OPEN-TEC เปิดเวทีแชร์องค์ความรู้ด้าน Blockchain

เมื่อเร็วๆ นี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ซึ่งถือเป็นโครงการและกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มบริษัท TCC Technology Group โดยมี นางวลีพร สายะสิต (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) เป็นตัวแทนบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ล่าสุดจับมือพันธมิตรจัดเวทีสัมมนาแชร์องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชน ภายใต้ชื่องาน Unlock Your Business with Blockchain เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้ร่วมสัมมนาสามารถออกแบบ Value Proposition จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน รวมถึงเข้าใจบทบาทบล็อกเชนในกระบวนการของ Initial Coin Offering : ICO และรูปแบบ Cryptocurrency

ผ่านกรณีศึกษาที่ทันสมัยโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กรชั้นนำ ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ (ตรงกลาง) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไอโครา จำกัด, นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ที่ 1 จากขวา) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บเทรด Bitkub, นายกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ (ที่ 2 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซอฟต์แวร์ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย และ นายศิลวัต สันติวิสัฎฐ์ (ที่ 1 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการสายงานผลิตภัณฑ์บรรษัทและผู้ประกอบการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมกันนี้ได้รับเกียรติจาก นางสุทธิพรรณ นุชฉายา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พัฒนาธุรกิจและสื่อสารองค์กร บริษัท ซี เอ ซี จำกัด เป็นประธานกล่าวต้อนรับในงานสัมมนาฯ ทั้งนี้งานสัมมนา Unlock Your Business with Blockchain ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากกลุ่มผู้บริหารและบุคลากรทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ณ ลานกิจกรรม Multifunction Hall , C asean ชั้น 10 อาคาร CW Tower

2019 ปีแห่งระบบนิเวศดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

โดย อโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน

เมื่อถึงช่วงเวลาที่โลกเดินทางรอบดวงอาทิตย์จนครบไปอีกหนึ่งรอบ พร้อมกับที่ปี 2018 ได้ปิดลงอย่างสมบูรณ์ ถึงเวลาที่เราต้องมองไกลไปข้างหน้าพร้อมคำนึงถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2019 อันเป็นช่วงที่เรากำลังเดินเข้าใกล้ทศวรรษหน้าแห่งนวัตกรรมที่จะนำพาเราไปยังปี 2030 ปีที่ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ได้คาดการณ์ถึงสิ่งที่จะได้รับจากการก้าวเข้าสู่ ยุคถัดไปของความร่วมมือระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรกล ยุคที่เราจะดื่มด่ำไปกับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น (smart living) การทำงานอย่างชาญฉลาด (intelligent work) ตลอดจนถึงระบบเศรษฐกิจที่ลื่นไหล

ในปีที่แล้ว เราได้คาดการณ์แนวโน้มบางอย่างไว้อย่างชัดเจน  ซึ่งการคาดการณ์บางส่วนสามารถเห็นผลได้เร็วกว่าอื่นๆ เล็กน้อย แต่ยังมีอีกหลายส่วน อาทิ เรื่องของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) แมชชีน เลิร์นนิ่ง ตลอดจนระบบอัตโนมัติ (autonomous systems) ที่ยังคงมีการพัฒนาให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่องค์กรธุรกิจต่างลงมือสร้างโครงสร้างหลักดิจิทัล (digital backbone) เพื่อรองรับเทคโนโลยีเหล่านี้นั่นเอง แล้วอะไรคือแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นทั่วทั้งโลกในปี 2019 นี้? ต่อไปนี้คือการคาดการณ์หลักๆ ของเราสำหรับปี 2019 ปีที่ทั้งโลกก้าวสู่ระบบนิเวศดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

เราจะทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างดื่มด่ำสมจริงยิ่งกว่าที่เคย

สำหรับแนวโน้มที่เกิดขึ้นในระดับโลก ผู้ช่วยเสมือนจริงยังคงมีให้เห็นกันแพร่หลายในเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภค ทั้งเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม “ธิงค์ หรือสรรพสิ่งต่างๆ” ไปจนถึงยานยนต์ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต โดยอุปกรณ์ทั้งหมดเหล่านี้จะเรียนรู้ความชื่นชอบของคุณ เพื่อนำเสนอเนื้อหา และข้อมูลในเชิงรุกให้กับคุณโดยอิงตามการปฏิสัมพันธ์ที่มีมาก่อนหน้านั้น และเรายังจะได้เห็นความฉลาดของเครื่องจักรผสานรวมเข้ากับระบบที่รวมสภาพแวดล้อมจริงเข้ากับวัตถุเสมือน หรือ augmented reality (AR) และระบบจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง หรือ virtual reality (VR) ภายในบ้านเพื่อสร้างประสบการณ์ดื่มด่ำเสมือนจริง ประหนึ่งมีผู้ช่วยเชฟในโลกเสมือนที่จะคอยสร้างสรรค์อาหารมื้อง่ายๆ สำหรับครอบครัว และคุณเองก็สามารถที่จะเชื่อมต่อกับระบบดูแลสุขภาพส่วนตัวด้วยอุปกรณ์ติดตามสุขภาพที่ฉลาดล้ำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นระบบที่สามารถจับข้อมูลเกี่ยวกับร่างกาย เช่นอัตราผันแปรของการเต้นของหัวใจ รูปแบบการนอน และอีกมากมาย เพื่อที่คุณสามารถจะแชร์ข้อมูลเหล่านี้ให้โรงพยาบาลต่างๆ ดูเพื่อการดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ความชาญฉลาดที่เสมือนจริงจะยังคงตามเราไปจนถึงที่ทำงานเช่นกัน ทั้งพีซี และอุปกรณ์ที่เราใช้อยู่ทุกวันจะเรียนรู้จากอุปลักษณะนิสัยของเราและเตรียมแอปฯ และบริการที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรียกใช้ได้ทันที  ความก้าวหน้าในการประมวลผลทางภาษา (Natural Language Processing) และเทคโนโลยีสั่งการด้วยเสียง (Voice Technologies) จะสร้างบทสนทนาเพื่อช่วยให้สื่อสารกับจักรกลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในขณะที่ระบบออโตเมชัน และระบบหุ่นยนต์จะสร้างความร่วมมือกับเทคโนโลยีเพื่อทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างลื่นไหลและรวดเร็วยิ่งขึ้น  และด้วยแอปพลิเคชันที่ให้การใช้งานเสมือนจริงทั้ง AR และ VR ช่วยสร้างประสบการณ์เสมือนจริงทั้งในและนอกสถานที่ เพียงแค่ผู้ใช้ต้องเข้าถึงข้อมูลที่จะต้องใช้ในการทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ

เหมืองทองของข้อมูลจะจุดประกายให้เกิด “การตื่นทอง” ในการลงทุนด้านเทคโนโลยียุคถัดไป

หลายองค์กรเก็บข้อมูลบิ๊กดาต้ามาเป็นเวลาหลายปี ในความเป็นจริง มีการคาดการณ์ไว้ว่าภายในปี 2020 ข้อมูลจะมีปริมาณสูงถึง 44 ล้านล้านกิกะไบต์ หรือ 44 เซตตะไบต์  ซึ่งเป็นข้อมูลจำนวนมหาศาล ในไม่ช้าองค์กรธุรกิจต่างๆก็จะเริ่มนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ได้ในที่สุด เมื่อการปฏิรูปสู่ดิจิทัลเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

และเมื่อสามารถสร้างคุณค่าจากข้อมูลได้มากขึ้น การมีมุมมองเชิงลึกก็จะช่วยขับเคลื่อนไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ และทำให้กระบวนการทางธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะมีการลงทุนในภาคเทคโนโลยีมากขึ้น องค์กรสตาร์ทอัพรายใหม่ๆ จะเกิดขึ้นมาเพื่อรับมือกับความท้าทายที่ใหญ่ขึ้น ในการทำให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นจริงขึ้นมาได้ ทั้งการบริหารจัดการข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลรวมซึ่งจะให้มุมมองเชิงลึกที่มาจากระบบเสมือน

5G จะช่วยให้เราใช้ชีวิตบนเอดจ์ได้ดีขึ้น

อุปกรณ์ชิ้นแรกๆ ที่รองรับ 5G จะออกสู่ตลาดช่วงปีหน้า มาพร้อมความสามารถในการรองรับเครือข่ายรุ่นถัดไป ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของเกมการแข่งขันด้านข้อมูลอย่างสิ้นเชิงทั้งในเรื่องของความเร็ว และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเครือข่ายที่ให้แบนด์วิดธ์สูง ความหน่วงต่ำ ช่วยให้เชื่อมต่อสิ่งต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ และระบบงานต่างๆ นอกจากนี้ยังอัดแน่นไปด้วยปัญญาประดิษฐ์ แมชชีน เลิร์นนิ่ง และระบบประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้นที่ปลายทาง อันเป็นจุดที่ข้อมูลทั้งหลายถูกสร้างขึ้น

อีกไม่นานเกินรอ เราจะเริ่มเห็น ไมโคร-ฮับ (micro-hubs) เรียงรายอยู่ตามถนน หรือไม่อย่างนั้นคุณอาจจะได้เห็น ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก (mini datacenters) ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสใหม่ๆ สำหรับการสร้างข้อมูลเชิงลึกในแบบเรียลไทม์ให้เกิดขึ้นได้จากจุดที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม นอกจากนี้ เมืองต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และเล็กจะสามารถเชื่อมต่อเข้าหากันได้มากกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งจะเป็นการปูทางไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ พร้อมระบบโครงสร้างดิจิทัลที่เราคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตและขยายตัวในปี 2030  ซึ่งนี่จะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าเกมการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมทางด้านสุขภาพ หรือเฮลธ์แคร์ หรืออุตสาหกรรมการผลิต ที่ทั้งดาต้าและข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นจะถูกประมวลผลและวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วในแบบเรียลไทม์ เมื่อเทียบกับการส่งข้อมูลข้ามผ่านคลาวด์ไปมา โดยรูปแบบนี้สามารถช่วยให้แชร์ข้อมูลกับผู้ที่ต้องการได้ในทันที

การคาดการณ์ด้านข้อมูลจะเรียกร้องการใช้งานคลาวด์ที่มากขึ้น

ปีที่ผ่านมา เราคาดการณ์ถึงการมาของเมกะ คลาวด์ (Mega Cloud) ซึ่งเป็นการนำคลาวด์หลากหลายรูปแบบมาทำงานงานร่วมกัน เพื่อสร้างรูปแบบการดำเนินงานที่ทรงพลังเนื่องจากนโยบายด้านไอทีต้องการการทำงานของทั้งไพรเวท คลาวด์ และพับบลิค คลาวด์ร่วมกัน จนกระทั่งถึงตอนนี้ ประเด็นการโต้เถียงที่เปรียบเทียบพับบลิค คลาวด์ กับไพรเวท คลาวด์ เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากองค์กรธุรกิจเข้าใจดีว่าพวกเขาจำเป็นต้องบริหารจัดการประเภทของข้อมูลทั้งหมดที่แตกต่างกัน เพื่อการประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการสำรวจของไอดีซีชี้ให้เห็นว่า เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ตอบการสำรวจ มีการส่งข้อมูลกลับมาที่ไพรเวท คลาวด์ซึ่งอยู่ในองค์กร และเราคาดว่าแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงการเติบโตของพับบลิค คลาวด์ก็ตาม

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมแบบมัลติ-คลาวด์ ยังช่วยขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติ ตลอดจนการประมวลผลของทั้ง AI และ ML ด้วยความเร็วสูง เนื่องด้วยตัวเทคโนโลยีมอบความสามารถให้กับองค์กรธุรกิจในการจัดการ การเคลื่อนย้ายและการประมวลผลข้อมูลได้ทุกที่และทุกเวลาที่ต้องการ ในความเป็นจริง เราจะเห็นคลาวด์เกิดขึ้นมากมาย เพราะข้อมูลมีการกระจายตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ ที่พื้นที่ปลายทางภายในสภาพแวดล้อมของยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือภายในโรงงานอัจฉริยะ (smart factories) ไปจนกระทั่งถึงในแอปฯ ที่อยู่บนคลาวด์ ในดาต้าเซ็นเตอร์ภายในองค์กร (on-prem) ที่ได้รับการปกป้อง เพื่อตอบโจทย์ด้านกฏระเบียบและมาตรฐานด้านความเป็นส่วนตัว และแน่นอน เหล่านี้ยังรวมถึงพับบลิค คลาวด์ สำหรับแอปฯ และบริการหลากหลายที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้

และจากผลการสำรวจ ดัชนีการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ (Dell Technologies Digital Transformation Index (DT Index) สำหรับประเทศไทย มีการระบุอย่างชัดเจนว่า 63 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรธุรกิจในประเทศไทยมีความตั้งใจที่จะลงทุน เพื่อมุ่งไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานในแบบมัลติ-คลาวด์ ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างขุมพลังและเพิ่มศักยภาพให้กับองค์กรในการปฏิรูปรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (business transformation) อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้ามผ่านยุคมิลเลนเนียลไป กลุ่มคนเจนแซด (Gen Z) จะตบเท้าสู่การทำงาน

ชาวมิลเลนเนียลกำลังเตรียมที่ทางให้กับคนรุ่นถัดไป คือกลุ่มคน Gen Z (คนที่เกิดหลังปี 1995) ซึ่งจะก้าวสู่การทำงานภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้มีคนทำงานที่แตกต่างกันถึง 5 รุ่นด้วยกัน! ซึ่งนี่จะก่อให้เกิดประสบการณ์ในการใช้ชีวิต และการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันอย่างมาก 98 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มคน Gen Z จะได้ใช้เทคโนโลยีที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาอย่างเป็นทางการ หลายคนเข้าใจพื้นฐานของการเขียนโค้ดซอฟต์แวร์อยู่แล้ว พร้อมกับคาดหวังว่าจะได้ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดเท่านั้นในการสร้างประสบการณ์การทำงานของตน

ชาว Gen Z จะจุดประกายวิวัฒนาการใหม่ให้กับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเพื่อการทำงาน พร้อมกับสร้างโอกาสมากขึ้น ในเรื่องความสามารถด้านเทคโนโลยี และการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะใหม่ๆ ในที่ทำงานจากคนทำงานที่สูงวัยกว่า โดยเทคโนโลยี AR และ VR จะกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น และช่วยปิดช่องว่างของทักษะที่ต่างกันระหว่างคนทำงานต่างรุ่น ในขณะที่ช่วยให้ชาวเจนแซด ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลในเวลารวดเร็วตามที่ต้องการ

สำหรับประเทศไทยเอง ผลการสำรวจ Gen Z Research โดย เดลล์ เทคโนโลยีส์ ระบุว่า 97 เปอร์เซ็นต์ ของชาว Gen Z ในประเทศไทย ต้องการที่จะทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยที่สุด โดยมากกว่า 4 ใน 10 ให้ความสนใจในการทำงานด้านไอที ที่รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ ที่สำคัญ 64 เปอร์เซ็นต์ของบรรดาผู้เข้าร่วมการสำรวจเชื่อว่า มนุษย์และเครื่องจักรจะทำงานร่วมกันเสมือนเป็นทีมเดียวกัน (Human-Machine Partnership) ในอนาคตอันใกล้

ไม่มีจุดอ่อน หรือสิ่งที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะซัพพลายเชนจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ฉลาดขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ในระดับโลก องค์กรที่เชื่อในเรื่องของข้อได้เปรียบมากมายจากการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน อาจดำเนินรอยตามแนวทางของเรา และเริ่มเร่งออกแบบโมเดลธุรกิจที่ไม่ปล่อยของเสียทิ้งไป ด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ด้านรีไซเคิล พร้อมวิธีปฏิบัติในแบบ closed loop มาใช้ ซึ่งในเรื่องนี้ เดลล์ ได้แชร์ต้นแบบในการเปลี่ยนพลาสติกในมหาสมุทรให้กลายเป็นบรรจุภัณฑ์แบบรีไซเคิล และเปลี่ยนเขม่าจากไอเสียของน้ำมันดีเซล ให้กลายเป็นหมึกสำหรับการพิมพ์บนกล่อง

เราจะมองเห็นความก้าวหน้าด้านซัพพลายเชนที่สามารถติดตามผลได้ ด้วยการวิเคราะห์ และควบคุมเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อระบุโอกาสที่แม่นยำในการแก้ไขสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง  บล็อกเชนจะมีบทบาทสำคัญเช่นกันในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการจัดหาสินค้าหรือบริการ พร้อมกับรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและการบริการควบคู่กันไป

ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะดีไปกว่านี้อีกแล้วในเรื่องของเทคโนโลยี ด้วยนวัตกรรมในยุค 5G ปัญญาประดิษฐ์ และแมชชีน เลิร์นนิ่ง คลาวด์ รวมถึงบล็อกเชนที่เดินหน้าอย่างเต็มสูบ ผมขอเดิมพันว่าเราจะนำข้อมูลจำนวน 44 เซ็ตตะไบต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ในปี 2020 เราจะปลดล็อคขุมพลังของข้อมูลในแบบที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ เพื่อปฏิรูปการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตในทุกวัน ฉะนั้นจงเตรียมพร้อมให้ดี เพราะเรากำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลังเข้าสู่ยุคของข้อมูล และปี 2019 จะเป็นอีกปีที่น่าสนุก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ส่ง EcoStruxure Triconex Tricon CX v11.3 คอนโทรลเลอร์ ช่วยคุมเข้ม อัดเต็มศักยภาพความปลอดภัยพ่วงประโยชน์เสริม ตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่ออันตรายสูง

  • EcoStruxure Triconex Tricon CX v11.3 เป็นระบบควบคุมความปลอดภัยในกระบวนการผลิต ระบบแรกของอุตสาหกรรมที่ได้ dual-certified ให้ทั้งความปลอดภัยที่แน่นหนา รักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ ช่วยลดความเสี่ยง อีกทั้งยังตอบโจทย์เรื่องความต่อเนื่องในการดำเนินงาน
  • ช่วยให้ได้รับคุณค่าในการดำเนินงานเร็วขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
  • รวมแอปพลิเคชันและชุดซอฟต์แวร์จัดการ มุ่มเน้นที่การสร้างคุณค่า ช่วยเพิ่มอัตราคืนทุนได้มากถึง 11 เปอร์เซ็นต์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น เปิดตัว Tricon CX version 11.3 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ทรงพลังที่สุด ของระบบเครื่องมือวัดความปลอดภัย EcoStruxure™ Triconex® 

Tricon CX version 11.3 ยังคงสืบสานความเป็นฟีเจอร์ด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่งที่สุด ที่ฝังอยู่ในระบบความปลอดภัยของกระบวนการผลิตที่โดดเด่นของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ทั้งนี้ Tricon CX ในเวอร์ชั่น 11.3 ได้รับมาตรฐาน IEC 62443 และการรับรองจาก TÜV Rheinland สำหรับการดำเนินงานที่ให้ความปลอดภัยสูงในระดับ Safety Integrity Level 3  นอกจากนี้ยังผ่านมาตรฐานการรับรอง ISASecure® EDSA ระดับ 1 ซึ่งเป็นการรับรองความปลอดภัยทางไซเบอร์ชั้นนำของอุตสาหกรรม สำหรับระบบควบคุมการทำงาน ระบบความปลอดภัยและส่วนประกอบต่างๆ ของระบบ ซึ่งจากการที่ Tricon CX version 11.3 เป็นระบบวัดความปลอดภัยในกระบวนการผลิตระบบแรกของอุตสาหกรรมที่ได้รับ dual-certified จึงตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ต้องการความปลอดภัยแน่นหนา ทั้งความปลอดภัยบนไซเบอร์ ช่วยลดความเสี่ยง อีกทั้งตอบโจทย์เรื่องการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง ทั้งในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่น ปิโตรเคมี พลังงาน และอุตสาหกรรมที่ต้องการความปลอดภัยสูง

EcoStruxure ช่วยปกป้องและรับรองความปลอดภัย พร้อมให้ประโยชน์แบบเรียลไทม์

“ข้อดีของการผ่านมาตรฐานการรับรองทั้งเรื่องการปกป้องและรักษาความปลอดภัย รวมถึงการบังคับใช้งานที่สอดคล้องตามมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดของอุตสาหกรรม อีกทั้ง Tricon CX version 11.3 ยังมีการออกแบบที่สอดคล้องตามกระบวนการด้านการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยตลอดอายุของผลิตภัณฑ์ (Security Development Lifecycle) จึงทำให้มั่นใจได้ว่า Tricon CX version 11.3 มีความปลอดภัยในระดับสูงสุด”  ไมค์ คมิลิวสกี้ รองประธาน ฝ่ายความปลอดภัยด้านกระบวนการทำงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “เราเป็นซัพพลายเออร์รายแรกที่ผ่านมาตรฐานการรับรองความปลอดภัยพร้อมกันถึง 2 มาตรฐาน ทั้งด้านความปลอดภัยในการใช้งาน และความปลอดภัยบนไซเบอร์ จาก TÜV Rheinland  นอกจากนี้ Tricon CX version 11.3 ยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ได้ในระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม และช่วยนำทางลูกค้าของเราไปสู่อนาคตที่มั่นคงและปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า ระบบเครื่องมือวัดความปลอดภัยขั้นสูง EcoStruxure Triconex เป็นระบบที่อุตสาหกรรมสามารถวางใจได้  โดยมีการบันทึกการใช้งานเป็นเวลายาวนานกว่า 1 พันล้านชั่วโมง โดยไม่เกิดความล้มเหลว   ให้ศักยภาพการดำเนินงานที่เสถียรและปลอดภัย Tricon CX version 11.3 ปกป้องและรักษาความปลอดภัยให้กับสินทรัพย์ของลูกค้า ตลอดจนพนักงาน รวมถึงสภาพแวดล้อม อีกทั้งเป็นความปลอดภัยที่ให้ประโยชน์ในแง่ของการสร้างผลกำไรได้อย่างแท้จริง

ส่วนประกอบที่สำคัญของแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรม EcoStruxure Plant ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือ Tricon CX version 11.3 มีการออกแบบที่มั่นคงปลอดภัย ให้ประสิทธิภาพและขีดความสามารถในระดับสูง รวมถึงให้ความยืดหยุ่นตลอดอายุการใช้งาน ทั้งนี้ EcoStruxure เป็นแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมระบบเปิดของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT ให้ความสามารถในการทำงานร่วมกัน โดย EcoStruxure ยังให้คุณค่าเสริมในเรื่องความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ให้ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อสำหรับลูกค้า นอกจากนี้ EcoStruxure™ ยังให้ความล้ำหน้าด้าน IoT โมบิลิตี้ ระบบเซ็นเซอร์ คลาวด์ การวิเคราะห์ และระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ เพื่อมอบนวัตกรรมในทุกระดับ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อ ระบบควบคุมการใช้อุปกรณ์ปลายทาง (Edge Control) และแอปพลิเคชัน รวมถึงการวิเคราะห์ และบริการต่างๆ โดยที่ผ่านมา EcoStruxure ได้มีการติดตั้งใช้งานมากกว่า 480,000 ไซต์งาน โดยมีผู้วางระบบและผู้พัฒนากว่า 20,000 รายให้การสนับสนุน ซึ่งมีการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกับอุปกรณ์มากกว่า 1.6 ล้านรายการ โดยมีการบริหารจัดการ ผ่านบริการด้านดิจิทัลมากกว่า 40 บริการ

ช่วยปกป้องและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ต้องการความปลอดภัยสูง

Tricon CX version 11.3 controller รุ่นล่าสุด ใช้ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่อยู่ใน EcoStruxure Triconex ในการรักษาความปลอดภัย ให้ความต่อเนื่องในการทำงาน ให้การปกป้องที่ได้รับการพิสูจน์และยอมรับจากการใช้งานจริง โดยให้ศักยภาพยอดเยี่ยม เรื่องความต่อเนื่องในการทำงาน และให้ประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งานเพื่อการปกป้องแอปพลิเคชันสำคัญทางธุรกิจ ครอบคลุมถึงเรื่องกรณีฉุกเฉิน (emergency shutdown) รองรับระบบไฟและแก๊ส ระบบการจัดการการเผาไหม้ รวมไปถึงระบบควบคุมและตรวจสอบแรงดัน (high integrity pressure protection and control)

เมื่อผสานรวมการออกแบบที่กระทัดรัด ทำให้ Tricon CX มีขนาดที่เล็กว่า Tricon รุ่นเดิมถึง 50 เปอร์เซ็นต์ Tricon CX version11.3 เป็นแนวคิดในอุดมคติสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความอันตรายสูง ซึ่งขนาดของพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ระบบยังสามารถปรับขยายรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้าในเวลาที่ธุรกิจเติบโต โดยสามารถรองรับ I/O ได้มากกว่า 750,000 จุด และเนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวใช้เครื่องมือในการตั้งค่าการทำงานแบบเดียวกับ Tricon รุ่นเดิม จึงช่วยให้วิศวกรสามารถทำการติดตั้ง ปรับแต่งและดำเนินการได้อย่างปลอดภัย พร้อมดูแลรักษาระบบงานได้ต่อเนื่องในระยะยาวนานหลายสิบปี  ผลที่ได้ก็คือ ผู้ใช้งานปัจจุบันสามารถปกป้องการลงทุนใน Tricon พร้อมปรับขยายการใช้งานได้ตามต้องการ โดยไม่กระทบกระเทือนการดำเนินงาน ผู้ที่ใช้ Tricon CX เวอร์ชั่น 11.3 รุ่นใหม่นี้ จะได้ประโยชน์จากระบบความปลอดภัยที่ทรงพลังมากที่สุดจากระบบ Tricon และ Trident Safety Integrity Level 3 ซึ่งสามารถขยายขีดความสามารถรองรับอนาคตได้อย่างง่ายดาย

เพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน โดยมุ่งเน้นที่การมอบคุณค่า

Tricon CX version 11.3 เป็นรุ่นที่มีการปรับปรุงให้ใช้งานง่ายขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง ใช้เวลาในการออกแบบน้อยลง ใช้งานง่ายและลดการเดินสายไฟน้อยลง ใช้เวลาในการดำเนินงานได้น้อยลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์และเพิ่มผลิตผลได้ 5 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ Tricon CX version 11.3 ยังสามารถทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยที่หลากหลายของ EcoStruxure Triconex ซึ่งประกอบได้ด้วย

  • ระบบตรวจสอบความปลอดภัย ที่จะทำการทดสอบ ประเมินการทำงาน และจัดทำเอกสารเกี่ยวกับ application logic ของระบบความปลอดภัย EcoStruxure Triconex ซึ่งช่วยประหยัดเวลาการทดสอบซอฟต์แวร์ได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์
  • SIF Manager จะติดตามและตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของระบบเครื่องมือวัดความปลอดภัย (Safety Instrumented Function) ตลอดช่วงระยะเวลาการใช้งานภายในโรงงาน
  • Safety View ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันที่ได้รับการรับรองจาก TÜV-certified ที่ให้มุมมองเชิงลึกในการแจ้งเตือนเรื่องที่สำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการ ช่วยเพิ่มศักยภาพ และประสิทธิภาพในการดำเนินการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยง
  • System Auditor เครื่องมือที่เป็นหัวใจหลักสำหรับงานด้านเอกสารของระบบความปลอดภัย EcoStruxure Triconex พร้อมช่วยบริหารจัดการเกี่ยวกับการแจ้งเตือน
  • Tricon, Trident และ Tri-GP เอดจ์ คอนโทรลเลอร์ ที่มอบความเสถียรและความต่อเนื่องในการทำงานในระดับสูง

“Triconex CX version 11.3 มุ่งนำเสนอฟีเจอร์ที่เน้นเรื่องการมอบคุณค่า จึงทำให้สามารถลดต้นทุนในภาพรวมให้กับลูกค้าได้ถึง 9 เปอร์เซ็นต์” สตีฟ เอลเลียต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดอาวุโส ระบบควบคุมกระบวนการด้านออโตเมชั่น และความปลอดภัยของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “นอกจากนี้ด้วยสถาปัตยกรรมการออกแบบในลักษณะ triple redundant ที่ให้ความเสถียรสูง มีระบบบริหารจัดการ redundancy ในตัวเอง ให้ความสามารถในการเปลี่ยนโมดูลและปรับแต่งการทำงานผ่านระบบออนไลน์ได้ จึงเป็นการพิสูจน์ว่า Triconex CX version 11.3 ช่วยให้ผู้ประกอบการผลิตเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้ถึง 11 เปอร์เซ็นต์”

“ลูกค้าของเรา โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายสูง และมีกระบวนการทำงานหนักๆ ต้องการประสิทธิภาพความปลอดภัยในระดับสูงสุด พร้อมกับได้รับประสิทธิภาพทางธุรกิจและผลกำไรสูงสุด เนื่องจาก Tricon CX version 11.3 ช่วยให้บุคลกรในโรงงานสามารถระบุ วางแผน และบริหารจัดการการดำเนินงาน รวมถึงความเสี่ยงทางธุรกิจ จึงทำให้ Tricon CX version 11.3 นอกจากจะช่วยลดการเกิดดาวน์ไทม์และการขัดข้องในส่วนการผลิตแบบไม่คาดคิดแล้ว ยังช่วยให้ลูกค้าของเราเปลี่ยนการบริหารจัดการกระบวนการด้านความปลอดภัยที่เป็นต้นทุน ให้กลายเป็นผลกำไรได้” สตีฟ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ EcoStruxure Triconex Tricon webpage.

Hashtags:  #Triconex #SafteyforLife EcoStruxure #IoT #LifeIsOn

อีเอสอาร์ไอ ใช้เทคโนโลยีจีไอเอสหนุนองค์กรท้องถิ่นสู่สมาร์ทซิตี้ นำร่อง “นครนนท์ 4.0” บูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิตปชช.

บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซีดีจี ผู้นำด้าน Location Intelligence และตัวแทนจำหน่าย ArcGIS เทคโนโลยีด้านภูมิสารสนเทศระดับโลกแห่งเดียวในประเทศไทย เผยการก้าวสู่สมาร์ทซิตี้ควรมุ่งผลักดันทั้งเมืองใหญ่และการปกครองส่วนท้องถิ่น ชี้หัวใจของการบริหารจัดการเมืองแบบบูรณาการ ด้วยการนำข้อมูลเชิงพื้นที่เข้ามาช่วยวิเคราะห์ปัญหาในชุมชนเพื่อแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์งานบริการประชาชนในทุก ๆ ด้าน ล่าสุดร่วมกับเทศบาลเมืองนครนนท์ ผุด นครนนท์ 4.0ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี จีไอเอส ช่วยบูรณาการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ เฟสแรก เปิดแอพพลิเคชันใช้งานบนสมาร์ทโฟนและแท็บแลต รองรับงานบริการประชาชน เฟสที่สองจ่อลุยบูรณการระบบที่ดินและแผนภาษี ต้นปีหน้า

นางสาวธนพร ฐิติสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ประเทศไทยนอกจากการเปลี่ยนแปลงเมืองใหญ่ให้เป็นสมาร์ทซิตี้แล้ว การยกระดับการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นสมาร์ทซิตี้ หรือ Smart Local Government (SLG) เป็นสิ่งที่ต้องผลักดันและให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน ซึ่งหัวใจของการบริหารจัดการเมือง จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการข้อมูลแบบบูรณาการด้วยการนำข้อมูลเชิงพื้นที่ หรือโลเคชั่นมาวิเคราะห์ แก้ไขปัญหาและก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานแผนที่ภาษี งานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม งานแจ้งเหตุ งานประชาสัมพันธ์ งานสาธารณะ งานภัยพิบัติ งานวางแผนทางด้านอัคคีภัย และงานสวัสดิการสังคม โดยประเทศไทยอาศัยการบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นตัวกลางสำคัญในการดูแลประชาชน หากการบริหารส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่สามารถเพิ่มศักยภาพการทำงานได้กระชับ รวดเร็วยิ่งขึ้น ก็หมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรทั้งประเทศอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ในเมืองใหญ่หลายเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเช่น นครลอสแอนเจลิส ได้ผันตัวเองมาเป็น สมาร์ทซิตี้ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะการอยู่อาศัยของประชากรและการเติบโตของเมืองอย่างมีระบบ ปัจจัยหลักที่ช่วยในการสร้างเมืองอัจฉริยะให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นคือ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System, GIS) การเปลี่ยนนครลอสแอนเจลิสเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรซึ่งมีอยู่มากถึง 3.8 ล้านคน และหน่วยงานบริหารมากกว่า 40 องค์กร ทำให้เกิดปัญหาข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน ส่งผลให้การประสานงานระหว่างองค์กรติดขัดและการแก้ปัญหาเป็นไปได้อย่างล่าช้า จึงเป็นที่มาของการสร้าง “Los Angeles GeoHub” แพลตฟอร์มสาธารณะสำหรับการบริหารจัดการเมืองด้วยระบบ GIS

“Los Angeles GeoHub” ได้กลายเป็นต้นแบบของเมืองอื่น ๆ ด้วยการเก็บข้อมูลโลเคชั่นและข้อมูลเชิงพื้นที่จำนวนมหาศาลไว้ และพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นศูนย์กลางของระบบ Business Intelligence และยังช่วยให้พนักงานขององค์กรและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ หลังจากการเปิดใช้งานได้เพียง 3 เดือน สามารถแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยของระบบสาธารณะ และสามารถพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น การสร้างแอพพลิเคชันให้ประชาชนในพื้นที่สามารถแจ้งปัญหาขยะหรือถนนสกปรก โดยเจ้าหน้าที่เทศบาลจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับแผนการทำความสะอาดถนนให้เหมาะสมตามสถานการณ์จริง

ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาระบบแผนที่ภูมิศาสตร์เพื่อบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ ช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจแก้ไขปัญหาประชากร ให้กับเทศบาลนครนนทบุรี ภายใต้ชื่อ “นครนนท์ 4.0” ซึ่งแบ่งโครงการจ้างเหมาการให้บริการประชาชนด้วยระบบภูมิสารสนเทศผ่านระบบอินเตอร์เน็ตออกเป็น 2 เฟส ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเฟสแรกเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการอบรมเจ้าหน้าที่ เพื่อใช้งานระบบ ควบคู่กับการเริ่มต้นเปิดให้บริการประชาชน”

บริษัทได้นำซอฟต์แวร์ ArcGIS แพลตฟอร์ม มาใช้ในการบูรณาการของข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล และแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งการให้บริการประชาชนอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยการระบุพิกัด หรือโลเกชัน ที่ชัดเจน ซึ่งเฟสแรกได้พัฒนาระบบแผนที่สารสนเทศภูมิศาสตร์ ใช้กับงานบริการประชาชน 6 ด้าน  อาทิ 1.ระบบแจ้งปัญหาเรื่องร้องเรียน อาทิ ไฟดับ ไฟไหม้ อุบัติเหตุ, 2.ระบบงานติดตามโครงการ อาทิ สร้างถนน, 3.ระบบสวัสดิการและสังคม โดยเบื้องต้นจะใช้ดูแล และกำหนดสวัสดิการผู้สูงอายุ, 4.ระบบสาธารณสุข ที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับโรงพยาบาล, อาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.) และผู้นำชุมชน ในการดูแลให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยนอนติดเตียง, 5.ระบบงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใช้แจ้งเหตุระบุตำแหน่ง หรือพิกัด พื้นที่ประสบภัย เพลิงไหม้ ตำแหน่งหัวจ่ายนํ้าดับเพลิง เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ  โดยประชาชนสามารถใช้สมาร์ทโฟน หรือแท็บเลต แจ้งเหตุร้องเรียนต่าง ๆ ผ่าน 6 แอพพลิเคชัน ซึ่งข้อมูลการแจ้งเหตุร้องเรียน จะถูกส่งต่อข้อมูลมาที่เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บัญชาการในการกระจายงานและติดตามผ่านจอแสดงผลแดชบอร์ด

ทั้งนี้เทศบาลนครนนทบุรี มีความต้องการเปลี่ยนข้อมูลทั้งหมด ทั้งข้อมูลบริหารจัดการ และข้อมูลบริการประชาชน ไปสู่ดิจิทัล เพื่อยกระดับไปสู่เมืองสมาร์ทซิตี ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างหารือกับเทศบาลนครนนทบุรี เพื่อดำเนินการโครงการระยะ 2 ในต้นปีหน้า โดยจะบูรณาการระบบเข้ากับงานด้านที่ดิน แผนที่ภาษี กิจการนักเรียน การบริหารจัดการสถานศึกษาสังกัดเทศบาล งานด้านบริการประชาชน เช่น ตัดกิ่งไม้ หรือ ซ่อมถนน รวมถึงบริการด้านสาธารณสุข ที่เพิ่มงานด้านสุขาภิบาลเข้าไป เพื่อให้บริการที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองขนาดใหญ่หรือเมืองขนาดเล็ก การจะเป็น สมาร์ทซิตี้ หรือ สมาร์ท โลคอล รัฐบาลต้องมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ผนวกกับการนำข้อมูลโลเคชั่นและข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เป็นประโยชน์ มาวิเคราะห์อย่างเชื่อมโยงเพื่อช่วยในการตัดสินใจ พัฒนาและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนในชุมชนและประเทศในภาพรวม

---------------------------------------------------------------

เกี่ยวกับ บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด

บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซีดีจี เป็นผู้นำด้าน Location Intelligence และเป็นตัวแทนหลักในการจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการของผลิตภัณฑ์ภูมิสารสนเทศชั้นนำจาก ESRI Inc ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งภายในประเทศไทยและรวมถึงประเทศในกลุ่ม CLMV อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) มีความเชี่ยวชาญและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) สำหรับภาคธุรกิจ ภาครัฐบาล กองทัพ และภาคการศึกษา พร้อมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.esrith.com 

เกี่ยวกับ กลุ่มบริษัท ซีดีจี

กลุ่มบริษัทซีดีจี (CDG Group) ผู้ให้บริการด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจรแก่องค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 50 ปี ในการให้บริการด้านไอทีโซลูชันที่เป็นเลิศ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบระบบ พัฒนา จัดหาอุปกรณ์ พร้อมติดตั้งระบบฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกรูปแบบ ตลอดจนบริการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรในองค์กรของลูกค้าให้พร้อมนำไปปฏิบัติงานได้ทันที ภายใต้วิสัยทัศน์ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีโซลูชันที่ใช้งานได้จริง ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาให้แก่สังคมอย่างสร้างสรรค์เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.cdg.co.th

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ต่อยอดวิชาการด้วยเทคโนโลยีระดับโลก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย นำโดย นายมาร์ค เพลิทิเยร์ (ที่สองจากขวา) ประธานชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับ ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน (ที่สองจากซ้าย) อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ในการสานต่อโครงการด้านเทคโนโลยีสำหรับวิชาการ เพื่อถ่ายทอดทั้งความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมให้กับมหาวิทยาลัยฯ เพื่อสร้างบัณฑิต ต่อยอดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมยุคดิจิทัลให้กับบุคคลากร ทั้งภาครัฐและเอกชนในภาคอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตอัตโนมัติ โดยมีการดำเนินโครงการร่วมกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ซึ่งมีคณะผู้บริหารและบุคลากรทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง เมื่อเร็วๆ นี้

Page 1 of 7