01Top_HachiEng

“AECS” ชี้ รอลุ้นปัจจัยบวกพยุงตลาดหุ้นไทยช่วงปลายปี แนะนำ STEC , BDMS , BLA , AH ส่งสัญญาณฟื้นตัว

บล.เออีซี ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย สัปดาห์นี้ คาด SET Index ผันผวนตามกรอบ สัญญาณทางเทคนิค โดยให้แนวรับ 1,645 จุด ขณะที่แนวต้าน  1,700 จุด ระบุ นักลงทุน รอลุ้นปัจจัยบวก ที่อาจจะเข้ามาหนุนตลาด ในช่วงปลายปี เหตุจะเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจท่องเที่ยว และ ธุรกิจอุปโภคบริโภค ขณะที่ภาคการลงทุนส่อแววฟื้นตัว กระตุ้นการเลือกตั้ง พร้อมแนะลงทุนหุ้น  STEC , BDMS , BLA , AH ที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS เปิดเผยว่าสัปดาห์นี้คาด SET Index ยังคงแกว่งตัวในกรอบ 1,645 - 1,700 จุด โดยแม้คาดตลาดจะผันผวนจาก Earning Season ตลอดทั้งสัปดาห์ ประกอบกับ มีปัจจัยกดดันจากหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่คาดว่าร่วงตามราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้ แม้ว่าดัชนีหุ้นไทย จะมีการผันผวนอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ แต่ทางฝ่ายวิเคราะห์ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้น ในช่วงปลายปี เนื่องจากยังคงมีปัจจัยหนุน อาทิ ช่วงปลายปี เป็นช่วง High Season ของธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอุปโภคบริโภค ดังนั้นจึงเชื่อว่าหุ้นในกลุ่มนี้ จะสามารถเข้ามาช่วยหนุนตลาดในช่วงจังหวะเวลาดังกล่าวได้ นอกจากนี้ กรณีการเลือกตั้งในปีหน้า จะเข้ามาเป็นตัวหนุนอีกหนึ่งปัจจัย ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการลงทุน ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ดังนั้นจึงแนะนำลงทุน หุ้น STEC , BDMS , BLA , AH

“ฝ่ายวิจัย คัดเลือกหุ้น 2 กลุ่ม คือ 1) Earning Growth (หุ้นกลุ่มที่ Consensus คาดกำไรช่วง 3Q61/หรือประกาศแล้ว โต YoY, กำไรช่วง 4Q61 และปี 61-62 โต YoY) ได้แก่ STEC (S24.3,R25.5), BDMS (S24.5,25.5) 2)Q3 Bottom (หุ้นกลุ่มที่คาดกำไรช่วง 3Q61/หรือประกาศแล้วหดตัว QoQ ต่อเนื่องจากช่วง 1Q61-2Q61 และช่วง 4Q61 คาดกำไรฟื้นตัว QoQ ) ได้แก่ BLA (S32,R34), AH (S24,R25.5)”

พร้อมกันนี้ ยังแนะนำให้จับตาทิศทางในต่างประเทศ โดย เฉพาะปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การพูดคุยระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ในวันที่ 20 พ.ย.เพื่อหาทางออกร่วมกันต่อปัญหาสงครามการค้า ที่เริ่มส่งผลกระทบมายังภาคเศรษฐกิจ ซึ่งหากการพูดคุยดังกล่าวไม่สร้างความคืบหน้าด้านบวก จะส่งผล ทำให้ Sentiment ในตลาดกลับมาแย่ลงอีกครั้ง

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังมีทิศทางอ่อนตัว โดยแม้มีโอกาสฟื้นตัวในช่วงสั้น หลังซาอุฯ ประกาศเตรียมลดกำลังการผลิตเพิ่มอีก 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่คาดไม่เพียงพอต่อที่จะหักล้างแรงกดดันจากความต้องการใช้พลังงานที่มีแนวโน้มชะลอลง จากกำลังซื้อในหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า นอกจากนี้ในส่วนของอุปทานน้ำมันดิบโลกยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลิต Shale oil จากสหรัฐฯ ที่ทำให้ล่าสุดสหรัฐฯ มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบสูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก ทำให้เราแนะนำให้รอติดตามการประชุม OPEC ครั้งถัดไป (6 ธ.ค.) เพื่อดูมติของกลุ่มต่อความร่วมมือปรับลดกำลังการผลิต

อีกทั้ง ความเสี่ยงด้านการคลังของอิตาลี หลังคณะกรรมาธิการยุโรประบุถึงแนวโน้มการโตของ ศก. ของกลุ่มที่มีโอกาสจะชะลอตัวลง พร้อมทั้งเตือนถึงสถานการณ์ด้านการคลังของอิตาลี ที่หากยังเดินหน้าใช้งบประมาณตามร่างงบประมาณที่นำเสนอครั้งล่าสุด จะทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณของอิตาลีสูงเกินระดับที่กลุ่มกำหนดไว้ที่ 3% ในปี 63

APCO เผยแนวโน้มไตรมาส 4 เติบโตดีกว่าทุกไตรมาส พันธมิตรจีนสั่งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางยกกระชับผิวหน้าเพิ่ม เตรียมสั่งซื้อผลิตภัณฑ์กระชับสัดส่วน เล็งผลิตภัณฑ์แก้ไขปัญหาสิวและฝ้า เร่งเปิดการขาย 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่าน Social Media พร้อมเผยแพร่นวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่งบ 9 เดือน รายได้ 273.21 ล้านบาท กำไร 68.93 ล้านบาท

ศ.ดร. พิเชษฐ์  วิริยะจิตรา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO เจ้าของธุรกิจนวัตกรรมธรรมชาติเพื่อสุขภาพและความงามด้วยการวิจัย พัฒนา ผลิตและจำหน่ายครบวงจร เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4 มีสัญญาณการเติบโตที่ดีจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ให้กับพันธมิตรในประเทศจีน โดยปลายเดือนตุลาคมได้เริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางยกกระชับผิวหน้าแล้ว ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี และมีคำสั่งซื้อมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนเริ่มสั่งซื้อผลิตภัณฑ์กระชับสัดส่วน รวมทั้งพิจารณาเพิ่มการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์แก้ไขปัญหาสิวและฝ้า ซึ่งใช้งานวิจัยจากมังคุดของบริษัทเป็นองค์ประกอบหลัก

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ VVIN+ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและมะเร็ง และ ASL Serum & Cream เพื่อยกกระชับผิวหน้าและลดริ้วรอย จะเข้ามาช่วยเสริมยอดขายในช่วงไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น ผ่านการจำหน่ายครบทุกช่องทาง พร้อมจัดโปรโมชั่นกระตุ้นการขายต่อเนื่อง ผ่านการประชาสัมพันธ์ในช่องทาง Social Media จากสัญญาณการเติบโตดังกล่าว เชื่อว่าควรจะทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายในการมีผลประกอบการเทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา

“ภูมิคุ้มกันบำบัด (BIMTHERAPY) ถือเป็นภารกิจหลักของบริษัท โดยเปิดช่องทางให้ผู้มีปัญหา ได้รับคำแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อให้สามารถบำบัดความผิดปกติได้ พร้อมทั้งประกาศเชิญผู้เชี่ยวชาญให้เข้าร่วมในภารกิจหลักนี้เพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ นวัตกรรมสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS และมะเร็ง ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคสูงกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆ และจะเป็นผลิตภัณฑ์หลักในภารกิจนี้” ศ.ดร. พิเชษฐ์กล่าว

คณะนักวิจัย Operation BIM จึงได้เผยแพร่นวัตกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง เริ่มด้วยในวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ได้ประกาศความสำเร็จในการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับ HIV/AIDS และมะเร็งใน ที่ประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยครั้งที่ 44 และกำหนดจะประกาศความสำเร็จในระดับนานาชาติ เป็นปาฐกถาพิเศษ (Keynote lecture) ในที่ประชุมภูมิคุ้มกันวิทยานานาชาติ EuroSciCon Conference on IMMNOLOGY ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 11 ถึง 13 มีนาคม 2562 เพื่อให้ภูมิคุ้มกันบำบัดของ APCO เป็นที่รู้จักในระดับสากลต่อไป

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 273.21 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 311.83 ล้านบาท จำนวน 38.62 ล้านบาท หรือลดลง 12.39% และมีกำไรสุทธิ 68.93 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 76.70 ล้านบาท จำนวน 7.76 ล้านบาท หรือลดลง 10.12%

ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 94.59 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 112.16 ล้านบาท จำนวน 17.57 ล้านบาท หรือลดลง 15.67% และมีกำไรสุทธิ 25.09 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 31.54  ล้านบาท จำนวน 6.45 ล้านบาท หรือลดลง 20.45%

สาเหตุที่ผลประกอบการของบริษัทมีการชะลอตัวลงเนื่องจาก ได้รับผลกระทบจากปัญหาการตรวจสอบแหล่งผลิตและจำหน่ายสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่ายอดขายจะกลับมาเป็นปกติในช่วงไตรมาส 4 นี้

BEAUTY ยังสวย เผยผลประกอบการงวด 9 เดือน รายได้รวม 2,844.12 ล้านบาท โต 7.8 % กำไรสุทธิ 867.75 ล้านบาท โต  5.7 % และ Q3/61 รายได้รวม 1,081.65 ล้านบาท โต 26.1% กำไรสุทธิ 328.99 ล้านบาท โต 28.3% จากไตรมาส 2/61 มองโค้งสุดท้าย Q4/61 เติบโตต่อเนื่อง รับอานิสงส์ไฮซีซั่นธุรกิจเครื่องสำอาง และการที่รัฐออกนโยบายกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวจีน เดินหน้าเพิ่มช่องทางจำหน่าย Cross Border E-Commerce เตรียมเข้าจำหน่ายเพิ่ม 4 แพลตฟอร์ม ดันยอดขายต่างประเทศ เจาะตลาดออนไลน์จีน มั่นใจยอดขายทั้งปีเติบโตตามเป้า

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวเปิดเผยว่า ผลประกอบการ งวด 9 เดือน ปี 61 มีรายได้รวม 2,844.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 204.66 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.8 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 2,639.46 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 867.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.72 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.7 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 821.03  ล้านบาท

ทั้งนี้ผลประกอบการงวด 9 เดือน ยังคงเติบโตต่อเนื่อง จากการที่ผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ มีการพัฒนาสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ออกจำหน่าย ประกอบกับบริษัทได้มีการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทุกช่องทาง จึงส่งผลให้ยอดจำหน่ายปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่องทางต่างประเทศ ในส่วนของ Cross Border E-Commerce  มียอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 % ขณะที่ยอดขายต่อสาขาเดิม (Same Store Sales Growth ) มีอัตราการเติบโตลดลง 0.50 % เนื่องจากมียอดซื้อจากกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวลดลง

ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3/2561 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,081.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.1%เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/61 และเพิ่มขึ้น 1.6% ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,064.55 ล้านบาท มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 328.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/61  และลดลงเล็กน้อย 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 348.20 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เชื่อว่าจะสามารถสร้างการเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของธุรกิจ อีกทั้งยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ ในการกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาคึกคักในช่วงเดือน ธ.ค. 61 ซึ่งบริษัทจะเดินหน้าทำการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงขยายช่องทางด้านสินค้าคอนซูเมอร์ในช่องทางโมเดรินด์เทรด เพิ่มขึ้น ออกโปรโมชั่นต่างๆจัดกิจกรรมกับลูกค้าสมาชิก เพื่อกระตุ้นยอดขาย

นอกจากนี้บริษัทยังมุ่งเน้นการเร่งยอดขายในตลาดต่างประเทศให้เติบโตสูงขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ขยายช่องทางการจำหน่ายทาง Cross-border e-commerce ซึ่งจะเตรียมเข้าจำหน่ายเพิ่ม 4 แพลตฟอร์ม ในไตรมาส 4/61 จากเดิมมีจำหน่ายในช่องทางดังกล่าวอยู่แล้ว 5 แพลตฟอร์ม ประกอบด้วย TMALL  KAOLA VIP YUNJI และ JD ปัจจุบันบริษัทได้รับการจดทะเบียน CFDA จำนวน 4 รายการสินค้าเรียบร้อยแล้วเพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายตลาดในประเทศจีน โดยทั้งนี้มั่นใจว่ารายได้รวมปี 2561 จะเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนสาขาในประเทศทั้งสิ้น 347 สาขา แบ่งเป็น BEAUTY BUFFET 264 สาขา BEAUTY COTTAGE  76 สาขา BEAUTY MARKET 7 สาขา อีกทั้งยังมีจุดขาย ณ คิง พาวเวอร์ 8 สาขา 22 จุดจำหน่าย และวางจำหน่ายสินค้าผ่านร้าน 7-ELEVEN จำนวน 650 สาขา

ส่วนตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันจำนวนสาขาที่เป็น Shop License  มีทั้งสิ้น 12 สาขา ส่วนสาขาที่เป็นรูปแบบ Product distributor มีอยู่ใน 4 ประเทศ รวม 131 จุดจำหน่าย ประกอบด้วย ฮ่องกง 95 จุดจำหน่าย และเริ่มมีการวางจำหน่ายในร้าน SASA เต็มทุกสาขา  อินโดนีเซีย 15 จุดจำหน่าย   ไต้หวัน 19 จุดจำหน่าย  และมาเลเซีย 2 จุดจำหน่าย ในรูปแบบ Counter Sales จำนวน 2 ประเทศ 13 จุดจำหน่าย ประกอบด้วยพม่า 8 จุดจำหน่าย และลาว 5 จุดจำหน่าย  ซึ่งทุกแห่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

EPG โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 61/62 มีรายได้จากการขาย 2,682 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 262 ล้านบาท เตรียมจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.08 บาท 7 ธ.ค.นี้

รศ.ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปี 61/62 (ก.ค.61 – ก.ย.61) ว่า บริษัทมีรายได้จากการขาย 2,682 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 2,430 ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 252 ล้านบาท คิดเป็น 10% ส่งผลให้ EPG มีกำไรสุทธิ 262ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 292 ล้านบาท หรือปรับตัวลดลง 30 ล้านบาท คิดเป็น 10% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 28% ซึ่งบริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้งนี้เป็นผลจากการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex มีรายได้จากการขาย 789 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดขายของบริษัทเติบโตจากตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์ Aeroroof ฉนวนกันความร้อนใต้หลังคาที่ได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี

ขณะที่ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas เติบโตได้ดี มีรายได้จากการขาย 1,350 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากผลิตภัณฑ์หลักเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรับรู้รายได้ต่อเนื่องจากธุรกิจในต่างประเทศ ได้แก่ TJM Products Pty.Ltd และ Flexiglass Challenge Pty.Ltd ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายที่สำคัญของ Aeroklas ในประเทศออสเตรเลีย โดยล่าสุด TJM Products Pty.Ltd เปิด Corporate Store สาขาที่ 3 ณ เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งได้มีการลงทุนเพิ่มเติมใน Software เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการออเดอร์สินค้า

สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP มีรายได้จากการขาย 544 ล้านบาท หรือ ลดลง 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นโลว์ซีซั่นของธุรกิจอาหาร ร้านค้าต่างๆ อีกทั้งการบริโภคภายในประเทศมีการฟื้นตัวอย่างล่าช้า และยังไม่แสดงทิศทางการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ประกอบกับราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จึงส่งผลต่อการดำเนินงานของ EPP

รศ.ดร.เฉลียว กล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ปี 61/62 สิ้นสุด 30 กันยายน 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.08 บาท (แปดสตางค์) รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 224 ล้านบาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่จะมีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2561

HREIT จ่อลงทุนเพิ่มครั้งที่ 2 มูลค่าไม่เกิน 477 ล้านบาท ดันผลตอบแทนต่อหน่วยพุ่ง
พร้อมประกาศเริ่มจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหน่วยได้ ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล รีท แมนเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เหมราช (HREIT) ประกาศเตรียมลงทุนเพิ่มครั้งที่ 2 เพื่อลงทุนในสิทธิการเช่าโรงงานสำเร็จรูปของกลุ่ม WHA GROUP มูลค่าไม่เกิน 477 ล้านบาท จำนวน 9 ยูนิต คิดเป็นพื้นที่รวม 15,916 ตารางเมตร เพื่อเป้าหมายจ่ายผลตอบแทนต่อผู้ถือหน่วยที่สูงขึ้น ด้านกรรมการผู้จัดการ “เภรี อิชยพฤกษ์” ระบุ ผลการดำเนินไตรมาส 3/2561 เติบโตโดดเด่น จากอัตราการเช่าพื้นที่ขยับขึ้นเป็น 77% จากเดิม 69% หลังความต้องการในภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น ตามนโยบาย EEC ของภาครัฐ และอานิสงส์ทางอ้อมจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน พร้อมทั้งคาดว่า “HREIT” จะเริ่มจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหน่วยได้ ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

นายเภรี อิชยพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล รีท แมนเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เหมราช (HREIT) เปิดเผยว่า กองทรัสต์ HREIT เตรียมจัดประชุมผู้ถือหน่วยในวันที่ 18 ธันวาคมนี้ เพื่อขออนุมัติการลงทุนเพิ่มครั้งที่ 2 เพื่อลงทุนในสิทธิการเช่าโรงงานสำเร็จรูปของกลุ่ม WHA GROUP จำนวนไม่เกิน 477 ล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี และต่ออายุการเช่าได้อีก 30 ปี รวมทั้งสิ้น 60 ปี ซึ่งประกอบด้วยอาคารและสิ่งปลูกสร้างโรงงานสำเร็จรูป ของบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในธุรกิจของกลุ่ม WHA GROUP ซึ่งมีพื้นที่ในจังหวะสระบุรี จำนวน 9 ยูนิต คิดเป็นพื้นที่รวม 15,916 ตารางเมตร ปัจจุบันทรัพย์สินดังกล่าวมีผู้เช่าเต็ม 100% ซึ่งหากได้รับการอนุมัติแล้ว คาดว่ากองทรัสต์จะสามารถเข้าลงทุนในทรัพย์สินได้ทันทีภายในปีนี้

สำหรับการลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ถือหน่วย ได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งการลงทุนเพิ่มของกองทรัสต์ “HREIT” ได้เตรียมใช้เงินทุนจากการกู้ยืมจำนวนไม่เกิน 420 ล้านบาท และเงินสดภายในของกองทรัสต์อีกไม่เกิน 80 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้นไม่เกิน 500 ล้านบาท ซึ่งภายหลังการเข้าซื้อทรัพย์ จะทำให้กองทรัสต์ “HREIT” ขนาดเพิ่มขึ้น เป็นประมาณ 9,700 ล้านบาท และมีพื้นที่ให้เช่ารวมทั้งสิ้น 332,505 ตารางเมตร

อีกทั้งผู้ถือหน่วยได้รับผลตอบแทนต่อหน่วยสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเงินลงทุนทั้ง 500 ล้านบาท เป็นเงินกู้ยืมและเงินสดภายใน ไม่ได้ระดมทุนเพิ่มจากผู้ถือหน่วย ประกอบกับอัตราการเช่าพื้นที่ของทรัพย์ใหม่ที่ปัจจุบันเต็ม 100% จะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอในระยะยาว และจะทำให้อัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยของ กองทรัสต์ เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ 77% อีกด้วย

กรรมการผู้จัดการกองทรัสต์ HREIT กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการดำเนินงาน สิ้นสุดไตรมาส 3/2561 ของกองทรัสต์ “HREIT” เติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากรายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา โดยอัตราการเช่าพื้นที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 77% จากระดับ 69% ในช่วงไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการที่กองทรัสต์ได้ผู้เช่ารายใหม่เข้ามาทดแทนผู้เช่ารายเดิม ที่ก่อนหน้านี้ได้เปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจจากการเช่าพื้นที่เป็นการซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวแทน

โดยปัจจัยสนับสนุนหลักที่ทำให้อัตราการเช่าพื้นที่ของกองทรัสต์เพิ่มขึ้น เกิดจากความต้องการใช้โรงงานสำเร็จรูปในภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น ตามนโยบายส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยทางอ้อมจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ส่งผลทำให้กลุ่มทุนที่เคยลงทุนอยู่ในประเทศจีน ย้ายฐานการผลิตมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมาย ด้วยศักยภาพการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ได้

อีกทั้งแนวโน้มอัตราการเช่าพื้นที่ของกองทรัสต์ที่เพิ่มขึ้น บวกกับนโยบายชดเชยรายได้ส่วนต่างจากอัตราค่าเช่ารับประกันเป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่กองเข้าลงทุนของเจ้าของทรัพย์สิน จึงทำให้กองทรัสต์ “HREIT” ยังคงสามารถจ่ายประโยชน์ตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยได้ ในอัตรา 0.1910 บาทต่อหน่วย ใกล้เคียงกับประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายคืนผู้ถือหน่วยไปในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยผู้จัดการกองทรัสต์เชื่อว่า ด้วยผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวดีต่อเนื่อง จะทำให้ทั้งปีนี้ กองทรัสต์ “HREIT” จะสามารถจ่ายประโยชน์ตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยได้ ในอัตรา 0.76 บาทต่อหน่วย หากเทียบกับราคาในกระดานปัจจุบันที่ 6.80 บาท คิดเป็นผลตอบแทนที่ผู้ถือหน่วยจะได้รับสูงถึง 11% นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าจะสามารถล้างขาดทุนสะสมที่เกิดจาการประเมินมูลค่าได้ ทำให้กองทรัสต์ “HREIT” สามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหน่วยได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

Page Visitor

028173323
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
26442
49354
228349
1160136
1699103
28173323
Your IP: 3.236.55.22
2021-09-23 09:52