เปิดตัวผู้ว่ากนอ.คนใหม่ “สมจิณณ์ พิลึก” เร่งสานต่อเมกะโปรเจกต์อีอีซี – เอสอีแซด

เปิดตัวผู้ว่ากนอ.คนใหม่ “สมจิณณ์ พิลึก” เร่งสานต่อเมกะโปรเจกต์อีอีซี – เอสอีแซด
เผยความพร้อมนิคมทั่วไทย ชี้ 12 เดือนยอดลงทุนทั้งสิ้น  2.8 หมื่นล้านบาท

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 ที่จะมุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ตอบสนองเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน (SEZ) พร้อมเผยความคืบหน้าของเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญ อาทิ ท่าเรือฯ มาบตาพุดระยะที่ 3 ที่เตรียมประกาศเชิญนักลงทุนในเดือนตุลาคมนี้ นิคมอุตสาหกรรมในเขต SEZ ที่เตรียมเดินหน้าพัฒนาและมอบสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังได้เผยถึงผลการดำเนินงานของ กนอ. ระยะเวลา 12 เดือน (ต.ค.60 – ก.ย.61) ซึ่งมียอดขาย พื้นที่ / เช่า จำนวน 1,377 ไร่ มีเงินลงทุนรวมกว่า 28,042 ล้านบาท ซึ่ง 5 อันดับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ 1.  อุตสาหกรรมคลังสินค้า 2. อุตสาหกรรมผลิตโลหะขั้นมูลฐาน 3. อุตสาหกรรมเครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่งในอาคารจากไม้ แก้ว ยาง หรือโลหะอื่น ๆ 4. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 5. อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 ของ กนอ. ยังคงมุ่งส่งเสริมและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อรองรับนักลงทุน และกลุ่มอุตสาหกรรมในทุกประเภท ซึ่ง กนอ.ได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่จะเป็นองค์กรหลัก ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยเน้นภาคอุตสาหกรรมและบริการสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าว มีสิ่งที่ต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น 2 ประการ ได้แก่ 1. การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ตอบสนองเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน (SEZ) และ 2. การยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ นอกจากนี้ ยังจะมุ่งพัฒนาการจัดสรรที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค  สิ่งอำนวยความสะดวก และการให้บริการผ่านระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการเพิ่มสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดการลงทุนให้เพิ่มมากขึ้นในทุกพื้นที่

นางสาวสมจิณณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการพัฒนานิคมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้วางแนวทางการพัฒนาไว้ดังนี้ 1.การส่งเสริมนิคมฯ ให้เป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อต้องการให้แต่ละนิคมฯ มีการพัฒนาพื้นที่ในนิคมฯ ให้มีความทันสมัย เช่น การจัดทำเขตนวัตกรรม หรือเขตนวัตกรรมดิจิทัล ฯลฯ  ซึ่งในปัจจุบันได้มีการประกาศเป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรม สำหรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายแล้วจำนวน 21 แห่ง  2.การพัฒนาเมกะโปรเจกต์ ได้แก่ ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 และนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปารค์ใน จ.ระยอง  โดยขณะนี้ในส่วนของท่าเรือฯมาบตาพุดได้ผ่านการเห็นชอบหลักการของโครงการฯ จากคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกเมื่อประมาณเดือน กันยายน 2561ที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะประกาศเชิญชวนนักลงทุนประมาณเดือนตุลาคม 2561 และได้เอกชนร่วมลงทุนประมาณเดือนมกราคม 2562 โดยกนอ.จะเร่งจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบให้ทันภายในปี 2568  ส่วนทางด้านนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปารค์ปัจจุบันได้ทำการยื่นรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว ในเดือนมิถุนายน 2561 แล้ว และคาดว่าใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 ปี หรือช่วงต้นปี 2563 ซึ่งแผนต่อไป หลังจากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ทางโครงการจะดำเนินการจัดจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง และเริ่มก่อสร้างในช่วงปลายปี 2563 คาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 ปี และเปิดดำเนินการได้ทันประมาณช่วงปลายปี 2565 3.การร่วมมือกับเอกชน ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกับ กนอ. เพื่อผนึกกำลังขยายฐานการผลิตและลงทุนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยที่มีการพัฒนา โดยในปีที่ผ่านมาได้พัฒนาเพิ่มไปแล้ว 5 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมบ่อทอง 33 นิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ นิคมอุตสาหกรรมซีพีจีซี และ นิคมอุตสาหกรรมแพรกษา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมั่นใจว่าจะช่วยให้การลงทุนมีความคึกคักมากขึ้นแน่นอน

ด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในชายแดน หรือ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดตาก จังหวัดสงขลา ขณะนี้นิคมอุตสาหกรรมสระแก้วได้เปิดให้บริการแล้วในพื้นที่เช่าทั้งหมด 660 ไร่ มีนักลงทุนสนใจเช่าพื้นที่ระยะที่ 1เต็มจำนวนแล้ว สำหรับในการพัฒนาระยะที่ 2 จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในธันวาคม 2561 และพร้อมเปิดให้บริการระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย บ่อหน่วงน้ำ และไฟฟ้า เป็นต้น  ส่วนนิคมอุตสาหกรรมแม่สอด จังหวัดตาก อยู่ระหว่างการนำเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.) จังหวัดภายในตุลาคมนี้ สำหรับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสะเดา หลังมีมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติการลงทุนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว กนอ.ได้เร่งดำเนินโครงการในระยะที่ 1 บนเนื้อที่ประมาณ 629 ไร่แล้ว คาดว่าจะเริ่มพัฒนาพื้นที่และการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในปีงบประมาณ 2562 นี้ รวมทั้งโครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ที่อยู่ในจังหวัดสงขลา ก็เป็นอีกโครงการที่กนอ.มุ่งส่งเสริมการเพิ่มอุปสงค์การใช้ยางพาราในภาคอุตสาหกรรมขั้นกลางน้ำ และปลายน้ำบนพื้นที่ทั้งหมด 1,248 ไร่ ปัจจุบันการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 95 % มีลูกค้าแจ้งความประสงค์ในการจองพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าจากประเทศจีน และมาเลเซีย เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้และกลุ่มอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า โดยนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดนี้ กนอ.ได้วางแผนการประชาสัมพันธ์และการตลาดทั้งในและต่างประเทศไว้แล้ว คาดว่าในปีถัดไปจะเป็นที่รู้จักและมีการเข้าลงทุนมากขึ้น โดยมีปัจจัยทางด้านสิทธิประโยชน์ที่กนอ.มอบให้อย่างเต็มที่

นางสาวสมจินณ์ กล่าวต่อว่า ด้านการพัฒนาในเรื่องระบบบริการที่จะช่วยให้การลงทุนมีความสะดวกรวดเร็วกนอ. ได้พัฒนาการให้บริการอนุมัติ-อนุญาต โดยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้งาน ในการให้บริการอนุมัติ-อนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร (e- Permission & Privilege)  บริการยื่นคำขอ บริการสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร การบรรจุ และการต่ออายุ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตลอดจนลดต้นทุน เวลา และขั้นตอนในการทำธุรกรรมของผู้ประกอบการ โดยเปิด 2 กลุ่มบริการ  ได้แก่ e-License อนุมัติ-อนุญาต ด้านภาษีอากรและที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากร บริการยื่นคำขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ผ่านระบบไร้เอกสาร (e-Paperless) และ e-Signature อนุมัติ-อนุญาต คนต่างด้าวที่เป็นช่างฝีมือเข้ามาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม สามารถพิมพ์หนังสืออนุญาตเองได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานของ กนอ. ระยะเวลา 12 เดือน (ต.ค.60 – ก.ย.61) มียอดขาย พื้นที่ / เช่า จำนวน 1,377 ไร่ มีเงินลงทุนรวมกว่า 28,042 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 3,446 คน โดยการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมคลังสินค้า 2. อุตสาหกรรมผลิตโลหะขั้นมูลฐาน 3. อุตสาหกรรมเครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่งในอาคารจากไม้ แก้ว ยาง หรือโลหะอื่น ๆ 4. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 5. อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ ซึ่ง 5 อันดับนักลงทุนต่างชาติที่มีการลงทุนมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และเนเธอร์แลนด์  ส่วนในปัจจุบัน กนอ. มีนิคมอุตสาหกรรม 55 แห่ง ใน 16 จังหวัด โดยมีพื้นที่สำหรับขาย / เช่า (รวมพื้นที่ระบบสาธารณูปโภค) ประมาณ 108,470 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ที่ขายและเช่าแล้วจำนวน 88,166 ไร่ และคงเหลือพื้นที่พร้อมสำหรับขาย / เช่า อีกจำนวน 20,304 ไร่ มูลค่าการลงทุนสะสมทั้งสิ้น 2,977,973 ล้านล้านบาท มีผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม 4,438 ราย และมีการจ้างงานรวมทั้งสิ้น 464,667 คน ทั้งนี้ กนอ.คาดว่า แนวโน้มการลงทุนใหม่ในช่วงปี 2562 จะมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญสนับสนุน อาทิ การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ มาตรการจูงใจให้เอกชนมาร่วมลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกนอ.ที่จะให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนที่เข้ามาใช้พื้นที่นิคมฯทุกแห่ง นางสาวสมจิณณ์ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 02 2530561 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Rate this item
(0 votes)