โกลเบล็ก “Structured Notes”

เรียกว่า เปิดศักราชใหม่ปุ๊บ ก็เตรียมส่ง new product  เพื่อการลงทุน “Structured Notes” รับปีหมูทองปั๊บ สำหรับ บล.โกลเบล็ก ล่าสุด บอสอัพ “ธนพิศาล คูหาเปรมกิจ” เรียกประชุมวางแผน เพื่อเปิดขาย 3 โปรดักส์ หุ้นกู้มีอนุพันธ์แฝง อ้างอิงหลักทรัพย์ในดัชนี SET 50 ลุยดีเดย์ เปิดขายระหว่างวันที่ 16 -18 ม.ค.นี้  พร้อมกระซิบมาว่า ด้วยดัชนีที่ยังคงมีความผันผวน จากตัวแปรทั้งในและต่างประเทศ การลงทุนใน Structured Notes ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และลดความเสี่ยง แบบสบายกระเป๋าได้ดี มิหนำซ้ำ ยังได้ Income แบบสม่ำเสมอตลอดอายุตราสาร ก็แหม..เล่นประกาศจ่ายรับผลตอบแทน เป็นดอกเบี้ยแบบรายเดือน ซะขนาดนี้ จะไม่ให้เรียกว่า ป๋าใจป้ำกล้าแจกกล้าจ่าย ได้ยังไง ที่สำคัญแว่วๆว่า การจ่ายผลตอบแทนแบบนี้ GBS ถือเป็นรายแรกๆในอุตสาหกรรมอีกด้วย Wow Wow ได้ยินแบบนี้แล้ว สองมือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้ามาเปิดพอร์ต ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท ที่ บล.โกลเบล็ก ทุกสาขา ได้เลย  .. หากพลาดการลงทุนใน  Structured Notes by GBS  แล้วคุณจะเสียใจ

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019 ร่วมมือการกีฬาแห่งประเทศไทย เชิญเยาวชนผู้สนใจร่วมงานสัมมนา Young Ambassadors

งานสัมมนาครั้งแรกด้านการจัดการแข่งขันกีฬากอล์ฟแก่เยาวชนไทย พร้อมมอบโอกาสฝึกงานต่างประเทศ 9.00 – 17.00 น.วันเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 ณ ห้องสัมมนา ชั้น 24 การกีฬาแห่งประเทศไทย ไม่มีค่าใช้จ่าย #hondalpgathailand

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับการกีฬาแห่งประเทศไทย และไอเอ็มจี เชิญชวนเยาวชนไทยอายุ 18 ปี ขึ้นไป ผู้สนใจกีฬากอล์ฟ ร่วมงานสัมมนาและเวิร์คช็อป Young Ambassadors ให้ความรู้ในมิติต่างๆของการจัดการแข่งขันกีฬากอล์ฟระดับโลกครั้งแรกในประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนทั่วไปที่มีความสนใจ เพื่อการพัฒนาศักยภาพบุคคลากรและวงการกีฬากอล์ฟของประเทศไทย  พร้อมมอบโอกาสการไปฝึกงานในต่างประเทศในอนาคต โดยเตรียมจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 ณ ห้องสัมมนา ชั้น 24 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 25 ชั้น การกีฬาแห่งประเทศไทย เยาวชนไทยที่สนใจสามารถสมัครได้ผ่านทางเว็บไซต์ www.hondalpgathailand.com โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จำกัดเพียง 100 ท่านเท่านั้น หมดเขตรับสมัครวันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2562

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราจัดการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ในปีนี้ เราได้ร่วมมือกับการกีฬาแห่งประเทศไทย ริเริ่มจัดงานสัมมนา Young Ambassadors ขึ้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชื่อ Road to Honda LPGA Thailand ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนากีฬากอล์ฟในประเทศไทย ไม่เพียงแค่พัฒนาศักยภาพของนักกอล์ฟ ยังรวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพกีฬากอล์ฟในประเทศไทยให้ทัดเทียมวงการกอล์ฟระดับโลก โดย Young Ambassadors จะเป็นงานสัมมนาและเวิร์คช็อปที่ให้ความรู้ด้านการจัดการแข่งขันกีฬากอล์ฟ รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนทั่วไปที่มีความสนใจในกีฬากอล์ฟ ”

งานสัมมนา Young Ambassadors เป็นกิจกรรมให้ความรู้ด้านการจัดการแข่งขันกีฬากอล์ฟ รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนทั่วไปที่มีความสนใจในกีฬากอล์ฟ  โดยจะมีการคัดเลือกเยาวชนจำนวน 30 คน ที่เข้าร่วมการสัมมนา เพื่อเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครทำกิจกรรมในการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019  ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 21-24 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ จากนั้นจะคัดเลือกเยาวชนที่โดดเด่นจำนวน 6 คน เพื่อรับโอกาสการฝึกงานที่สิงคโปร์ จีนและประเทศไทย ประเทศละ 2 ท่าน

ภายในงานสัมมนาตลอดวัน จะแบ่งเป็นหัวข้อต่างๆ อาทิ การบริหารจัดการกีฬากอล์ฟ กฏและระเบียบกีฬากอล์ฟ การดำเนินงานและการจัดอีเว้นท์กอล์ฟ โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรธุรกิจชั้นนำที่เกี่ยวของในวงการกอล์ฟ รวมทั้งวิทยากรรับเชิญที่มีชื่อเสียงมาร่วมให้ความรู้และแรงบันดาลใจแก่เยาวชนที่เข้าร่วมงาน

 

“ไอแบงก์” ส่งความสุขวันเด็กแห่งชาติปี 62

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย  (ไอแบงก์) สนับสนุนการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562  ส่งมอบความสุขรับวันเด็กผ่านผู้แทนหน่วยงานพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมวันเด็ก ตามนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคารที่ให้ความสำคัญกับกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศต่อไป

KTAM ได้รับความไว้วางใจต่อเนื่อง ให้บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท กสท โทรคมนาคม ต่ออีก 3 ปี

นางสาวสมศรี สุนทราภิรมย์ ประธานคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงานบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนแล้ว (ที่ 3 ขวา) ร่วมด้วย นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM (ที่ 3 ซ้าย) ในพิธีมอบสัญญาแต่งตั้ง บลจ.กรุงไทย ให้เป็นบริษัทจัดการกองทุน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงานบริษัท กสท เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป โดยมี นางสาวหัสวรา แสงรุจิ (ที่ 2 ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บลจ.กรุงไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อเร็วๆ นี้

 

KTBST ยื่นไฟลิ่งเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอขายไอพีโอ 16.77 ล้านหุ้น พาร์ 10.00 บาท/หุ้น ระดมทุนขยายธุรกิจ พัฒนาระบบการให้บริการ ด้าน APM ที่ปรึกษาการเงินเผยธุรกิจสถาบันการเงินโดดเด่น มีโอกาสขยายบริการครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการนักลงทุน

นายสมภพ ศักดิ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KTBST) เปิดเผยว่า บริษัทได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.)และยื่นคำขอให้รับหุ้นสามัญของบริษัทเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 62

โดยเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญจำนวน 16.77 ล้านหุ้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกโดยบริษัท 11.77 ล้านหุ้น และหุ้นเดิมที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เสนอขาย 5 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 10.00 บาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 670 ล้านบาท แบ่งเป็นจำนวนหุ้นสามัญ 67 ล้านหุ้น โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 552.25 ล้านบาท แบ่งเป็นจำนวนหุ้นสามัญทั้งสิ้น 55.225 ล้านหุ้น

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KTBST) กล่าวอีกว่า KTBST ถือเป็นผู้นำนวัตกรรมการวางแผนบริหารจัดการการลงทุนแบบครบวงจรที่มีชื่อเสียง ด้วยคุณภาพการให้บริการ และโปรดักส์ทางการเงินที่หลากหลาย  ทำให้บริษัทได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี 

“KTBST ถือเป็นสถาบันการเงินที่มีบริการครบวงจร โดยมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความโดดเด่นมีเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำตอบโจทย์นักลงทุนทั่วโลก และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อการลงทุน อีกทั้งบริษัทยังมีโอกาสในการขยายธุรกิจการให้บริการที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้ทุกระดับ” นายสมศักดิ์กล่าว

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KTBST) เปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อมในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อขยายธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาระบบการให้บริการ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น โดย KTBST มีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นสถาบันการเงินในประเทศไทยที่มีความ “โดดเด่น” ในการให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร พนักงาน “มีความสุข” และ “ภูมิใจ” ที่ได้ร่วมงานกับองค์กร โดย KTBST มุ่งหวังให้ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพนักงาน มีการเติบโตพร้อมกันอย่างยั่งยืน และมีส่วนช่วยสังคมในการ “พัฒนาตลาดทุน”

ทั้งนี้  KTBST ดำเนินธุรกิจ ให้บริการด้านการลงทุนแบบครบวงจร โดยบริษัทได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังประเภท ก ให้ดำเนินประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ ได้แก่ บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์ การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ กองทุนส่วนบุคคล ตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม ธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ บริการวาณิชธนกิจ  ที่ปรึกษาทางการเงิน และการให้บริการออกแบบการลงทุน (Wealth Advice) และ KTBST ยังได้รับใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจซื้อ ขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ จากธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราให้กับลูกค้าในการบริการธุรกรรมไปต่างประเทศอีกด้วย     

สำหรับผลประกอบการของบริษัทย้อนหลัง (ปี 59- 60) มีรายได้รวมมูลค่าเท่ากับ 615.31 ล้านบาท และ 915.45 ล้านบาท ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.60 ล้านบาท และ 39.81 ตามลำดับ ในขณะที่ ณ งวด 9 เดือน 61 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 890.38  ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 50.07 ล้านบาท

โบรเซ่ (ประเทศไทย) ลงนามซื้อที่ดินกับดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์

โบรเซ่ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตนวัตกรรมของระบบแมคคาทรอนิกส์ สัญชาติเยอรมัน เพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินกับบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในโครงการขยายโรงงานผลิตแห่งที่สองในประเทศไทยที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 จ.ชลบุรี เพื่อช่วยเสริมกำลังการผลิตของบริษัทให้ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตรถยนต์ระดับสากล โดยโรงงานแห่งแรกของโบรเซ่ได้ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง)

บรรยายภาพ : นายเดนิส รอยด์ (กลางขวา) กรรมการผู้จัดการของโบรเซ่ (ประเทศไทย) แลกเปลี่ยนสัญญาซื้อขายที่ดินกับ นายเดวิด นาร์โดน (กลางซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่างประเทศ พร้อมด้วย นายอภิศักดิ์ คามวัลย์ (ซ้าย) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ดินอุตสาหกรรม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ นางสาวธัญกมล นนทสิน (ขวา) ผู้ช่วยผู้บริหารของโบรเซ่ (ประเทศไทย) เข้าร่วมในพิธีลงนาม

OPEN-TEC เปิดเวทีแชร์องค์ความรู้ด้าน Blockchain

เมื่อเร็วๆ นี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ซึ่งถือเป็นโครงการและกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มบริษัท TCC Technology Group โดยมี นางวลีพร สายะสิต (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) เป็นตัวแทนบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ล่าสุดจับมือพันธมิตรจัดเวทีสัมมนาแชร์องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชน ภายใต้ชื่องาน Unlock Your Business with Blockchain เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้ร่วมสัมมนาสามารถออกแบบ Value Proposition จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน รวมถึงเข้าใจบทบาทบล็อกเชนในกระบวนการของ Initial Coin Offering : ICO และรูปแบบ Cryptocurrency

ผ่านกรณีศึกษาที่ทันสมัยโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กรชั้นนำ ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ (ตรงกลาง) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไอโครา จำกัด, นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ที่ 1 จากขวา) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บเทรด Bitkub, นายกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ (ที่ 2 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซอฟต์แวร์ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย และ นายศิลวัต สันติวิสัฎฐ์ (ที่ 1 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการสายงานผลิตภัณฑ์บรรษัทและผู้ประกอบการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมกันนี้ได้รับเกียรติจาก นางสุทธิพรรณ นุชฉายา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พัฒนาธุรกิจและสื่อสารองค์กร บริษัท ซี เอ ซี จำกัด เป็นประธานกล่าวต้อนรับในงานสัมมนาฯ ทั้งนี้งานสัมมนา Unlock Your Business with Blockchain ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากกลุ่มผู้บริหารและบุคลากรทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ณ ลานกิจกรรม Multifunction Hall , C asean ชั้น 10 อาคาร CW Tower

กทท. เปิด “สมาร์ท คอมมูนิตี้” ยกระดับชุมชนคลองเตย ดันท่าเรือกรุงเทพเป็นท่าเรือศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร (กลาง) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ ห่มม่วง ประธานกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) (ที่ 3 จากขวา), นายมานิตย์ สุธาพร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ที่ 3 จากซ้าย), นาย กฤชเทพ สิมลี รองปลัดกระทรวงคมนาคม (ที่ 2 จากขวา), นาย ดารนัย อินสว่าง ผู้ชำนาญการด้านปฏิบัติการมวลชนสัมพันธ์ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง การเคหะแห่งชาติ, เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร รองผู้อำนวยการ กทท. (ขวา) สายบริหารสินทรัพย์และพัฒนาธุรกิจ, ร้อยตำรวจโท ประจักษ์​ ศรีวรรธนะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารสินทรัพย์และพัฒนาธุรกิจ (ซ้าย) ได้ร่วมพิธีเปิด โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย หรือ Smart Community ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาและบริหารพื้นที่ตามผังแม่บทท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบ ทกท.

งาน พิธีเปิด โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย จัดขึ้น ณ องค์การฟอกหนัง (เดิม) เขตคลองเตย กรุงเทพฯ  เมื่อวันก่อน

“DOD” ร่วมสนับสนุน สิ่งดีๆเพื่อชุมชน

น้องดูดี DOD ขอเอาฤกษ์เอาชัย จัดสิ่งดีๆรับปีหมูทอง โดยการประกาศขอผนึกกำลัง เป็นส่วนหนึ่งในการเข้าร่วมสนับสนุน จัดกิจกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว “เดิน วิ่ง พันท้ายนรสิงห์ มินิฮาล์ฟมาราธอน” ร่วมกับ จ.สมุทรสาคร ภายใต้งาน “วิ่งเพื่อความซื่อสัตย์ ครั้งที่ 20” ซึ่งจะจัดในวันอาทิตย์ที่10 ก.พ. 62 แว่วๆมาว่า งานนี้แม่ทัพหญิงคนเก่ง CEO “ศุภมาส อิศรภักดี” แห่ง บมจ.ดีโอดี ไบโอเทค เดินหน้าขอสนับสนุนกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมและชุมชนเต็มที่ เพราะกิจกรรมนี้ถือเป็นการร่วมปลูกจิตสำนึกของการอยู่ร่วมกัน หากสังคมในชุมชนน่าอยู่ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และ การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ ก็จะเข้าสู่จังหวัด แหมๆ..ได้ยินแนวคิด แบบนี้แล้ว คงต้องยกนิ้วให้ “BOSS ผึ้ง” จริงๆ เพราะนอกจากเป็นนักบริหารแล้ว ยังเป็นนักพัฒนาเพื่อชุมชมมือฉมังอีกด้วย

2019 ปีแห่งระบบนิเวศดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

โดย อโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน

เมื่อถึงช่วงเวลาที่โลกเดินทางรอบดวงอาทิตย์จนครบไปอีกหนึ่งรอบ พร้อมกับที่ปี 2018 ได้ปิดลงอย่างสมบูรณ์ ถึงเวลาที่เราต้องมองไกลไปข้างหน้าพร้อมคำนึงถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2019 อันเป็นช่วงที่เรากำลังเดินเข้าใกล้ทศวรรษหน้าแห่งนวัตกรรมที่จะนำพาเราไปยังปี 2030 ปีที่ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ได้คาดการณ์ถึงสิ่งที่จะได้รับจากการก้าวเข้าสู่ ยุคถัดไปของความร่วมมือระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรกล ยุคที่เราจะดื่มด่ำไปกับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น (smart living) การทำงานอย่างชาญฉลาด (intelligent work) ตลอดจนถึงระบบเศรษฐกิจที่ลื่นไหล

ในปีที่แล้ว เราได้คาดการณ์แนวโน้มบางอย่างไว้อย่างชัดเจน  ซึ่งการคาดการณ์บางส่วนสามารถเห็นผลได้เร็วกว่าอื่นๆ เล็กน้อย แต่ยังมีอีกหลายส่วน อาทิ เรื่องของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) แมชชีน เลิร์นนิ่ง ตลอดจนระบบอัตโนมัติ (autonomous systems) ที่ยังคงมีการพัฒนาให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่องค์กรธุรกิจต่างลงมือสร้างโครงสร้างหลักดิจิทัล (digital backbone) เพื่อรองรับเทคโนโลยีเหล่านี้นั่นเอง แล้วอะไรคือแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นทั่วทั้งโลกในปี 2019 นี้? ต่อไปนี้คือการคาดการณ์หลักๆ ของเราสำหรับปี 2019 ปีที่ทั้งโลกก้าวสู่ระบบนิเวศดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

เราจะทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างดื่มด่ำสมจริงยิ่งกว่าที่เคย

สำหรับแนวโน้มที่เกิดขึ้นในระดับโลก ผู้ช่วยเสมือนจริงยังคงมีให้เห็นกันแพร่หลายในเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภค ทั้งเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม “ธิงค์ หรือสรรพสิ่งต่างๆ” ไปจนถึงยานยนต์ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต โดยอุปกรณ์ทั้งหมดเหล่านี้จะเรียนรู้ความชื่นชอบของคุณ เพื่อนำเสนอเนื้อหา และข้อมูลในเชิงรุกให้กับคุณโดยอิงตามการปฏิสัมพันธ์ที่มีมาก่อนหน้านั้น และเรายังจะได้เห็นความฉลาดของเครื่องจักรผสานรวมเข้ากับระบบที่รวมสภาพแวดล้อมจริงเข้ากับวัตถุเสมือน หรือ augmented reality (AR) และระบบจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง หรือ virtual reality (VR) ภายในบ้านเพื่อสร้างประสบการณ์ดื่มด่ำเสมือนจริง ประหนึ่งมีผู้ช่วยเชฟในโลกเสมือนที่จะคอยสร้างสรรค์อาหารมื้อง่ายๆ สำหรับครอบครัว และคุณเองก็สามารถที่จะเชื่อมต่อกับระบบดูแลสุขภาพส่วนตัวด้วยอุปกรณ์ติดตามสุขภาพที่ฉลาดล้ำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นระบบที่สามารถจับข้อมูลเกี่ยวกับร่างกาย เช่นอัตราผันแปรของการเต้นของหัวใจ รูปแบบการนอน และอีกมากมาย เพื่อที่คุณสามารถจะแชร์ข้อมูลเหล่านี้ให้โรงพยาบาลต่างๆ ดูเพื่อการดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ความชาญฉลาดที่เสมือนจริงจะยังคงตามเราไปจนถึงที่ทำงานเช่นกัน ทั้งพีซี และอุปกรณ์ที่เราใช้อยู่ทุกวันจะเรียนรู้จากอุปลักษณะนิสัยของเราและเตรียมแอปฯ และบริการที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรียกใช้ได้ทันที  ความก้าวหน้าในการประมวลผลทางภาษา (Natural Language Processing) และเทคโนโลยีสั่งการด้วยเสียง (Voice Technologies) จะสร้างบทสนทนาเพื่อช่วยให้สื่อสารกับจักรกลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในขณะที่ระบบออโตเมชัน และระบบหุ่นยนต์จะสร้างความร่วมมือกับเทคโนโลยีเพื่อทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างลื่นไหลและรวดเร็วยิ่งขึ้น  และด้วยแอปพลิเคชันที่ให้การใช้งานเสมือนจริงทั้ง AR และ VR ช่วยสร้างประสบการณ์เสมือนจริงทั้งในและนอกสถานที่ เพียงแค่ผู้ใช้ต้องเข้าถึงข้อมูลที่จะต้องใช้ในการทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ

เหมืองทองของข้อมูลจะจุดประกายให้เกิด “การตื่นทอง” ในการลงทุนด้านเทคโนโลยียุคถัดไป

หลายองค์กรเก็บข้อมูลบิ๊กดาต้ามาเป็นเวลาหลายปี ในความเป็นจริง มีการคาดการณ์ไว้ว่าภายในปี 2020 ข้อมูลจะมีปริมาณสูงถึง 44 ล้านล้านกิกะไบต์ หรือ 44 เซตตะไบต์  ซึ่งเป็นข้อมูลจำนวนมหาศาล ในไม่ช้าองค์กรธุรกิจต่างๆก็จะเริ่มนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ได้ในที่สุด เมื่อการปฏิรูปสู่ดิจิทัลเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

และเมื่อสามารถสร้างคุณค่าจากข้อมูลได้มากขึ้น การมีมุมมองเชิงลึกก็จะช่วยขับเคลื่อนไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ และทำให้กระบวนการทางธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะมีการลงทุนในภาคเทคโนโลยีมากขึ้น องค์กรสตาร์ทอัพรายใหม่ๆ จะเกิดขึ้นมาเพื่อรับมือกับความท้าทายที่ใหญ่ขึ้น ในการทำให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นจริงขึ้นมาได้ ทั้งการบริหารจัดการข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลรวมซึ่งจะให้มุมมองเชิงลึกที่มาจากระบบเสมือน

5G จะช่วยให้เราใช้ชีวิตบนเอดจ์ได้ดีขึ้น

อุปกรณ์ชิ้นแรกๆ ที่รองรับ 5G จะออกสู่ตลาดช่วงปีหน้า มาพร้อมความสามารถในการรองรับเครือข่ายรุ่นถัดไป ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของเกมการแข่งขันด้านข้อมูลอย่างสิ้นเชิงทั้งในเรื่องของความเร็ว และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเครือข่ายที่ให้แบนด์วิดธ์สูง ความหน่วงต่ำ ช่วยให้เชื่อมต่อสิ่งต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ และระบบงานต่างๆ นอกจากนี้ยังอัดแน่นไปด้วยปัญญาประดิษฐ์ แมชชีน เลิร์นนิ่ง และระบบประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้นที่ปลายทาง อันเป็นจุดที่ข้อมูลทั้งหลายถูกสร้างขึ้น

อีกไม่นานเกินรอ เราจะเริ่มเห็น ไมโคร-ฮับ (micro-hubs) เรียงรายอยู่ตามถนน หรือไม่อย่างนั้นคุณอาจจะได้เห็น ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก (mini datacenters) ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสใหม่ๆ สำหรับการสร้างข้อมูลเชิงลึกในแบบเรียลไทม์ให้เกิดขึ้นได้จากจุดที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม นอกจากนี้ เมืองต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และเล็กจะสามารถเชื่อมต่อเข้าหากันได้มากกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งจะเป็นการปูทางไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ พร้อมระบบโครงสร้างดิจิทัลที่เราคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตและขยายตัวในปี 2030  ซึ่งนี่จะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าเกมการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมทางด้านสุขภาพ หรือเฮลธ์แคร์ หรืออุตสาหกรรมการผลิต ที่ทั้งดาต้าและข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นจะถูกประมวลผลและวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วในแบบเรียลไทม์ เมื่อเทียบกับการส่งข้อมูลข้ามผ่านคลาวด์ไปมา โดยรูปแบบนี้สามารถช่วยให้แชร์ข้อมูลกับผู้ที่ต้องการได้ในทันที

การคาดการณ์ด้านข้อมูลจะเรียกร้องการใช้งานคลาวด์ที่มากขึ้น

ปีที่ผ่านมา เราคาดการณ์ถึงการมาของเมกะ คลาวด์ (Mega Cloud) ซึ่งเป็นการนำคลาวด์หลากหลายรูปแบบมาทำงานงานร่วมกัน เพื่อสร้างรูปแบบการดำเนินงานที่ทรงพลังเนื่องจากนโยบายด้านไอทีต้องการการทำงานของทั้งไพรเวท คลาวด์ และพับบลิค คลาวด์ร่วมกัน จนกระทั่งถึงตอนนี้ ประเด็นการโต้เถียงที่เปรียบเทียบพับบลิค คลาวด์ กับไพรเวท คลาวด์ เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากองค์กรธุรกิจเข้าใจดีว่าพวกเขาจำเป็นต้องบริหารจัดการประเภทของข้อมูลทั้งหมดที่แตกต่างกัน เพื่อการประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการสำรวจของไอดีซีชี้ให้เห็นว่า เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ตอบการสำรวจ มีการส่งข้อมูลกลับมาที่ไพรเวท คลาวด์ซึ่งอยู่ในองค์กร และเราคาดว่าแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงการเติบโตของพับบลิค คลาวด์ก็ตาม

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมแบบมัลติ-คลาวด์ ยังช่วยขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติ ตลอดจนการประมวลผลของทั้ง AI และ ML ด้วยความเร็วสูง เนื่องด้วยตัวเทคโนโลยีมอบความสามารถให้กับองค์กรธุรกิจในการจัดการ การเคลื่อนย้ายและการประมวลผลข้อมูลได้ทุกที่และทุกเวลาที่ต้องการ ในความเป็นจริง เราจะเห็นคลาวด์เกิดขึ้นมากมาย เพราะข้อมูลมีการกระจายตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ ที่พื้นที่ปลายทางภายในสภาพแวดล้อมของยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือภายในโรงงานอัจฉริยะ (smart factories) ไปจนกระทั่งถึงในแอปฯ ที่อยู่บนคลาวด์ ในดาต้าเซ็นเตอร์ภายในองค์กร (on-prem) ที่ได้รับการปกป้อง เพื่อตอบโจทย์ด้านกฏระเบียบและมาตรฐานด้านความเป็นส่วนตัว และแน่นอน เหล่านี้ยังรวมถึงพับบลิค คลาวด์ สำหรับแอปฯ และบริการหลากหลายที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้

และจากผลการสำรวจ ดัชนีการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ (Dell Technologies Digital Transformation Index (DT Index) สำหรับประเทศไทย มีการระบุอย่างชัดเจนว่า 63 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรธุรกิจในประเทศไทยมีความตั้งใจที่จะลงทุน เพื่อมุ่งไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานในแบบมัลติ-คลาวด์ ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างขุมพลังและเพิ่มศักยภาพให้กับองค์กรในการปฏิรูปรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (business transformation) อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้ามผ่านยุคมิลเลนเนียลไป กลุ่มคนเจนแซด (Gen Z) จะตบเท้าสู่การทำงาน

ชาวมิลเลนเนียลกำลังเตรียมที่ทางให้กับคนรุ่นถัดไป คือกลุ่มคน Gen Z (คนที่เกิดหลังปี 1995) ซึ่งจะก้าวสู่การทำงานภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้มีคนทำงานที่แตกต่างกันถึง 5 รุ่นด้วยกัน! ซึ่งนี่จะก่อให้เกิดประสบการณ์ในการใช้ชีวิต และการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันอย่างมาก 98 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มคน Gen Z จะได้ใช้เทคโนโลยีที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาอย่างเป็นทางการ หลายคนเข้าใจพื้นฐานของการเขียนโค้ดซอฟต์แวร์อยู่แล้ว พร้อมกับคาดหวังว่าจะได้ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดเท่านั้นในการสร้างประสบการณ์การทำงานของตน

ชาว Gen Z จะจุดประกายวิวัฒนาการใหม่ให้กับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเพื่อการทำงาน พร้อมกับสร้างโอกาสมากขึ้น ในเรื่องความสามารถด้านเทคโนโลยี และการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะใหม่ๆ ในที่ทำงานจากคนทำงานที่สูงวัยกว่า โดยเทคโนโลยี AR และ VR จะกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น และช่วยปิดช่องว่างของทักษะที่ต่างกันระหว่างคนทำงานต่างรุ่น ในขณะที่ช่วยให้ชาวเจนแซด ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลในเวลารวดเร็วตามที่ต้องการ

สำหรับประเทศไทยเอง ผลการสำรวจ Gen Z Research โดย เดลล์ เทคโนโลยีส์ ระบุว่า 97 เปอร์เซ็นต์ ของชาว Gen Z ในประเทศไทย ต้องการที่จะทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยที่สุด โดยมากกว่า 4 ใน 10 ให้ความสนใจในการทำงานด้านไอที ที่รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ ที่สำคัญ 64 เปอร์เซ็นต์ของบรรดาผู้เข้าร่วมการสำรวจเชื่อว่า มนุษย์และเครื่องจักรจะทำงานร่วมกันเสมือนเป็นทีมเดียวกัน (Human-Machine Partnership) ในอนาคตอันใกล้

ไม่มีจุดอ่อน หรือสิ่งที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะซัพพลายเชนจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ฉลาดขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ในระดับโลก องค์กรที่เชื่อในเรื่องของข้อได้เปรียบมากมายจากการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน อาจดำเนินรอยตามแนวทางของเรา และเริ่มเร่งออกแบบโมเดลธุรกิจที่ไม่ปล่อยของเสียทิ้งไป ด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ด้านรีไซเคิล พร้อมวิธีปฏิบัติในแบบ closed loop มาใช้ ซึ่งในเรื่องนี้ เดลล์ ได้แชร์ต้นแบบในการเปลี่ยนพลาสติกในมหาสมุทรให้กลายเป็นบรรจุภัณฑ์แบบรีไซเคิล และเปลี่ยนเขม่าจากไอเสียของน้ำมันดีเซล ให้กลายเป็นหมึกสำหรับการพิมพ์บนกล่อง

เราจะมองเห็นความก้าวหน้าด้านซัพพลายเชนที่สามารถติดตามผลได้ ด้วยการวิเคราะห์ และควบคุมเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อระบุโอกาสที่แม่นยำในการแก้ไขสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง  บล็อกเชนจะมีบทบาทสำคัญเช่นกันในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการจัดหาสินค้าหรือบริการ พร้อมกับรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและการบริการควบคู่กันไป

ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะดีไปกว่านี้อีกแล้วในเรื่องของเทคโนโลยี ด้วยนวัตกรรมในยุค 5G ปัญญาประดิษฐ์ และแมชชีน เลิร์นนิ่ง คลาวด์ รวมถึงบล็อกเชนที่เดินหน้าอย่างเต็มสูบ ผมขอเดิมพันว่าเราจะนำข้อมูลจำนวน 44 เซ็ตตะไบต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ในปี 2020 เราจะปลดล็อคขุมพลังของข้อมูลในแบบที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ เพื่อปฏิรูปการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตในทุกวัน ฉะนั้นจงเตรียมพร้อมให้ดี เพราะเรากำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลังเข้าสู่ยุคของข้อมูล และปี 2019 จะเป็นอีกปีที่น่าสนุก

Page 1 of 63