ส่อง 5 นวัตกรรมแปลงร่าง “ข้าวไทย” สู่อินโนเวชั่นล้ำสมัย ปลุกไอเดียธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ด้วย “ความแตกต่าง”

ปัจจุบันพบว่า สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากการปลูกข้าว และการแปรรูปให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นกลางเพื่อส่งออกและบริโภคนั้น ยังมีการทำข้าวนวัตกรรมเพื่อเป็นทางออกในการลดการแข่งขันด้านราคา รวมถึงรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและมีความเฉพาะกลุ่มมากขึ้น (Niche Market) ไม่ว่าจะเป็น วิถีชีวิตที่เร่งรีบ เทรนด์การดูแลสุขภาพ การเน้นคุณภาพและความปลอดภัย การประยุกต์สู่ผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากการนำไปบริโภค ฯลฯ โดยการทำข้าวนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่จะต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมการผลิตข้าวไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการบริโภคข้าวให้มากขึ้น พร้อมโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างๆที่ใหญ่ขึ้นได้เช่นกัน

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยขึ้น โดยกิจกรรมนี้นับว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะทำให้แต่ละปีได้มีสินค้านวัตกรรมที่ผลิตจากข้าวออกสู่ตลาดหลากหลายประเภท ทั้งกลุ่มเวชภัณฑ์และยารักษาโรค กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ อาหารเพื่อสุขภาพ ข้ามไปถึงอุปกรณ์เพื่อการสร้างบ้าน และวันนี้ใครที่ยังคิดว่าข้าวมีไว้เพียงเพื่อจำหน่ายและรับประทานแล้วล่ะก็ คงต้องขอให้กลับไปสำรวจตามห้างร้านตลาดกันดูใหม่ เพราะว่าชั่วโมงนี้ข้าวไทยไปไกลกว่าที่เราคิดไว้เยอะ ส่วนจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้างนั้นตามไปดูพร้อมๆกันได้เลย

เริ่มกันที่ รางวัลชนะเลิศจากปี 2561 ซึ่งเป็นปีล่าสุดกับผลงาน KD Care : ข้าวหอมโปรตีนต่ำพร้อมรับประทาน” ได้ยินแล้วอาจจะคิดว่าเป็นข้าวเพื่อใช้ในการไดเอท หรือควบคุมแคลอรี่สำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก แต่จริงๆแล้วนวัตกรรมข้าวชิ้นนี้ถูกคิดค้นมาเพื่อผู้ที่กำลังมีปัญหาด้านสุขภาพ ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยกลุ่มผู้คิดค้นจากบริษัท ไทย นิวทริชั่น เทคโนโลยี จำกัด ได้นำข้าวหอมปทุมธานีซึ่งมีโปรตีนอยู่ระหว่างร้อยละ 5 – 8 มาผ่านกระบวนการย่อยโปรตีนด้วยเอนไซม์ แล้วนำไปทำแห้งซึ่งข้าวที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวมีปริมาณโปรตีนน้อยกว่า 1.19 กรัมต่อ 100 กรัม แล้วนำข้าวที่ได้มาบรรจุใน retort cup แล้วผ่านกระบวนการสเตอริไลส์เป็นข้าวพร้อมรับประทาน ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคไตคือ ถ้าปริมาณโปรตีนในข้าวที่รับประทานลดลง จะทำให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้เพิ่มขึ้น เพราะผู้ป่วยต้องการกรดอะมิโนจำเป็นจากเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพดีไม่ใช่จากพืช

 

ถัดมาเป็นผลงานนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากปี 2560 ขอบอกเลยว่านวัตกรรมชิ้นนี้มีความว้าวไม่แพ้กันกับผลงานชิ้นแรก เพราะนี่คือ GANFAI (Green and Fire Retardant Acoustic Decorative Item)” นวัตกรรมระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อนและดูดซับเสียง สำหรับตกแต่งอาคารและที่อยู่อาศัยและเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกให้กับสถาปนิกและวิศวกร โดยนวัตกรรมชิ้นนี้ทำมาจากฟางข้าวและเยื่อกระดาษ ประกอบด้วยขั้นตอนการการเตรียมแผ่นฉนวนโดยส่วนผสมฟางข้าวกับเยื่อกระดาษในอัตราส่วน 1 : 1 ถึง 4 : 1 แล้วอัดขึ้นรูปโดยแม่พิมพ์ จากนั้นแช่ในสารละลายสารหน่วงไฟ แล้วอบแห้ง ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติน้ำหนักเบาความหนาแน่น 0.12 – 0.18 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร มีค่าความทนแรงดึงสูงสุดถึง 150 นิวตันต่อเซนติเมตร มีค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนเพียง 0.028 – 0.088 วัตต์ มีค่าความต้านการลุกไหม้ ตามมาตรฐาน ISO 5657 : 1997 ว่ากันว่าความน่าสนใจของนวัตกรรมชิ้นนี้ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับฟางข้าวได้กว่า 70 เท่ากันเลยทีเดียว

 

ข้ามมาดูผลงานที่มีความก้าวล้ำในวงการวิทยาศาสตร์กันบ้างกับ BR Staining Kit : ชุดย้อมสีจากข้าวเหนียวดำสำหรับประเมินรูปร่างอสุจิและงานนิติวิทยาศาสตร์” ผลงานชิ้นนี้เป็นนวัตกรรมระดับโลก ที่นำไปใช้เป็นสีย้อมสำหรับประเมินรูปร่างอสุจิซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณาภาวะมีบุตรยาก งานนิติวิทยาศาสตร์ในการย้อมตัวอย่างจากเศษผ้าที่เปื้อนคราบอสุจิ หรือตัวอย่างสำลีป้ายช่องคลอดจากคดีข่มขืน ด้วยการนำข้าวเหนียวดำมาสกัดด้วยน้ำที่มีส่วนผสมของ Potassium alum กรดซิตริก และเอทานอล ในกรณีย้อมสีประเมินรูปร่างอสุจิ หรือสกัดด้วยน้ำที่มีส่วนผสมของ Potassium alum ในกรณีย้อมสีตัวอย่างผ้าที่เปื้อนคราบอสุจิ ทดแทนสีสังเคราะห์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และทดแทนสี Hematoxylin ซึ่งได้มาจากต้นไม้ Log Wood โดยสีย้อมจากข้าวเหนียวดำให้ผลไม่ต่างจากสีสังเคราะห์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีความน่าสนใจพี่พบว่าข้าวเหนียวดำ 1 กก. ราคา 50 – 80 บาท สามารถผลิตสีย้อมได้ 250 มิลลิลิตร จำหน่ายในราคา 500 บาท มีขั้นตอนการย้อมสีเพียง 9 ขั้นตอน เมื่อเปรียบเทียบกับสีสังเคราะห์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันราคาอยู่ที่ 5,000 บาท มีขั้นตอนการย้อม 20 ขั้นตอน นวัตกรรมชิ้นนี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อศูนย์บริการหน่วยผู้มีบุตรยากภาครัฐและเอกชน ห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์หลักฐาน รวมถึงห้องปฏิบัติการตรวจวัตถุพยานจากคดีข่มขืน

 

เอาใจคนรักสวยรักงามกันสักหน่อยกับวัตกรรม “HERBALIST SIAM : RED JASMINE RICE PHYTO CELL SERIES” จาก บริษัท วธูธร จำกัด ผลงานชิ้นนี้เป็นนวัตกรรมระดับประเทศด้านการนำสารสกัดจากแคลลัสข้าวหอมมะลิแดง ที่มีสารสำคัญในกลุ่มของ Phenolic Compound, Procyanidin, Amino-acid ซึ่งการใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อให้เกิดแคลลัส จะให้ปริมาณสารสำคัญที่สูงกว่าการสกัดจากเมล็ดข้าว และมีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าสารสกัดจากเมล็ดข้าวถึง 3 เท่า แล้วนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สบู่ ครีม และเซรั่ม ที่มีการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ สำหรับการผลิตนวัตกรรมชิ้นนี้จะใช้ข้าวเปลือก 3 กิโลกรัม นำมาแกะเป็นเมล็ดข้าวสารหอมมะลิแดงได้ 1 กิโลกรัม จากนั้นจะใช้ข้าวสารหอมมะลิแดง 1 กิโลกรัม เพาะเลี้ยงแคลลัส ได้ 1 กิโลกรัม แล้วนำแคลลัส 1 กิโลกรัม นำมาสกัด เพื่อให้ได้สารสกัดจากสเต็มเซลล์ 1 ลิตร ทั้งนี้ หากประเมินราคาของสารสกัดจะอยู่ที่ 18,000 บาท ต่อ 1 ลิตร และถ้าหากประเมินยอดการใช้สารสกัด 25 กิโลกรัมต่อการผลิตสินค้า 5,000 ชุด (Serum, Cream, Soap) ก็พบอีกว่าช่วยเพิ่มมูลค่าสารสกัดคิดเป็น 900 เท่าของข้าวเปลือกหอมมะลิแดงเลยทีเดียว

 

ยังอยู่ที่นวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพ “Dr.O Anti-Aging Skin Essence” นวัตกรรมระดับประเทศด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิว Essence ที่มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการระงับกลิ่นกาย ซึ่งเกิดจากความสามารถในการควบคุมปฏิกิริยา oxidation ของร่างกายลดลงในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยนำเถ้าแกลบที่มีซิลิก้าประมาณร้อยละ 70 – 90 มาสกัดด้วยกระบวนการ ultrasonic extraction ซึ่งจะทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ lipoxidase ที่เป็นตัวเร่งในการทำให้เกิดกลิ่น และนอกจากนั้นน้ำด่างเถ้าแกลบยังมีแร่ธาตุต่างๆ ที่สามารถดูดซับกลิ่นไวภายในและภายนอกโมเลกุล โดยจะเกิดปฏิกิริยาสะเทินกรด fatty acid อย่างไรก็ดีนวัตกรรมชิ้นนี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขี้เถ้าแกลบได้มากถึง 770 เท่า นอกจากนี้ยังเป็นการนำของเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปข้าวมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และยังเป็นทางเลือกของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชะลอวัย ที่เพิ่มเติมคุณสมบัติในการระงับกลิ่นกายเข้ามาไว้ในผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดผยว่า “ประเทศไทย เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูก “ข้าว” ซึ่งถือเป็นพืชเกษตรหลักที่ให้คุณประโยชน์ทั้งในแง่ของการบริโภค และการส่งออกเพื่อทำรายได้ให้กับประเทศ ผลผลิตจาก “ข้าวไทย” ได้การยอมรับและถูกขนานนามว่าเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลกโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ทั้งด้วยคุณภาพ รสชาติ มาตรฐานการผลิต รวมถึงปริมาณในการรองรับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งประเทศไทยยังถือเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ติดอันดับท็อปของโลกปีละหลายล้านตัน ความสำคัญในส่วนหลังนี้ ยังเป็นผลให้เกิดการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม กัมพูชา ที่เป็นประเทศเกษตรกรรมและมีการปลูกข้าวเช่นเดียวกับไทย รวมถึงอินเดียที่ก้าวมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งแซงหน้าไทยเมื่อไม่นานมานี้”

“สำหรับการปรับตัวในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวไทย ที่ปัจจุบันแม้ว่าจะมีการแปรรูปออกมาเป็นสินค้าต่างๆแล้วนั้น แต่ก็อาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่แปรเปลี่ยน เนื่องจากข้าวที่ถูกนำไปแปรรูปยังอยู่ในกลุ่มสินค้าแปรรูปขั้นกลางกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผู้ประกอบการหรือนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต้องศึกษาตลาดและปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจมาใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มากขึ้น ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวนอกจากจะช่วยเพิ่มทางเลือกและมูลค่าให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะผลักดันให้สินค้าที่ตีตราแบรนด์ไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก พร้อมก้าวล้ำประเทศคู่แข่งได้อย่างมีนัยสำคัญ”

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02 – 0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ Facebook.com/NIAThailand

NIA ชวนเด็กไทยเรียนรู้วิถี 'นวัตกรน้อย' กับเวิร์กช็อปนวัตกรรมฟอง ฟอง เรียนรู้ง่ายและใช้ได้จริง 10 - 12 ม.ค. ณ อุทยานนวัตกรรม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมจัดกิจกรรมถนนสายวิทยาศาสตร์ เนื่องในงานวันเด็กแห่งชาติระหว่างวันที่ 10-12 มกราคม 2562 ณ อาคารอุทยานนวัตกรรม โดยในปีนี้ชวนน้องๆ เรียนรู้การเป็นนวัตกรน้อยผ่านกิจกรรม STEAM4INNOVATOR (สะตีมฟอร์อินโนเวเตอร์) ด้วยการสร้างสรรค์ “นวัตกรรมทำความสะอาดผิว” พร้อมร่วมเวิร์กช็อปเปิดโลกหุ่นยนต์จำลองเครื่องจักรการผลิตสบู่ และสนุกกับการออกแบบหุ่นยนต์เป็นเครื่องเป่าฟอง ฟอง

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า NIA ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจจนถึงการพัฒนาความสามารถของเยาวชนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การเวิร์กช็อป กิจกรรมค่าย ฯลฯ ภายใต้โครงการ “STEAM4INNOVATOR” ซึ่งเป็นแนวทางจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ ที่นำความรู้ด้านธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการมาบูรณาการเข้ากับความรู้ความเข้าใจทางด้าน สะตีม: STEAM (Science, Technology, Engineering, Art, Mathematics) เพื่อให้เยาวชนสามารถประยุกต์และสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีมิติของการประกอบธุรกิจนวัตกรรมอยู่ด้วย

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมในวันเด็กปีนี้ หน่วยงานกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ร่วมกันจัดงานในธีมตารางธาตุ NIA จึงนำ ธาตุคาร์บอน (C) มาให้น้องๆ รู้จัก โดยมีกิจกรรมเวิร์กช็อปการทำ “สบู่นวัตกรรม” ผ่านกระบวนการเรียนรู้ 4 ขั้นตอนของ STEAM4INNOVATOR ซึ่งแบ่งเป็น 4 ฐานกิจกรรม ได้แก่ ฐานที่ 1 การเริ่มต้นการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมจากความชอบ ค้นหาแรงบันดาลใจ มองเห็นปัญหาและการแก้ไขจากมุมมองใหม่ กับกิจกรรม "Insight Bubble Land" ท่องโลกนวัตกรรมฟอง ฟอง "เฮ เฮ้ เราคือคาร์บอน (C) ยินดีที่ได้รู้จัก" ซึ่งฐานนี้น้องๆ จะได้รู้จักกับธาตุคาร์บอน (C) ซึ่งเป็นธาตุพื้นฐานของสารอินทรีย์ ที่เมื่อจับกับธาตุอื่น ๆ แล้วจะสามารถแปลงร่างเป็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย และสบู่ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจและสามารถเติมความคิดสร้างสรรค์เพิ่มเข้าไปได้

ฐานที่ 2 Wow Idea การต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ กำหนดปัญหาและเป้าหมายในการแก้ไขที่ชัดเจน ในกิจกรรม "Light up Innovative idea ขยายความคิด จากจินตนาการ สู่นวัตกรรม” โดยฐานนี้ น้อง ๆ จะได้วิเคราะห์ว่าความต้องการของลูกค้าของเราคืออะไร ปัญหาคืออะไร แล้วเราสามารถเพิ่มสารอื่น ๆ เพื่อให้เกิดเป็น WOW IDEA ที่สร้างสรรค์ได้อย่างไร ฐานที่ 3 BIZ ANALYSIS / BIZ MATCHING / PROTOTYPING การออกแบบแนวคิดและแผนบริหารจัดการทั้งหมด กับกิจกรรม  "Create your own innovation" ร่ายพลังสร้างสรรค์ผลงาน สร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้การทำสบู่ ครีมอาบน้ำ บาธบอม หรือสครับ และฐานที่ 4 PRODUCTION & DIFFUSION การลงมือสร้างสรรค์อย่างจริงจังให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดผลงานนวัตกรรมออกสู่ตลาด กับกิจกรรม "Add value and be innovator"      โดยเป็นการเรียนรู้การเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่ดูดี มีมาตรฐาน ผ่านการรับรองให้เป็นนวัตกรรมทำความสะอาดผิวสู่ตลาดสากล

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า จะเห็นได้ว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นนี้เป็นส่วนที่จะช่วยให้เด็กๆ มี 5 ทักษะสำคัญสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจนวัตกรรม ได้แก่ Inspiration สร้างแรงบันดาลใจใหม่จากสิ่งใกล้ตัว กระตุ้นให้เกิดความอยากที่จะสร้างสรรค์ผลงานสร้างธุรกิจที่สร้างคุณค่า Imagination การสร้างจินตนาการเหนือความรู้พื้นฐานและวิชาการ ทำให้เรามองเห็นอนาคตที่กว้างไกล มองเห็นปัญหาและการแก้ไขจากมุมมองใหม่ Ideation การจัดการความคิดแบบรวบยอด เพื่อกำหนดปัญหาและเป้าหมายในการแก้ไขที่ชัดเจน Integration การออกแบบแนวคิดและแผนบริหารจัดการทั้งหมด Insight / Implementation การเข้าถึงองค์ความรู้ และสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง และการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทางธุรกิจ

และนอกจากกิจกรรมในโครงการ STEAM4INNOVATOR แล้ว NIA ยังร่วมกับสถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพเด็ก Raise Genius School ซึ่งเป็นสถาบันการเรียน การสอนวิชาหุ่นยนต์ ค่ายหุ่นยนต์ และเลโก้ จัดกิจกรรม “เปิดโลกหุ่นยนต์ Raise Lego Robot ครั้งที่ 13” โดยจะได้พบกับนิทรรศการการจำลองเครื่องจักรผลิตสบู่เหลว เวิร์กช็อปประดิษฐ์เครื่องเป่าฟองสบู่ (รอบบุคคลทั่วไป ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ รับน้องอายุ 7 ขวบขึ้นไป) การแข่งขันและประกวดหุ่นยนต์ (น้องนักเรียน Raise Genius 6 ขวบขึ้นไป) ซึ่งหากใครสนใจกิจกรรมดี ๆ มีประโยชน์แบบนี้ก็มาพบกันได้ที่ NIA : สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ในวันที่ 10-12 มกราคม 2562 สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-017-5555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th  , facebook.com/NIAThailand

กระทรวงวิทย์ ผนึก ก.ศึกษาฯ – สาธารณสุข เดินหน้าปั้นย่านนวัตกรรมโยธี ของขวัญเพื่อสุขภาพชิ้นใหญ่สำหรับชาวไทย ตั้งเป้า 10 ปี ก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์และสาธารณสุขครบวงจร

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจับมือ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้ายกระดับย่านนวัตกรรมโยธีสู่ศูนย์กลางด้านการแพทย์และสาธารณสุขครบวงจรภายใน 10 ปี ชี้ความร่วมมือดังกล่าวจะร่วมกันพัฒนาแนวทางและกิจกรรมต่างๆ ทั้งในด้าน นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริการ สภาพแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานภายใต้พื้นที่ย่านโยธี เขตราชเทวี ซึ่งมีการกระจุกตัวของสถานพยาบาล สถาบันการศึกษาทางการแพทย์ และจำนวนทรัพยากรผู้เชี่ยวชาญต่อจำนวนประชากรสูงสุดในกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตามในการพัฒนาย่านนวัตกรรมโยธีนั้นยังได้ตั้งเป้าหมาย 4 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับนวัตกรรม 2.พัฒนาสินทรัพย์ด้านกายภาพ เศรษฐกิจ และเครือข่ายให้เหมาะสมสำหรับการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ 3.พัฒนาศักยภาพการวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริการ สภาพแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน และ 4.ปลดล็อกข้อจำกัด และผลักดันโครงการด้านการแพทย์และสุขภาพของหน่วยงานภายในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพ

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เล็งเห็นถึงความสำคัญและโอกาสในการพัฒนาและยกระดับย่านโยธี ให้กลายเป็นย่านนวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุขครบวงจร โดยมีเป้าหมายใน 4 ส่วน คือ 1.พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับนวัตกรรม โดยใช้ทรัพยากรพื้นที่เนื้อเมืองและความหนาแน่นด้านนวัตกรรมเป็นพื้นฐานสำคัญ 2.พัฒนาสินทรัพย์ด้านกายภาพ เศรษฐกิจ และเครือข่ายให้เหมาะสมสำหรับการเป็นศูนย์กลางย่านนวัตกรรมทางการแพทย์และการวิจัย 3.พัฒนาศักยภาพการวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริการ สภาพแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืนในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ และ 4.ปลดล็อกข้อจำกัด และผลักดันโครงการด้านการแพทย์และสุขภาพของหน่วยงานภายในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพทางธุรกิจ

สำหรับการวางพื้นฐานในการพัฒนาและขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมทางการแพทย์นั้นจะต้องประกอบไปด้วย การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน หรือพื้นที่เพื่อรองรับการวิจัย พัฒนา และทดลองนวัตกรรมทางการแพทย์ ตามมาด้วยการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาย่านจากทุกภาคส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน การส่งเสริมการสร้างและใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในย่านและโดยรอบ รวมทั้งนำไปสู่อุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังจะต้องมีการวางมาตรการและนโยบายสนับสนุนการลงทุนด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมทางด้านการแพทย์ รวมถึงฐานข้อมูลเพื่อการบริการทางการแพทย์เพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

ดร.สุวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาและขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมสุขภาพโยธี โดยมี นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อร่วมพัฒนาแนวทางและกิจกรรมในการพัฒนาย่านฯ ทั้งในด้าน นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริการ สภาพแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยได้ดำเนินการจัดทำแผนการพัฒนาย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ให้เป็นศูนย์กลางและการรักษาและการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพต้นแบบขึ้น ภายใต้พื้นที่ย่านโยธี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตย่านที่มี สถานพยาบาล สถาบันการศึกษาทางการแพทย์ ที่มีการกระจุกตัวของโรงพยาบาล และสถาบันทางการแพทย์ จำนวนทรัพยากรบุคคล บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ สถานพยาบาล โรงเรียนแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐาน ต่อจำนวนประชากรสูงสุดในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ มั่นใจว่า ภายใน 10 ปี พื้นที่ดังกล่าวจะสามารถก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างครบวงจร

ด้าน ศ.คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าประเทศไทยถือเป็นหนึ่งประเทศที่ได้รับการยอมรับจากระดับนานาชาติ ในเรื่องความรู้ความสามารถในการให้บริการทางด้านสุขภาพ ดังนั้นการวางรากฐานและสร้างต้นแบบการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ในประเทศ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและเพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ของชาติ Thailand 4.0 ในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) โยธีจึงถูกเลือกเป็นย่านนวัตกรรมการแพทย์ด้วยปัจจัยดังนี้

  • ด้วยศักยภาพของพื้นที่โดยรอบตั้งแต่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตลอดจนถึงบริเวณถนนพระราม 6 นั้นหนาแน่นไปด้วยจำนวนโรงพยาบาลมากกว่า 10 แห่ง ทำให้พื้นที่สามารถตอบสนองต่อการให้บริการทางการแพทย์ และสามารถรองรับปริมาณคนไข้ที่เข้ามายังพื้นที่ได้จำนวนมาก เป็นโอกาสสร้างพื้นที่นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ยังมีศักยภาพในการยกระดับเป็นศูนย์รวมของการสร้างนวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อนำไปสู่การขยายผลในระดับประเทศ และนานาชาติ ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาระบบแพทย์ทางไกล (Tele-Medicine) โรงพยาบาลอัจฉริยะ (Hospital 4.0) และการแพทย์แม่นยำ (Precision medicine) เป็นต้น

ด้วยเหตุที่กิจกรรมทางการแพทย์ที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ย่านนวัตกรรมโยธี จึงเหมาะแก่การเป็น Medtech and Healthtech Sandbox โดยใช้ทรัพยากรและความสามารถทางการแพทย์ที่มีอยู่ในพื้นที่เป็น Test Bed ที่จะยกระดับการแพทย์ไทยไปสู่ระดับสากล เช่น การใช้โรงพยาบาล ในย่านเป็นพื้นที่การทดสอบต้นแบบ (Prototyping) และการทดสอบทางคลินิก (Clinical trial) และการขยายผลไปสู่โรงพยาบาลในพื้นที่อื่น ๆ

ขณะที่ ศ. คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การส่งเสริมให้เกิดย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ต้องอาศัยการพัฒนาทรัพยากรที่เป็นแพทย์ พยาบาล หรือแม้แต่การพัฒนาการวิจัยทางการแพทย์ เพื่อพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าทางเศษฐกิจเกิดการลงทุนการบริการทางการแพทย์และสุขภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของการบริการทางการแพทย์ในด้านต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น บทบาทของการศึกษาและวิจัยจะช่วยยกระดับการพัฒนาย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธีประกอบไปด้วย

  1. มหาวิทยาลัยวิจัยในพื้นที่มีคณะที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เป็นจำนวนมาก เช่น คณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี คณะทันตแพทย์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะสาธารณสุข คณะวิทยาศาสตร์ และวิทยาลัยพยาบาล ทำให้มีความเหมาะสมในการเป็น Medtech innovator reservoir ในการสร้างบุคคลากรด้านการแพทย์มุ่งสู่การเป็น world class ทางการแพทย์และตอบโจทย์การเป็น hospital 4.0
  2. นอกจากนั้น สถาบันวิจัยและสถาบันเฉพาะทางการแพทย์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ คือ Innovation Lab ด้านการแพทย์ขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่า 1.7 ล้าน ตรม. เพื่อให้เกิดกิจกรรมด้านวิจัยและนวัตกรรม (Research to Innovation, R2I) โดยมีหลายคณะเข้ามามีส่วนร่วม
  3. ศักยภาพการเรียนการสอนและวิจัยการแพทย์ข้างต้น จะเป็นตัวเร่งการยกระดับศักยภาพบทบาทของงานวิจัยในมหาวิทยาลัยทั้งในย่าน และพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันเพื่อสร้าง research excellence ระดับโลก และต่อยอดพัฒนา Research capability เพื่อสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์การแพทย์ในระดับสากล

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวปิดท้ายว่า การพัฒนาย่านนวัตกรรมของประเทศไทยจะมีบทบาทในการพัฒนา และขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจของประเทศได้ดังนี้

  • การดึงดูดกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมให้รวมกันเป็นคลัสเตอร์ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ และกลไกที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ดำเนินกิจกรรมภายในย่าน
  • เกิดการสร้างงานรูปแบบใหม่ จากการสร้างสรรค์นวัตกรรม ให้เป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตในยุคสมัยใหม่ รวมทั้งสร้างการเชื่อมต่อ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพ และกลุ่มผู้ประกอบการ ให้สามารถเข้ามาร่วมกันวางแผนยกระดับนวัตกรรมในพื้นที่ ซึ่งท้ายที่สุดจะเกิดเป็นการแบ่งปันความรู้
  • การสร้างให้ย่านมีแรงกระตุ้นเทียบเท่าพื้นที่อีอีซี เพื่อเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยเฉพาะสตาร์ทอัพ นักลงทุน นักพัฒนาที่ดินด้านสุขภาพ และ การผลิตแบบห่วงโซ่มูลค่าด้านการแพทย์ในระดับโลก
  • การนำเสนอนวัตกรรมภาครัฐ (Public sector innovation) ที่ประชาชนสัมผัสและจับต้องได้ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่าง วิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และโรงพยาบาลในพื้นที่
  • การทำนวัตกรรมเชิงพื้นที่ในเนื้อเมืองชั้นในเพื่อทำให้เกิด เมืองนวัตกรรมทั้งในพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่โรงพยาบาล รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองการเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ในรูปแบบใหม่ ด้วยนวัตกรรม เช่น Tele Medicine, Health service และนวัตกรรมทั่วถึงสำหรับคนชราและคนพิการ

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th , facebook.com/NIAThailand

เอ็นไอเอ เผย 5 สิ่งสุดว้าวชายแดนใต้ ที่พลิกโฉมของท้องถิ่นด้วยนวัตกรรม 

ต้องยอมรับว่า “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” เป็นเครื่องมือนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและการตอบสนองปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งในวันนี้ “นวัตกรรม” ยังถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับประเทศไทยที่หลายๆภาคส่วนกำลังเร่งนำมาใช้ในการยกระดับสังคม เศรษฐกิจ รวมถึงคุณภาพชีวิตให้ก้าวสู่ไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายคนที่รู้จักคำว่านวัตกรรมอาจคิดว่าสิ่งเหล่านี้มักจะเกิดหรือถูกพัฒนาขึ้นแค่ตามเมืองใหญ่ๆ เมืองท่องเที่ยว หรือเมืองอุตสาหกรรมที่เป็นพื้นที่หลักของประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว “วันนี้” นวัตกรรมได้ถูกแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยให้เราได้เห็นถึงความเท่าเทียมของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสิ่งใหม่ที่ทุกคนในทุกภาคส่วนจะได้รับอย่างเท่าๆกัน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ให้ความสำคัญกับการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติและศักยภาพทางภูมิศาสตร์ ของพื้นที่นั้นมาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในพื้นที่ที่กำลังได้รับการสนับสนุนนโยบายดังกล่าวอย่างเข้มข้นในปัจจุบันก็คือ “พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” ซึ่งเป็นภูมิภาคที่สามารถเติมเต็มได้ทั้งการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ การบริการ การต่อยอดอัตลักษณ์ทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ให้โมเดิร์นมากกว่าที่เคยเป็น ซึ่งวันนี้ใครที่อยากรู้ว่านวัตกรรมในจังหวัดชายแดนใต้นั้นจะน่าจับตาและขยายตัวไปถึงเลเวลไหน เรามี 5 กลุ่มธุรกิจตัวอย่างที่แปรรูปปัญหามาสู่มูลค่าทางธุรกิจได้อย่างยอดเยี่ยมมาให้ได้ยลโฉมพร้อมกัน

“พินซูก” ยกสินค้าฮาลาลมาไว้ในออนไลน์ สั่งง่ายแค่ปลายนิ้ว

พินซูก คือเว็บไซต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้แนวคิดการเป็นแหล่งช้อปปิ้งฮาลาลออนไลน์ ที่มีสินค้าให้เลือกซื้อหลากหลาย โดยมีผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง อาทิ อินทผาลัม เกลือหิมาลัย สินค้าออแกนิกเพื่อสุขภาพ รวมถึงอาหารแช่แข็งซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม สำหรับการเกิดขึ้นของพินซูกนั้นถือว่ามาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของพื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมของชาวมุสลิม ช่วยให้ง่ายต่อการทำตลาดและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงยังเป็นแพลทฟอร์มที่มีจำนวนคู่แข่งน้อยเนื่องจากเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม สามารถสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ในระยะยาว นอกจากนี้ การทำงานของพินซูกนอกจากจะช่วยให้คนในพื้นที่จับจ่ายใช้สอยสินค้าได้อย่างสะดวกสบายแล้ว ยังช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับกลุ่มสินค้าฮาลาลคุณภาพจากทั่วประเทศ ที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าร้านสะดวกซื้อชั้นนำ ได้มีช่องทางในการกระจายสินค้าสู่กลุ่มผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ด้มากขึ้นอีกด้วย

 

“ฟิน” เดลิเวอรี่ส่งสินค้า ขจัดทุกปัญหาการจ่ายตลาด

ไลน์แมน แกร็บ ฟู้ดแพนด้า สกูต้าหลบไป เพราะนาทีนี้ที่ปัตตานีมีแอปพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “ฟินเดลิเวอรี่” ทางเลือกใหม่ในการสั่งซื้อสินค้าและวัตถุดิบจากตลาดสดที่ส่งตรงถึงหน้าบ้าน สำหรับการทำงานของแอปพลิเคชั่นดังกล่าว จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดอุปสรรคในการจับจ่ายใช้สอยของเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านที่ไม่ค่อยมีเวลา ภารกิจรัดตัว หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ ด้วยการรับคำสั่งซื้อ พร้อมขนส่งสินค้าและวัตถุดิบไปถึงหน้าร้าน หน้าบ้าน ออฟฟิศ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถนำช่วงเวลาดังกล่าวนั้นไปใช้ในการจัดการธุระ หรือจัดการภารกิจงานบ้านได้มากยิ่งขึ้น ด้านกลยุทธ์ในการให้บริการฟินเดลิเวอรี่ ใช้รูปแบบธุรกิจผู้ประกอบกับผู้ประกอบการ (Business to Business) ในการดำเนินงานเบื้องต้น จากนั้นจึงขยายเข้าสู่รูปแบบจากผู้ประกอบการถึงมือลูกค้า (Business to Consumer) ที่เน้นการสั่งง่าย ส่งไว  และในอนาคตจะมีการขยายตลาดไปยังตัวเมืองในสามจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงการขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

 

“เบญจเมธา” เซรามิกจากเนื้อดินจึงงา รังสรรค์มูลค่าด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัว

หลายคนอาจไม่คาดคิดว่า ภาคใต้ชายแดนก็มีการทำเซรามิก และทำได้ดีไม่แพ้แหล่งที่มีชื่อเสียงอย่างลำปาง บ้านเชียง หรือแม้กระทั่งเกาะเกร็ด นนทบุรีเสียด้วย แรกเริ่มเดิมทีธุรกิจดังกล่าวได้นำดินจากทางภาคเหนือที่เชื่อกันว่าเป็นดินดีมีคุณภาพสำหรับงานเซรามิก มาปั้นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่ต่อมาค้นพบว่าเนื้อดินในท้องถิ่น อ.ปะนาเระที่ชื่อว่า “ดินจึงงา” ก็สามารถพัฒนาให้เป็นสินค้าประเภทเดียวกันได้ จึงเริ่มนำมาทดแทนวัตถุดิบเดิม ซึ่งช่วยทั้งในการลดต้นทุนในกระบวนการผลิต สร้างอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร และมีประสิทธิภาพทางการใช้งานที่ดีเยี่ยม สำหรับความพิเศษของเซรามิกเบญจเมธานั้น เน้นการใช้ศิลปะแบบอิสลามิก คือมีความ เรียบง่าย บางรูปแบบมีการผสมผสานอักษรอาหรับเพื่อสื่อถึงความเป็นมุสลิม มีการเชื่อมโยงถึงเรื่องราววิถีชีวิต ธรรมชาติ และท้องทะเลใน อ.ปะนาเระ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า

สิ่งที่สามารถทำให้ธุรกิจดังกล่าวยังยืนหยัดอยู่ได้คือการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ที่ปรับคุณสมบัติของเนื้อดินและน้ำยาเคลือบ หัวใจสำคัญของสินค้าเซรามิกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ยังสืบทราบมาอีกว่าเซรามิกจากเบญจเมธา สามารถต่อยอดมูลค่าในเชิงพาณิชย์ได้อย่างดีในกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ เช่น โรงแรม สถาบันการเงิน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนชื่นชอบความแตกต่างและความไม่เหมือนใครที่สามารถผสมผสานได้อย่างลงตัว

 

กรือโป๊ะนัสรีน ขนมขบเคี้ยวภูมิปัญญาท้องถิ่นบินสู่โมเดิร์นเทรด

ข้าวเกรียบปลาทอดกรอบ หรือกรือโป๊ะ เป็นของขบเคี้ยวที่นิยมทานกันมากในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ซึ่งหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมคือ “นัสรีน” เนื่องจากความมีคุณภาพของสินค้าและรสชาติที่อร่อยถูกใจผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตามปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่ตามมาก็คือ กำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากการผลิตส่วนใหญ่ยังใช้กำลังคน และการถูกปฏิเสธการขนส่งเครื่องจักรมายังในพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมระบบการผลิตแบบกึ่งอัตโนมัติร่วมกับ NIA และทีมผู้เชี่ยวชาญจาก ม.สงขลานครินทร์ ในกระบวนการนวดผสมและขึ้นรูปกือโป๊ะแบบแท่ง และกระบวนการลดอุณหภูมิก่อนนำไปทอดด้วยเครื่องเป่าลมร้อนแบบพุ่งชน ซึ่งทำให้ทุกวันนี้สามารถผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อได้ทัน พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาด้านรสชาติที่มากถึง 8 รส เช่น ต้มยำกุ้ง สไปซี่ สาหร่าย พริกไทยดำ ทั้งยังทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง

 

ยี่เทียนทัวร์ แพลตฟอร์มนำเที่ยวแก้ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ

ยี่เทียนทัวร์ (Yitiantour)  คือแพลตฟอร์มให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยอาศัยเทคโนโลยี Web application , Mobile Application , AI และ Data visualization ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีพฤติกรรมการเที่ยวแบบอิสระ ด้วยการจับคู่ความต้องการซื้อและความต้องการขายทัวร์ของเอเจนซี่ไทย ให้เข้าถึงตลาดของนักท่องเที่ยวจีนแบบออนไลน์และให้ผู้ประกอบการนำเที่ยวไทยใช้ระบบฟรี ช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถเข้าถึงข้อมูล วางแผนการเดินทาง ศึกษาเส้นทาง เวลา และตัดสินใจซื้อแพ็คเกจทัวร์ไทยได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา สำหรับระบบดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ หรือนายหน้านำเที่ยวที่ขายแพ็กเกจทัวร์แบบผิดกฎหมาย ทั้งยังเป็นสื่อกลางในการสร้างภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวที่ดี รวมถึงลดข้อจำกัดทางด้านภาษาด้วยข้อมูลที่แม่นยำและถูกต้อง

พัฒนาชายแดนใต้ด้วยนวัตกรรม ทำอย่างไร?

นายวิเชียร สุขสร้อย รองผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เผยว่า กลุ่มจังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์และความโดดเด่นในแง่ของสภาพทางภูมิศาสตร์ ความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม และเส้นทางคมนาคมที่ควรค่าแก่การยกระดับสู่แหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เสน่ห์อีกหนึ่งอย่างที่ไม่เหมือนใครคือศักยภาพด้านสินค้าและบริการฮาลาล ที่หากได้รับการพัฒนาอย่างเข้มข้นเชื่อว่าจะไปได้ไกล สามารถรองรับผู้บริโภคได้ในระดับโลก อย่างไรก็ตาม ภายใต้การสนับสนุนของ NIA นอกจากจะให้ปัจจัยที่สำคัญอย่างทุนทรัพย์เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในธุรกิจนวัตกรรมแล้วนั้น ยังมีการจัดกิจกรรมบ่มเพาะให้ความรู้ และเครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญจากทุกภุมิภาค ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มให้ทั้งผู้ประกอบการไทยทั้งเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ หรือผู้สนใจในการจัดตั้งธุรกิจนวัตกรรม สามารถนำไปเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับธุรกิจได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ยังมั่นใจอีกว่าบริบทในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมให้กับกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม การท่องเที่ยว การจัดการด้านสังคม ซึ่งหลายภาคส่วนควรร่วมช่วยกันเพื่อให้การเติบโตในระดับท้องถิ่นเป็นไปอย่างรวดเร็ว

สำหรับการดำเนินกิจกรรมในปีถัดไป NIA ได้จัดงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการ “การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ SMEs/Startup ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” ไว้ทั้งสิ้น 22.4 ล้านบาท ซึ่งมุ่งที่จะขยายผลนวัตกรรมเดิม รวมทั้งบูรณาการงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมาใช้รังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด และพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่ นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสำนักสนับสนุนการผลิตและธุรกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสล.) กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ (YES) จัดประชุมเพื่อบูรณาการแผนการขับเคลื่อนงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ในปี 2562 ตามกรอบความร่วมมือ และรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th

เอ็นไอเอ ปลื้มปี 61 พัฒนาธุรกิจนวัตกรรมสร้างมูลค่าทางศก.ได้กว่า 2 พันล้าน
ตั้งเป้าหมายเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดันไทยก้าวสู่ “ประเทศแห่งนวัตกรรม”

  • ไม่หมด "แพชชั่น"! เอ็นไอเอ ชูภาพองค์กรยุคใหม่ ขับเคลื่อนโดยคน “GEN M” ดึงความชอบสู่การเป็น “เทรนด์เซ็ตเตอร์” พลิกโฉมหน่วยงานรัฐในศักราชใหม่

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยผลสำเร็จการดำเนินงานในปี 2561 ซึ่งได้สนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมไปทั้งสิ้น 193 โครงการ ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท พร้อมโชว์ยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปี 2562 มุ่งเดินหน้าการพัฒนานวัตกรรมให้สดรับกับนโยบายประเทศไทย 4.0 พร้อมผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็น “Innovation Nation”

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า การดำเนินงานของ NIA ในปี 2561 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ โดยมีการขยายขอบเขตงานให้ครอบคลุมการพัฒนาระบบนวัตกรรมแห่งชาติอย่างรอบด้าน เพื่อตอบสนองต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงทางนวัตกรรมในอนาคตของโลกที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเน้นการพัฒนาองค์ประกอบสำคัญ 5 มิติ ได้แก่ 1. ผู้ประกอบการนวัตกรรม 2. วิสาหกิจและองค์กรนวัตกรรม 3. ตลาดทุนและการลงทุน 4. นวัตกรและงานแห่งอนาคต และ 5. ตลาดและอัตลักษณ์นวัตกรรมของชาติ เพื่อยกระดับความสามารถด้านนวัตกรรมเพื่อการแข่งขันในเวทีโลก และนวัตกรรมสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจทางนวัตกรรมในระดับเยาวชน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา ผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น และ ภูมิภาคต่าง ๆ ในการเพิ่มโอกาสในการสร้างและการเข้าถึงนวัตกรรมให้เป็นไปอย่างทั่วถึง การสร้างการรับรู้ด้านนวัตกรรม สร้างความตื่นตัวด้านนวัตกรรมและสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในประชาสังคม การพัฒนานวัตกรรมข้อมูล โดยอาศัยการสำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ และประเมินทางวิชาการ เพื่อแสวงหาโจทย์ แนวโน้ม และประเด็นการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบความต้องการของประเทศ รวมถึงการสร้างระบบและเครื่องมือการพัฒนาและประเมินผลที่สนับสนุนการดำเนินงานในด้านอื่นๆ ผ่านการพัฒนาสารสนเทศนวัตกรรม

ในปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมเชิงเศรษฐกิจที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก NIA จำนวน 193 โครงการ แบ่งเป็น นวัตกรรมมุ่งเป้า 17 โครงการ มูลค่าการสนับสนุน 46.5 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุน 257.4 ล้านบาท และนวัตกรรมแบบเปิด 176 โครงการ มูลค่าการสนับสนุน 180.9 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุน 2,253.5 ล้านบาท สำหรับกลุ่มนวัตกรรมเพื่อสังคมจะเน้นตอบโจทย์การยกระดับสังคม ชุมชน ให้เกิดความยั่งยืนผ่านกลไกต่างๆ ทั้งในรูปแบบองค์ความรู้ เครือข่าย และเงินทุน โดยปีที่ผ่านมาสนับสนุนโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมจำนวน 39 โครงการ เกิด 15 เครือข่าย สร้างผลกระทบเชิงสังคม 208.56 ล้านบาท นอกจากนี้ ในส่วนของการพัฒนา “ย่านนวัตกรรม” ก็เริ่มที่จะเห็นเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดมากขึ้น เช่น ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี และย่านนวัตกรรมปุณณวิถี นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางด้านนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่ งาน Startup Thailand 2018 ภายใต้แนวคิด Endless Opportunities ซึ่งมีผู้ร่วมงานกว่า 50,000 คน เกิดเม็ดเงินลงทุนมากกว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมด้วยครั้งแรกของ 3 กิจกรรม ได้แก่ District Summit ที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักการพัฒนาย่านนวัตกรรม งาน Thailand Innovation Expo 2018 และ Government Procurement Transformation ที่ส่งเสริมการพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างของตลาดภาครัฐสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้น เพื่อเป็นตลาดซื้อขายที่สำคัญสร้างความเข้มแข็งให้กับของสตาร์ทอัพ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและการเข้าถึงด้านข้อมูลของภาครัฐ รวมไปถึงยังได้เป็นส่วนสำคัญที่ได้ร่วมผลักดันให้ไทยได้รับการจัดอันดับนวัตกรรมขึ้นสู่อันดับที่ 44 จากเดิมที่อยู่อันดับ 51 ในปี 2560

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนการดำเนินงานในปี 2562 ยังคงเดินหน้าการพัฒนานวัตกรรมให้สอดรับกับยุทธศาสต์ประเทศไทย 4.0 พร้อมมุ่งผลักดันให้ไทยเข้าสู่การเป็น “Innovation Nation” หรือ ประเทศแห่งนวัตกรรม และเพื่อสร้างโอกาสและความแตกต่างให้เกิดเป็นผลผลิตที่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจ NIA จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานเพื่อมุ่ง “สร้าง” ความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่นำไปสู่การเติบโตทางนวัตกรรมของประเทศ และเป็นไปอย่างสอดคล้องและก้าวทันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะประกอบด้วย “สร้างความเข้มแข็งระบบนวัตกรรมแห่งชาติ” ผ่านการเชื่อมโยงภาคเอกชน ภาครัฐ การศึกษาและประชาสังคม รวมทั้งเร่งพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมเพื่อสร้างระบบนวัตกรรมที่เข้มแข็งจากพื้นฐาน “สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงทางนวัตกรรม” รวมทั้งพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตและเปลี่ยนแปลงทางนวัตกรรม และ “สร้างคุณค่าใหม่ทางนวัตกรรม” เพื่อเตรียมความพร้อมและยกระดับศักยภาพทางนวัตกรรมสำหรับอนาคต ทั้งในระดับบุคคล องค์กรและประเทศ ผ่านการสร้างการรับรู้ องค์ความรู้และเครื่องมือทางนวัตกรรม ทั้งนี้ การดำเนินงานทั้งหมดยังได้วางเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่ 1 ใน 30 อันดับประเทศแรกของโลกที่มีการพัฒนานวัตกรรมอย่างยอดเยี่ยมภายในปี 2030

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า ในการดำเนินงาน ยังได้วางวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรที่มุ่งเสริมสร้างความสามารถทางนวัตกรรมผ่านระบบนวัตกรรม ซึ่งในปัจจุบัน NIA ถือเป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่เพราะบุคลากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนในกลุ่ม Gen M หรือ Millennials ดังนั้น จึงต้องมีวิธีการส่งผ่านดีเอ็นเอที่แตกต่างไปจากหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพัฒนาองค์กรให้เป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่ในกลุ่ม Gen M หรือ Millennials ที่ใช้ความชื่นชอบ หรือ Passion เป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคลากรได้พัฒนางานในสิ่งที่แต่ละคนสนใจ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองและฝึกให้เป็นผู้นำจากองค์ความรู้เฉพาะทาง ในด้านนวัตกรรมที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น และสร้างรูปแบบการทำงานให้เป็นระบบ พร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมที่เปี่ยมด้วยความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้นในลำดับต่อไป

ด้าน นายวิเชียร สุขสร้อย รองผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ด้านการนำนวัตกรรมไปใช้ยกระดับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ จะมุ่งพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเศรษฐกิจในอนาคต ผ่านรูปแบบต่างๆ อาทิ การต่อยอดผลงานวิจัยที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน การสนับสนุนทุนให้เปล่า การเชื่อมโยงเครือข่ายนักนวัตกรรมและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ฯลฯ โดยได้วาง 6 เป้าหมายธุรกิจที่มีผลกระทบเชิงบวกและสนับสนุนการพัฒนาประเทศที่จะต้องเร่งพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ ธุรกิจนวัตกรรมสมุนไพรเพื่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ธุรกิจนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ ธุรกิจนวัตกรรมอาหารทางการแพทย์ ธุรกิจนวัตกรรมด้านสมาร์ทโลจิสติกส์และการใช้ IoT ในกระบวนการผลิต ธุรกิจนวัตกรรมการป้องกันประเทศและความมั่นคง และธุรกิจนวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยว

ส่วนในการนำนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคม จะให้ความสำคัญต่อประเด็นการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ๆ และสาขาธุรกิจเพื่อสังคมที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความทั่วถึงและเท่าเทียมกันมากขึ้น ในประเด็นนวัตกรรมเชิงสังคมด้านต่างๆ อาทิ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้านความเชื่อมโยงระหว่าง อาหาร น้ำ และพลังงาน ด้านภาครัฐและการศึกษา ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ด้านการจัดการภัยพิบัติตามที่แต่ละพื้นที่ประสบ ซึ่งในการส่งเสริมด้านดังกล่าวมีแนวทางการดำเนินงานหลากหลายกิจกรรม เช่น  “โครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation Village)” โครงการนโยบายวิทย์แก้จน ซึ่งจะมุ่งพัฒนากลุ่ม 10 จังหวัดที่ยากจนที่สุดให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th

Page 1 of 3