูลคลื่นความถี่ที่มีราคาสูงเกินคาด ส่วนปัจจัยภายนอกที่สำคัญได้แก่ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็ว การส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวซึ่งส่งผลให้ SET Index และมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันของ SET และ MAI ลดลงทุกไตรมาสมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันสูงสุดในไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 54,369 ล้านบาท และลดลงมาที่ระดับ 40,000 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 – ไตรมาสที่ 4 ขณะที่ SET Index ปรับตัวสูงสุดที่ 1,615.89 จุด และต่ำสุดที่ 1,216.66 จุด

คุณชาญชัย กล่าวต่อว่า แม้ภาวะของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะผันผวนยาวนานตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน แต่บริษัทก็ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของบริษัท ด้วยการสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20% ในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยบริษัทมีกำไรสุทธิลดลงในปี 2558 ที่ 146.10 ล้านบาท ลดลงจากปี 2557 ที่ 191.72 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งการตลาดลดลงในปี 2558 ที่ ร้อยละ 1.95 ลดลงจากปี 2557 ที่ร้อยละ 2.67

โดยเป็นผลมาจากภาวะตลาดที่มีความผันผวน และภาวะการแข่งขันด้านราคาที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี บริษัทมีทิศทางที่ดีจากธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินโดยบริษัทประสบความสำเร็จในการเป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทีพีซี พาวเวอร์ โฮลดิ้ง  จำกัด(มหาชน) หรือ TPCH, บริษัท เอส 11กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ S11 และบริษัท  มาสเตอร์ คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) หรือ KOOL

คุณชาญชัย กล่าวถึงเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2559 ว่า บริษัทมีกลยุทธ์ในการรักษาและขยายฐานลูกค้าโดยนำเสนอบทวิเคราะห์ในรูปแบบใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการในการลงทุนของลูกค้าที่มีอย่างหลากหลาย และมีข้อจำกัดของเงินลงทุนที่แตกต่างกัน และบริษัทยังคงดำเนินนโยบายกระจายฐานรายได้ต่อเนื่อง จะเห็นว่ารายได้ค่านายหน้าของบริษัทมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 46 ของรายได้รวม ซึ่งแตกต่างจากบริษัทหลักทรัพย์อื่นที่ยังคงมีสัดส่วนของรายได้ค่านายหน้าในระดับสูงประมาณ 70 – 80%

อย่างไรก็ตามบริษัทก็ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ ด้วยการสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20% โดยบริษัทวางกลยุทธ์ในการให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร มีตั้งเป้าหมายจะเพิ่มลูกค้าใหม่ที่เป็นกลุ่มลูกค้าผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) อีก 20%

“เรามีนโยบายที่จ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด โดยบริษัทสามารถจ่ายตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield)ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 สำหรับปี 2558 บริษัทจ่ายปันผลในอัตรา 0.60 บาท ต่อหุ้น คิดเป็นอัตราจ่ายเงินปันผลตอบแทน ร้อยละ 9.84 ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 10 ของบริษัทจดทะเบียนที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลตอบแทนสูง” คุณชาญชัย กล่าว

Rate this item
(0 votes)
Last modified on Friday, 21 September 2018 03:15