มูลนิธิเอสซีจี มุ่งสร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ พาต้นกล้าชุมชน รุ่น 3 ศึกษาแนวคิด Satoyama และ Satoumi ที่ประเทศญี่ปุ่น
เรียนรู้ศาสตร์แห่งการพัฒนา สู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

ด้วยเชื่อมั่นว่าการพัฒนาเยาวชน คือ การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มูลนิธิเอสซีจี จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพนักพัฒนารุ่นใหม่ภายใต้ “โครงการต้นกล้าชุมชน” โดยพาต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 3 และพี่เลี้ยง รวม 20 คน ไปศึกษาแนวคิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากความหลากหลายทางชีวภาพแบบดั้งเดิมของชุมชนญี่ปุ่น

Satoyama & Satoumi คือ ศาสตร์แห่งการเรียนรู้คุณค่าของการสร้างภูมิทัศน์จากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น เป็นความสัมพันธ์ของป่าไม้ พื้นที่เพาะปลูก พื้นที่ชุ่มน้ำ นาข้าว ทุ่งหญ้า การเพาะเลี้ยงปศุสัตว์ และที่อยู่อาศัยของชุมชนในเขตชนบท ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

การเดินทางครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก The International Partnership for Satoyama Initiative (IPSI)  หน่วยงานกลางที่เชื่อมโยงกับองค์การระหว่างประเทศที่ดูแลเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิทัศน์แบบ Satoyama ทั่วโลก ในการนำชมและให้ความรู้แก่ต้นกล้าชุมชนและพี่เลี้ยง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนตนเอง

นอกจากนั้น คณะฯ ยังได้เยี่ยมชมหลังชมตลาดโอมิโจ ตลาดสดที่ใหญ่และเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยเอโดะ ที่มีร้านจำหน่ายอาหารทะเลสด ผักผลไม้ ร้านขายปลาตลาดสดโอมิโจที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ และตลาดเช้าทาคายาม่า ที่มีร้านจำหน่ายอาหารทะเลสด ผัก ผลไม้ ปลา และอาหารพร้อมรับประทาน รวมทั้งยังมีของที่ระลึกซึ่งเป็นงานฝีมือท้องถิ่นของชาวบ้านอีกด้วย ตลอดจนได้เยี่ยมชมหมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะ ซึ่งเป็นบ้านสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ และได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เพื่อจุดประกายให้ต้นกล้าชุมชนนำไปพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของชุมชนตนเอง ก่อให้เกิดวิถีชีวิตที่มีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนต่อไป

คุณสุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี กล่าวถึงการดูงานในครั้งนี้ว่า “ด้วยความเชื่อว่า ไม่มีการสร้างใดจะยั่งยืนไปกว่าการสร้าง ‘คน’ มูลนิธิเอสซีจีจึงส่งเสริมคนรุ่นใหม่ภายใต้ “โครงการต้นกล้าชุมชน” มาตั้งแต่ปี 2557 เพื่อสร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลและพัฒนาท้องถิ่นของตนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยตระหนักดีว่าต้นกล้าชุมชนจะเติบโตหยั่งรากอย่างแข็งแรงได้ ต้องได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม การพามาศึกษาดูงานจึงถือเป็นกิจกรรมพัฒนาศักยภาพที่มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญ เพราะการเรียนรู้แนวคิดแบบ Satoyama และ Satoumi ในครั้งนี้ คล้ายคลึงกับการโครงการต้นกล้าชุมชนที่มูลนิธิฯ ดำเนินอยู่อย่างมาก เราคาดหวังว่าน้องๆ ต้นกล้าฯ จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แล้วนำความรู้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม กลับไปปรับใช้เพื่อพัฒนากิจกรรมของชุมชน สังคม ให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป”

ด้าน คุณสำรวย ผัดผล ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้โจโก้ เครือข่ายมูลนิธิฮักเมืองน่าน และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน นักพัฒนาชุมชนรุ่นพี่ที่ร่วมเดินทางกล่าวว่า “การมุ่งหาความสะดวกสบายด้วยการทำงานในเมืองใหญ่เป็นค่านิยมของสังคมโลก สำหรับเมืองไทย คนหนุ่มสาวที่เลือกทำงานในถิ่นบ้านเกิด ผู้ใหญ่มักจะมองว่าเรียนมาสูงทำไมต้องกลับมาอยู่บ้าน แต่ในประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่น ค่านิยมที่ผลักคนหนุ่มสาวออกจากครอบครัวและชุมชน กลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ที่มีความพยายามอย่างมากที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ ด้วยการลงทุนทั้งการวิจัย ทุ่มงบประมาณ ให้ความรู้ด้านต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งญี่ปุ่นระดมความร่วมมือทั้งนักวิชาการ องค์กรท้องถิ่น และมหาวิทยาลัย เพื่อเร่งสร้างฐานเศรษฐกิจ สร้างคุณค่าในชุมชนให้เกิดขึ้น เพื่อหวังให้คนรุ่นใหม่ตระหนักและเห็นคุณค่าของชุมชนแล้วกลับมาพัฒนาบ้านเกิด

ในประเทศไทยก็ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน แต่ยังโชคดีที่มูลนิธิฯ เห็นความสำคัญ และริเริ่มโครงการต้นกล้าชุมชน ทำให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสให้คนหนุ่มสาวได้กลับไปทำงานในบ้านเกิดได้อย่างภาคภูมิใจ ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่โอกาสในการเปิดโลกทัศน์ พวกเขาจะได้บทเรียนที่นำกลับไปเทียบเคียงกับเรื่องที่ตัวเองกำลังทำอยู่ในชุมชน ถือว่าเป็นการลงทุนพัฒนาคน สร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ที่ดีวิธีหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อต้นกล้าฯ ชุมชน และประเทศในระยะยาว”

ต้นกล้าพลอย พิไลวรรณ จันทร์แก้ว ต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 3 บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยมหิดลเจ้าของโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านงานศิลปะสื่อสารเพื่องานอนุรักษ์ธรรมชาติ จ.นครนายก กล่าวถึงความประทับใจว่า “เป็นโอกาสที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะนำความรู้และประสบการณ์กลับไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนและองค์กร โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานของตัวเอง และเน้นการทำงานเป็นทีมให้มากขึ้น คิดรูปแบบการตลาดให้พิถีพิถันกว่าเดิม ใช้การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เรามีความถนัดเข้ามาต่อยอดให้น่าสนใจ ไม่ได้ขายแค่ความสวยงาม แต่ต้องทำให้สังคมตระหนักเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีมาก ถือเป็นบันไดขั้นแรกในการต่อยอดสู่ความสำเร็จสำหรับการเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และชุมชนต่อไป

ด้าน ต้นกล้าโจ องอาจ มิเง ต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 3 บัณฑิตหนุ่มจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เจ้าของโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า โดยชุมชนบ้านยางเปา อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตของผม การได้เจอผู้คน แนวคิด กระบวนการทำงานใหม่ๆ ทำให้ผมได้ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ว่ามีมาตรฐานหรือมีคุณภาพแบบญี่ปุ่นไหม แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ ก็ใส่ใจทุกรายละเอียด และสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เรียนรู้แนวคิดแบบ Satoyama และ Satoumi ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผมชอบมาก เพราะสอดคล้องกับโครงการที่ทำอยู่ ทำให้ผมสามารถนำมาปรับใช้และต่อยอดได้

ผมตั้งใจว่าจะกลับไปขยายแนวคิดนี้ โดยเริ่มจากแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อนที่กลับมาทำงานในชุมชนด้วยกันก่อน เพื่อผลักดันการพัฒนาแปลงเกษตรให้เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ และมีแผนยกระดับชุมชนให้เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เพื่อให้พร้อมขยายผลสู่ชุมชนอื่นๆ การศึกษาดูงานทำให้เรามั่นใจว่า ชุมชนเราก็สามารถทำได้ ขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีที่มอบโอกาสดีๆ ให้ผมและชุมชนครับ”

มูลนิธิเอสซีจีภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ และยังคงมุ่งมั่น ต่อยอด สนับสนุนต้นกล้าชุมชนทุกคนให้เติบโตเป็นนักพัฒนารุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ตลอดจนเป็นต้นแบบในการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหรือชุมชนอื่นๆ ในการกลับมาพัฒนาชุมชนบ้านเกิด เพราะเชื่อว่าไม่มีใครรู้จักชุมชนดีไปกว่าคนในชุมชนเอง 

 

ซีเอ็มเอ็มยู เปิดเทรนด์ “การตลาดด้วยอินฟลูเอนเซอร์” ชี้ 62 “ไมโคร” มาแรง พร้อมเผยกลยุทธ์ “ซี้ด” ทริคมาเก็ตติ้งออนไลน์ คว้าใจชาวเน็ต

  • ซีเอ็มเอ็มยู ชี้ 5 วงการอินฟลูเอนเซอร์ครองโลกโซเชียล พร้อมแนะ การเงินการลงทุน – ไอที – สุขภาพ หันใช้อินฟลูเอนเซอร์ เร่งโอกาสธุรกิจโต

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ ซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) เปิดข้อมูลงานวิจัยการตลาดออนไลน์ พบว่า การตลาดด้วยผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียล หรือ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing) เหมาะสม และโน้มน้าวใจผู้บริโภคได้มากกว่าการตลาดแบบเก่า โดยเฉพาะ ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (Micro Influencer) มีแนวโน้มทรงอิทธิพล และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ในปี 2562 โดย 5 วงการอินฟลูเอนเซอร์ที่พบมากที่สุดบนโลกโซเชียล ได้แก่ วงการท่องเที่ยว วงการอาหาร วงการแฟชั่นและความสวยความงาม วงการสุขภาพ และ วงการการเงินและการลงทุน โดยธุรกิจที่มีแนวโน้มหันมาใช้การตลาดดังกล่าวเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่มีสินค้า และบริการ ที่มีความซับซ้อน เข้าใจได้ยาก และต้องการความน่าเชื่อถือสูงอย่าง กลุ่มธุรกิจการเงินการลงทุน กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มไอที พร้อมแนะกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ “ซี้ด” (SEED Strategy) ช่วยสร้างความน่าสนใจ เอกลักษณ์ และความแตกต่างของธุรกิจ มัดใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า ประเทศไทยขึ้นแท่นประเทศที่มีค่าเฉลี่ยการใช้อินเตอร์เน็ต ดิจิทัลไซต์ และโซเชียลมีเดียสูงที่สุดของโลก ส่งผลให้ทุกธุรกิจเผชิญความท้าทาย และต้องเร่งปรับกลยุทธ์การตลาด ให้เท่าทันไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น จากข้อมูลงานวิจัยการตลาดกับกลุ่มผู้บริโภค จำนวน 1,031 คน พบว่า ประชาชนจำนวนร้อยละ 92.8 สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย ผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มผู้ที่ออนไลน์เป็นประจำทั้งวัน จำนวนร้อยละ 48.5 กลุ่มผู้ที่ออนไลน์ช่วงหัวค่ำ และก่อนนอน เนื่องจากไม่สามารถใช้อุปกรณ์สื่อสารได้ระหว่างทำงาน จำนวนร้อยละ 35.9 และผู้ที่ใช้เวลาช่วงเช้า และระหว่างเดินทางไปทำงาน จำนวนร้อยละ 8.4 จากข้อมูลพฤติกรรมประชาชนที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นให้น้ำหนักกับการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตลาดออนไลน์ด้วยผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียล หรือ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing)

ดร.บุญยิ่ง กล่าวเพิ่มว่า เทรนด์การตลาดออนไลน์ดังกล่าว เริ่มแพร่หลายตั้งแต่ช่วงปี 2558 โดยเริ่มจากการใช้ ดารานักแสดง คนดังที่เป็นที่รู้จัก และพรีเซ็นเตอร์ และมีพัฒนาการของกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มขึ้น ทั้งบล็อกเกอร์ และยูทูปเบอร์ เน็ตไอดอล ที่เน้นการให้ข้อมูลในรูปแบบประสบการณ์ หรือการรีวิว ที่เข้าถึงง่าย และผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นสูง และคาดว่า กลุ่มไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (Micro Influencer) ที่มียอดผู้ติดตามระหว่าง 10,000 – 100,000 คน จะมีแนวโน้มทรงอิทธิพล และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ในปี 2562 เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มักมีลักษณะพิเศษคือ มีความถนัดเฉพาะด้าน มีชื่อเสียงเฉพาะกลุ่ม และเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และมักจะได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคที่มากกว่า

“การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ขึ้นท็อปเทรนด์การตลาดน่าจับตา เนื่องจากไม่เพียงสร้างการรับรู้ และเข้าถึงผู้บริโภคผ่านการรีวิวแล้ว กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และโน้มน้าวสู่การตัดสินใจซื้อในท้ายที่สุด โดย 5 วงการอินฟลูเอนเซอร์ที่ประชาชนมักพบเห็นการรีวิวมากที่สุดบนโลกโซเชียล ได้แก่ วงการท่องเที่ยว วงการอาหาร วงการแฟชั่นและความสวยความงาม วงการสุขภาพ และวงการการเงินและการลงทุน ตามลำดับ โดยจากงานวิจัย พบว่า กว่าร้อยละ 75 ของผู้บริโภค เคยซื้อสินค้าหลังจากเห็นการรีวิวจากอินฟลูเอ็นเซอร์ โดยกลุ่มประเภทสินค้ามักซื้อตาม ได้แก่ เครื่องสำอาง อาหารเครื่องดื่ม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และสินค้าแ ฟชั่น เนื่องจากอิทธิพลของภาพ และวิดีโอรีวิว สามารถโน้มน้าวความรู้สึกร่วม มาสู่พฤติกรรมการบริโภคได้กว่าการโฆษณา”

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจที่มีสินค้า และบริการ ที่มีความซับซ้อน เข้าใจได้ยาก และต้องการความน่าเชื่อถือสูงอย่าง กลุ่มธุรกิจการเงินการลงทุน กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มไอที มีแนวโน้มจะหันมาใช้การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสามารถให้ข้อมูลเชิงลึก ด้วยการสื่อสารที่เข้าใจได้ง่ายกว่า สื่อการตลาดรูปแบบเดิมๆ ทั้งยังประหยัดงบประมาณการลงทุนจำนวนมาก

ขณะที่การทำการตลาดรีวิวผ่านอินฟลูเอนเซอร์จะกำลังเป็นที่นิยม การเลือกใช้สื่อที่เหมาะสม และสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นกุญแจสำคัญของการตลาดออนไลน์ ผู้ประกอบการ นักการตลาด ควรต้องเข้าใจพื้นฐานของผู้บริโภค เพื่อการตัดสินใจการทำกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม โดยกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่แนะนำ เพื่อสร้างความน่าสนใจ เอกลักษณ์ และความแตกต่างของธุรกิจ ได้แก่ กลยุทธ์ “ซี้ด” (SEED Strategy) ประกอบด้วย

  • ความจริงใจ (S: Sincere) ปัจจุบัน ผู้บริโภคมีช่องทางได้รับข้อมูลมากมาย และรู้เท่าทันการสื่อสารการตลาดมากขึ้น นักการตลาดจึงควรเลือกใช้สื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่มีคาแรคเตอร์เป็นตัวของตัวเอง และเป็นธรรมชาติ
  • ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (E: Expertise) การรีวิวที่ประสบความสำเร็จ จนนำมาสู่การตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการ นักการตลาดควรพิจารณาเลือกผู้ที่สามารถให้มากกว่าเพียงความรู้พื้นฐาน แต่ต้องมีความรู้ความถนัดเฉพาะด้านที่ตรงกับธุรกิจ
  • การเข้าถึง (E: Engagement) จำนวนผู้ติดตามมาก ไม่ได้สะท้อนการสื่อสารการตลาดที่มีประสิทธิภาพ นักการตลาดจึงควรศึกษาการเข้าถึงบนช่องทางของอินฟลูเอนเซอร์ โดยควรมีผู้ติดตาม กดถูกใจ (Like) เผยแพร่ต่อ (Share) และแสดงความคิดเห็น (Comment) รวมกันคิดเป็นร้อยละ 5 ของจำนวนผู้ติดตามทั้งหมด
  • ความแตกต่าง (D: Different) ท่ามกลางกลุ่มผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียลที่มีจำนวนมากในปัจจุบัน การสื่อสารการตลาดที่สร้างความแตกต่างให้กับผู้บริโภค นับเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ จึงควรพิจารณาถึงเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และแตกต่างของสื่อกลางการสื่อสาร ที่ตรงกันกับบุคลิกของแบรนด์ธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาถึงรูปแบบเนื้อหา และช่องทางการสื่อสารของสื่อที่ใช้ ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คอนเทนท์รีวิวสินค้าในรูปแบบวิดีโอ มีประสิทธิภาพมากกว่าเพียงรูปภาพ โดยช่องทางโซเชียลที่เข้าถึงผู้บริโภค 3 อันดับแรก ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) อินสตาแกรม (Instagram) และยูทูป (YouTube) ทั้งนี้ จากสถิติตัวเลขการใช้จ่ายสื่อการตลาดดิจิทัลย้อนหลัง 5 ปี (ที่มา: สมาคมดิจิทัล ประเทศไทย ปี 2561) พบว่า เม็ดเงินการลงทุนบนออนไลน์แพลทฟอร์มโตกว่า 3.5 เท่า (ราว 10,000 ล้านบาท) และยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2562 นี้ ดร.บุญยิ่ง กล่าวสรุป

ทั้งนี้ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้จัดสัมนาการตลาด “Such Seed Marketing: 2019 Influencer ครองเมือง” ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ สำหรับผู้สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) โทรศัพท์ 02-206-2000 หรือเข้าไปที่ www.cmmu.mahidol.ac.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/suchseedmarketing

“ทาทา สตีล” แนะ 3 วิธีจับสัญญาณเตือนมลพิษทางอากาศที่มากับฤดูหนาว พร้อมชูความพร้อม มาตรการจัดการฝุ่น

ด้วยอากาศที่ร้อนระอุแทบจะทั้งปีของประเทศไทย ทำให้ใครหลายคนเฝ้ารออากาศเย็นๆ ในฤดูหนาวที่จะมาถึงช่วงสิ้นปีนี้ แต่จะรู้หรือไม่ว่าอากาศเย็นๆ ในช่วงฤดูหนาวนั้น มีภัยร้ายแอบแฝงมาในรูปแบบของฝุ่นละอองหรือฝุ่นพิษ เพราะอากาศที่เย็นจากด้านล่าง จะลอยตัวขึ้นไปถึงระดับหนึ่งแล้วไปต่อไม่ได้ เมื่อเจอกับอากาศข้างบนที่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าจึงร้อนกว่า เสมือนฝาชีที่ครอบมลภาวะเอาไว้ ซึ่งมลภาวะที่เกิดขึ้นก็มีที่มาจากหลายกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น การเผาในที่โล่ง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า รวมทั้งการผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม ยิ่งสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในสถานที่ที่ได้รับมลพิษจากกิจกรรมเหล่านี้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับผลกระทบมากขึ้นในฤดูหนาว โดยเฉพาะผลกระทบทางสุขภาพ เช่น โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ เป็นต้น

นายวันเลิศ การวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ การผลิต บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตเหล็กชั้นนำของโลก อีกทั้งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กทรงยาวรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งมีโรงงานผลิตเหล็ก 3 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท เอ็น.ที.เอส.สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ("NTS") จังหวัดชลบุรี บริษัท เหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด ("SCSC") จังหวัดระยอง และบริษัท เหล็กสยาม (2001) จำกัด ("SISCO") จังหวัดสระบุรี ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการบำบัดมลพิษทั้งทางน้ำ และอากาศ ก่อนปล่อยออกสู่ธรรมชาติ ด้วย ทาทา สตีล คำนึงถึงจุดยืนความเป็นโรงงานที่เคียงคู่ชุมชนเสมอมา อีกทั้งมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีความรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบ โดยการให้ความรู้ถึงวิธีการตรวจสอบ และรับมือกับความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นจากโรงงาน เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจ สำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้ ทาทา สตีล ได้แนะนำถึง 3 สัญญาณเตือน เมื่อเกิดมลพิษทางอากาศ เพื่อการรู้เท่าทัน และสามารถรับมือได้ด้วยตัวเอง โดยสัญญาณที่สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง ดังต่อไปนี้

  1. ทัศนวิสัยในการมองเห็นเปลี่ยนไป ในช่วงที่มีฝุ่นละอองหนาแน่นกว่าปกติ หรือในภาวะที่เริ่มเกิดมลพิษทางอากาศขื้น วิธีการสังเกตเบื้องต้นดูได้จากทัศนวิสัยในการมองเห็นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น กลุ่มก้อนอากาศที่ลอยตัวต่ำมีสีออกน้ำตาล หรือทัศวิสัยในการมองเห็นลดลงเนื่องจากมีหมอกควันปกคลุมมากขึ้น อาจสันนิษฐานได้ว่า จำนวนหมอกควันที่เกิดขึ้น และสีที่ผิดปกติเป็นหนึ่งในสัญญาณของสภาวะที่อากาศเริ่มมีค่ามลพิษมากผิดปกติ จำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมถึงสภาวะของมลพิษทางอากาศในขณะนั้น เพื่อการรับมืออย่างเท่าทันสถานการณ์
  2. ควันที่ปล่อยออกจากโรงงานมีปริมาณมากผิดปกติ สำหรับชุมชนที่ตั้งอยู่ในบริเวณโรงงานอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิต โดยการเผาไหม้ที่ปล่อยควันออกสู่ธรรมชาติ ซึ่งมักมีความคุ้นเคยกับปริมาณของการปล่อยควันของแต่ละโรงงานอยู่แล้ว หากชุมชนพบว่ามีปริมาณการปล่อยควันจากโรงงานที่มากผิดปกติ ก็เป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองถึงความผิดปกติของมลพิษทางอากาศที่อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  3. ตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ อีกหนึ่งวิธีที่ง่ายและสะดวกในการตรวจสอบความผิดปกติของอากาศที่ทุกคนสามารถทำได้ก็คือ การตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชันที่มีฟังก์ชันตรวจวัดระดับปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ และแปรค่าออกมาในรูปแบบที่คนทั่วไปเข้าใจได้ เช่น กำหนดเกณฑ์สีต่างๆ เพื่อบ่งบอกระดับความรุนแรงของสถานการณ์มลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่ ทำให้สามารถตรวจสอบสภาพมลพิษทางอากาศ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีค่ามลพิษทางอากาศในระดับอันตรายได้ ตัวอย่างแอปพลิเคชันที่สามารถใช้ตรวจสอบมลพิษทางอากาศได้ เช่น ไทยแอร์ ควอลิตี้ (Thai Air Quality) แอร์ วิชวล (Air Visual) และ พลูม แอร์ รีพอร์ต แอป (Plume Air Report App) เป็นต้น

นอกจาก 3 สัญญาณข้างต้นที่ทุกคนสามารถตรวจจับความผิดปกติของมลพิษทางอากาศได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองแล้ว นายวันเลิศ ยังได้เปิดเผยเพิ่มเติมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในการจัดการมลพิษทางอากาศของ ทาทา สตีล ทั้ง 5 ข้อ ที่จะทำให้ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงโรงงาน รวมทั้งในทุกภาคส่วน มั่นใจในมาตรการป้องกันมลพิษทางอากาศของ ทาทา สตีล ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้

  1. มั่นใจตั้งแต่ต้นกระบวนการผลิต ด้วยกรรมวิธี EAF (Electric Arc Furnace) ทาทา สตีล มีกระบวนการผลิตเหล็กที่ใช้กรรมวิธีการหลอมด้วยเตาหลอมไฟฟ้า EAF ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นอกจากจะให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์เหล็กที่ดี และมีเสถียรภาพมากกว่ากรรมวิธีหลอมเหล็กด้วยเตา IF (Induction Furnace) แล้ว ยังเป็นเทคโนโลยีที่รักษาสิ่งแวดล้อม โดยสามารถควบคุมสารมลทิน อาทิ ฟอสฟอรัส กำมะถัน โบรอน ฯลฯ ทำให้เหล็กที่ได้จากกระบวนการหลอมด้วยเตาไฟฟ้า EAF มีความบริสุทธิ์ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ฝุ่นจากการหลอมเหล็ก (EAF Dust) ยังสามารถนำไปสกัดธาตุสังกะสี เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตของอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อีกด้วย
  2. การบำบัดก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติด้วยระบบดักจับและกรองฝุ่น (Fume Plant) ในกระบวนการหลอมเหล็กอาจมีฝุ่นจากโลหะหนักที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหลอม ซึ่งฝุ่นเหล่านี้อาจหลุดลอยออกสู่ธรรมชาติได้ ซึ่ง ทาทา สตีล มีมาตรการป้องกันโดยการติดตั้งอุปกรณ์ดักจับและกรองฝุ่น (Fume Plant) เพื่อดูดไอระเหยจากฝุ่นที่ปนเปื้อนโลหะหนัก และทำหน้าที่กรองฝุ่นก่อนปล่อยออกสู่ธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีในการป้องกันมลพิษทางอากาศที่ ทาทา สตีล นำมาใช้ เพื่อความมั่นใจของชุมชนรอบโรงงาน
  3. การป้องกันอีกชั้นด้วยรั้วต้นไม้รอบโรงงาน และติดตั้งแนวสแกนฝุ่น นอกจากจะมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ด้วยเตาหลอมไฟฟ้า EAF และการนำเทคโนโลยีในการบำบัดมลพิษทางอากาศมาใช้ ก่อนปล่อยควันจากการเผาไหม้ในกระบวนการหลอมเหล็กออกสู่ธรรมชาติ โรงงานของ ทาทา สตีล ทั้ง 3 โรงงาน ยังมีการปลูกต้นไม้รอบโรงงาน เสมือนเป็นแนวรั้วธรรมชาติ อีกทั้งติดตั้งแนวสแกนฝุ่น เพื่อเป็นตัวกรองอีกชั้นหนึ่ง และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อสร้างออกซิเจน ให้กับบริเวณรอบโรงงานอีกด้วย
  4. การตรวจสอบและรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ นอกจากการปฏิบัติตามมาตรฐานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ทาทา สตีล ยังมีระบบการตรวจสอบและรายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ (EIA Monitoring Report) ซึ่งถือเป็นการรายงานผลที่กำหนดมาตรฐานในการวัดคุณภาพอากาศที่สูงและละเอียดกว่าข้อกำหนดทางกฎหมาย และต้องรายงานผลทุก 6 เดือนต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ส่วนในระดับชุมชน มีการรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในโรงงานจังหวัดระยอง มีการติดตั้งเครื่องวัดออนไลน์ (CEMS: Continuous Emission Monitoring System) ตามข้อกำหนดเฉพาะของการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อให้ชุมชนสามารถตรวจสอบคุณภาพของอากาศได้ทุกเมื่อ เพื่อความมั่นใจในคุณภาพของอากาศที่ปล่อยออกจากโรงงาน
  5. การให้ความรู้และประสานงานความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบ ด้วยจุดยืนของ ทาทา สตีล ในการเป็นโรงงานเคียงคู่ชุมชน จึงให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมให้ความรู้ชุมชนเกี่ยวกับมาตรการการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงาน วิธีการสังเกตสัญญาณผิดปกติเมื่อเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิธีการรับมือ เพราะ ทาทา สตีล ตระหนักถึงความปลอดภัยของชุมชนบริเวณโดยรอบต้องมาก่อนเสมอ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อชุมชน และเพื่อเปิดโอกาสในการพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของชุมชนต่อการดำเนินงานของโรงงาน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันมลพิษทางอากาศของ ทาทา สตีล ที่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่องยังได้รับการรับรองด้วยรางวัลการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย เช่น รางวัล อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 (Green Industry 4.0) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม รางวัล “โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ให้มีมาตรฐานสากลเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม ปี 2560 (CSR-DPIM)” เป็นต้น นอกจากนี้ ในปี 2562 ทาทา สตีล ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินการผลิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการลงทุนติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อการลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และเน้นการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ (Renewable Energy) ตอบโจทย์การเป็นบริษัททันสมัย ที่มีการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ นายวันเลิศ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนสื่อสารและกิจกรรมองค์กร โทรศัพท์ 02-937-1000 หรือเข้าไปที่ www.tatasteelthailand.com

โครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด

โครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด เป็นหนึ่งในโครงการดีๆ เพื่อสังคมที่ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ผู้นำอันดับหนึ่งในการให้บริการโซลูชั่นครบวงจรด้านโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรมของไทย ร่วมกับศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมสัญจร ที่ริเริ่มดำเนินการขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเสริมพื้นฐานการพัฒนาการเรียนผ่านวิชาศิลปะ ให้เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาได้นำเอาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงช่วยเพิ่มทักษะด้านศิลปะ และปลูกฝังให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีเด็กนักเรียนเข้าร่วมในโครงการมาแล้วกว่า 6,200 คน จาก 60 โรงเรียนที่ตั้งอยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในจังหวัดชลบุรีและระยอง และเราจะยังคงเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนในชุมชน ด้วยการจัดกิจกรรมศิลปะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นสื่อกลางในการบ่มเพาะทักษะการคิดนอกกรอบ ช่วยให้เยาวชนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และสร้างสรรค์ผลงาน อันเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตต่อไป 

วิดีโอโครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ผุดแนวคิดวัฒนธรรมของนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงและเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นทำให้บริษัทและองค์กรต่างๆ มีการลงทุนเทคโนโลยีนำไปพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพกับศักยภาพขององค์กรและบุคลากร ซึ่งการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ด้วยวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป โดยไรท์ เมเนจเมนท์ (Right Management) ได้ทำการศึกษาและนำกรณีศึกษาของทอมทอม (TomTom) บริษัททางด้านซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีแนวทางการเพิ่มพลังของคนเพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงสู่ความสำเร็จ  องค์กรต่างๆในปัจจุบันสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการองค์กรคุณ สู่การเผยศักยภาพของคนในการสร้างนวัตกรรมและไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ปัจจุบัน บริษัทและองค์กรที่เปิดรับกับการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมกำลังสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ผู้นำปลูกฝังขึ้น เพื่อสนับสนุนการคิดนอกกรอบ ประยุกต์ใช้กระบวนการใหม่ๆ และส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจในระยะยาว

ยุคดิจิทัล ทรานฟอร์เมชั่น (Digital transformation) หรือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจกำลังเกิดขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้โลกเชื่อมต่อกันมากขึ้นและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตแก่บริษัท ถึงแม้ว่าทุกองค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนตลอดเวลา แต่การสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมเป็นการลงทุนในอนาคตของทุกธุรกิจ เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของทุกองค์กร

จากบทความที่มีชื่อว่า “จากยุคผู้บริหารระดับสูงสู่ยุคดิจิทัล: การนำพาองค์กรข้ามการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” (From C-Suite to Digital Suite: How to Lead Through Digital Transformation) เราได้กล่าวถึงความสำคัญของผู้นำยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม เพื่อนำพาบุคลากรผ่านการเปลี่ยนแปลง จึงขอหยิบยกขั้นตอนที่องค์กรต่างๆ ควรปฏิบัติเพื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม และการสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้ และมองเห็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่มีนัยสำคัญ ดังนี้

ความสำคัญของผู้นำ ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านขององค์กรและภาคอุตสาหกรรม ผู้นำในปัจจุบันและอนาคตต้องเปิดรับการเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะรับความเสี่ยงตามสถานการณ์ ทักษะพื้นฐานของการเป็นผู้นำ เช่น ความอดทนและการรู้จักปรับตัว ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในยุคดิจิทัลผู้นำที่มีประสิทธิภาพยังต้องปลดปล่อยศักยภาพในตัวคน และบางครั้งต้องรู้จักความล้มเหลวเพื่อประสบความสำเร็จ องค์กรที่ลงทุนในผู้นำที่มีทักษะเหล่านี้ จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้เร็วกว่า

นอกจากนี้การพัฒนาวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมต้องอาศัยกระบวนการทางความคิดขององค์กร ที่ยกระดับและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานแต่ละคน ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่บนสุด กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่หากใช้แนวทางที่ถูกต้อง ธุรกิจก็จะสามารถดำรงไว้ซึ่งความทุ่มเทต่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน เพื่อบรรลุผลเป้าหมายตอบแทนจากการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ท้ายที่สุดวัฒนธรรมองค์กรควรเป็นมากกว่านามธรรม แต่ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการนิยามวัฒนธรรม แนวความคิดทางธุรกิจแบบเดิมจะประเมินค่าขององค์กรจากทรัพย์สินที่มีตัวตน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้าง ตราสินค้าและทุนมนุษย์ องค์กรยุคดิจิทัลในปัจจุบันถูกตัดสินจากปัจจัยรอบด้านกว่า ทั้งความเชื่อ จุดมุ่งหมาย ลักษณะเฉพาะ และการตัดสินใจ องค์ประกอบเหล่านี้เป็นรากฐานของวัฒนธรรม กล่าวโดยสรุปคือ อัตลักษณ์ขององค์กรถูกกำหนดขึ้นจากคำตอบของคำถามที่ว่า “อะไรคือสิ่งที่กำหนดนิยามขององค์กร และองค์กรต้องการจะเป็นอะไร?”

ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมองค์กรประกอบด้วย 1. การแสดงออกซึ่งค่านิยมและความเชื่อ 2. วิธีการทำงานและการมีปฏิสัมพันธ์ 3. พฤติกรรม นโยบาย กระบวนการตัดสินใจ 4. โครงสร้างอำนาจและการไหลของข้อมูล 5. ปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์  6. ระบบควบคุม 7. ลักษณะเฉพาะในการดำเนินการ และ 8. ธรรมเนียมและเรื่องราว

พร้อมกันนี้ยังได้นำกรณีศึกษาของ TomTom ซึ่งได้นำแนวคิดในการเพิ่มพลังของคนเพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง สำหรับเทคโนโลยีของบริษัท TomTom ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางทุกที่ ในแต่ละวันมีคนกว่า 800 ล้านคนทั่วโลกใช้เทคโนโลยีในรถแท็กซี่ บนโทรศัพท์มือถือ และเพื่อให้สามารถส่งของได้ตรงเวลา ทั้งนี้เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน บริษัทได้เปิดรับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในขณะที่โลกดิจิทัลกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว บริษัท TomTom หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับตลาด B2B (ธุรกิจกับธุรกิจ) โดยใช้ความเชี่ยวชาญในระบบจีพีเอส การหาตำแหน่ง การกำหนดเส้นทาง การนำร่องและแผนที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สาย

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างผลกระทบกับทุกระดับในองค์กร ผู้นำของ TomTom ตระหนักว่ายุคดิจิทัลต้องอาศัยกระบวนการทางความคิดใหม่ๆ และวิธีการทำงานแบบใหม่ทั้งองค์กร เป้าหมายของพวกเขาคือการเผยศักยภาพของคนในการสร้างนวัตกรรม และเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้นี้ ก็จำเป็นต้องประเมินและวัดศักยภาพของผู้นำและวัฒนธรรมขององค์กร

จากความร่วมมือระหว่าง TomTom กับ Right Management บริษัทในเครือแมนพาวเวอร์ กรุ๊ป เพื่อการประเมินภาวะผู้นำของตนและระบุตัวคนเก่งที่จะนำพาองค์กรให้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โมเดลการประเมินภาวะผู้นำด้วยหลัก P3 ที่ประกอบด้วย People (คน) Purpose (จุดมุ่งหมาย) และ Performance (ผลงาน) ของ Right Management ถูกนำมาใช้ร่วมกับโมเดลสมรรถนะผู้นำของ TomTom ในเวลา 6 เดือน ได้ทำการประเมินผู้จัดการ 750 คนใน 35 ประเทศ การลงทุนเพื่อระบุตัวผู้นำที่ใช่นี้เองที่ช่วยให้ TomTom ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลขององค์กรและขับเคลื่อนอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สำหรับบริษัท

“วันนี้ TomTom มีพนักงานกว่า 5,000 คนที่กระหายจะเอาชนะการแข่งขันและทำให้ลูกค้าพึงพอใจด้วยโซลูชั่นใหม่ สำหรับ TomTom แล้วมันเป็นเรื่องของการเดินทาง – และจุดหมายปลายทาง”

นอกจากนี้การตอบคำถามว่า ทำไมต้องเปลี่ยน? การวัดผลตอบแทนจากวัฒนธรรมคืออะไร ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน วัฒนธรรมเป็นตัวช่วยหลักที่ทำให้เกิดการเติบโต การศึกษาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ซึ่งบริษัทจะมุ่งเน้นที่พรุ่งนี้ให้มากเท่ากับวันนี้  อีกทั้งยังแสดงให้เห็นความสำเร็จ อาทิเช่น

  • ผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถเพิ่มผลิตภาพจากการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ มากกว่าผู้ตาม (ร้อยละ 70 ต่อร้อยละ 30)
  • บริษัทที่จัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ร้อยละ 25 ขึ้นไปให้กับซอฟต์แวร์และการบริการ (เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์) มีอัตราการเติบโตของรายได้เร็วกว่าคู่แข่งสำคัญที่จัดสรรงบส่วนนี้น้อยกว่า
  • องค์กรที่มีระบบและโครงสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นทางการได้รับผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ: ร้อยละ 51 เริ่มทำตลาดด้วยนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่มากที่สุด
  • ร้อยละ 34 ของผู้นำธุรกิจได้เห็นผลกระทบด้านบวกจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เป็นบวกจากวัฒนธรรมองค์กร ผู้นำต้องยอมรับก่อนว่าการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่จับต้องได้ เป็นหนึ่งในความท้าทายสูงสุดของตน

นอกจากนี้ การการลงมือทำ โดยการขยับจากความคิดสร้างสรรค์ไปสู่นวัตกรรมต้องอาศัยการคิด การวางแผนและการลงมือทำอย่างหนักแน่นจริงจัง หลายองค์กรพยายามจะปิดช่องว่างนี้ แม้ว่าจะมีความคิดสร้างสรรค์เป็นจำนวนมาก แต่ยุทธศาสตร์และการลงมือทำจะนำความคิดเหล่านี้ไปสู่ความจริง การลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่ในโลกแห่งความจริงนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นไปได้

หากลองจินตนาการดูว่าถ้าองค์กรสามารถเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ของตนแค่ร้อยละ 20 ให้กลายเป็นจริง ความคิดเหล่านี้ย่อมหมายถึงการเติบโตเหนือกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกครั้งใหญ่ และผลิตภัณฑ์และบริการที่ใหม่และมีประโยชน์มากกว่าของคู่แข่ง ความสามารถและวัฒนธรรมที่ใช่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์สามารถออกมาโลดแล่นในโลกแห่งความจริง

องค์กรต้องมีความชัดเจนในการสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการทำตามที่พูด พนักงานจะไม่กล้าลงมือทำสิ่งต่างๆ เพื่อบริษัทถ้าพวกเขาต้องถูกลงโทษหากทำอะไรที่ถือเป็นการเสี่ยง เว็บไซต์ขององค์กรไม่อาจมีข้อความเกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ถ้าองค์กรมุ่งเน้นแต่การตัดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างผลลัพธ์ระยะสั้น นี่เป็นการสร้างสมดุลสำหรับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร

อย่างไรก็ตามแทนพาวเวอร์มีความมุ่งมั่นว่าบทความและกรณีศึกษาดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งที่องค์กรยุคดิจิทัลจะสามารถนำประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจของคุณ และในบทความต่อไปจะมาพูดถึงดัชนีชี้วัดการมีนวัตกรรมขององค์กรกันต่อ

Page 1 of 5