กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โชว์โครงการปี 62 อัพเลเวลธุรกิจครอบคลุมทุกระดับ พร้อมปักหมุดศูนย์ฯรัชดาภิเษก สู่บิสิเนสอะคาเดมี่แห่งใหม่ ครบในที่เดียว!

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดงาน DITP OPEN HOUSE 2019  ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ดีเอ็นเอ” ดึงผู้ประกอบชั้นนำยุคใหม่ สร้างแรงบันดาลใจการทำธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สปาและอโรมา โดยคุณศรีริต้า เจนเซ่น ธุรกิจอาหารเสริมคุณนาคร-กษมา ศิลาชัย ธุรกิจอาหารเสริม โดยดีเจเพชรจ้า ฯลฯ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งพัฒนาผู้ประกอบการไทยด้วยนโยบาย “Local To Global” หรือ การยกระดับผู้ประกอบการธุรกิจให้ก้าวสู่เวทีระดับโลก  จัดกิจกรรม “DITP OPEN HOUSE 2019” ภายใต้แนวคิด “DNA ใหม่ SMEs ไทยก้าวไกลอย่างมั่นคง”   นอกจากนี้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA ยังได้เผยถึงการดำเนินงานของหน่วยงานในปี 2562 ที่มุ่งยกระดับไปสู่การเป็นอะคาเดมี่เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการที่ครบวงจร โดยอาศัยพื้นที่ถนนรัชดาฯ ซึ่งมีความสะดวกและเพียบพร้อมทั้งการเดินทางที่สะดวกสบาย หลักสูตรและบริการที่ตอบทุกความต้องการ รวมทั้งกิจกรรม/อบรมสัมมนาที่มากกว่า 50 กิจกรรมตลอดปี  อาทิ การค้าออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ การเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพ การพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม กิจกรรม “DITP OPEN HOUSE 2019” ได้จัดไปเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก อาทิ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สปาและอโรมา  โดยคุณศรีริต้า เจนเซ่น ธุรกิจอาหารเสริม โดยคุณนาคร-กษมา ศิลาชัย ธุรกิจอาหารเสริม โดยดีเจเพชรจ้า ฯลฯ

นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 2562 ถือเป็นอีกปีที่มีความเร่งด่วนที่จะต้องพัฒนาผู้ประกอบการไทย กรมฯจึงได้ดำเนินนโยบาย “Local To Global” ซึ่งมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ ตั้งแต่ระดับฐานรากและยกระดับผู้ประกอบการธุรกิจให้เดินหน้าสู่เวทีการค้าระดับโลก พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้มีการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการสร้างความเป็นธรรมและเท่าเทียมในการทำธุรกิจ  ลดการผูกขาดหรืออำนาจเหนือตลาด เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ดำเนินธุรกิจ ตลอดจนสร้างโอกาสในการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการในต่างประเทศให้อยู่ในระดับที่เข้มข้น

นางบรรจงจิตต์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่ ได้มีโอกาสเข้าถึงงานบริการของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น ล่าสุดจึงได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA จัดกิจกรรม “DITP OPEN HOUSE 2019” ภายใต้แนวคิด “ค้นหา DNA ใหม่ SMEs ไทยก้าวไกลอย่างมั่นคง” ขึ้น ซึ่งแนวคิด DNA นั้น สะท้อนแนวทางการสนับสนุนพัฒนาผู้ประกอบการในทุกระดับ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างกำลังดำเนินการและจะมีขึ้นตลอดทั้งปี ซึ่งประกอบด้วย

  • การพัฒนาด้าน Digital Economy กรมฯ ไม่เพียงมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการค้าในรูปแบบเดิม แต่ยังมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการได้ใช้ประโยชน์และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน จากการทำธุรกิจผ่านทางออนไลน์อีกด้วย ดังนั้น กรมฯ จึงเร่งดำเนินการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพื่อการค้าทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยได้จัดตั้ง สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่(NEW Economy Academy) หรือ NEA เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถใช้ช่องทางออนไลน์ในการประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การพัฒนาด้าน New Services ซึ่งเป็นการบริการในรูปแบบใหม่ๆและเข้าถึงผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น อาทิ 1169 DITP Call Center หน่วยงานบริการข้อมูลและความรู้ให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ ตอบทุกข้อสงสัยพร้อมทั้งแนะนำช่องทางการทำการตลาดให้กับผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโครงการที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทยทุกระดับ การพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากผ่านทางออนไลน์ จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ เว็บไซต์ com ซึ่งถือเป็นตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B2B2c สำหรับผู้ประกอบการไทยในการทำการค้าระหว่างประเทศผ่านช่องทางที่หลากหลาย
  • การพัฒนาด้าน Accelerate หรือเครื่องมือในการเร่งความเร็วให้กับผู้ประกอบการในการก้าวสู่ตลาดการค้าระดับนานาชาติ ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ อาทิ โครงการ SME Pro active โครงการ TOP THAI BRAND ฯลฯ  เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออก พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นตัวเลขทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังได้ร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และอีกหลากหลายหน่วยงาน ซึ่งจะร่วมผนึกกำลังเสริมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ได้ใช้ประโยชน์จากบริการต่างๆที่จำเป็นกับการเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน ด้านกฎระเบียบในการนำเข้า-ส่งออก การจัดตั้งธุรกิจ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ฯลฯ

ด้าน นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ เปิดเผยว่า การดำเนินงานของ NEA ในปีนี้ได้ปรับบทบาทและภารกิจในการส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการหลากหลายด้าน  โดยกำหนดให้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่  ( ถ.รัชดาภิเษก ) ศูนย์ฝึกอบรมหลักพร้อมด้วยคุณสมบัติของการมี Good Location สามารถเดินทางได้สะดวกสบาย อยู่บนใจกลางเมือง และเป็นย่านที่แวดล้อมไปด้วยแหล่งธุรกิจ Good Services บริการต่างๆที่หลากหลายและตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ประกอบการ Good Activities กิจกรรมการฝึกอบรม/การสัมมนาที่เต็มไปด้วยอรรถประโยชน์ตลอดทั้งปี และ Good Programme for Entrepreneur หลักสูตรส่งเสริมการค้าในยุคดิจิทัล ที่จะได้เรียนรู้ ตลอดจนเป็นเสมือนจุดนัดพบระหว่างผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่า เจ้าหน้าที่ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ รวมถึงทีมงานมืออาชีพ ผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ ให้สามารถแบ่งปันแนวความคิดหรือทักษะในด้าน    ที่จำเป็น เพื่อให้เกิดกลยุทธ์การทำธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งมั่นใจว่า NEA รัชดาฯ จะเป็นอะคาเดมี่ที่ช่วยเติมเต็มทุกเทคนิคทางธุรกิจได้อย่างเต็มที่ ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้น และสามารถนำไปใช้ในทุกตลาดการค้า

อย่างไรก็ดี ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น จะเห็นได้ว่า NEA ได้ดำเนินกิจกรรมการอบรมและสัมมนาต่างๆ มากกว่า 150 กิจกรรม ซึ่งแต่ละกิจกรรมล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นและครอบคลุมทุกเนื้อหา ทุกกลุ่มธุรกิจ ทุกตลาดที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่  ผู้บริหาร รวมไปถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และการสร้างเครือข่ายการค้า ฯลฯ ทั้งนี้ ยังผลักดันให้ผู้ประกอบการได้มองในมุมที่กว้างขึ้น ตั้งแต่เศรษฐกิจในระดับจุลภาคไปจนถึงมหภาค เพื่อพร้อมก้าวสู่การเป็น Smart Enterprise ที่มีศักยภาพสูง และสำหรับในปี 2562 นี้ NEA ยังคงมุ่งเติมเต็มทุกความรู้ด้านดิจิทัลให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง อาทิ E-Commerce Week หลักสูตรครบเครื่องเรื่องการค้าออนไลน์ กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ในยุคดิจิทัล การค้าออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ การเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพ การพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ การส่งออกต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะผลักดันให้ผู้ประกอบการ และผู้มีความต้องการดำเนินธุรกิจใหม่เข้าร่วมกิจกรรมให้ได้มากกว่า 1 แสนราย  พร้อมตอบโจทย์กับความต้องการในตลาดโลกที่กำลังก้าวสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลได้มากขึ้น

สำหรับ กิจกรรม “DITP OPEN HOUSE 2019” ได้จัดไปเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สปาและอโรมา โดยคุณศรีริต้า เจนเซ่น ธุรกิจอาหารเสริม โดยคุณนาคร-กษมา ศิลาชัย ธุรกิจอาหารเสริม โดยดีเจเพชรจ้า ฯลฯ สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทรศัพท์ 02 507 8157 หรือ www.nea.ditp.go.th ,facebook.com/nea.ditp

 

เอ็นอีเอ ชวนร่วม “เปิดบ้าน DITP OPEN HOUSE 2019”

สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจร่วมงาน “เปิดบ้าน DITP OPEN HOUSE 2019” พบกับกิจกรรมต่างๆ อาทิ การเสวนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศและการทำตลาดออนไลน์ การจัดแสดงนิทรรศการโครงการสำหรับผู้ประกอบการในปี 2562 การให้คำปรึกษาด้านการลงทุนจากหน่วยงานพันธมิตร เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าฯ (EXIM Bank) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ (NIA) และธนาคารกรุงไทย พร้อมรับฟังประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการที่ประสบความสำเร็จทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งศิลปินดาราเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ อาทิ ดีเจเพชรจ้า , คุณเปิ้ล นาคร และคุณจูน กษมา ศิลาชัย และคุณศรีริต้า เจนเซ่น ที่ให้เกียรติมาร่วมงาน

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 9 มกราคม 2562 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (ถนนรัชดาภิเษก) ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://bit.ly/2Snpck4 หรือ https://goo.gl/forms/xhRF8MhXFtItSmUT2 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม   ได้ทางโทรศัพท์ 02-507-8157  เว็บไซต์ nea.ditp.go.th และ facebook.com/nea.ditp

ดลมณี ผู้ผลิตจากชุมชนสู่ผู้ส่งออกกระเป๋าแบรนด์ไทยชู Thaitrade.com จุดประกายความสำเร็จสู่เวทีโลก

เว็บไซต์ Thaitrade.com โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ บอกเล่าเรื่องราวแห่งความสำเร็จของ ดลมณี (Don Manee) แบรนด์กระเป๋าผ้าทอมือ เปลี่ยนแปลงสินค้าชุมชน สู่สินค้าแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์ในเวทีระดับโลก

นางสาววันดี มณีจันทร์ เจ้าของบริษัท ยูฟอเรีย เอ็มไพร์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกกระเป๋าผ้าทอ แบรนด์ดลมณี เผยว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้มาจากที่ตัวเองอาศัยอยู่ในชุมชนที่ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทอผ้า รวมถึงยังมีกลุ่มผู้พิการในชุมชนร่วมด้วย แต่สิ่งที่เห็นคือปัญหาต่างๆ ของชาวบ้านในขณะนั้น คือ ยังไม่มีช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าหลังจากที่ทอผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้เริ่มมีแนวคิดผลิตสินค้าจากผ้าทอมือ และเริ่มศึกษาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกลุ่มของผู้พิการก่อน จนสามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้างานฝีมือ โดยเน้นดีไซน์ให้มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น โดยอาศัยช่างที่มีอยู่ในชุมชนรวมตัวกัน มาผลิตผ้าทอให้เป็นกระเป๋าที่สวยงาม ภายใต้แบรนด์ “ดลมณี” (Don Manee)

ด้วยคุณภาพบวกกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมการตัดเย็บที่ประณีตทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักค่อนข้างเร็ว แต่ผลตอบรับยังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร จึงได้ปรับเปลี่ยนแผนการตลาดและวางดีไซน์สินค้าใหม่ให้รับกับเทรนด์ตลาดมากขึ้น พร้อมวางจำหน่ายทางเพจเฟสบุ๊คและตามเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Shopee, Amazon ฯลฯ รวมถึงมีหน้าร้านอยู่ที่ตึกอัมรินทร์ ชั้น 1 และชั้น 3 รวมทั้งจัดส่งสินค้าเข้าประกวดตามโครงการต่างๆ ที่ภาครัฐได้จัดขึ้น จนได้รางวัลด้านแฟชั่นและได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการรายใหม่ นิวเฟซ (New faces) ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศซึ่งเป็นที่มาของ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกบนเว็บไซต์ Thaitrade.com

“กระเป๋าผ้าทอแบรนด์ “ดลมณี” เป็นงานที่ผลิตเองจากฝีมือคนไทย ทำให้แบรนด์มีเรื่องราว และขายตัวเองมาได้โดยตลอด มีเป้าหมายบุกตลาดต่างประเทศเพื่อชูเอกลักษณ์ในความเป็นไทยให้ต่างชาติได้เห็น ซึ่งหลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกผู้ขายบนเว็บไซต์ Thaitrade.com ได้ 2 ปี ได้รับคำแนะนำจากทีมงานของกรมฯ ในการพัฒนาศักยภาพหลายด้าน ส่งผลให้มีลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากประเทศไนจีเรีย จีน และฮ่องกง ซึ่งถือว่าเว็บไซต์ Thaitrade.com สามารถจุดประกายความสำเร็จในฐานะผู้ส่งออกกระเป๋าผ้าทอ กับเอกลักษณ์ไทยที่ไม่เหมือนใครสู่เวทีโลก นอกเหนือจากการเป็นสมาชิก Thaitrade.com แล้ว แบรนด์ได้ร่วมออกบูธแสดงสินค้ากับกรมฯ และเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของเว็บไซต์ Thaitrade.com อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดได้ออกบูธร่วมกับทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในงาน Style 2018 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ” นางสาววันดี กล่าว

เว็บไซต์ Thaitrade.com โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการที่มุ่งมั่น มีสินค้าที่มีคุณภาพสู่การเป็นผู้ส่งออก เพื่อเพิ่มโอกาส การเติบโตของธุรกิจให้มากขึ้น­ โดยสมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ นอกเหนือจากโอกาสทางการค้าบน Thaitrade.com แล้ว ยังได้รับบริการการจับคู่เจรจาธุรกิจ หรือBusiness Matching เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการมองหาคู่ค้าใหม่ๆ การสนับสนุนข้อมูล ข่าวสาร บทวิเคราะห์การตลาดจากผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่องผ่าน E-Newsletter บริการ ให้คำปรึกษาเชิงลึกเพื่อให้สามารถทำการค้าผ่านสื่อออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงจัดกิจกรรมร่วมกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้าน
“e-Commerce” ระดับโลก เพื่อจะมาอัพเดทเทรนด์ธุรกิจที่กำลังมีอิทธิพลกับตลาดโลกที่น่าสนใจ และขยายโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.thaitrade.com, www.facebook.com/ThaitradeDotCom หรือ DITP Call Center 1169  โทร. 02 507 7825 หรือ e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

7 อาวุธจุดติดไฟสตาร์ทอัพให้ถึงระดับยูนิคอร์น

นาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของสตาร์ทอัพมาแรงสุดๆ เห็นได้จากการที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้เข้าไปให้การสนับสนุน ผู้ที่กำลังจะเริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพกันอย่างล้นหลามไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านองค์ความรู้ เงินทุน กิจกรรมส่งเสริม หลักสูตรต่างๆ แถมยังมีการจัดตั้งหน่วยงานที่สนับสนุนเรื่องนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของสตาร์ทอัพไทยและโลกอย่างแท้จริง

ล่าสุดสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ  NEA ได้จัด “โครงการเสวนาเพื่อผู้ประกอบการยุคใหม่ Startup Symposium : The Power of Creativity & Innovation” ขึ้น เพื่อติดอาวุธทางความคิดให้กับเหล่าสตาร์ทอัพ โดยมีเมนเทอร์ชื่อดังเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างคับคั่ง  อาทิ  บอย โกสิยพงษ์ ผู้บริหารค่ายเพลงเลิฟอีส คุณธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก รางวัล คานส์ ไลออน , Mr.David Bolliger General Partner of Intervalley Ventures (AI Human,LP) จากประเทศออสเตรเลีย Mr.Gabriele Costigan Managing Director WeXcelerate จากประเทศออสเตรีย พร้อมด้วยหน่วยงานส่งเสริมสตาร์ทอัพอีกกว่า 10 หน่วยงาน

Mr.William Malek

ภายในงานพบว่ามีหนึ่งไฮไลท์ของการเสวนาที่สำคัญ โดย มิสเตอร์วิลเลียม มาเล็ค (Mr.William Malek) กูรูด้านความคิดสร้างสรรค์ และอดีตอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาเผยถึงอาวุธลับสำคัญในการเป็นสตาร์ทอัพ ที่จะประสบความสำเร็จระดับยูนิคอร์นที่ไม่ว่าใครก็สามารถมีและทำได้ โดยมี 7 ขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่

          1. เข้าให้ถึงแก่นปัญหา

สตาร์ทอัพหลายรายไม่สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริงๆ ก็เพราะพวกเขาเข้าไม่ถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ก่อนอื่นเราต้องยอมรับก่อนว่ามันมีปัญหาอยู่จริงและตระหนักให้ได้ว่าการที่มีปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไปเพราะในทุกปัญหาก็มีโอกาสแฝงอยู่ ที่สำคัญคือทำอย่างไรเราถึงจะสามารถรวบรวมปัญหาออกมาได้ คำตอบก็คือ “การตั้งคำถาม” การเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามที่ดีจะทำให้ผู้ที่กำลังประสบปัญหาอยากจะเล่าเรื่องราว แชร์ประสบการณ์ เสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่ไม่ได้รับความไม่สะดวกสบายจากการใช้สินค้าหรือบริการในปัจจุบัน

          2. ลงพื้นที่จริง

หลังจากที่รู้ว่าปัญหาคืออะไรแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องลงพื้นที่จริงๆเพื่อที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ที่มีอุปสรรคในด้านนั้นๆจริงๆ และจากตรงนี้เราจะได้เห็นโลกในแบบกลุ่มเป้าหมายที่เราเห็น คิดหรือรู้สึกในแบบเดียวกัน จากตรงนี้จะทำให้เราสามารถระบุถึงความต้องการจริงๆ ในใจของพวกเขาออกมาได้ผ่านพฤติกรรม  ความชอบ  แรงกระตุ้น  หรือแม้กระทั่งความไม่พอใจส่วนตัว ตามคำกล่าวที่ว่า “ปัญหาของธุรกิจทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าพวกเราขาดแคลนนวัตกรรม แต่ขาดความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในส่วนหลังนี้เป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพทั่วโลกกำลังประสบปัญหาเดียวกันอยู่

          3. ระบุขอบเขตของปัญหา

อะไรคือปัญหาของที่แท้จริงลูกค้า มองปัญหาให้เหมือนที่ลูกค้ามอง เมื่อนั้นคุณจะเห็นโอกาส สังเกต วิเคราะห์ และปะติดปะต่อข้อมูล คำถาม ปัญหา หรือไอเดียต่างๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันแล้ว ระบุประเด็นปัญหาออกมาให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ทราบว่าเรากำลังทำงานไปในทิศทางเดียวกันทั้งทีม และกำลังแก้ปัญหาได้ตรงจุด

          4. ระดมไอเดียในการแก้ปัญหา

ว่ากันว่า การใช้คนให้ถูกกับประเภทของงานก็เหมือนกับทำสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง มาถึงตรงนี้ คุณต้องมีทีมงานที่ทำงานเข้าขากันเหมือนนักฟุตบอล 11 คน รับ-ส่ง บอลให้กันอย่างรู้อกรู้ใจเพื่อให้กองหน้าทำประตูคู่แข่งได้ ....คุณต้องทำการระดมทุกไอเดียในการแก้ปัญหา   “ว่ากันว่า ใน 1,000 ไอเดียจะมีแค่ 10 ไอเดียหรือแค่ 1% เท่านั้นที่เอาไปใช้ได้จริง ดังนั้นยิ่งมีไอเดียมากเท่าไร คุณก็ยิ่งจะได้ไอเดียที่สามารถนำไปใช้ได้จริงมากขึ้นเท่านั้น”

          5. จำลองต้นแบบของสินค้าหรือนวัตกรรมและทำการทดสอบ

นำเอาความคิดสร้างสรรค์ที่ได้ มาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้จริง (จะเป็นรูปแบบของแอพพลิเคชั่นหรือ ผลิตภัณฑ์จริงๆ ก็ได้)

          6. ทำซ้ำๆและเรียนรู้จากสิ่งที่ทำ

หลังจากที่ได้ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้วมาถึงขั้นตอนในการทดสอบการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ลองนำสิ่งที่คุณทำไปให้ใครสักคนที่กำลังประสบความไม่สะดวกสบายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ แอพพลิเคชั่น หรือบริการต่างๆ ทดลองใช้ แล้วขอฟีดแบ็คจากเขาเหล่านั้นว่าถ้าคุณจะทำออกมาจริงๆ มันจะเวิร์คหรือไม่ และถึงแม้มันไม่เวิร์คเลย อย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้ว่า ความล้มเหลวเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ ล้มแล้วลุกขึ้นให้ไว เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วนำไปปรับปรุง

          7. ลงมือสร้างผลิตภัณฑ์แล้วลุยตลาดจริง

เมื่อผลิตภัณฑ์พร้อม ตลาดกลุ่มเป้าหมายชัด สิ่งที่คุณต้องการในตอนนี้ก็คือโอกาส อย่าหยุดที่จะมองหาโอกาสไม่ว่าจะโอกาสในการหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ หรือ โอกาสในการขาย

นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA

นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA กล่าวว่า การจัดงาน Startup Symposium เป็นการส่งเสริมให้สตาร์ทอัพในประเทศไทยกล้าที่จะคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ เพิ่มความสามารถทางด้านการแข่งขัน พร้อมดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ อันจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยผู้ประกอบสตาร์ทอัพคุณภาพ หรือ “สตาร์ทอัพเนชั่น” ทั้งนี้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถือเป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ รวมถึงสตาร์ทอัพให้มีขีดความสามารถทัดเทียมผู้ประกอบการในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่จัดขึ้นสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและปฏิทินกิจกรรมได้ที่ nea.ditp.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์  02-7264500 หรือ Facebook.com/nea.ditp

กระทรวงพาณิชย์ผ่าขุมทรัพย์แดนจีนใต้ หวังต่อยอดผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดจีน

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ จับมือสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ และกลุ่มบางกอกโพสต์ จัดสัมมนา “ผ่าขุมทรัพย์แดนจีนใต้ รู้ก่อน รวยก่อน” หวังปูเส้นทางการค้าเจาะตลาดจีนตอนใต้ที่มีศักยภาพ โดยใช้ยุทธศาสตร์เจาะเมืองรอง อาทิ คุนหมิง ผิงเสียง ฯลฯ เปิดทางผู้ประกอบการผลไม้ไทยผ่านเส้นทางจีนตอนใต้ไปสู่ทุกมณฑลของจีนที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญตลาดจีนมาร่วมเปิดมุมมอง หาโอกาส เสริมศักยภาพ และความร่วมมือไทย-จีน พร้อมจัดทัพปรับกลยุทธ์บุกจีนตอนใต้  โดยมี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เปิดประตูสู่จีนใต้”

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานในพิธีเปิดกล่าวถึงความสำคัญของตลาดจีนตอนใต้ว่า “จีน ถือเป็นตลาดที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากจีนมีประชากรมากถึง 1,300 ล้านคน และเป็นตลาดใหญ่ในการรองรับสินค้าเกษตรของไทย กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเป้าหมายที่จะผลักดันผลไม้ของไทยเข้าสู่ทุกมณฑลของตลาดจีน เพื่อรองรับผลผลิตผลไม้ของไทยในทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นลำไย ทุเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดจีนผ่านเส้นทางจีนตอนใต้ที่เชื่อมโยงไปทุกมณฑลของจีน อาทิ เมืองคุนหมิง และเมืองผิงเสียง ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่กระทรวงพาณิชย์จะใช้เป็นกุญแจในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตผลไม้ โดยหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยใช้โอกาสที่รัฐบาลสร้างรากฐานไว้ให้ในการผลักดันสินค้าผลไม้ และสินค้าประเภทอื่นๆ ผ่านช่องทางต่างๆที่รัฐบาลได้กรุยทางและประสานความร่วมมือไว้ให้แล้ว ผ่านกลยุทธ์การทำงานที่ผลักดันการส่งออกทั้งการเจาะตลาดใหม่และรักษาตลาดเดิม โดยมุ่งขยายตลาดใหม่ที่เจาะเข้าสู่เมืองรองเพิ่มมากขึ้น และการผลักดันการทำการค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซ รวมถึงการส่งเสริมการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่นครผลไม้โลกได้อย่างยั่งยืน” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “สำหรับมูลค่าการส่งออกของประเทศไทยในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน ปี 2561 มีมูลค่า 125,811.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีน อยู่ที่ 39,428.11 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 12.33 โดยเป็นการส่งออก 14,818.74 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนำเข้า 24,609.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ ประเทศจีนกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าของทวีปเอเชีย โดยเมืองคุนหมิง ถือเป็นตลาดที่มีแนวโน้มที่ดีสำหรับสินค้าที่นำเข้าและบริการจากทั่วโลก โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาลงทุนในคุนหมิงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นตลาดค้าปลีกสำคัญอันดับหนึ่งของประเทศจีนในขณะนี้”

“สำหรับจีนตอนใต้ เมืองคุนหมิง และเมืองผิงเสียง ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สามารถเชื่อมโยงการค้ากับกลุ่มประเทศ CLMVT กับ One Belt One Road ของจีน ถือเป็นเส้นทางการค้าใหม่ที่มีศักยภาพเชื่อมเอเชียสู่ยุโรป ทำให้การส่งออกสินค้าของไทยมีช่องทางเพิ่มมากขึ้น และสามารถเจาะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ในแต่ละมณฑล ที่มีพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างกัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้วางยุทธศาสตร์การเจาะตลาดจีนด้วยการขยายตลาดเมืองรอง ซึ่งได้ดำเนินการเจาะตลาดรายมณฑลไปแล้วหลายแห่ง อาทิ มณฑลไห่หนาน มณฑลกวางตุ้ง มณฑลเจ้อเจียงมณฑลเสฉวน และนครเชี่ยงไฮ้ ฯลฯ ผ่านช่องทางการจัดงานแสดงสินค้า และการเชิญชวนผู้ประกอบการจีนเข้ามาร่วมงานแสดงสินค้าในไทย อาทิ งาน Thaifex-World of Food Asia 2018 รวมทั้ง แผนการจัดงานแสดงสินค้าในแต่ละมณฑล โดยร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่งของจีนในการนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไปบุกตลาดจีน

นอกจากนี้ ไทยและจีนยังได้มีการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน (Thailand-China Free Trade Area) ซึ่งมีส่วนทำให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ทางการค้าร่วมกับจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งออกสินค้า หรือการนำเข้าวัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมบางประเภทของไทยที่ยังต้องมีการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากประเทศจีนอยู่ โดยอาจมีการตั้งฐานการผลิตหรือโรงงานผลิตชิ้นส่วนในประเทศจีน ซึ่งตลอดเส้นทางการค้า ถือเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆที่มีศักยภาพผ่านประชากร 60 ล้านคนของไทย สู่ประชากร 250 ล้านคนของ CLMVT ไปสู่ประชากรกว่า 1,300 ล้านคนของจีนจึงถือเป็นช่องทางสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเติบโต และสามารถเข้าถึงช่องทางการค้าในตลาดจีนได้เป็นอย่างดี” นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวสรุป

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์และคณะผู้จัดงาน เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานสัมมนา ‘ผ่าขุมทรัพย์จีนตอนใต้ รู้ก่อน รวยก่อน’ จะได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ และสามารถจัดทัพปรับกลยุทธ์ก่อนบุกตลาดจีนตอนใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในประเทศจีนทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่จะมาแกะรอยเส้นทางการค้าเพื่อเจาะตลาดจีนตอนใต้ อาทิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญคลังสมองจีน-อาเซียน ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ ไทย-จีน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าเชียงราย ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้รับ และสามารถนำไปต่อยอดทางการค้าและการลงทุนไปสู่ตลาดจีนได้อย่างยั่งยืน