เดลล์ เปิดตัวนวัตกรรมพีซี และซอฟต์แวร์ เปิดประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล และง่ายดาย

Consumer Electronics Show, ลาส เวกัส

  • Latitude 7400 2-in-1 คอมเมอร์เชียล 2-in-1 จอ 14 นิ้ว ตัวเล็กที่สุดของโลก มอบการใช้งานแบตเตอรียาวนานถึง 24 ชั่วโมง เป็นพีซีเครื่องแรกที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุใกล้เคียง ด้วยเทคโนโลยี Context Sensing Technology จากอินเทล
  • XPS 13 ใหม่ที่สมบูรณ์แบบ มาพร้อมนวัตกรรมเว็บแคม HD ที่ติดตั้งอยู่ขอบจอด้านบน และจอแสดงผลแบบ InfinityEdge และสีใหม่ frost color
  • Inspiron 7000 2-in-1 ใหม่ Black Edition เปิดตัวพร้อมปากกาแม่เหล็กขนาด full size เป็นครั้งแรก ที่สามารถสอดเก็บไว้ที่ช่องเก็บตรงบานพับ เพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมใช้งานเสมอ
  • Dell Cinema อัพเดตใหม่ ที่ให้คุณภาพของภาพที่เจิดจรัสชัดเจนเป็นพิเศษด้วย Dolby Vision พร้อมยกระดับประสิทธิภาพระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา ด้วย Waves MaxxAudio NX ที่จะสร้างประสบการณ์การชมภาพยนตร์ได้อย่างดื่มด่ำสมจริง
  • Dell Mobile Connect ในรุ่นเน็กซ์เจน ผสานระบบไร้สายของพีซี-สมาร์ทโฟน สามารถลากและวางไฟล์ได้ในทันที สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้แอนดรอยด์ และให้ความสามารถในการทำงานร่วมกับ VR ในอนาคต

เดลล์ สร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างมุ่งมั่นมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี พร้อมกับเปิดตัวผลิตภัณฑ์และซอฟต์แวร์ที่ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ตลอดสายผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลมากมายไม่ว่าจะเป็น Latitude, XPS และ Inspiron

“งาน CES เป็นงานแสดงที่จัดขึ้นเป็นงานแรกของปี และเดือนมกราคม มักเป็นการย้ำให้เห็นถึงปณิธานที่ยิ่งใหญ่ เพราะเดลล์จะเข้าร่วมงาน CES พร้อมนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่มขุมพลังอำนาจให้ผู้คนสามารถเติมเต็มศักยภาพสูงสุด อีกทั้งมอบอุปกรณ์และประสบการณ์ที่ช่วยขับเคลื่อนการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างลื่นไหล ด้วยความรื่นรมย์มากยิ่งขึ้น”

Latitude 7400 2-in-1 ใหม่แกะกล่อง ที่จะเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้พีซี

ปัจจุบัน ผู้ใช้เริ่มเรียกร้องสิ่งที่ทันสมัยและอำนวยความสะดวกได้มากยิ่งขึ้นจากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการพกพาได้อย่างสะดวก ความสามารถด้านการเชื่อมต่อที่รวดเร็วโดยที่ไม่ต้องสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่อง และ การดีไซน์ที่ดูสวยงามที่มาพร้อมประสิทธภาพการทำงานที่ดีเยี่ยม เดลล์เปิดตัว Latitude 7400 2-in-1 ใหม่ ที่สามารถมอบทุกสิ่งที่กล่าวมาให้กับผู้ใช้ ด้วยตัวเครื่องที่ทำงานได้เสมือนมีสัมผัสที่ 6 ให้ความสามารถในการเตรียมความพร้อมเพื่อการใช้งานได้ทันทีก่อนที่ผู้ใช้จะสัมผัสตัวเครื่อง โดยเป็นพีซีตัวแรกของโลกที่มีเซ็นเซอร์ในการตรวจจับวัตถุที่อยู่ใกล้ (proximity sensor) ด้วยศักยภาพเทคโนโลยี Context Sensing Technology จากอินเทล โดย 2-in-1 เครื่องนี้ยังมาพร้อมคุณสมบัติ ExpressSign-in ซึ่งเมื่อตรวจจับเจอผู้ใช้งาน ก็จะดำเนินการปลุกระบบเอง พร้อมทั้งทำการสแกนใบหน้าทันทีเพื่อล็อก-อินเข้าสู่ Windows Hello  แม้กระทั่งผู้ใช้เดินออกไปเพื่อพักการใช้งาน เครื่องก็จะจำได้ว่าออกไปเมื่อไหร่และทำการล็อกตัวเองเพื่อสำรองแบตเตอรี พร้อมทั้งรักษาความปลอดภัย

Latitude 7400 2-in-1 ได้รับรางวัลนวัตกรรมจาก CES 2019 เป็นเครื่องคอมเมอร์เชียล 2-in-1 ขนาด 14 นิ้ว ที่เล็กที่สุดของโลก ด้วยบานพับที่เป็นแบบ variable-torque จึงทำให้เปิดได้ง่าย

แม้เครื่องจะมีขนาดเล็กลง วิศวกรของเดลล์ยังคงยืนหยัดในการรักษาประสิทธิภาพและความสามารถอันโดดเด่นของเครื่อง  ทั้งอายุในการการใช้งานของแบตเตอรี ความสามารถในการเชื่อมต่อ รวมไปจนถึงพอร์ต หรือฟีเจอร์ไอทีอื่นๆ ที่ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของตัวเครื่องได้อย่างเต็มที่ และในความเป็นจริง จากการทดสอบตัวเครื่องในเบื้องต้นคาดว่า เครื่องLatitude จะให้อายุการใช้งานแบตเตอรีที่ยาวนานที่สุดของเครื่องในระดับเดียวกัน โดยมีการตั้งเป้าว่าภายในการชาร์จเพียงครั้งเดียว เครื่องจะสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ExpressCharge ของเดลล์ ยังช่วยให้สามารถชาร์จแบตเตอรีได้มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาแค่เพียงชั่วโมงเดียว

XPX 13 ใหม่ มาพร้อมเว็บแคมติดตั้งอยู่บนขอบจอด้านบน พร้อมเปิดตัวสีใหม่เป็นทางเลือก

เดลล์ปรับเครื่อง XPS 13 ขนาด 13 นิ้ว รูปทรงเพรียวบางที่ชนะเลิศรางวัลต่างๆ ให้มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ด้วยนวัตกรรมเว็บแคมใหม่ที่ขอบจอด้านบน เพื่อมอบประสบการณ์ในการใช้กล้องวิดีโอได้ดียิ่งขึ้น และมาพร้อมทางเลือกสีใหม่ คือ frost color หรือสีฟ้าประกายเกร็ดหิมะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ ได้รับรางวัลนวัตกรรมจาก CES 2019 และเป็นผลิตภัณฑ์ของเดลล์ที่ได้รับรางวัลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งนี้ XPS 13 เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของทั้งบรรดามืออาชีพและผู้บริโภคในขณะเดียวกัน  ด้วยความบางเพียงแค่ 2.25 มม. เว็บแคม HD ตัวเล็กที่สุดของเดลล์ จึงช่วยให้ XPS คงความเป็นจอแสดงผล InfinityEdge ที่กำหนดเทรนด์ไว้ได้ อีกทั้งย้ายกล้องไปอยู่ส่วนบนของจอเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้กล้องวิดีโอได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ XPS13 ยังเป็นโน้ตบุ๊คตัวแรกในสายผลิตภัณฑ์ของเดลล์ ที่รองรับ Dolby Vision ® อีกด้วย

 

Dolby Vision จะเปลี่ยนประสบการณ์ความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบด้วยคุณภาพความเจิดจรัสชัดเจนของภาพเป็นพิเศษ ให้ความสว่างอย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงการตัดกันของสี (contrast) ที่ชัดเจน พร้อมสีสันที่ขับให้ความบันเทิงโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวา เมื่อเปรียบเทียบกับภาพมาตรฐาน Dolby Vision สามารถดึงสีสันออกมาได้อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ขับความสว่างเพิ่มขึ้นถึง 40 เท่า และความดำที่เข้มขึ้นถึง 10 เท่า ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นความปราณีต ให้ภาพเสมือนจริง ที่จะทำให้คุณลืมไปเลยว่ากำลังมองภาพจากจออยู่

และในตอนนี้ ยังให้ขุมพลังที่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาด้วยโปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุด quad-core 8th Gen Intel ® Core™ ส่งให้ XPS 13 ยังคงเป็นแล็ปท็อปที่ทรงพลังที่สุดในรุ่นเดียวกัน ทั้งนี้ XPS 13 ยังตกแต่งภายในด้วยการถักทอด้วยไฟเบอร์ใยแก้วสีขาวอาร์กติกที่ให้ความสว่างยิ่งขึ้น มาพร้อมทางเลือกสีใหม่ของตัวเครื่องด้านนอกคือสีฟ้าเกร็ดหิมะ (frost) เพิ่มจากสีที่มีอยู่เดิมคือเวอร์ชันที่เป็นสีโรสโกลด์อันตื่นตาและสีขาว รวมถึงสีดำ และสีซิลเวอร์

Inspiron 7000 2-in-1 ปรับปรุงการออกแบบด้านฟังก์ชันการใช้งาน ด้วยปากกาขนาด full-size ที่สามารถสอดเก็บไว้ในบานพับได้

ทั้งอุปกรณ์ Inspiron 7000 2-in-1 รุ่น 13 นิ้วและ 15 นิ้ว ล้วนมาพร้อมโปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุดคือ Intel ® Core™ รุ่นที่ 8 และการออกแบบที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ด้วยตัวเครื่องอลูมิเนียม พร้อมขอบจอที่แคบลงและใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ diamond-cut finish บนขอบ click pad  และเป็นครั้งแรกที่มีช่องเก็บปากกาอยู่ตรงบานพับจอ สำหรับ Active Pen ขนาด full-size ที่สามารถหยิบใช้งานได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นงานประเภทใดก็ตาม  ด้วยการออกแบบโดยคำนึงถึงรูปทรงและฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลัก ทำให้คีย์บอร์ดแบบใหม่ มาพร้อมปุ่มพาวเวอร์ใหม่ ที่รวมตัวอ่านลายนิ้วมืออยู่ในปุ่มเดียวกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของคีย์บอร์ด การออกแบบดังกล่าวทำให้สามารถเพิ่มแป้นคีย์ตัวเลข หรือ number pad อยู่ในเครื่อง 2-in-1 ขนาด 15 นิ้วที่มีขอบบางได้เป็นครั้งแรกสำหรับเดลล์

Inspiron 7000 2-in-1 ใหม่นี้ยังให้เทคโนโลยี Adaptive Thermal ที่ช่วยให้ระบบสามารถปรับ performance profile ตามวิธีที่ลูกค้าถือเครื่อง ซึ่งอุปกรณ์จะเปลี่ยนโปรไฟล์ด้านพลังงาน (power profiles) เพื่อลดความร้อนเครื่องในเวลาดูหนังโดยวางเครื่องไว้บนตัก และปรับการใช้พลังงานกลับมาเต็มประสิทธิภาพเมื่อวางเครื่องบนโต๊ะเพื่อทำงาน

Dell Cinema ยกระดับเหนือชั้นขึ้นไปอีกด้วยการอัพเดต CinemaColor, CinemaSound และ CinemaStream

พีซีใหม่เหล่านี้ ไม่ได้ให้แค่ประสิทธิภาพการทำงานระหว่างการเดินทางแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้สีสันที่เจิดจรัส และความคมชัดของเสียง รวมถึงให้ความสำคัญเรื่องการสตรีมมิ่งเนื้อหา ที่ถือเป็นมาตรฐานของ XPS ใหม่ และ Inspiron ในบางรุ่น นับเป็นความสมบูรณ์แบบสำหรับการรับชมภาพยนตร์ล่าสุด Dell Cinema ให้ประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์บนพีซีได้อย่างดื่มด่ำสมจริง และยังคงพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าด้านฟีเจอร์ใหม่ และการอัพเดตใหม่อย่างต่อเนื่อง

รื่นรมย์ไปกับความละเอียดของสีที่มากขึ้น ลึกขึ้นด้วย CinemaColor 2.0 ซึ่งต่อยอดความเหนือชั้นยิ่งขึ้นไปอีกด้วย Dolby Dolby Vision™ ทั้งระดับของเสียง เบส และสัญญาณเสียงบทพูด (dialogue) ยังได้รับการต่อยอดด้วย CinemaSound 2.0 ซึ่ง Sound Optimization ในเครื่อง 2-in-1 ของเดลล์ จะทำการปรับภาพให้มีความเหมาะสมโดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการชม ไม่ว่าตัวอุปกรณ์จะอยู่ตำแหน่งใดก็ตาม ซึ่ง Waves MaxxAudio NX จะติดตามการเคลื่อนไหวของศรีษะผ่านเว็บแคมของอุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเสียงของหูฟัง headphone ให้เป็น 360 องศา ทำให้เสียงสัมพันธ์กับตำแหน่งของผู้ใช้

นอกจากนี้ CinemaStream 2.0 ยังยกระดับประสบการณ์การทำวิดีโอ สตรีมมิ่ง ที่รวดเร็วขึ้น โดยบัฟเฟอร์น้อยลง 10 เท่า และปรับปรุงคุณภาพวิดีโอให้ดีขึ้นถึง 6 เท่า โดยจะทำการตรวจจับ และให้ความสำคัญกับทราฟฟิกเครือข่ายที่สำคัญต่อธุรกิจมากที่สุด เพื่อขยายแบนด์วิดธ์ช่องสัญญาณสูงสุดสำหรับการทำสตรีมมิ่ง และแชทผ่านวิดีโอเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น ไม่ตะกุกตะกัก

ผสานการทำงานของพีซี และสมาร์ทโฟนได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย Dell Mobile Connect

ตั้งแต่ได้มีการเปิดตัวในงาน CES 2018  Dell Mobile Connect ก็ได้รองรับการโทรและการส่งข้อความถึง 30 ล้านครั้ง ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องแยกการใช้งานระหว่างพีซี และสมาร์ทโฟน  โดยเดลล์ได้ต่อยอดการนำเสนอด้วยฟังก์ชั่นเสริมโดยให้ความสามารถในการย้ายไฟล์ผ่านระบบไร้สายได้ ช่วยให้ผู้ใช้แอนดรอยด์สามารถลากและวางรูปรวมถึงไฟล์อื่นจากโทรศัพท์ไปที่เครื่องพีซี และอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ เดลล์ ยังเปิดตัวความสามารถล้ำหน้าแห่งอนาคตในการผนวกประสบการณ์ VR เข้ากับการใช้สมาร์ทโฟน ช่วยให้เกมเมอร์ VR ได้รับการแจ้งเตือน รวมถึงโทรเข้าออกและตอบข้อความได้ ซึ่งผู้ใช้แอนดรอยด์ยังสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันโมบายด้วยการดึงโมเดล 3D แบบเสมือนจริงของโทรศัพท์มาใช้งานได้โดยการสัมผัสประสบการณ์ VR ได้จากมือถือ

เดลล์เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค 15 นิ้วพร้อมจอดิสเพลย์ OLED ขนาด 240Hz

เดลล์เชื่อมั่นใน OLED พร้อมก้าวนำการเปลี่ยนแปลงในตลาดจอ OLED สำหรับโน๊ตบุ๊ค เดลล์คือผู้นำทางเทคโนโลยีรายแรกที่นำเสนอจอ OLED ขนาด 13 นิ้วบนเครื่องเกมมิ่ง โน๊ตบุ๊ค และนำความสำเร็จนั้นมาต่อยอดสู่จอขนาด 15 นิ้วในเครื่องโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมเพื่อให้ contrast ratio การแสดงผลของสี พร้อมเวลาในการตอบสนองที่เร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมให้กับผู้ใช้ในการเล่นเกมส์ ทั้งนี้ เครื่อง Dell XPS 15 เครื่อง Alienware m15 และเครื่อง Dell G7 15 จะมาพร้อม OLED และ HDR DCI-P3 color gamut และอัตราส่วน 100,000:1 Contrast Ratio เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2019 เป็นต้นไป และในเดือนเดียวกัน โน๊ตบุ๊ค Alienware m15 ยังมาพร้อมจอระดับ 240Hz อีกด้วย

2019 นำพารางวัลมากมายมาให้กับผลิตภัณฑ์เดลล์ รวมถึงความริเริ่มในการสร้างความยั่งยืน

ในสัปดาห์นี้ เดลล์ ได้มีการเฉลิมฉลอง การชนะเลิศรับรางวัลด้านนวัตกรรมจาก CES 2019 ถึง 9 รางวัลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในสายผลิตภัณฑ์ Alienware, Dell Precision, XPS, Latitude รวมถึงสายผลิตภัณฑ์ด้านเกมมิ่งและจอดิสเพลย์ โดยบริษัทฯ ยังได้รับ 2 รางวัลจากองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ EPA (U.S. Environmental Protection Agency) สำหรับความริเริ่มในการนำทองกลับมารีไซเคิลและหมุนเวียนเพื่อใช้ใหม่ในผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันเดลล์ได้บรรลุเป้าหมายไปเรียบร้อยแล้วในเรื่องของการนำอิเล็คทรอนิกส์ที่ใช้แล้วจำนวน 2,000 ล้านปอนด์กลับมาใช้ใหม่ ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมุ่งเป้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการนำวัตถุดิบรีไซเคิลในปริมาณ 100 ล้านปอนด์กลับมาใช้ในผลิตภัณฑ์ของเดลล์ให้ทันวัน Earth Day ในเดือนเมษายน 2019 นี้เช่นกัน

ความพร้อมในการวางจำหน่าย

  • Dell XPS 13 ใหม่จะพร้อมวางจำหน่ายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ com, Microsoft.com และมีวางจำหน่ายในจำนวนจำกัด ณ ร้านค้าของ Microsoft เฉพาะบางสาขา
  • Dell Latitude 7400 2-in-1 จะพร้อมวางจำหน่ายในช่วงกลางปีนี้
  • Dell Inspiron 7000 2-in-1 จะพร้อมวางจำหน่ายในช่วงกลางปีนี้
  • Dell Cinema ที่มาพร้อมฟีเจอร์ล้ำหน้า จะมีอยู่ใน XPS 13 ใหม่ และในแล็ปท็อป Inspiron บางรุ่น
  • Dell Mobile Connect จะมีในอุปกรณ์ Windows 10 XPS สำหรับคอนซูเมอร์รุ่นใหม่ทั้งหมด รวมถึงใน Vostro, Alienware และ Dell G Series โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม รวมถึงสามารถทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนทั้งในรุ่นที่ใช้แอนดรอยด์ และ iOS

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  • เช็คข้อมูลเวบข่าว Dell CES 2019 เพื่อข้อมูลผลิตภัณฑ์ในเชิงลึกพร้อมรูป ข่าวประชาสัมพันธ์ และอื่นๆ ได้ที่ https://blog.dell.com/en-us/dell-news-ces-2019/
  • รับชมงานแถลงข่าว Dell’s CES 2019 ย้อนหลังได้ ที่นี่
  • เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเดลล์ Latitude 7400 2-in-1 ได้ที่นี่
  • ติดตามเดลล์ ผ่านทาง Twitter Facebook YouTube และ LinkedIn
  • รับทราบข่าวสารล่าสุดบนทวิตเตอร์ได้จาก @Dell

 เดลล์

ด้วยรางวัลที่ได้รับทั้งในส่วนของเดสค์ท็อป แล็ปท็อป เครื่องแบบ 2-in-1 และเครื่องธินไคลอันท์ เครื่องเวิร์คสเตชันที่ทรงพลัง และดีไวซ์ที่แข็งแกร่งทนทาน (rugged) ที่ผลิตขึ้นเพื่อสภาพการทำงานที่พิเศษโดยเฉพาะ ตลอดจนถึงจอมอนิเตอร์ โซลูชันเพื่อการรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ปลายทาง และการบริการ เดลล์นำเสนอสิ่งที่คนทำงาน (workforce) ในปัจจุบันต้องการใช้ทั้งในการเชื่อมต่อ ในการผลิต และทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัยจากทุกที่ในทุกเวลา ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ เดลล์ให้บริการลูกค้าตั้งแต่กลุ่มคอนซูเมอร์ไปจนถึงองค์กรธุรกิจทุกขนาดใน 180 ประเทศ

เทรนด์ไมโครออกรายงานทำนายสถานการณ์ด้านความปลอดภัยประจำปี 2019

เคยสงสัยกันไหมว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้ การคาดการณ์เรื่องความปลอดภัยในอนาคตนั้นดีเพียงพอที่จะให้ความสนใจ

ทุก ๆ ปี เทรนด์ไมโครจะทำรายงานประจำปีในชื่อ Security Predictions Report ซึ่งการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยที่ใกล้เคียงความเป็นจริงนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยาก ทั้งบริษัทและผู้ใช้ระดับคอนซูเมอร์ทั้งหลายจึงจำเป็นต้องพิจารณาว่า คำแนะนำด้านความปลอดภัยไหนบ้างที่ควรนำมาประยุกต์ใช้ อย่างไรก็ดี เทรนด์ไมโครมองว่าการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยที่ดีนั้นประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลักด้วยกัน ได้แก่

  1. การคาดการณ์ใด ๆ ก็ตาม ควรระบุข้อมูลที่ผู้ใช้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
  2. การคาดการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว หรือน่าจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ไม่มีประโยชน์ แม้คำแนะนำบางอย่างจะสามารถนำไปวางแผนจัดการตามกำหนดเวลา เช่น ภายใน 1 – 2 ปีได้ แต่ถ้าบอกให้ทราบกะทันหันเกินไป ก็ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถจัดการบางอย่างได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงทีได้เช่นกัน โดยเฉพาะถ้าจำเป็นต้องมีการลงทุนจัดซื้อ หรือเปลี่ยนแปลงในระดับสถาปัตยกรรม
  3. ยิ่งมีความน่าจะเป็นมากเท่าไร ยิ่งมีผลต่อความสามารถในการจัดการรับมือมากเท่านั้น ดังนั้น การคาดการณ์ที่มีความน่าจะเป็นเพียง 1% จึงไม่มีประโยชน์ ส่วนการคาดการณ์ที่มีความน่าจะเป็น 100% จะมีประโยชน์ต่อเมื่อมีผลกระทบต่อการดำเนินงาน รวมทั้งต้องพิจารณาด้วยว่าการคาดการณ์ที่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นแน่นอนนั้น จะยังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอีกหรือไม่ด้วย
  4. ต้องอยู่บนรากฐานของข้อเท็จจริง โดยมีสูตรสำเร็จของการคาดการณ์อยู่ที่ข้อมูลหนึ่งส่วน และการวิเคราะห์สองส่วน จำเป็นที่ต้องมีการวิเคราะห์ควบคู่กับข้อมูลเสมอเพื่อให้การคาดการณ์ด้านความปลอดภัยมีความหมาย การคาดการณ์นั้นไม่ใช่แค่การคำนวณทางสถิติ และแค่เรื่องของสถิตินั้นก็เป็นแค่ข้อมูลดิบ ไม่ใช่ข้อมูลที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างไรก็ดี การทำนายนั้นควรมาจากการวิเคราะห์ที่มีรากฐานจากการเฝ้าสังเกตสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง แม้จะเป็นข้อมูลที่ไม่ได้เป็นตัวแทนกลุ่มตัวอย่างชัดเจน โดยต้องวิเคราะห์หาเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น และเป็นข้อมูลที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ ซึ่งเทรนด์ไมโครได้เปรียบ ตรงที่เป็นบริษัทด้านความปลอดภัยขนาดใหญ่ที่มีที่ตั้งกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก และจากการอยู่เบื้องหลังการค้นพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยหรือ CVE จำนวนมากจนถือเป็นองค์กรที่มีข้อมูลเรื่องอันตรายทางไซเบอร์มากที่สุดในโลกในปีนี้ จึงมีแหล่งข้อมูลสำคัญมากพอที่จะคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

รายงานการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยประจำปี 2019

การคาดการณ์เรื่องสถานการณ์ความปลอดภัยประจำปีนี้ ครอบคลุมหลายบริเวณตั้งแต่คลาวด์, คอนซูเมอร์, การมีส่วนร่วมของพลเมืองทางดิจิตอล, วงการผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัย, โรงงานอุตสาหกรรมและกลุ่ม SCADA, โครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์, และระบบบ้านอัจฉริยะ โดยมีการคาดการณ์เหตุการณ์ที่สำคัญมากอย่างการโจมตีแบบหลอกลวงด้วยอีเมล์ทางธุรกิจหรือ BEC และการที่เป้าหมายในการโจมตีเริ่มหันไปหาบุคคลในตำแหน่งถัดลงมาตามแผนผังโครงสร้างองค์กร อันเนื่องมาจากเหล่าอาชญากรไซเบอร์เริ่มพบความลำบากในการใช้เทคนิค BEC รูปแบบเดิม เพราะเหล่าผู้บริหารต่างตื่นตัวและออกมาป้องกันตัวเองจากการโจมตีลักษณะดังกล่าวมากขึ้น ตัวอย่างของระบบความปลอดภัยที่ป้องกัน BEC นั้นได้แก่ การใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการเขียนเมล์ของผู้บริหารที่จำเพาะ อย่างเช่น ระบบ Writing Style DNA ของเทรนด์ไมโคร

การคาดการณ์เหล่านี้ค่อนข้างนำไปใช้ได้จริง ด้วยทูลและเทคนิคต่างๆ ที่เสนอในรายงานนี้ ให้กลุ่มผู้บริหารสามารถนำไปใช้พิจารณาในการเลือกลงทุน หรือติดตั้งตามความเหมาะสมและลำดับความสำคัญขององค์กรตนเอง

ทั้งนี้ เทรนด์ไมโครยินดีอย่างยิ่งที่จะรับฟังความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับรายงานฉบับนี้ เนื่องจากประโยชน์ที่ผู้อ่านได้รับก็ถือเป็นประโยชน์ที่มีผลต่อการพัฒนาของเทรนด์ไมโครด้วยเช่นกัน

รายงานพิเศษ : Mapping the Future:Dealing With Pervasive and Persistent Threats  เทรนด์ไมโคร คาดการณ์ภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 ซึ่งจะมีการคุกคามและโจมตีต่อเนื่องเข้มข้นกว่าเดิม

การคาดการณ์ด้านความปลอดภัยประจำปี 2019 ของเทรนด์ไมโคร มาจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทั้งในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้, เทรนด์ของตลาด, และผลกระทบของอันตรายในวงกว้าง ซึ่งมีการแบ่งประเภทตามบริเวณหลักที่ได้รับผลกระทบไว้ดังต่อไปนี้

  1. กลุ่มผู้ใช้ระดับคอนซูเมอร์การโจมตีในลักษณะหลอกลวงทางจิตวิทยาผ่านอีเมล์และข้อความต่างๆ จะเข้ามาแทนที่การโจมตีระบบผ่านช่องโหว่แบบตรงๆ ในอดีต เรียกว่าการโจมตีที่เน้นการหลอกลวงหรือฟิชชิ่งจะเพิ่มขึ้นในปี 2019 อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปัจจุบันซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ (OS) ที่มีการใช้งานในตลาดนั้นมีความหลากหลายมาก จนถือได้ว่าไม่มีโอเอสใดเลยที่ครองส่วนแบ่งตลาดเกินครึ่ง (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีก่อน) ดังนั้น อาชญากรไซเบอร์จึงปรับตัวจากการเน้นโจมตีช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการตัวใดตัวหนึ่ง มาเจาะตัวคนผู้ใช้ที่มักมีช่องโหว่ทางอารมณ์เหมือนๆ กันแทน ทำให้มีแนวโน้มการโจมตีแบบฟิชชิ่งมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเห็นได้จากปริมาณ URL ของเว็บที่เกี่ยวกับการหลอกลวงดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ชุดโค้ดสำหรับใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบต่างๆ กลับพบการพัฒนาน้อยลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

  2. กลุ่มผู้ใช้ระดับองค์กรความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากการเปิดให้พนักงานทำงานจากบ้านหรือระยะไกลนั้น กำลังคุกคามองค์กรเหมือนกับสมัยที่ BYOD ได้รับความนิยมใหม่ๆ โดยพนักงานที่ทำงานแบบเชื่อมต่อผ่านเน็ตจากบ้านนั้น จะเป็นการเปิดจุดเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อันเป็นที่มาของเทรนด์สองประการได้แก่ ความท้าทายในการจัดการการทำงานภายนอกสำนักงาน ที่องค์กรจะต้องพยายามรักษาความสามารถในการมองเห็นการเคลื่อนไหวของข้อมูลบริษัท ไม่ว่าพนักงานจะเข้าถึงผ่านแอพบนคลาวด์ หรือซอฟต์แวร์ประสานงานทั้งโปรแกรมแชท, ประชุมผ่านวิดีโอ, และการแชร์ไฟล์จากบ้าน และประการที่สองได้แก่การนำอุปกรณ์อัจฉริยะมาใช้ในบ้านมากขึ้น จนทำให้พนักงานมองว่าถ้านำมาใช้กับการทำงานด้วยก็จะยิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นเช่นกัน จนนำไปสู่สภาพแวดล้อมการทำงานที่มีส่วนผสมของอุปกรณ์ที่หลากหลาย

  3. หน่วยงานภาครัฐยังคงต้องคอยรับมือกับการแพร่กระจายของข่าวหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระหว่างที่มีแรงกดดันจากการเลือกตั้งต่าง ๆ เมื่อมองย้อนไปถึงบทบาทที่มีอิทธิพลอย่างมากของสังคมออนไลน์ต่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะการแพร่กระจายข่าวเท็จนั้น เป็นการสร้างความท้าทายต่อการจัดการการเลือกตั้งของประเทศอื่น ๆ ในอนาคตเป็นอย่างมาก ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้ข่าวหลอกลวงนั้นมีผลกระทบมากและต่อเนื่อง เช่น แรงจูงใจ, เครื่องมือที่นำมาใช้ได้, และความสามารถในการเข้าถึงแต่ละแพลตฟอร์ม ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลได้แสดงความพยายามในการควบคุมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมากมาย แต่ก็ถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะสามารถปิดกั้นการกระจายข่าวเท็จบนเน็ตได้อย่างทันท่วงที
  1. วงการผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยอาชญากรไซเบอร์จะใช้เทคนิคที่หลากหลายในการแฝงและฝังตัวเอง เพื่อที่จะต่อกรกับเทคโนโลยีที่ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการนำแมชชีนเลิร์นนิ่งมาใช้ป้องกันอันตรายทางไซเบอร์ เรียกว่าเหล่าผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามจะหาเทคนิคที่แพรวพราวเพื่อรับมือหรือ “ปรับตัว” เข้ากับรูปแบบของระบบความปลอดภัยใหม่ด้วยเช่นกัน โดยมีการมองหารูปแบบการใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบของระบบต่าง ๆ แบบที่คนทั่วไปคาดไม่ถึง ยึดแนวการ “คิดนอกกรอบ” เป็นเทรนด์ใหม่ที่สร้างความท้าทายในกลุ่มแฮ็กเกอร์ ทำนองว่าใครคิดวิธีแหกคอกได้จะได้รับการยกย่องให้เป็นเทพ พร้อมมีการเรียบเรียงเทคนิควิธีแฮ็กดังกล่าวเป็นเอกสารที่เข้าใจง่าย และแบ่งปันกันในวงการมืดอย่างรวดเร็วตัวอย่างเช่น การใช้ประโยชน์จากไฟล์สกุลที่คนทั่วไปมองข้ามอย่าง.URL, .IQY, .PUB, .ISO, และ .WIZ, การลดการพึ่งพาไฟล์ Executable หันมาใช้ลักษณะ “ไร้ไฟล์” หรือ Fileless ไปจนถึงสคริปต์ Powershell และมาโคร, มัลแวร์ที่มีการลงลายเซ็นแบบดิจิตอลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เป็นต้น

  2. ระบบควบคุมในโรงงานอุตสาหกรรมการโจมตีระบบ ICS ตามโรงงานอุตสาหกรรมจริงในวงกว้างนั้นจะกลายเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากขึ้น เนื่องจากหลายประเทศที่มีการพัฒนาความสามารถทางด้านไซเบอร์ มีแนวโน้มจะสนับสนุนหรืออยู่เบื้องหลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศเล็ก ๆ ประเทศอื่น ไม่ว่าจะเพื่อความได้เปรียบทางด้านการเมืองหรือการทหาร หรือแม้แต่แค่ทดสอบความสามารถของตนเองกับประเทศที่ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะต่อต้านการโจมตีเหล่านี้ได้ หรือแม้แต่ด้วยแรงจูงใจอื่น ๆ ที่คาดไม่ถึงไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างประปา, ไฟฟ้า, หรือแม้แต่ระบบควบคุมทางอุตสาหกรรมหรือ ICS ที่ใช้กันในโรงงานผู้ผลิตต่าง ๆ ซึ่งช่องโหว่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้รับความสนใจมากขึ้น เห็นได้จากการที่ทาง EU NIS Directive ออกกฎหมายเพิ่มเติมให้ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ปฏิบัติตาม เพราะการโจมตีระบบ ICS ที่สำเร็จ ย่อมส่งผลตั้งแต่การปิดทำการของผู้ให้บริการ, สร้างความเสียหายแก่อุปกรณ์และเครื่องจักร, สร้างความเสียหายทางการเงินทางอ้อม, และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยและสุขภาพของพลเมือง

  3. โครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์จะมีการค้นพบช่องโหว่บนซอฟต์แวร์เกี่ยวกับคลาวด์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Docker, โปรแกรมด้านคอนเทนเนอร์, หรือตัว Kubernetes เอง, หรือแม้แต่ระบบที่ดูแลคอนเทนเนอร์อยู่เบื้องหลัง ที่มีการนำมาใช้ติดตั้งบนระบบคลาวด์อย่างแพร่หลาย ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการค้นพบช่องโหว่บน Kubernetes จำนวนหนึ่ง และเริ่มจะพบปัญหาด้านความปลอดภัย “ระดับวิกฤติ” ในช่วงก่อนสิ้นปี นอกจากนี้ทาง Kromtech ยังพบอิมเมจ Docker มากกว่าหลายสิบรายการที่ถูกดาวน์โหลดสู่สาธารณะมากถึง 5 ล้านครั้งในช่วงปีที่ผ่านมาก่อนที่เจ้าของจะรู้ตัวแล้วดึงออก ยิ่งมีองค์กรย้ายระบบของตัวเองขึ้นไปอยู่บนคลาวด์มากเท่าไร เราก็จะยิ่งเห็นการค้นพบช่องโหว่บนโครงสร้างพื้นฐานของคลาวด์มากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในกลุ่มสังคมผู้พัฒนาโอเพ่นซอร์สที่มองหาประโยชน์จากการเจาะดูซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวกับคลาวด์
  1. ระบบสมาร์ทโฮมอาชญากรไซเบอร์จะแย่งกันเข้ามาเจาะระบบ IoT จนได้ชื่อว่าเป็น “สงครามฝังซอมบี้” โดยเราท์เตอร์จะยังเป็นเหยื่ออันโอชะของผู้โจมตี ที่จ้องเข้ามาควบคุมอุปกรณ์เชื่อมต่อจำนวนมากด้านหลังเราท์เตอร์ ซึ่งจะดุเดือดนองเลือดเหมือนเทศกาลแร้งรุมทึ้งผู้ใช้ระบบควบคุมบ้านอัจฉริยะในช่วงต้นทศวรรษ 2000 นี้ตัวอย่างเช่น การโจมตีผ่านเราท์เตอร์ที่เข้าถึงอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน หรือการโจมตีที่เจาะจงเล่นงาน IoT นั้น มักใช้ซอร์ทโค้ดเดียวกันกับตัวมัลแวร์ Mirai หรือมัลแวร์ที่มีพฤติกรรมคล้ายกัน ซึ่งมีการสแกนอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติเพื่อค้นหาอุปกรณ์เหยื่อที่เข้าโจมตีได้ และเนื่องจากจำนวนอุปกรณ์ที่จะฝังซอมบี้นั้นมีจำนวนจำกัด และโค้ดมัลแวร์ที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้ให้เป็นเครื่องมือในการโจมตีแบบ Denial of Service (DDoS) ก็หน้าตาเหมือน ๆ กันอาชญากรไซเบอร์ทั้งหลายจึงพยายามเขียนโค้ดเพิ่มเติม เพื่อปิดกั้นแฮ็กเกอร์รายอื่นไม่ให้มาใช้วิธีเดียวกันในการติดเชื้ออุปกรณ์

สำหรับรายงานฉบับเต็มสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่  https://documents.trendmicro.com/assets/rpt/rpt-mapping-the-future.pdf

 

____________________

 

2019 Security Predictions Report Released

8 January 2019, Each year Trend Micro releases its annual Security Predictions Report. Good security predictions are very difficult to develop, and companies and consumers need to be selective about the security advice they take. What makes a good security prediction? Four key aspects:

  1. It is the prime directive that any forecast must have information that you can take action on.
  2. Something that already happened or will not happen anytime soon is not helpful. Whereas some action you can take within a timely manner, usually 1 to 2 years is within a timespan of utility. However, if it is too short notice, you cannot take major action either, especially if it requires any procurement or architecture changes. If it is too far into the future not only will it be of low impact and actionability, but the margin of error increases over time: Technology and threat changes move too widely for any security predictions based to remain likely over the long term.This timeliness and actionability maps together like this (with a flying car to illustrate the uncertain future – I’m still waiting for my jetpack!):
  3. The higher the likelihood, the greater the impact of actionability. 1% likelihood predictions are not useful. 100% likelihood predictions are useful if they have impact on operations or are less obvious, whereas 100% likelihood of an obvious and continuing trend is not.
  1. Fact Anchored. The recipe for Fact-Anchored is one part data to two parts of analysis. Analysis and data must be present for a security prediction to be meaningful. Predictions aren’t just statistical exercises, and statistics alone are data – not information. However, predictions must be from analysis based on some observation that is factual, even if anecdotal, and that analysis is what makes it likely, and thus actionable. The good news is that being a very large security vendor, with worldwide locations, and the greatest number of CVEs credited this year to an organization (yup, the biggest) we have a significant pool of data and observations to derive meaningful predictions.

The 2019 Security Predictions Report 

This year’s security predictions span the categories of cloud, consumer, digital citizenship, security industry, SCADA/manufacturing, cloud infrastructure, and smart home. I won’t spoil your reading of it, but one of the predictions that jumped out for me was regarding Business Email Compromise (BEC) and how targeted threats will go lower down in the org chart. This makes a lot of sense given that CxOs are getting harder to exploit via BEC. They are becoming more aware of the threat and more BEC safeguards are deployed to protect them. An example of such a safeguard is machine learning to fingerprint executive writing styles, like our Writing Style DNA.

This prediction is quite actionable, especially given there are tools and techniques being deployed to protect the C-suite, that can be expanded to protect their direct reports as this threat pivots.

Give us your feedback on the report, as its value to us is only based upon its value to you.

A Bonus Prediction 

Here’s my bonus prediction as an addition to the report and a reward for being a reader of this blog – and a marker that predictions are an ongoing task for us and not just at the end of a calendar year:

Exploits Derived From Reverse-Engineering Patches for Otherwise Undisclosed Vulnerabilities will Triple by 2020. 

It is a common misunderstanding that patches related to security are always in response to a publicly disclosed vulnerability or CVE. This is not the case, as many product vendors that are made aware of a vulnerability either through internal means or via a restrictive bug bounty program will patch that vulnerability with little detail and no CVE.

Developing an exploit involves three key steps: Finding a vulnerability, then crafting a working proof of concept, and then an exploit. By reverse engineering patches, attackers can reduce the effort in the first and most resource intensive step, finding a flaw. When a patch related to a vaguely described security issue is made, attackers go from “is there a flaw somewhere?” to “there is a flaw, and there is a patch involving code I could potentially reverse engineer or examine to find it.” Patches are usually scoped to a component or feature, further easing the attacker’s work.

Ethical threat researchers are already employing this technique with considerable success, so it follows that threat actors will use similar techniques. The action to be taken involves providing greater emphasis to patching timeliness, and selecting IPS and AV solutions that have signatures based on reverse-engineering vulnerability sets.

หัวเว่ยเปิดตัว CPU ARM ประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม ยกระดับพลังการประมวลผลระดับโลก

เซิ่นเจิ้น จีน - วันนี้ หัวเว่ยเปิดตัว CPU ARM ที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม ซึ่งมีชื่อว่า “Kunpeng 920” สำหรับ CPU ตัวใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อเสริมการพัฒนาการประมวลผลการใช้งาน ARM แท้ ซึ่งมีข้อมูลขนาดใหญ่และระบบสตอเรจแบบกระจายการทำงาน หัวเว่ยจะจับมือกับผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับอุตสาหกรรม ARM และเสริมสร้างระบบนิเวศแบบเปิด ประสานงานร่วมกันเพื่อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ยกระดับประสิทธิภาพการประมวลผลให้ก้าวไปอีกระดับ

“หัวเว่ยได้สร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการประมวลผลมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า เราเชื่อว่า เมื่อสังคมอัจฉริยะเกิดขึ้น ตลาดการประมวลผลจะเห็นการเติบโตในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันความหลากหลายของแอพพลิเคชั่นและดาต้ากำลังขับเคลื่อนให้เกิดความต้องการการประมวลผลแบบหลากหลาย หัวเว่ยได้จับมือกับอินเทลมาเป็นเวลานานแล้วเพื่อสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เราได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีร่วมกันมากมาย หัวเว่ยและอินเทลจะยังคงเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวและร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อไป” มร. วิลเลียม ซวี กรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่ด้านการตลาดกลยุทธ์ของหัวเว่ย กล่าว

“ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรม ARM ก็มองเห็นโอกาสการพัฒนาครั้งใหม่ ซีพียู Kunpeng 920 และเซิร์ฟเวอร์ TaiShan ซึ่งหัวเว่ยเพิ่งแนะนำสู่ตลาด ถูกนำไปใช้งานในแบบ ARM แท้ ที่มีข้อมูลขนาดใหญ่ และสตอเรจแบบกระจายเป็นหลัก เราจะทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วโลกที่มีอุดมการณ์อันเปิดกว้าง ส่งเสริมความร่วมมือและแบ่งปันความสำเร็จร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศ ARM ขยายตลาดคอมพิวติ้ง และเปิดรับยุคแห่งการประมวลผลที่หลากหลาย”

CPU ARM ประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม

Kunpeng 920 เป็น CPU เซิร์ฟเวอร์แบบ ARM ที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม โดยใช้โปรเซสเซอร์ขนาด 7 nm ที่ล้ำสมัย โดยหัวเว่ยได้ออกแบบขึ้นตามไลเซนซ์สถาปัตยกรรม ARMv8 ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการปรับอัลกอริธึ่มด้านการคาดการณ์สาขาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่มจำนวนหน่วยของ OP และปรับปรุงสถาปัตยกรรมระบบย่อยของหน่วยความจำให้ดียิ่งขึ้น จากการวัดผลในความถี่แบบเก่า เกณฑ์การเปรียบเทียบ SPECint ของ CPU Kunpeng 920 ทำคะแนนได้มากกว่า 930 คะแนน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 25 ในขณะเดียวกันก็มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีกว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่คู่แข่งนำเสนอถึงร้อยละ 30 Kunpeng 920 จึงมีประสิทธิภาพการประมวลผลที่สูงขึ้นมากสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์และยังช่วยลดการใช้พลังงานไปในตัว

Kunpeng 920 มี 64 คอร์ ที่ความถี่ 2.6 GHz ชิปเซ็ตนี้ประสาน DDR4 แบบ 8 Channel และแบนด์วิดท์ที่มีหน่วยความจำสูงกว่าข้อเสนอของผู้ให้บริการรายอื่นๆ ราวร้อยละ 46 การรวมระบบจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญผ่านพอร์ต 100G RoCE สองพอร์ต ซีพียู Kunpeng 920 รองรับอินเตอร์เฟส PCIe Gen4 และ CCIX และมอบแบนด์วิดธ์รวม 640 Gbps นอกจากนี้ ความเร็วแบบซิงเกิลสล็อตยังเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่ามากกว่าของผู้ให้บริการรายอื่น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและตัวเร่งความเร็วต่างๆ ให้ดีขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

TaiShan เซิร์ฟเวอร์ ARM ของหัวเว่ย พร้อมประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม

ในวันเดียวกัน หัวเว่ยยังได้เปิดตัวชุดเซิร์ฟเวอร์ TaiShan ที่ขับเคลื่อนโดย Kunpeng 920 มี 3 รุ่นด้วยกัน คือ รุ่นที่เน้นการจัดเก็บ รุ่นสำหรับดาต้าความหนาแน่นสูง และรุ่นสุดท้ายคือเน้นผสานความสมดุลของข้อกำหนดทั้งสอง เซิร์ฟเวอร์ TaiShan สร้างขึ้นสำหรับข้อมูลขนาดใหญ่ สตอเรจแบบกระจาย และสถานการณ์การใช้งานแบบ ARM แท้ สถาปัตยกรรมแบบ ARM จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับรูปแบบการทำงานลักษณะนี้ด้วยข้อได้เปรียบที่มีหลายคอร์และประสิทธิภาพต่อวัตต์

TaiShan จะทำให้แพลตฟอร์มการประมวลผลมีประสิทธิภาพสูงและใช้พลังงานต่ำสำหรับองค์กร ตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์ที่มีข้อมูลขนาดใหญ่ เซิร์ฟเวอร์ TaiShan จะได้รับการปรับแต่งเพื่อให้เกิดการทำงานพร้อมๆ กัน และการกำหนดเวลาทรัพยากรเพื่อให้ประสิทธิภาพการประมวลผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หัวเว่ย คลาวด์ซึ่งใช้เซิร์ฟเวอร์ TaiShan เป็นพื้นฐานจะให้บริการคลาวด์ที่ยืดหยุ่น บริการ Bare Metal และบริการโทรศัพท์บนคลาวด์

สร้างระบบนิเวศ ARM แบบเปิด ที่เน้นการร่วมมือ เพื่อสร้างความสำเร็จร่วมกัน

หัวเว่ยได้ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์พื้นฐานและแอพพลิเคชั่น โดยได้ทำงานร่วมกับองค์กรอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น Green Computing Consortium (GCC), Linaro และ Open Edge and HPC Initiative (OEHI) เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เปิดกว้างและทำงานร่วมกัน ควบคู่ไปกับพันธมิตรต่าง ๆ เช่น Hortonworks, Microsoft, Red Hat, SAP, SUSE, Ubuntu และ China Standard Software

ในด้านฮาร์ดแวร์ หัวเว่ยเป็นสมาชิกหลักของ Linaro ส่วนด้านซอฟต์แวร์พื้นฐาน หัวเว่ยเป็นสมาชิกแพลทตินั่มของ OpenStack และสมาชิกผู้ก่อตั้งของมูลนิธิ Cloud Native Computing (CNCF) ทางด้านแอพพลิเคชั่น หัวเว่ยได้เข้าร่วมกับ GCC ซึ่งได้เปิดตัวรายงาน Green Computing Consortium Server Technical Report พร้อมกับความพยายามอื่น ๆ ในการสร้างชุมชนคอมพิวติ้งโอเพนซอร์สสีเขียว นอกจากนี้ หัวเว่ยยังเป็นสมาชิกของ OEHI ด้วย

หัวเว่ยเชื่อว่าสังคมอัจฉริยะที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน มีการตรวจจับ และมีความอัจฉริยะกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว และเทรนด์ดังกล่าวก็จะเกิดรวดเร็วขึ้น การพัฒนาและการผนวกรวมของแอพพลิเคชั่นที่ใช้ ARM บนอุปกรณ์อัจฉริยะกำลังรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์และคลาวด์ นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ด้านการประมวลผลแบบคลาวด์ก็กำลังขับเคลื่อนประเภทของข้อมูลให้มีความหลากหลาย ตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชันข้อมูลสำหรับขนาดใหญ่ สตอเรจแบบกระจาย และสถานการณ์การประมวลผลแบบ Edge บางลักษณะ จะมีข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่จำเพาะสำหรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูงแบบหลายคอร์ ซึ่งในบริบทดังกล่าว ระบบ ARM มีความโดดเด่นด้วยข้อดีที่แตกต่างกันในด้านประสิทธิภาพและการใช้พลังงาน

ดังนั้น สำหรับมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มในอุตสาหกรรมและความต้องการด้านแอพพลิเคชัน ยุคใหม่ของการประมวลผลที่หลากหลายกำลังจะเกิดขึ้น ประเภทของข้อมูลและสถานการณ์ที่มีความหลากหลาย กำลังผลักดันให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพสถาปัตยกรรมคอมพิวติ้ง การรวมสถาปัตยกรรมการประมวลผลหลากหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุดจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น

“ด้วยชิปเซ็ต Kirin 980 หัวเว่ยได้นำสมาร์ทโฟนให้ก้าวไปสู่อีกระดับของความอัจฉริยะ ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ อาทิ หัวเว่ย คลาวด์ ที่ออกแบบบนพื้นฐานของ Ascend 310 ทำให้หัวเว่ยสามารถนำเทคโนโลยี AI แบบผนวกรวมมาใช้งานสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ได้" มร. วิลเลียม ซวี กล่าว “วันนี้ด้วย Kunpeng 920 เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการประมวลผลที่หลากหลาย โดยมีหลายคอร์และมีความแตกต่างกัน หัวเว่ยได้ลงทุนอย่างอดทนและจริงจังในการสร้างนวัตกรรมคอมพิวติ้ง เพื่อสร้างความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เราจะทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าของเรา เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ”

Airbiquity จับมือ Teraki ให้บริการซอฟต์แวร์และการจัดการข้อมูลแบบ OTA พร้อมด้วยเทคโนโลยี Edge Data Processing แก่ผู้ผลิตยานยนต์

ซีแอตเทิล, Airbiquity® ผู้นำระดับโลกด้านบริการสำหรับยานยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (connected vehicle) และ Teraki ผู้นำด้านเทคโนโลยี AI และ Edge Processing ประกาศรวม OTAmaticTM ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์และการบริหารจัดการข้อมูลแบบ over-the-air (OTA) ของ Airbiquity เข้ากับระบบวิเคราะห์ข้อมูลก่อนประมวลผลของ Teraki เพื่อมอบโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำ สำหรับการจัดการรถยนต์อัจฉริยะให้แก่บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ 

ทั้งนี้ การที่จะทำให้ระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS), ระบบเชื่อมต่อรถยนต์กับทุกสรรพสิ่งผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ vehicle-to-everything (V2X) และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติทำงานได้นั้น บรรดารถยนต์ connected vehicle จะต้องอาศัยซอฟต์แวร์ ระบบควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ECUs) เซ็นเซอร์ ไมโครโปรเซสเซอร์ และระบบวิเคราะห์ข้อมูล (data analytics) นอกจากนี้ การอัพเดทซอฟต์แวร์สำหรับการจัดการยานยนต์ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ประกอบกับการจัดการข้อมูลสำหรับรถยนต์นับล้านคันพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกันนั้น ทำให้บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ต้องการโซลูชั่น OTA ที่มีความปลอดภัยและความยืดหยุ่นสูง และต้องมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่สามารถอัพเกรดได้ อีกทั้งยังต้องมีความยืดหยุ่นในการรักษาสมดุลระหว่างระบบคลาวด์และระบบประมวลข้อมูลในรถ

โซลูชั่นของ Airbiquity และ Teraki จะทำงานควบคู่กัน เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตยานยนต์สามารถวิเคราะห์จัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นในรถหรือผ่านคลาวด์ เทคโนโลยีวิเคราะห์จัดการข้อมูลก่อนประมวลผลของ Teraki จะทำให้ผู้ที่ใช้งาน OTAmatic สามารถประมวล จัดเก็บ และส่งข้อมูลได้มากขึ้นกว่าเดิม 10 เท่า เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น ๆ ทั้งยังสามารถวิเคราะห์จัดการข้อมูลได้อย่างแม่นยำในระดับสูงสุด โดยการผนึกกำลังกันครั้งนี้จะช่วยยกระดับความพึงพอใจให้กับผู้ที่ใช้รถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รถยนต์ไร้คนขับ และผู้ใช้บริการคมนาคมขนส่งรูปแบบใหม่ ๆ พร้อมด้วยการสนับสนุนกรณีการใช้งานในอนาคตอย่างหลากหลาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยานยนต์

“OTAmatic เป็นโซลูชั่นทรงประสิทธิภาพที่ทำให้การบริการ OTA ต่าง ๆ สามารถเป็นไปได้ ซึ่งรวมถึงการอัพเดทซอฟต์แวร์ และการรวบรวมข้อมูล โดยมาพร้อมกับความสามารถในการส่งมอบ เอดจ์ อนาไลติกส์ โมดูล (edge analytics module) ใหม่ ๆ จากระยะไกลให้กับรถยนต์” Keefe Leung ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ของ Airbiquity กล่าว “Teraki เป็นผู้จัดหาอนาไลติกส์ โมดูลที่ไม่เหมือนใครให้กับระบบ OTAmatic โดยเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล และลดปริมาณข้อมูล ควบคู่ไปกับการส่งมอบเอดจ์ อัลกอริทึม สำหรับกรณีการใช้งานยานยนต์ล้ำสมัยหลายรูปแบบ”

“เรามองว่า การรวมอนาไลติกส์โมดูลของ Teraki เข้ากับระบบ OTAmatic ของ Airbiquity เป็นความสำเร็จอีกขั้นสำหรับบริษัทของเรา” Daniel Richard ซีอีโอของ Teraki กล่าว “ขณะนี้ลูกค้าสามารถเห็นแล้วว่า ซอฟต์แวร์ edge data analytics ของเราสามารถนำไปติดตั้ง อัพเดท และจัดการได้ในปริมาณมาก สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าลูกค้าสามารถนำเอาเทคโนโลยีของ Teraki ไปติดตั้งได้อย่างดาย เพื่อให้สามารถใช้งานข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างคุ้มค่าและมีความแม่นยำสูง อาทิ การคาดคะเนอัตราการเสื่อมของเครื่องจักร การตรวจขนาดและระดับของแรงปะทะ รวมถึงการใช้งานเทคโนโลยี AI รูปแบบใหม่ ๆ ในตลาดยานยนต์”

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Airbiquity และ OTAmatic ได้ที่ www.airbiquity.com และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Teraki ได้ที่ www.teraki.com

 

เกี่ยวกับ Airbiquity

Airbiquity คือผู้นำระดับโลกด้านบริการสำหรับยานยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (connected vehicle) และเป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาเทคโนโลยีเทเลเมติกส์สำหรับรถยนต์ ในฐานะที่เป็นแนวหน้าด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับรถยนต์ Airbiquity ได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับให้บริการรถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ที่ทันสมัยที่สุดในอุตสาหกรรมอย่าง Choreo(TM) อีกทั้งยังสนับสนุนกรณีการใช้งานชั้นนำทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงซอฟต์แวร์และการจัดการข้อมูลแบบ Over-the-Air (OTA) ความร่วมมือกับ Airbiquity ช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์สามารถนำเสนอบริการการเชื่อมต่อในรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่น บริหารจัดการได้ง่าย และปลอดภัย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Airbiquity ได้ที่ www.airbiquity.com หรือพูดคุยกับเราผ่านทาง @Airbiquity ทั้งนี้ Airbiquity เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท Airbiquity Inc.

 

เกี่ยวกับ Teraki

Teraki นำเสนอซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูล edge ที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ที่มีมูลค่าสูงถึง 3.95 แสนล้านดอลลาร์ ซอฟต์แวร์ประมวลผลสัญญาณอัจฉริยะ Intelligent Signal Processing ที่ทำงานด้วย AI ของบริษัท ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านการเรียนรู้ สื่อสาร และทำให้ชิปประมวลผลในรถยนต์มีความสามารถเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ช่วยให้สามารถใช้งาน AI ที่มีความแม่นยำสูงได้ทั้งในขนาดและสภาพแวดล้อมแบบฝังตัว การเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้เปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมยานยนต์สามารถพัฒนาแนวทางการทำงานใหม่ ๆ ที่เป็นนวัตกรรมและมีความคุ้มค่า จากการใช้งานข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มาจากเซ็นเซอร์ภายในรถและอุปกรณ์ควบคุมต่าง ๆ (ECUs, MCUs, TCUs) เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยของรถ และทำให้รถสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ โดยมีต้นทุนในการดำเนินงานน้อยลง Teraki ผ่านกระบวนการตรวจสอบก่อนการผลิตหลายรายการจากบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม อีกทั้งยังประสบความสำเร็จในการผสมผสานไมโครคอนโทรลเลอร์หลากหลาย Teraki เป็นบริษัทเอกชนที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก Paladin Capital Group, GPS Ventures GmbH และ Deutsche Telekom hub:raum โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเบอร์ลิน

 

____________________

 

Airbiquity Partners with Teraki to Provide Over-the-Air Software and Data Management with Edge Data Processing

SEATTLE, Airbiquity®, a global leader in connected vehicle services, and Teraki, a technology leader in AI and edge processing, today announced the integration of Airbiquity's OTAmaticTM over-the-air (OTA) software and data management offering with Teraki's pre-processing data analytics capabilities providing automakers with an efficient and accurate solution for managing connected vehicles.

In order to power advanced driver assistance systems (ADAS), vehicle-to-everything (V2X) integrations, and autonomous driving systems, connected vehicles are reliant on software, electronic control units (ECUs), sensors, microprocessors, and data analytics. Combined with the rising complexity of executing software update and data management campaigns for millions of vehicles simultaneously, automakers need a secure and highly scalable OTA solution with dynamically upgradable data analytics and the flexibility to balance cloud and in-vehicle data processing.

Airbiquity's and Teraki's solutions work in tandem to provide automakers the flexibility to conduct real-time data analytics in the vehicle or in the cloud. Through Teraki's embedded pre-processing data analytics technology, OTAmatic users can process, store, and send 10 times more data compared with other technologies while achieving the highest accuracy levels in data analytics. Along with supporting a wide range of future use cases to increase vehicle performance and safety, this integration boosts consumer satisfaction with connected vehicles, autonomous vehicles, and new mobility services.

"OTAmatic is a powerful solution that enables comprehensive OTA services, including both software updates and dynamic data collection with the ability to remotely deliver new edge analytics modules to the vehicle," said Keefe Leung, Airbiquity Director of Product Management. "Teraki provides a unique analytic module to the OTAmatic ecosystem that simultaneously increases data accuracy while reducing data volumes along with delivering edge algorithms for many advanced automotive use cases."

"We see this integration of Teraki edge data analytics modules with Airbiquity's OTAmatic ecosystem as yet another milestone for our company," said Daniel Richart, CEO of Teraki. "Our customers can now see how our edge data analytics software can be installed, updated, and managed at high volumes. This proves that customers can easily deploy Teraki technology to power cost-effective, highly-accurate, and data-intensive applications such as predictive maintenance and crash detection—at scale—as well as other new AI-based models in the automotive market."

To learn more about Airbiquity and OTAmatic, visit www.airbiquity.com. To learn more about Teraki, visit www.teraki.com.

 

About Airbiquity
Airbiquity® is a global leader in connected vehicle services and pioneer in the development and engineering of automotive telematics technology. At the forefront of automotive innovation, Airbiquity operates the industry's most advanced cloud-based connected vehicle service delivery platform, Choreo™, and supports all leading use cases including over-the-air (OTA) software update and data management. Working with Airbiquity, automakers and automotive suppliers have deployed highly scalable, manageable, and secure connected vehicle service programs meeting the needs of their customers in over 60 countries around the world. Learn more about Airbiquity at www.airbiquity.com or join the conversation @Airbiquity. Airbiquity is a trademark of Airbiquity Inc.

 

About Teraki
Teraki provides breakthrough edge data processing software to meet the exploding data demands of the $395 billion automotive electronics industry. The company's AI-based Intelligent Signal Processing software delivers a more than 10X increase in automotive chip, communications and learning performance. This makes highly accurate AI applications possible at scale and in embedded environments. These leaps in performance enable the automotive industry to develop new, innovative and cost-effective ways to use the vast amount of data generated by in-vehicle sensors and control units (ECUs, MCUs, TCUs) to improve vehicle safety and autonomy at lower operational costs. Teraki has completed several pre-production validations by premium automotive manufacturers, as well as successful integrations on a variety of microcontrollers. Headquartered in Berlin, Teraki is privately held and funded with investments from Paladin Capital Group, GPS Ventures GmbH and Deutsche Telekom hub:raum.

 

Airbiquity ผนึกกำลัง NXP Semiconductors ผนวกรวมซอฟต์แวร์และการบริหารจัดการข้อมูลแบบ Over-the-Air เข้ากับระบบประมวลผลเครือข่ายยานยนต์

ซีแอตเทิล, Airbiquity® ผู้นำระดับโลกด้านบริการสำหรับยานยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (connected vehicle) และ NXP Semiconductors ประกาศในวันนี้ถึงการผนวกรวม OTAmatic™ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์และการบริหารจัดการข้อมูลแบบ Over-the-Air (OTA) ของ Airbiquity เข้ากับบอร์ดพัฒนา Vehicle Network Processing (VNP) Evaluation Board (EVB) ของ NXP

ยานยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และระบบยานยนต์ไร้คนขับ ต่างต้องอาศัยซอฟต์แวร์ หน่วยควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) เซ็นเซอร์ และไมโครโปรเซสเซอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ การอัพเดทซอฟต์แวร์สำหรับการจัดการยานยนต์ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ประกอบกับการเก็บรวบรวมข้อมูลรถยนต์หลายล้านคันทั่วโลก ทำให้รถยนต์เหล่านี้จำเป็นต้องมีระบบประมวลผลเครือข่ายยานยนต์ประสิทธิภาพสูง ที่มีซอฟต์แวร์ OTA อันทรงพลังและโซลูชันการบริหารจัดการข้อมูลรองรับ

การผนึกกำลังกันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างบริการ OTA บนระบบคลาวด์ของ Airbiquity และแพลตฟอร์ม VNP รุ่นใหม่ของ NXP ที่ช่วยจัดการ ECU จำนวนมากสำหรับการอัพเดทซอฟต์แวร์หลากหลายรูปแบบ และกรณีการใช้งาน OTA รูปแบบต่าง ๆ ของผู้ผลิตยานยนต์และซัพพลายเออร์ด้านยานยนต์ การผนวกรวมเทคโนโลยีในแวดวงยานยนต์ครั้งนี้จะเป็นเสมือนแนวทางเบื้องต้นของ ECU/OTA ที่นำไปสู่การอัพเดทซอฟต์แวร์และการเก็บรวบรวมข้อมูล ECU จำนวนมากที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

"บอร์ดพัฒนา NXP Vehicle Network Processing Evaluation จะช่วยปลดล็อคข้อมูลยานยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้ผลิตยานยนต์มีกระแสรายได้ใหม่ ๆ และลดต้นทุน" Brian Carlson ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อและความปลอดภัยยานยนต์ บริษัท NXP กล่าว "ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ผลิตยานยนต์จะมีแพลตฟอร์มในระดับยานยนต์ที่มีการประมวลผลแอปพลิเคชัน และการประมวลผลเครือข่ายยานยนต์แบบเรียลไทม์ พร้อมเร่งความเร็วอีเธอร์เน็ตในระดับกิกะบิต เพื่อปฏิวัติแนวทางการให้บริการยานยนต์ยุคใหม่”

"โซลูชัน OTAmatic ของ Airbiquity มีการอัพเดทซอฟต์แวร์แบบ Over-the-Air ชั้นนำในภาคอุตสาหกรรม และให้บริการเก็บรวบรวมข้อมูลที่สามารถปรับเปลี่ยนและปรับขนาดตามความต้องการ ที่เฉพาะเจาะจงของผู้ผลิตยานยนต์แต่ละรายได้อย่างปลอดภัย" Keefe Leung ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ของ Airbiquity กล่าว "การเป็นพันธมิตรกับ NXP เพื่อผนวกรวม OTAmatic บนแพลตฟอร์ม VNP ถือเป็นการเติมเต็มที่ลงตัว ด้วยฮาร์ดแวร์ที่ครอบคลุมสำหรับการออกแบบยานยนต์ทั้งในวันนี้และวันหน้า โซลูชันแบบ OTA ที่ได้ผนวกรวมและมีการตรวจสอบก่อนล่วงหน้า จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับลูกค้า และเป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับการพัฒนาบริการที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต"

ทั้งนี้ Airbiquity และ NXP Semiconductors จะสาธิตการผนวกรวมเทคโนโลยีและโซลูชัน OTA ร่วมกันในงาน CES 2019 ที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา ณ พื้นที่จัดแสดงของ NXP Semiconductors ที่บูธ #CP-18 ใน CES Central Plaza

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Airbiquity และ OTAmatic ได้ที่ www.airbiquity.com และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ NXP Semiconductors และแพลตฟอร์ม VNP EVB ได้ที่ www.nxp.com/vnp

 

เกี่ยวกับ Airbiquity

Airbiquity คือผู้นำระดับโลกด้านบริการสำหรับยานยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (connected vehicle) และเป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาเทคโนโลยีเทเลเมติกส์สำหรับรถยนต์ ในฐานะที่เป็นแนวหน้าด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับรถยนต์ Airbiquity ได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับให้บริการรถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ที่ทันสมัยที่สุดในอุตสาหกรรมอย่าง Choreo(TM) อีกทั้งยังสนับสนุนกรณีการใช้งานชั้นนำทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงซอฟต์แวร์และการจัดการข้อมูลแบบ Over-the-Air (OTA) ความร่วมมือกับ Airbiquity ช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์สามารถนำเสนอบริการการเชื่อมต่อในรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่น บริหารจัดการได้ง่าย และปลอดภัย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Airbiquity ได้ที่ www.airbiquity.com หรือพูดคุยกับเราผ่านทาง @Airbiquity ทั้งนี้ Airbiquity เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท Airbiquity Inc.

 

____________________

 

Airbiquity Joins Forces with NXP Semiconductors for Over-the-Air Software and Data Management with Vehicle Network Processors

SEATTLE,  Airbiquity®, a global leader in connected vehicle services, and NXP Semiconductors today announced the integration of Airbiquity's OTAmatic™ over-the-air (OTA) software and data management offering with NXP's Vehicle Network Processing (VNP) Evaluation Board (EVB).

Connected vehicles and autonomous vehicle systems demand an increasing reliance on software, electronic control units (ECUs), and sophisticated microprocessors. Coupled with the rising intricacy and complexity of managing software updates and data collection for millions of vehicles around the world, these vehicles require a combination of high-performance vehicle network processors backed by a robust OTA software and data management solution.

This integration highlights the interoperability between Airbiquity's cloud-based OTA service delivery capability and NXP's next-generation VNP platform managing multiple ECUs for a variety of software update campaign scenarios and automaker and automotive supplier OTA use cases. Together, the automotive-grade technologies will serve as a primary ECU/OTA gateway for efficient, secure, and highly-scalable multi-ECU software updates and data collection.

"The NXP Vehicle Network Processing Evaluation Board unlocks connected vehicle data to enable new revenue streams and reduce costs for automakers," said Brian Carlson, Director of Product Line Management for Automotive Connectivity and Security at NXP.  "Finally, automakers have an automotive-grade platform that brings together applications processing and real-time vehicle network processing with Gigabit Ethernet acceleration to revolutionize gateways for a new era of vehicle services."

"Airbiquity's OTAmatic solution securely delivers industry-leading over-the air software update and data collection services that adapt and scale to the unique needs of each automaker," said Keefe Leung, Director of Product Management for Airbiquity. "Partnering with NXP to integrate OTAmatic on their VNP platform is a natural complement with its extensive hardware support for both current and future automotive architectures.  The pre-validated, integrated OTA solution reduces risk for customers and serves as a powerful innovation platform for developing enhanced services for the future."

Airbiquity and NXP Semiconductors will be demonstrating its joint technology integration and OTA solution during CES 2019 in Las Vegas, Nevada at the NXP Semiconductors exhibit located at #CP-18 in the CES Central Plaza.

To learn more about Airbiquity and OTAmatic, visit www.airbiquity.com. To learn more about NXP Semiconductors and the VNP EVB platform, visit www.nxp.com/vnp.

 

About Airbiquity
Airbiquity® is a global leader in connected vehicle services and pioneer in the development and engineering of automotive telematics technology. At the forefront of automotive innovation, Airbiquity operates the industry's most advanced cloud-based connected vehicle service delivery platform, Choreo™, and supports all leading use cases including over-the-air (OTA) software update and data management. Working with Airbiquity, automakers and automotive suppliers have deployed highly scalable, manageable, and secure connected vehicle service programs meeting the needs of their customers in over 60 countries around the world. Learn more about Airbiquity at www.airbiquity.com or join the conversation @Airbiquity. Airbiquity is a trademark of Airbiquity Inc.

Page 1 of 10