01Top_HachiEng

มนุษย์เงินเดือน เฮ! เอ็กซ์พีริส ประเทศไทย เผยผลสำรวจ กลุ่มธุรกิจ ท็อป 3 จ่ายโบนัส-ปรับเงินเดือน

ก้าวสู่ปีใหม่ของการทำงาน มนุษย์เงินเดือนเตรียมตัวรับโบนัส  ซึ่งเป็นขวัญกำลังใจจากนายจ้างที่มอบให้แก่ลูกจ้างกับความขยันทุ่มเทในการทำงานดีของปีที่ผ่านมา  ล่าสุด เอ็กซ์พีริส (Experis) บริษัทในเครือของแมนพาวเวอร์กรุ๊ป ทำการสำรวจองค์กรธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยเปิดเผย 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเนื้อหอมมีการปรับเพิ่มเงินเดือนสูงสุด ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่ปรึกษาและการให้บริการด้านโซลูชั่น กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงการปรับค่าตอบแทนเฉลี่ยในปี 2662 ของภาคธุรกิจอยู่ที่มากกว่า 3-5 % และธุรกิจส่วนใหญ่กว่า 40 % มีอัตราการจ่ายโบนัสตอบแทนการทำงานตลอดปี 2561 ให้กับพนักงานอยู่ที่อย่างน้อย 1 เดือน  จากการสำรวจ ชี้ปัจจัยหนุนจากบรรยากาศทางเศรษฐกิจในประเทศ การลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงการส่งออกที่ได้รับอานิสงส์กับกลุ่มธุรกิจ ท็อป 3 ดังกล่าว

จากผลสำรวจโดยแบ่งเป็นกลุ่มองค์กรธุรกิจในและระหว่างประเทศ พบว่า มีอัตราการปรับเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 3-7% และมีการจ่ายโบนัส 1-3 เดือน

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุอีกว่าแนวโน้มการจ่ายโบนัส พบว่า 95% ของกลุ่มองค์กรธุรกิจที่ สำรวจยืนยันการจ่ายโบนัสให้กับพนักงานของพวกเขา แต่มีเพียง 5% ที่ระบุว่าจะไม่มีการจ่ายโบนัสซึ่งมีเหตุผลมาจากผลประกอบการต่ำกว่าเป้าหมาย  ส่วนใหญ่ราว 40%  จะจ่ายโบนัสอย่างน้อย 1 เดือน

ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเนื้อหอมมีการปรับเพิ่มเงินเดือนสูงสุด ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่ปรึกษาและการให้บริการด้านโซลูชั่น กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ นอกจากนี้ 3 กลุ่มธุรกิจที่มีการจ่ายโบนัสมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจการค้าและตัวแทนจำหน่ายสินค้า นับได้ว่า 2 กลุ่มธุรกิจที่ติดท็อป 3 ทั้งเงินเดือนขึ้นและโบนัสสูงนับเป็นธุรกิจที่น่าจับตามากทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจต่างๆ ส่งผลต่อจีดีพีของประเทศซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการสนับสนุนด้านนโยบายจากทางภาครัฐในการพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจทั้งการค้า การลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคอุตสาหกรรมใน EEC รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการทั้งในและระหว่างประเทศสู่การส่งออกอย่างมีนัยสำคัญต่อไป

บทความพิเศษ เรื่อง : อาเซอร์ไบจาน…อีกหนึ่งโอกาสของการเกษตรไทย

ได้มีโอกาสไปเยือนอาเซอร์ไบจาน” ชื่อนี้หลายคนอาจจะงุนงงสงสัยว่าคืออะไร? อาเซอร์ไบจาน คือประเทศหนึ่งซึ่งอยู่แถวเทือกเขาคอเคซัส เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างยุโรปตะวันออกกับเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ทิศเหนือติดกับประเทศรัสเซีย ทิศใต้ติดกับอิหร่าน ทิศตะวันตกติดกับอาร์มีเนีย ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับจอร์เจีย ด้านทิศตะวันออกก็ประชิดติดกับทะเลสาบแคสเปียน ในอดีตอาเซอร์ไบจานเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ระยะเวลาการเดินทางโดยรวมก็ใช้ประมาณ 12 ชั่วโมง โดยจะต้องไปแวะต่อเครื่องที่ประเทศดูไบประมาณ 2-3 ชั่วโมง ประชากรที่นี่ก็มิได้หนาแน่นมากนักประมาณ 9 ล้านกว่าคน อยู่กันแบบสบายๆ ไม่แออัด พืชผักผลไม้ก็จะนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งดูโดยรวมแล้วก็ยังไม่มีความหลากหลาย อาหารการกินของที่นี่ก็จะเป็นพวกโยเกิร์ต เนื้อแกะ ปลา ข้าว และอื่นๆ ถึงแม้ว่าในทุกมื้อชาวอาเซอร์ไบจานจะให้ความสำคัญกับขนมปัง แต่เมื่อไปทานข้าวนอกบ้านก็จะเห็นว่ามีการสั่งข้าวมาด้วยเกือบทุกมื้อ นั่นแสดงว่าที่นี่ก็ยังให้ความนิยมในเรื่องของการบริโภคข้าวอยู่ด้วยเช่นเดียวกับคนไทย เท่าที่ทราบผักผลไม้ส่วนใหญ่จะนำเข้าผ่านทางประเทศอิหร่านที่อยู่ทางตอนใต้ และพวกหัวหอม มะเขือเทศก็จะมีนำเข้าจากทางประเทศตุรกีบ้างเล็กน้อย

จากการได้ไปเยือนและท่องเที่ยวประเทศอาเซอร์ไบจาน ทำให้มองหาช่องทางและโอกาสในตลาดค้าส่งผักและผลไม้จากประเทศไทย เนื่องด้วยความหลากหลายในเรื่องอาหารการกินของเขายังแพ้บ้านเราอยู่มาก อาจจะเนื่องด้วยผืนดินของเขาเต็มไปด้วยน้ำมันชั้นดี จึงทำให้การเพาะปลูกพืชผักผลไม้ของที่นี่ค่อนข้างแย่มากๆ จะต้องมีการนำดินจากต่างประเทศเข้ามาเพาะปลูก หรือถ้าจะปลูกให้ได้ก็ต้องปรับปรุงบำรุงดินขนานใหญ่กันเลยทีเดียว เนื่องด้วยด้านล่างลึกลงไปนั้นเต็มไปด้วยน้ำมัน ไม่ว่าจะเดินทางไปทั่วทุกแห่งหน ก็สามารถจะประสบพบเจอแท่นขุดเจาะน้ำมันได้ทุกทีเต็มไปหมด และก็มีแท่นขุดเจาะน้ำมันโบราณแห่งแรกของโลกเราอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามทริปนี้ก็ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ที่มองเห็นการณ์ไกลในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในอนาคต เพื่อสร้างโอกาสเปิดตลาดสินค้าภาคการเกษตร และรวมถึงสินค้าอื่นๆ ในประเทศเข้าไปยังประเทศแถบยุโรปและเอเชียตะวันออกเหล่านี้ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฝั่งอาเซอร์ไบจาน ก็ให้การต้อนรับทีมงานเราอย่างดีเยี่ยมแบบวีไอพี และยังมีความสนใจให้นำสินค้าจากประเทศไทยของเราไปยังบ้านเมืองเขา โดยยินดีเปิดสถานที่ให้เรานำสินค้าไปจัดจำหน่ายได้ฟรี โดยไม่คิดค่าเช่า ซึ่งได้แต่หวังว่าเมื่อรัฐบาลของไทยมีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ประเทศไทยเราก็สามารถที่จะเจรจาค้าขาย ระบายสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะภาคการเกษตรไปยังประเทศเหล่านี้ได้อีกมากมาย โดยที่จะเรียกได้ว่าประเทศเล็กๆ  อย่างเราอาจจะมีไม่พอขายกันเลยทีเดียวเชียวละครับ 

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็อยากให้พี่น้องเกษตรกรไทยตื่นตัว และให้ความสำคัญกับอาชีพ สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าภาคการเกษตรของเรา โดยการตั้งใจทำเกษตรกรรมในรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษ ให้มีความชำนาญยิ่งๆ ขึ้นไป ให้พร้อมรองรับความต้องการของตลาดโลกที่กำลังขยายตัวในทุกๆวัน

สนข. ร่วมกับ GIZ ผลักดันการขนส่งที่ยั่งยืน

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จัดพิธีปิดโครงการ "การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียน” เพื่อรายงานความสำเร็จและถอดบทเรียนที่ได้ จากการดำเนินงานด้านการลดการใช้น้ำมันของยานพาหนะและลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง

ในส่วนของประเทศไทย ได้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของยานพาหนะมาตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 และโครงการฯ ได้เข้ามาผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรการการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าว โดยทำการศึกษานโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคขนส่งทางบก และพบว่ามาตรการการปรับปรุงอัตราการ เก็บภาษีสรรพสามิตฯ นี้ กระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์เกิดการปรับตัวที่จะผลิตรถใหม่ซึ่งช่วยประหยัดพลังงาน ส่งผลให้เกิดการลดการใช้น้ำมันเฉลี่ยจาก 7.08 ลิตรต่อ 100 กม. ในปี พ.ศ. 2558 เหลือเพียง 6.75 ลิตรต่อ 100 กม. ในปี พ.ศ. 2560 สำหรับรถใหม่ทุกคันที่ขาย

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า “การใช้พลังงานจากภาคการขนส่ง นอกจากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหา PM 2.5 แล้ว ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย เนื่องจากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะแปรผันกับการใช้พลังงาน กล่าวคือ ยิ่งมีการใช้พลังงานจากภาคการขนส่งมาก ก็ยิ่งมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์มาก ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่สามารถสลายไปได้ ต่างจาก PM 2.5 ที่จะสลายไปได้ตามธรรมชาติเมื่อเจอฝนและลมมรสุม การใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการขนส่งที่สูงถึง 61 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2e) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 19.2 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศไทย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกท่านควรใส่ใจอย่างยิ่ง เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว”

Caroline Capone ผู้อำนวยการโครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียนของ GIZ กล่าวว่า “เป็นที่น่าสนใจว่าประเทศไทยมีนโยบายการขนส่งยั่งยืนที่พัฒนาไปมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น นโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยโครงการฯ เข้ามาผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรการการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวให้ดีขึ้น ส่งผลให้เกิดการลดการใช้น้ำมันเฉลี่ยในรถยนต์ใหม่ทุกคัน หากมีการดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามการปล่อยมลพิษในลักษณะนี้ต่อไป ในปี พ.ศ. 2573 จะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 4.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และหากมีการปรับปรุงมาตรการทางภาษีที่เข้มข้นขึ้นร่วมกับมาตรการอื่นๆ

เช่น การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถจักรยานยนต์ การปรับปรุงอัตราการเก็บภาษีรถยนต์ประจำปีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการปรับปรุงอัตราการเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลให้เข้มข้นขึ้น ก็จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีก 4.75 ล้านต้น คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีพ.ศ. 2573 คิดเป็นร้อยละ 29 ของเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่ง ตามข้อตกลงที่รัฐบาลไทยได้ให้ไว้ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) แม้ว่าโครงการฯ จะสิ้นสุดลงแต่ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเยอรมนีจะยังคงอยู่ โดยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 GIZ จะดำเนินงานเกี่ยวกับการขนส่งในเมืองอย่างยั่งยืน การแก้ไขการจราจรติดขัด การลดมลพิษทางอากาศ และการทำให้ชีวิตในเมืองน่าอยู่มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขนส่งในเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและในเมืองรองที่เติบโตอย่างรวดเร็ว”

 

---------------------------------

 

เกี่ยวกับโครงการ

โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการบรรเทาผลกระทบ ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการขนส่งทางบกของภูมิภาคอาเซียน ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) ให้มาดำเนินงานด้านการพัฒนากลยุทธ์และแผนปฏิบัติการ เพื่อปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งทางบก รวมถึงวิเคราะห์นโยบายการประหยัดเชื้อเพลิง และการติดตาม ทวนสอบ และรายงานผลจากการดำเนินนโยบายในประเทศฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซียและไทย

เกี่ยวกับ สนข.

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และพระราชกฤษฎีกาการโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งกำหนดให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นส่วนราชการที่รวม 3 หน่วย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (สจร.) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี บางส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม และบางส่วนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี สังกัดกระทรวงคมนาคมมาไว้ด้วยกัน พันธกิจของ สนข. คือ เสนอแนะนโยบาย มาตรการและจัดทำแผนพัฒนาระบบคมนาคมและขับเคลื่อนให้เกิดผลในการปฏิบัติ รวมทั้งศึกษา วิจัยและพัฒนางาน คมนาคมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมความปลอดภัยและคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระบบคมนาคม

เกี่ยวกับ GIZ

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เป็นองค์กรของรัฐบาลเยอรมันที่ดำเนินงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน GIZ ปฏิบัติงานในนามของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนทั้งในประเทศเยอรมนีและต่างประเทศ รวมทั้งรัฐบาลของประเทศต่างๆ  สหภาพยุโรป องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และองค์กรที่ให้ทุนอื่นๆ GIZ ดำเนินงานอยู่ในประเทศต่างๆ ราว 120 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานประมาณ 19,000 คน ซึ่งร้อยละ 70 เป็นคนในประเทศ ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ www.giz.de

 

 “พีที” ห่วงใย แจกหน้ากากอนามัย N95 ฟรี 15,000 ชิ้น

สถานีบริการน้ำมันพีที ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาสถานการณ์ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐาน ภายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยพร้อมแจกหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 15,000 ชิ้น ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2562 เป็นต้นไป (จนกว่าของจะหมด) เพียงแสดงบัตรพีที แมกซ์การ์ด 1 ใบต่อหน้ากากอนามัย N95 1 ชิ้น ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีทุกสาขาในเขตกรุงเทพมหานคร ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://www.facebook.com/ptstation

อินโฟเฟด จัด “University E-sports Championship” ลีกอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย

บริษัท อินโฟเฟด จำกัด ผู้ก่อตั้งสนามกีฬา “Thailand E-Sports Arena” เพื่อการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตแห่งแรกในประเทศไทย เดินหน้าจัดการแข่งขัน University E-sports Championship (UEC) ลีกอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ ครั้งแรกในประเทศไทย โดยเปิดให้นักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศสมัคร พร้อมดวลฝีมือแข่งขัน ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 1,000,000 บาท พร้อมโอกาสในการพัฒนาฝีมือและการทำงานในวงการอีสปอร์ต เผยตั้งใจดึงเหล่านักกีฬามือสมัครเล่นระดับมหาวิทยาลัยเข้าร่วมแข่งขันจากทุกภาคทั่วประเทศ ปลื้ม KK Fund กองทุนจากสิงคโปร์เข้าลงทุนในบริษัท ด้วยเห็นถึงโอกาสและศักยภาพในการเติบโต กางโรดแมปขยายการจัดลีกการแข่งขันในกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมตั้งเป้าเติบโต 200% ด้าน    ดีป้าออกโรงหนุนลีกแข่งขันอีสปอร์ตเต็มที่ เผยช่วยส่งเสริมและผลักดันเยาวชนที่ชื่นชอบในการเล่นเกมหันมาเข้าร่วมการแข่งขัน และพัฒนาตนเองจนก้าวสู่นักกีฬาอาชีพ และสามารถประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมอีสปอร์ตได้ ชี้ตลาดอีสปอร์ตในประเทศไทยคึกคักเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม CLMV เติบโตน่าจับตา เล็งส่งเสริมวงการอีสปอร์ตไทยเดินหน้าเต็มสูบ

นายจิรยศ เทพพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท อินโฟเฟด จำกัด ซึ่งเป็น สตาร์ทอัพด้านอีสปอร์ต เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัวสนามกีฬา “Thailand E-Sports Arena” ซึ่งเป็นสนามการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตที่ครบวงจรที่สุดของประเทศ สามารถจัดการแข่งขันเกมทั้งในรูปแบบ ออนไลน์ ออฟไลน์ บนแพลตฟอร์มโมบายและพีซี ในปีนี้บริษัทมีเป้าหมายจัดลีกการแข่งขันให้กับนักกีฬาอีสปอร์ตไทยได้โชว์ศักยภาพ และพัฒนาทักษะเพื่อต่อยอดสู่อาชีพต่าง ๆ จึงได้ผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยในประเทศ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ ดิจิทัล (depa) และบริษัทเอกชนชั้นนำที่เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนในการจัดการแข่งขัน University E-sports Championship หรือ UEC

ซึ่งเป็นลีกการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการเปิดกว้างให้ผู้เข้าแข่งขันระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันบนเว็บไซต์ www.UEC.live พร้อมมีเกมการแข่งขันที่นิยมหลายเกมและรางวัลมีมูลค่าสูงกว่าการแข่งขันที่ผ่านมา ในด้านการสนับสนุนนั้น ทางบริษัทยังเปิดรับผู้ร่วมสนับสนุนการแข่งขัน UEC เพื่อขยายช่องทางการสื่อสารสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านลีกการแข่งขัน UEC

“การจัดลีก UEC นับเป็นมิติใหม่ของการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตระดับอุดมศึกษาในประเทศ เนื่องจากเป็นการจัดแข่งขันที่เปิดกว้างให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สมัครเข้ามาร่วมการแข่งขันผ่านเว็บไซต์ โดยแข่งขันด้วยเกมยอดนิยม 3 เกม คือ Arena of Valor หรือ ROV, Player Unknown Battleground Mobile หรือ PUBG Mobile และ Overwatch ซึ่งครอบคลุมทั้งบนแพลตฟอร์มโมบายและพีซี เรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันที่เปิดกว้างเข้มข้นท้าทายศักยภาพนักกีฬาอีสปอร์ตไทยเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นบันไดสู่การ ต่อยอดอาชีพต่าง ๆ ในอนาคตอีกด้วย” นายจิรยศ กล่าวเสริม

อย่างไรก็ตาม การแข่งขัน UEC จะแบ่งภูมิภาคการแข่งขันออกเป็น 5 ภูมิภาคหลัก คือ ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันตก ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ สุดท้ายคือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยการแข่งขันในแต่ละเกมนั้นจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 2 รอบ คือ รอบ Online เพื่อเฟ้นหาตัวแทนมหาวิทยาลัยระดับภูมิภาค และรอบ Offline เพื่อชิงชนะระดับประเทศ ณ Thailand E-Sports Arena โดยการแข่งขัน UEC ในครั้งนี้ มีรางวัลเป็นทุนการศึกษาและทริปการศึกษาดูงานเกม G-Star ที่ประเทศเกาหลีใต้ มูลค่ารวมกว่า 1,000,000 ล้านบาท​

นายจิรยศ กล่าวต่อว่า ล่าสุด KK Fund จากประเทศสิงคโปร์ ได้เข้ามาลงทุนในบริษัทแล้ว ด้วยเล็งเห็นถึงศักยภาพและแผนธุรกิจของบริษัทสตาร์ทอัพด้านอีสปอร์ตที่น่าจับตา ซึ่งเงินทุนที่ได้จะนำไปใช้ในการจัดการแข่งขัน UEC, พัฒนา Studio, Production และแพลตฟอร์มการแข่งขัน โดยทางบริษัทมีแผนขยายการจัดลีกการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 7-8 % ประกอบกับตลาดอีสปอร์ตในประเทศกลุ่มนี้มีแนวโน้มการเติบโตเป็นไปในทิศทางของเศรษฐกิจ ทั้งยังมีการสนับสนุนจากทางภาครัฐในการเดินหน้าอุตสาหกรรมอีสปอร์ตอย่างต่อเนื่อง

และการจัดลีกการแข่งขันจะช่วยสร้างความคึกคักและสร้างกระแสความนิยมของกีฬาอีสปอร์ตในภูมิภาคมากขึ้น โดยโรดแมปแผนการจัดลีกการแข่งขันซีซันแรกนั้นจะเป็นการจัดแข่งขันภายในประเทศไทย และมีเป้าหมายที่จะขยายการแข่งขันไปยังกลุ่มประเทศ CLMV และ SEA ต่อไปตามลำดับ อีกทั้งบริษัทยังเปิดกว้างรับการลงทุนจากนักลงทุนที่สนใจและมองเห็นศักยภาพของบริษัท ซึ่งในปีนี้ปริษัทตั้งเป้าเติบโตกว่า 200%

ด้าน ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ ดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า อีสปอร์ตได้รับการบรรจุเข้าสู่การแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 ครั้งแรกในฐานะกีฬาสาธิตพิสูจน์ความสามารถของนักกีฬาไทยในเวทีมหกรรมกีฬาเป็นครั้งแรก และเป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ความสำเร็จในเวทีการแข่งขันระดับประเทศ และการพัฒนานักกีฬาอีสปอร์ตไทยให้มีศักยภาพในเวทีการแข่งขันระดับโลก ซึ่งการจัดลีกการแข่งขัน UEC ระดับอุดมศึกษาเต็มรูปแบบในครั้งนี้ นับเป็นก้าวที่สำคัญของการเปิดเวทีการแข่งขันให้กับเหล่านักกีฬาอีสปอร์ต ที่มีความสามารถได้แสดงความสามารถและฝึกฝีมือ ทั้งยังเป็นการแก้ปัญหา “เด็กติดเกม” ให้กลายเป็น “โอกาสของประเทศ” ได้ตรงจุด ด้วยการจูงใจให้เยาวชนที่ชื่นชอบการเล่นเกมเข้าสู่การแข่งขันและพัฒนาตัวเองเข้าสู่วงการอีสปอร์ตต่อไป

อนึ่ง การจัดลีกการแข่งขันมีส่วนช่วยให้ตลาดอีสปอร์ตในประเทศไทยและภูมิภาคคึกคัก โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดอีสปอร์ตในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว สูงขึ้นปีละกว่า 30% โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 50% และยังพบว่าประเทศในกลุ่ม CLMV มีมูลค่าการเติบโตที่น่าจับตาเช่นกัน

Page Visitor

025494480
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
2108
62857
180396
180396
1709768
25494480
Your IP: 18.204.48.64
2021-08-04 00:43