BEM แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 61 กำไรสุทธิ 3,119 ล้านบาท

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ปี 2561 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นก่อนกำไรจากการเปลี่ยนประเภทเงินลงทุน 1,089 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 149 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.9 หากนับรวมกำไรจากการโอนเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนสุทธิจากภาษี 2,030 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิไตรมาสนี้เท่ากับ 3,119 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 2,179 ล้านบาท หรือร้อยละ 231.8 BEM มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยสำคัญจากรายได้โครงการทางพิเศษ สายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ (SOE) และรายได้ค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รวมทั้งในไตรมาสนี้ BEM มีกำไรจากการขายเงินลงทุนใน บมจ.ซีเค พาวเวอร์ (CKP)

สำหรับงวดเก้าเดือนปี 2561 BEM มีกำไร 4,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 2,469 ล้านบาท หรือร้อยละ 104.4 เนื่องจากในปีนี้มีกำไรจากการขายเงินลงทุน และการโอนเปลี่ยนประเภทเงินลงทุน รวมถึงการรีไฟแนนซ์เงินกู้ยืมระยะยาวโครงการทางพิเศษสาย SOE

BEM ได้รับการประกาศให้อยู่ในรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน” (Thailand Sustainability Investment; THSI) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในฐานะที่ BEM มีการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบริหารงานภายใต้หลักบรรษัทภิบาล

DOD โชว์ กำไร Q3/61 พุ่ง 168.71 % มั่นใจปี 61 โตก้าวกระโดด 
จ่อ เทคฯ ธุรกิจความงาม ขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ครบวงจร

บมจ. ดีโอดี ไบโอเทค (DOD) เผยผลการดำเนินงาน งวดไตรมาส 3/2561 มีรายได้รวม 157.37 ล้าน บาท เพิ่มขึ้น 102.72 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 77.64 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 72.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 168.71 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 27.07 ล้านบาท พร้อมระบุ ภาพรวมผลประกอบการในปีนี้ เติบโตแบบก้าวกระโดด  ด้าน CEO “ ศุภมาส อิศรภักดี ” ส่งซิกข่าวดี จ่อปิดดีล เทคโอเวอร์ ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เบื้องต้นคาดว่าไม่เกินภายในสิ้นปีนี้  เชื่อหากดีลสำเร็จ จะส่งผลให้ DOD ขึ้นแท่น ผู้นำธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ แบบครบวงจร

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีส่วนประกอบหลักมาจากสารสกัดจากธรรมชาติ ในรูปแบบการรับจ้างพัฒนาและผลิต (ODM) ที่ให้บริการครบวงจร (One Stop Service) ซึ่งได้รับมาตรฐานระดับสากล เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานประจำงวดไตรมาส 3/2561 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2561ว่า บริษัทฯมีรายได้รวม 157.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102.72 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 77.63 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 72.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 168.71 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 27.07 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 63.46 % เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 59.09 % หรือ 4.38 %

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2561บริษัทฯ มีรายได้รวม 605.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น106.80 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 292.77 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ จำนวน 296.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 157.16 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 115.12 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 63.04 % เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 59.46 % หรือ เพิ่มขึ้น 3.58 %

สำหรับสาเหตุที่บริษัทฯมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น เป็นผลต่อเนื่องจากกรณีที่บริษัทฯย้ายที่ตั้งโรงงานใหม่ ไปที่นิคมอุตสาหกรรม อยู่เจริญ-ท่าจีน ซึ่งมีพื้นที่กว่า 7 ไร่  ทำให้มีกำลังการผลิตในการรองรับออเดอร์ จากลูกค้าขนาดใหญ่ เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทฯมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 1,000,000 กล่องต่อเดือน และสามารถรองรับการผลิตได้เต็มที่กว่า 1,600,000 กล่องต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด จากการรับจ้างพัฒนาและผลิต (ODM) ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯมียอดออเดอร์ เข้ามาเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากลูกค้าหลายราย มีการย้ายฐานผลิตจากที่เดิม มาผลิตและออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ๆกับทางบริษัทฯ 

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า บริษัทฯยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นจากกำไรสุทธิ ตั้งแต่งวดไตรมาส 1/2561 ที่มีกำไรสุทธิ 111.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก YoY ที่ 33.52 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 2/2561 มีกำไรสุทธิ 112.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก YoY ที่ 54.54 ล้านบาท และไตรมาส 3/2561  มีกำไรสุทธิ 72.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก YOY ที่มีกำไรสุทธิ 27.07 ล้านบาท ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กำไรสุทธิงวด 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯมีความสามารถ ในการทำกำไรสุทธิที่ 296.06 ล้านบาท ซึ่งก็สูงกว่าปี 2560 ทั้งปีแล้ว ที่มีกำไรสุทธิ 142.19 ล้านบาท และจากปัจจัยดังกล่าว จึงเป็นเครื่องตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพ และความแข็งแกร่งทางสถานะทางการเงิน รวมถึงการเติบโตด้านผลการดำเนินงานในปี 2561 ที่บริษัทฯมั่นใจว่า DOD เติบโตแบบก้าวกระโดด 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ดีโอดี ไบโอเทค (DOD) ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุด บริษัทฯได้มีการเข้าไปศึกษา เพื่อเข้าซื้อหุ้นบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ด้านความงาม คิดเป็นเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 400 ล้านบาท ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่า ดีลดังกล่าวจะแล้วเสร็จภาย ในเดือนธันวาคม 2561 นี้

โดยสาเหตุที่บริษัทฯมีแผนข้าไปลงทุนในธุรกิจดังกล่าว เพราะเล็งเห็นว่าจะสามารถต่อยอดธุรกิจและเสริมทัพธุรกิจ ให้บริษัทฯมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากบริษัททั้ง 2 แห่ง มีการดำเนินธุรกิจในรูปแบบใกล้เคียงกัน ดังนั้นเชื่อว่าการเข้าไปลงทุนในครั้งนี้ จะช่วยเสริมศักยภาพ DOD ให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ ด้านความงามและสุขภาพได้อย่างครบวงจร พร้อมทั้งยังสามารถขยายฐานลูกค้าให้กับ DOD ได้เพิ่มขึ้น รวมถึงยังเพิ่มสัดส่วนรายได้ ให้กับบริษัทฯในอนาคตอันใกล้ ได้อย่างมีนัยสำคัญ 

อย่างไรก็ตาม นอกจากบริษัทฯจะเป็นผู้ผลิตแล้ว บริษัทฯยังมีช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มลูกค้า เพื่อขยายตลาดแบรนด์สินค้าของลูกค้า ไปยังประเทศจีนอีกด้วย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา DOD ได้รับเลือก เป็นผู้ประกอบการไทย เพียงรายเดียว ที่ร่วมลงนามเซ็น MOU กับ CNR MALL และสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร - วิตามิน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย – ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ และเครื่องสำอาง ผ่านช่องทางการจำหน่าย TV shopping ของ CNR MALL ช่องสถานีโทรทัศน์ CCTV ซึ่งปัจจัยดังกล่าว เป็นการแสดงศักยภาพให้เห็นถึงการก้าวสู่ผู้นำธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ แบบครบ

“สำหรับภาพรวมธุรกิจของบริษัทฯในช่วงโค้งสุดท้าย มองว่า ยังคงมีแนวโน้มอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมส่งมอบออเดอร์ผลิตภัณฑ์ ให้กับลูกค้ารายใหญ่  รวมถึงการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบใหม่ๆที่เตรียมออก ในช่วงไตรมาส 4/2561นี้ นอกจากนี้ยังมีดีล ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ ”  

ECF มองโค้งสุดท้ายปี 61 เติบโตแกร่ง คาดจบดีลร่วมทุนธุรกิจยักษ์ใหญ่ด้าน IT บริษัท S-TREK พ.ย. นี้ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เข้าไฮซีซั่น ออเดอร์ส่งออกทะลัก ดันยอดขายต่างประเทศพุ่งดีเดย์ COD 50 MWแรก โรงไฟฟ้ามินบู เมียนมาร์ ใน Q1/62 เผยไตรมาส 3 รายได้ 369.52 ล้านบาท กำไรสุทธิ 8.52 ล้านบาท งวด 9 เดือน รายได้ 1,071.65 ล้านบาท กำไร 21.52 ล้านบาท

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา โชว์รูมจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ภายใต้แบรนด์ “ELEGA” และโชว์รูมจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ภายใต้ลิขสิทธิ์ DISNEY “FINNA HOUSE” เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ในขณะที่บริษัทอยู่ในช่วงการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ อาทิ โรงไฟฟ้าที่เมียนมาร์ ขนาด 220 เมกะวัตต์ที่บริษัทถือหุ้น 20% โครงการโรงงานผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟ ซึ่งปัจจุบันทั้งสองโครงการยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่ช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทยังสามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานให้เกิดขึ้นได้ และมีรายได้จากส่วนธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เติบโตตั้งแต่ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น ส่วนไตรมาส 4 แนวโน้มรายได้ของบริษัทคาดสามารถสร้างการเติบโตได้ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะธุรกิจผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์เริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น

ในส่วนของความคืบหน้าการเข้าศึกษาความเป็นไปได้เพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่ด้าน IT Solution หลังจากที่บริษัทได้ลงนามร่วมกับ บริษัท เอสเทรค (ประเทศไทย) จำกัด (“S-TREK”) ในบันทึกข้อตกลงเพื่อเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจร่วมกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินงานด้านเอกสารต่าง ๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.2561

สำหรับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายในประเทศด้วยแบรนด์ Costa อย่างต่อเนื่อง กระจายสินค้าเข้าสู่ร้านค้าปลีก-ส่งเฟอร์นิเจอร์ทั่วประเทศแล้วกว่า 1,500 ราย และในช่วงที่ผ่านมาได้จัดโปรโมชั่นให้กับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศเพื่อเร่งยอดขาย อีกทั้งมีการขยายฐานตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดจนการขยายช่องทางร้านโมเดิร์นเทรดชั้นนำทั่วประเทศ ขณะที่ตลาดต่างประเทศในช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นที่จะมียอดคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ส่วนธุรกิจพลังงานทดแทนภายหลังจากโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลขนาด 7.5 เมกะวัตต์ที่นราธิวาส จำหน่ายไฟฟ้ามาได้ปีกว่าแล้วตอนนี้ความคืบหน้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 220 MW ประเทศเมียนมาร์ ขณะนี้การก่อสร้างเฟสแรกมีความคืบหน้าไปมาก คาดว่าจะเริ่ม COD ภายในไตรมาส 1 ปี 2562 สำหรับเฟส 2-3-4 รวมทั้งสิ้น 220 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการปรับแผนงานเพื่อหาทางเร่งการก่อสร้างให้ครบโดยเร็วที่สุดจากแผนเดิมเสร็จปีละ 1 เฟส เพื่อส่งผลดีต่อการรับรู้รายได้ที่จะเร็วขึ้นจากเดิม

นายอารักษ์ กล่าวต่อไปถึงผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 ว่า บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 369.52 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 353.50 ล้านบาท จำนวน 16.02  ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.53% และมีกำไรจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ 13.77 ล้านบาท สำหรับกำไรรวมธุรกิจอื่น ๆ และธุรกิจพลังงานมีกำไร 8.52 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ผลประกอบการงวด 9 เดือนรายได้รวมทั้งสิ้น 1,071.65 ล้านบาท มียอดขายใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,080.19 ล้านบาท และมีกำไรจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ 30.91 ล้านบาท สำหรับกำไรรวมธุรกิจอื่น ๆ และธุรกิจพลังงานมีกำไร 21.52 ล้านบาท กำไรรวมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 47 % ทั้งนี้เป็นผลมาจากบริษัทอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ๆเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งธุรกิจเกี่ยวข้องเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจพลังงาน จึงก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างยังไม่สามารถรับรู้รายได้ในเชิงพาณิชย์ขณะนี้

WHAUP โชว์ 9 เดือนแรกกำไรทะลุ 1,600 ล้านบาท ลุยเซ็นสัญญาติดตั้ง Solar Rooftop หนุนรายได้โตมั่นคง

บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2561  มีกำไรสุทธิจำนวน 631.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% YoY รวม 9 เดือนแรกจำนวน 1,643.2 ล้านบาท เติบโต 6.5% YoY  เนื่องจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 5 โครงการเปิด COD เต็มไตรมาส รวมถึงการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง ด้าน CEO “นายวิเศษ จูงวัฒนา” ระบุ โค้งสุดท้ายปีนี้ผลงานสดใสหลังลูกค้าทยอยเซ็นสัญญาติดตั้ง Solar Rooftop และจ่อเซ็นสัญญาเพิ่มอีกหลายราย เชื่อทั้งปีทำได้ตามแผน 10 เมกะวัตต์ MW รวมถึงธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติในโครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2  เริ่มให้บริการในไตรมาส 4/2561 นี้ ส่งผลให้หนุนรายได้ทั้งปีโตอย่างมั่นคง

นายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2561 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการจำนวน 443.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2 % เมื่อเทียบจากปีก่อน และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนจำนวน 547.3 ล้านบาท ลดลง 1.2 % โดยในจำนวนนี้ประกอบด้วยกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 124.9 ล้านบาทในไตรมาส 3/2561 และ 119.7 ล้านบาทในไตรมาส 3/2560 โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ จำนวน 631.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Net Profit) จำนวน 577.4 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 28.2% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ส่วนผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการจำนวน 1,288.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4 % เมื่อเทียบจากปีก่อน และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนจำนวน 1,453.4 ล้านบาท ลดลง 2.5 % เมื่อเทียบจากปีก่อน โดยในจำนวนนี้ประกอบด้วยกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 60.2 ล้านบาทใน 9 เดือนแรกปี 2561 และ 458.6 ล้านบาทใน 9 เดือนแรกปี 2560 โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 1,643.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Net Profit) จำนวน 1,654.1 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 52.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

“สำหรับการเติบโตเพิ่มขึ้นของผลการดำเนินงานในงวดที่ผ่านมา เป็นผลมาจากปริมาณการใช้น้ำของลูกค้าภายในนิคมอุตสาหกรรม และจากการขยายตัวของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมทั้งรายเดิมและรายใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มีผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯอยู่ที่ 511 เมกะวัตต์”  

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) กล่าวเพิ่มว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจในไตรมาส 4/2561 มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ทั้งจากธุรกิจสาธารณูปโภค ที่มีปริมาณความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น และจากธุรกิจพลังงานจากการทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ Solar Rooftop และธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติโครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2  ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯ มั่นใจว่าอัตราการเติบโตของรายได้ทั้งปีจะมีแนวโน้มขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อเทียบจากปีก่อน

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการให้บริการติดตั้งแผง Solar Rooftop ให้กับลูกค้า ภายในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ว่ายังคงมีเข้ามาต่อเนื่อง เนื่องจากลูกค้าเริ่มให้ความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสามารถช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้อย่างมาก ปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 1.4  เมกะวัตต์  อยู่ระหว่างก่อสร้างอีกจำนวน 6.5 เมกกะวัตต์ และที่อยู่ระหว่างการเจรจาและรอเซ็นสัญญาเพิ่มเติมอีกประมาณ 2.1 เมกะวัตต์ ดังนั้นในปีนี้คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาให้บริการ Solar Rooftop จำนวนทั้งสิ้น 10 เมกะวัตต์ ตามแผน

สำหรับธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติโครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2 จะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 ได้ภายในไตรมาส 4/2561 นี้ ขณะที่โครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี  2562

ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการสาธารณูปโภคในประเทศเวียดนามนั้น ซึ่งบริษัทฯได้สิทธิในการดำเนินธุรกิจสาธารณูปโภคด้านน้ำ ในเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ เหงะอาน ที่ประเทศเวียดนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ และคาดว่าจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2562

พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศต่อเนื่อง ตอกย้ำความใส่ใจเพื่อสร้างองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศ ในงานประกาศผลรางวัลต้นแบบองค์กรที่ยั่งยืน “SET Sustainability Awards 2018” จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) รับรางวัล บริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืน ต่อเนื่องปีที่ 2 โดยในปีนี้ได้รับรางวัล Outstanding Sustainability Awards 2018 และ นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) รับรางวัลหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment 2018 (THIS) ต่อเนื่องปีที่ 3 ซึ่งทั้ง 2 รางวัลนับเป็นเครื่องการันตีถึงความใส่ใจในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมไปถึงการใส่ใจด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

Page Visitor

032121346
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
41025
56556
262595
97581
1659375
32121346
Your IP: 54.144.55.253
2021-12-02 16:17