01Top_System
BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

Mio เปิดตัวนวัตกรรมกล้องติดรถยนต์อัจฉริยะ  MiVue 7 Series

“มีโอ้” ผู้ผลิตกล้องติดรถยนต์ชั้นนำในยุโรปและเอเชียแปซิฟิก ประกาศเปิดตัวกล้องติดรถยนต์แบบมี WiFi ในตระกูล Mio MiVue 7 Series (มีโอ้ ไมวิว ซีรี่ส์ 7)   อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

Mio มุ่งมั่นในการสร้างประสบการณ์ที่คำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริงตามแนวคิดที่เป็นหัวใจหลัก “All About You” ล่าสุดประกาศเปิดตัวกล้องติดรถยนต์แบบมี WiFi และระบบนำทาง GPS ในตัว รุ่นใหม่จากตระกูล Mio MiVue 7 Series ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการบันทึกวิดีโอคุณภาพความคมชัดสูง พร้อมคุณสมบัติการสำรองข้อมูลแบบเรียลไทม์ ที่ผู้ใช้สามารถอัพโหลดและดูคลิปวิดีโอในโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกสบายผ่านแอพพลิเคชัน MiVue

ความคมชัดระดับ Full HD จับภาพความละเอียดสูง สว่างชัดเจนแม้ในเวลากลางคืน

กล้องติดรถยนต์รุ่น MiVue792 (ไมวิว 792) โดดเด่นด้วยสุดยอดเซ็นเซอร์ STARVIS™ ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์รับภาพความไวสูงแบบ CMOS จากโซนี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบันทึกวิดีโอในสภาวะแสงน้อย   หรือเวลากลางคืนได้สว่างชัดเจน อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีปรับแต่งภาพซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Mio สามารถปรับความสว่างของภาพได้ถึง 4 ระดับ เพิ่มคุณภาพของภาพให้ดียิ่งขึ้น กล้องสามารถบันทึกวิดีโอที่มีความละเอียดคมชัดสูงในทุกช่วงเวลาด้วยความคมชัดระดับ Full HD 1080p ภาพไหลลื่นด้วยความเร็วเฟรมเรท 60 FPS ต่อวินาที

ถ่ายโอนไฟล์วิดีโออัตโนมัติ สามารถดูได้แบบเรียลไทม์

กล้องติดรถยนต์รุ่น Mio MiVue 792 (มีโอ้ ไมวิว 792) และรุ่น MiVue786 (ไมวิว 786)  เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการรองรับการเชื่อมต่อผ่าน WiFi ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายโอนและดูคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือได้ทันที  ซึ่งแตกต่างจากกล้องติดรถยนต์ทั่วไปในท้องตลาด ที่ผู้ใช้ต้องเสียเวลาถอดเมมโมรี่การ์ดออกมาเพื่อดูวิดีโอย้อนหลังในคอมพิวเตอร์ ขั้นตอนยุ่งยากและอาจทำให้ล่าช้าเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

กล้องติดรถยนต์ Mio แบบมี WiFi ในตัวมาพร้อมฟีเจอร์เก็บสำรอง (Backup) ไฟล์วิดีโอแบบอัตโนมัติ ดังนี้

  1. เก็บสำรองไฟล์วิดีโอแบบเรียลไทม์: ตัวกล้องจะทำการบันทึกเหตุการณ์และเก็บสำรองไฟล์โดยอัตโนมัติ สามารถเข้าดูคลิปวิดีโอต่างๆ ได้ทันทีอย่างง่ายดาย
  2. บันทึกวิดีโอต่อเนื่อง: ตัวกล้องจะทำการบันทึกวิดีโออย่างต่อเนื่อง แม้ในขณะที่ผู้ใช้งานกำลังเชื่อมต่อผ่าน WiFi กับโทรศัพท์มือถือ
  3. สามารถตัดแบ่งไฟล์วิดีโอได้: เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ผู้ใช้สามารถตัดแบ่งคลิปวิดีโอ ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ความยาว 20 วินาที (โดยตัวกล้องถูกตั้งค่าไว้ให้บันทึก 5 วินาทีก่อนเกิดเหตุและ 15 วินาทีหลังเวลาที่เกิดเหตุ) ทำให้ได้ไฟล์ขนาดเล็กที่เป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริงๆ
  4. สามารถดาวน์โหลดต่อจากที่ดาวน์โหลดค้างไว้ได้ (Download Resume): ใช้งานง่ายสุดๆ ด้วยการกดคลิกเพียงครั้งเดียว เพื่อเริ่มดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอต่อทันทีจากที่ดาวน์โหลดค้างไว้
  5. ไม่รบกวนสายเรียกเข้า: ผู้ใช้ยังคงสามารถรับสายที่โทรเข้ามาได้ แม้ในขณะที่ทำการเก็บสำรองไฟล์วิดีโอลงในมือถือ
  6. รองรับทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง: รองรับการเก็บสำรองข้อมูลทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

กล้องติดรถยนต์ในตระกูล Mio MiVue 7 Series ทุกรุ่นสามารถใช้งานร่วมกับกล้องมองหลังติดรถยนต์ MiVue A30 (ไมวิว เอ30) ได้ โดยกล้องมองหลัง MiVue A30 ใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CMOS จากโซนี่ ให้ความคมชัดระดับ Full HD 1080p ใช้เลนส์กระจกคุณภาพสูง เลนส์กล้องมุมมองกว้าง 130 องศา รูรับแสงกว้าง F1.8 และรองรับโหมดบันทึกวิดีโอในเวลากลางคืน

นอกเหนือจากการเปิดตัวกล้องติดรถยนต์รุ่นใหม่ในตระกูล MiVue 7 Series แล้ว ทาง Mio ยังเปิดตัวกล้องติดรถยนต์ Mio MiVue C380D (มีโอ้ ไมวิว ซี380ดี) สามารถบันทึกวิดีโอคุณภาพความคมชัดระดับ Full HD 1080p ที่เฟรมเรท 30 FPS ต่อวินาที ตัวกล้องทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CMOS ของโซนี่ มอบความปลอดภัยขณะขับขี่ครอบคลุมในทุกๆ มุมมอง พร้อมมีระบบนำทาง GPS ในตัว ที่นอกจากจะแสดงตำแหน่งของรถแล้ว ยังสามารถบอกความเร็วรถ ระบุพิกัดละติจูดและลองติจูด และบันทึกเส้นทางที่เดินทางไปได้อย่างครบถ้วนทุกการเดินทาง

กล้องติดรถยนต์ทุกรุ่นมีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ของลาซาด้าและช้อปปี้ สำหรับรุ่น Mivue 792 และ Mivue C380D ราคาเริ่มต้น 8,900 บาท สำหรับรุ่น Mivue 786 ราคาเริ่มต้นที่ 7,900 บาท และสำหรับรุ่น MiVue A30 ราคาเริ่มต้นที่ 4,900 บาท

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

หลีกหนีการจราจรติดขัดก่อนตรวจสุขภาพประจำปี
ด้วยการนอนพักคลายความกังวลที่อมารี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ และ ชามา สุขุมวิท กรุงเทพฯ

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้บริหารหลายๆ คน ช่วงเวลาใกล้สิ้นปีมักเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีการจราจรที่ติดขัดและใช้ช่วงเวลาเช้าเดินทางไปโรงพยาบาลแบบผ่อนคลายสบายๆ หรือผู้ที่กำลังหาสถานที่พักผ่อนและพักฟื้นร่างกายภายหลังจากการรักษาตัว ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรมในทวีปเอเชีย นำเสนอห้องพักที่สะดวกสบายเหมือนบ้านหลังที่สอง ให้แขกผู้เข้าพักและคนที่รักได้มาพักผ่อนช่วงดูแลสุขภาพที่ อมารี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ และชามา สุขุมวิท กรุงเทพฯ ที่ที่มีบรรยากาศผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน และตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร

อมารี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ

อมารี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ แม้จะตั้งอยู่ห่างจากความวุ่นวายในตัวเมือง แขกผู้เข้าพักยังสามารถเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่แสนคึกคัก มีทั้งกิจกรรมสันทนาการ และแหล่งบันเทิงต่าง ๆ ในละแวกใกล้เคียง โรงแรม ได้รับการตกแต่งแบบทันสมัย ที่ให้บรรยากาศอบอุ่นด้วยการตกแต่งภายในห้องที่มีกลิ่นอายของวินเทจ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะในยุคก่อน และมีสนามหญ้าเขียวขจีพร้อมด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่คู่กับโรงแรมนี้มานานนับสิบปี ภายในห้องพักทุกห้องที่อมารี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ มีชุดอุปกรณ์ครัวและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่ทันสมัยครบครันเหมือนบ้าน ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ (Bangkok Hospital) แขกผู้เข้าพักสามารถเดินทางไปยังโรงพยาบาลได้เพียงไม่กี่ก้าวจากโรงแรม หากต้องการความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สามารถใช้บริการอภินันทนาการรถรับส่งจากโรงแรมไปยังโรงพยาบาลกรุงเทพได้ หลังจากการตรวจสุขภาพ เติมพลังด้วยอาหารกลางวันเมนูอาหารไทยและนานาชาติเลิศรสที่ห้องอาหารโซมา (Soma) และนั่งพักผ่อนสบาย ๆ ต่อที่ห้องไลบรารี่ (Library) สำหรับผู้ที่ต้องการใกล้ชิดกับธรรมชาติ สามารถเดินชมหรือนั่งพักบริเวณสนามหญ้ากลางโรงแรม ที่เป็นเสมือนโอเอซิสใจกลางกรุงเทพมหานครอีกด้วย

อมารี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ มอบส่วนลดสูงสุด 20% สำหรับผู้ที่สำรองห้องพักล่วงหน้า รับส่วนลด 10% เมื่อสำรองห้องพักล่วงหน้า อย่างน้อย 7 วัน และรับส่วนลดเพิ่มถึง 20% เมื่อสำรองห้องพัก 30 วันล่วงหน้า โปรโมชั่นนี้เปิดให้สำรองสำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2562 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสำรองห้องพัก สามารถติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ +66 (0) 2308 5900 หรือเข้าชมผ่านทางเว็บไซต์ https://th.amari.com/residences-bangkok/

ชามา สุขุมวิท กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ต้อนรับแขกผู้เข้าพักด้วยอพาร์ตเมนต์ที่ตกแต่งแบบทันสมัย
ให้สัมผัสความสะดวกสบายเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง

ชามา สุขุมวิท กรุงเทพฯ

ชามา สุขุมวิท กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่แสนคึกคักของแหล่งบันเทิงและร้านค้าในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ ให้บริการห้องพักแบบอพาร์ตเมนต์ที่ได้รับการตกแต่งแบบทันสมัย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เหมือนพักผ่อนที่บ้าน อาทิ ห้องออกกำลังกายพร้อม
อุปกรณ์ครบครัน และสระว่ายน้ำไร้ขอบที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรมพร้อมวิวทิวทัศน์ของตึกสูงระฟ้าโดยรอบ นอกจากนี้ชามา สุขุมวิท กรุงเทพฯ เหมาะสำหรับแขกผู้เข้าพักที่อยู่ระหว่างการรักษาหรือระยะพักฟื้น เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Bumrungrad International Hospital) โดยสามารถเดินเท้าหรือเดินทางด้วยรถยนต์จากโรงแรมฯ ได้ ใช้เวลาเพียงไม่นาน จากโรงแรมฯ แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกเดินจากโรงแรมไปสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสนานาหรือเพลินจิต เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในเมือง แวะจิบเครื่องดื่มอร่อยตามร้านกาแฟ ลิ้มรสเมนูเด็ดตามร้านอาหาร พร้อมทั้งเดินช้อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้ามากมายที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงได้

ชามา สุขุมวิท กรุงเทพฯ มอบส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 20% ให้กับผู้ที่สำรองห้องพักล่วงหน้า รับส่วนลด 15% เมื่อสำรองห้องพักล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน และ รับส่วนลดเพิ่มอีก 5 % เมื่อสำรองห้องพักล่วงหน้า 30 วัน โปรโมชั่นนี้เปิดให้สำรองห้องพักสำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2562 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสำรองห้องพัก สามารถติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ +66 (0) 2105 6000 หรือเข้าชมผ่านทางเว็บไซต์ https://th.shama.com/sukhumvit/

พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต คว้ารางวัล “บริษัทประกันชีวิตที่มีการพัฒนาดีเด่น”

มร.อามัน โชวลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) ขึ้นรับรางวัล “บริษัทประกันชีวิตที่มีการพัฒนาดีเด่น” ประจำปี 2560 จากการคัดเลือกของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยมี คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร (Prime Minister’s Insurance Awards)  สำหรับรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาองค์กร ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่บริษัทฯ อย่างสูงสุด

งานพิธีมอบรางวัลดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์

“เรียลมี” พร้อมเปิดมิติที่แตกต่าง บุกตลาดสมาร์ทโฟนอาเซียน

  • เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ‘Realme2’ ชูจุดเด่นด้วยประสิทธิภาพและดีไซน์ล้ำสมัยจับกลุ่มคนรุ่นใหม่

“เรียลมี” (Realme) แบรนด์สมาร์ทโฟนคุณภาพสูง บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชูจุดเด่นผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นทั้งประสิทธิภาพและการออกแบบ จับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน และฟีเจอร์ทันสมัยล่าสุดในราคาที่เข้าถึงได้

เรียลมี แบรนด์สมาร์ทโฟนน้องใหม่ที่เติบโตมาจากการเป็นซับแบรนด์ของออปโป (OPPO) แต่ปัจจุบันแยกตัวออกมาเป็นแบรนด์อิสระ ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2561 มุ่งผลิตสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพและดีไซน์โดนใจคนรุ่นใหม่ โดยมองว่าคนรุ่นใหม่ทั่วโลกอาจมีอุปนิสัยและความชื่นชอบแตกต่างกัน แต่มีสิ่งที่ต้องการจากสมาร์ทโฟนคล้ายคลึงกัน เรียลมีจึงเน้นพัฒนาสมาร์ทโฟนแห่งอนาคตที่ให้ทั้งประสิทธิภาพสูงและดีไซน์ทันสมัย ในราคาที่จับต้องได้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนหนุ่มสาว

ด้วยแนวคิดดังกล่าวทำให้ เรียลมีรุกตลาดได้อย่างเหนือความคาดหมายด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นแรก “Realme1” ซึ่งจำหน่ายหมดใน 2 นาทีแรกที่ประเทศอินเดีย และติดอันดับสินค้าขายดีในเว็บไซต์ Amazon ทั้งนี้ยอดจำหน่ายของ Realme1 พุ่งสูงถึง 400,000 เครื่องในระยะเวลาเพียง 2 เดือนหลังเริ่มจำหน่าย เป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมและรูปลักษณ์ที่ถูกใจผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดจากเรียลมี คือ Realme2 สร้างสถิติใหม่ในประเทศอินเดียด้วยยอดขายถึง 2 แสนเครื่องภายในเวลาเพียง 5 นาที สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาของแบรนด์ คือ ‘Power Meets Style’ และแนวคิดในการทำให้ดีขึ้นไปอีกขั้น (A Notch Above) อีกทั้งพัฒนาขึ้นจากการสำรวจความต้องการของผู้ใช้สมาร์ทโฟนจำนวนมากอย่างลึกซึ้ง เพื่อพลิกโฉมตลาดสมาร์ทโฟนระดับโลก

สกาย ลี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเรียลมี กล่าวว่า “ความต้องการของลูกค้าในตลาดสมาร์ทโฟนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลือกยังมีน้อย เรียลมีจึงมุ่งที่จะอุดช่องว่างนี้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้นวัตกรรมล่าสุด มีประสิทธิภาพสูงและดีไซน์สวยงาม เรียลมีตั้งเป้าขยายตลาดในระดับโลก เราจึงตั้งใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนของโลกด้วยเช่นกัน”

มาดัฟ เชธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เรียลมี อินเดีย กล่าวว่า “การเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนน้องใหม่ในตลาดอินเดียที่มีความหลากหลายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราได้เห็นความต้องการมหาศาลที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของเรานับตั้งแต่การเปิดตัว Realme1 ซึ่งภายใน 30 วันหลังจากนั้น เรามีส่วนแบ่งตลาดออนไลน์ร้อยละ 4 และขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ของตลาดจำหน่ายสมาร์ทโฟนออนไลน์ แบรนด์ของเรามีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสมที่สุดแก่ลูกค้า”

Realme2 เป็นที่คาดหมายว่าจะประสบความสำเร็จยิ่งกว่า Realme 1 โดยมาพร้อมคุณสมบัติเด่น เช่น หน้าจอแบบ Notch Full Screen ดีไซน์แบบเหลี่ยมเพชร พร้อมฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมายในราคาสุดเซอร์ไพรส์ และจะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้Fingerprint Unlock

*************

 เกี่ยวกับ Realme

Realme (เรียลมี) คือ แบรนด์สมาร์ทโฟนคลื่นลูกใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านสมาร์ทโฟนคุณภาพสูง ก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 ซึ่งตรงกับวันเยาวชนแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยผู้ก่อตั้งคือ สกาย ลี ร่วมกับคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่มีประสบการณ์อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนของหลายประเทศ

เรียลมีใส่ใจความต้องการของผู้ใช้สมาร์ทโฟน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ทั้งประสิทธิภาพสูงและการออกแบบที่ทันสมัย โดยมีช่องทางจำหน่ายหลักคืออี-คอมเมิร์ซ

Realme1 ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งในด้านประสิทธิภาพ และสไตล์การออกแบบในทันทีหลังการเปิดตัวในประเทศอินเดีย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 โดยมียอดจำหน่ายต่อเดือนสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในตลาดจำหน่ายสมาร์ทโฟนออนไลน์ของอินเดีย

จัดงานสัมมนา RE TALK 2018 ในหัวข้อ The Next Rising Star 2018

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา นักศึกษาโครงการปริญญาโทสาขาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รุ่นที่ 17 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับพันธมิตร ทั้ง PROP2MORROW , HOME BUYER GROUP ,และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนา RE TALK 2018 ในหัวข้อ The Next Rising Star 2018 ขึ้นที่ หอประชุม ศาตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์ ถนนรัชดาภิเศก โดยมีคณาจารย์และวิทยากรรับเชิญที่มีชื่อเสียงมากมาย ทั้ง ผศ.ดร. นิติ รัตนปรีชาเวช ผู้อำนวยการสาขาวิชาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (ขวาสุด) คุณธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทออลอินสไปร์ดีเวลลอปเมนท์จำกัด (มหาชน) (ที่สองจากขวา) คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ( ที่ 3 จากขวา ) คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจพฤกษาพรีเมี่ยม บริษัท พฤกษาโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)( ที่ 4จากขวา ) คุณจิรัฐ บวรวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท BNK48 Office จำกัด (ซ้ายสุด) ผศ. ดร. ปัญญา อิสระวรวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาบริหารการปฏิบัติการ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ( ที่ 2 จากซ้าย) ศ. วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ( ที่ 3 จากซ้าย) และ คุณอรรถพร คบคงสันติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทร็อพ จำกัด ( ที่ 4 จากซ้าย ) พร้อมผู้เข้าร่วมสัมมนามากมาย

SENA ส่งบิ๊กแคมเปญ “เสนา เล่นใหญ่ ให้ฟรี! 3 ต่อ”

SENA  เร่งเครื่องเดินหน้ารุกตลาดไตรมาส 3  - 4 กระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค ส่งบิ๊กแคมเปญ “เสนา เล่นใหญ่ ให้ฟรี! 3 ต่อ” ยกทัพบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมคุณภาพเยี่ยมพร้อมอยู่กว่า 17 โครงการ บนทำเลศักยภาพ อัดโปรโมชั่นจี๊ดโดนใจ 3 ฟรี “อยู่ฟรี! นาน 2 ปี* ฟรี! ทุกค่าใช้จ่าย ณ.วันโอน* และฟรี! ทองคำหนักสูงสุด 20 บาท*” เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 61

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในครึ่งปีแรก จะเห็นว่าผู้ประกอบการไม่ได้เร่งเปิดตัวโครงการใหม่มากนัก แต่เน้นการระบายสินค้าที่ยังคงเหลืออยู่ก่อน โดยผู้ประกอบการจะเลือกใช้วิธีการจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม แทนการลดราคา และในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะเป็นช่วงเร่งปิดยอดขายควบคู่กับการเปิดโครงการใหม่เพื่อเตรียมสร้างยอดขายในปีถัดไป ขณะเดียวกันผู้บริโภคเองก็มีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจมากขึ้น สังเกตได้จากยอดขายของแต่ละบริษัทที่ผ่านมามีตัวเลขขยับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านและคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ เพราะผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นหลังจากเห็นโครงการที่สร้างแล้วเสร็จ รวมทั้งไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากปัญหาการก่อสร้างที่ล่าช้า จึงทำให้โครงการพร้อมอยู่ได้รับความนิยม และเพื่อตอบรับดีมานด์ลูกค้าในกลุ่มนี้ ทางบริษัทจึงได้ จัดแคมเปญใหญ่ “เสนา เล่นใหญ่ ให้ฟรี! 3 ต่อ” เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างสีสันให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 3 และ 4 พร้อมคัดโครงการคุณภาพทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และ คอนโดมิเนียม กว่า 17 โครงการพร้อมเข้าอยู่ และน่าลงทุนปล่อยเช่าในทำเลศักยภาพมาจัดโปรโมชั่นพิเศษ

ไฮไลท์ของแคมเปญ “เสนาเล่นใหญ่ ให้ฟรี! 3 ต่อ” คือ โปรโมชั่น 3 ฟรี  ได้แก่  รับสิทธิ์อยู่ฟรีนาน 2 ปี* ฟรีทุกค่าใช้จ่าย ณ. วันโอน* และฟรีทองคำหนักสูงสุด 20 บาท*  ประกอบด้วยโครงการที่อยู่อาศัยที่เข้าร่วมรายการทั้งหมดกว่า 17 โครงการ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียมครอบคลุมทุกระดับราคา หลากหลายทำเลทั่วกรุงเทพฯ  ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 61 เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด*

สำหรับ 17 โครงการคุณภาพพร้อมอยู่บนทำเลศักยภาพ ที่บริษัทฯ นำเข้าร่วมแคมเปญ “เสนา เล่นใหญ่ ให้ฟรี 3 ต่อ” ประกอบด้วย

บ้านเดี่ยว  3 โครงการ  ได้แก่ โครงการ เสนา วิลล์ บรมราชชนนี – สาย 5 (ศาลายา) ,โครงการเสนาพาร์ค แกรนด์ รามอินทรา ,โครงการ เสนาพาร์ค วิลล์ รามอินทรา – วงแหวน

ทาวน์โฮม 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ เสนา อเวนิว บางกะดี – ติวานนท์ ,โครงการเสนาทาวน์ รามอินทรา โครงการ เสนาทาวน์ นวมินทร์

คอนโดมิเนียม 11 โครงการ  ได้แก่  โครงการนิช โมโน รัชวิภา ,โครงการนิช ไพรด์ ทองหล่อ – เพชรบุรี,โครงการนิช โมโน สุขุมวิท 50  ,โครงการเดอะคิทท์ ไลท์ บางกะดี – ติวานนท์ ,โครงการเดอะคิทท์ ติวานนท์ โครงการนิช ไอดี สุขุมวิท 113 ,โครงการนิช ไอดี เสรีไทย – วงแหวน ,โครงการนิช ไอดี พระราม 2 – ดาวคะนอง ,โครงการนิช ไอดี พระราม 2 – บางแค, โครงการนิช โมโน พีค บางนา และ โครงการเดอะคิทท์ พลัส พหลโยธิน – คูคต

สำหรับแคมเปญ “เสนา เล่นใหญ่ ให้ฟรี! 3 ต่อ” นี้ จัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้ลูกค้าที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย ได้เป็นเจ้าของโครงการคุณภาพเยี่ยมพร้อมอยู่ได้ง่ายๆ โดยนำโครงการคุณภาพทั้ง บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และ คอนโดมิเนียม ครอบคลุมทุกทำเลทั่วกรุงเทพฯ คัดสรรเฉพาะยูนิตที่ดีที่สุด พร้อมข้อเสนอพิเศษกว่าใคร มานำเสนอ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 3 และ 4 ให้มีความคึกคักเพิ่มยิ่งขึ้น และเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย บนทำเลที่ดีและในราคาที่สามารถจับต้องได้

สมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาฯ เปิดสาขานนทบุรี

คุณชนัญชิตา นพคุณ (ที่ 4 จากขวา) ผู้จัดการสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สาขาจังหวัดนนทบุรี จัดพิธีทำบุญเปิดสำนักงานสาขา พร้อมเปิดสำนักงานใหม่ของ บริษัท กุล-คุณ 99 จำกัด บริษัทที่ปรึกษามืออาชีพ โดยมี ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ (ที่ 3 จากขวา) นายกสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาฯ ให้เกียรติเป็นประธานในงานดังกล่าว ณ สำนักงานสมาคมฯ จังหวัดนนทบุรี

ทาทา สตีล รับรางวัลโรงงานเพื่อชุมชนยั่งยืน

กลุ่มบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดย นายรุ่งโรจน์ เลิศอารมย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ – บริษัท เหล็กสยาม (2001) จำกัด (คนแรก) นายพรชัย ตั้งวรกุลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ – บริษัท เหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด (คนที่ 3 จากซ้าย) รับรางวัล CSR – DIW Continuous 2018 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และ นายอรุน คูมาร์ ชอว์ดารี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ - บริษัท เอ็น.ที.เอส. สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (คนที่ 2 จากซ้าย) รับรางวัล CSR – DIW 2018 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวมอบให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรม ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน ที่สามารถดำเนินงาน รวมทั้งปฏิบัติกิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมชนอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมได้อย่างยั่งยืน โดยพิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี กรุงเทพฯ

ทีซีซี เทคโนโลยี กรุ๊ป และ เอสเอพี ประเทศไทย จับมือร่วมเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์

นายก็อตต์ รัสเซลล์ ประธานกรรมการ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น (ซ้าย) จับมือกับนายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัทที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) (ขวา)

นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัทที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) ผู้นำการให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีครบวงจร (Leading Integrated Technology Infrastructure Provider) ลงนามความร่วมมือด้านการสนับสนุนและสิทธิบัตรซอฟต์แวร์กับบริษัทเอสเอพี ประเทศไทย ซึ่งเอสเอพี เป็นผู้นำในตลาดโลกด้านซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันสำหรับวิสาหกิจ ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนกรอบการทำงานด้านการปฏิรูปทางดิจิทัลในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ผ่านกลยุทธ์ "The Four Cornerstones" ได้แก่ การดำเนินงานได้ดีขึ้น (Run Better) การใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น (Use Better) การคัดสรรคุณค่า (Extract Value) และมุ่งคิดค้นนวัตกรรม (Innovate)

วัตถุประสงค์ของความร่วมมือครั้งนี้ คือการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนยิ่งขึ้น ผ่านการผลักดันความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทีมงานที่มีศักยภาพด้านดิจิทัล เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับเครื่องมือบริหารธุรกิจ และเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัล ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญและทรัพยากรของทั้งสององค์กร เพื่อส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมกับสร้างโอกาสเชิงกลยุทธ์และความสามารถให้มากขึ้นสำหรับการดำเนินธุรกิจ อันจะนำมาซึ่งการเติบโตของตลาดโดยรวม

นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ เปิดเผยว่า ทีซีซีเทค มุ่งพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจ สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร (Holistic Solutions)  ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ภายใต้ Ecosystems ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้ง Connectivity , Computing Resources และ Endpoint Solutions ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจ ทั้งนี้ ทีซีซีเทคยังคงเสริมสร้างความแข็งแกร่ง สู่บทบาทการเป็นผู้นำการปฎิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล (Digital Transformation) ให้กับกลุ่มธุรกิจต่างๆ โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 นี้ บริษัทมุ่งเน้นการทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรด้านโซลูชันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านนวัตกรรมและความรู้

นายวรดิษฐ์ กล่าวเสริม “เราเชื่อมั่นว่าทั้งเอสเอพีและทีซีซีเทคต่างให้ความสำคัญกับแนวคิดดิจิทัล และตระหนักถึงคุณค่าของกระบวนการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ที่เข้ากับยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ทั้งนี้การผนึกกำลังของสององค์กรในด้านความต้องการทางธุรกิจ เทคโนโลยี แอปพลิเคชัน ฐานข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนยีการสื่อสารเคลื่อนที่ เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มทั้งโอกาส ความรวดเร็วในการนำนวัตกรรมมาใช้ และการสร้างสรรค์คุณค่า เพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของตลาดดิจิทัลในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดียิ่งขึ้น โครงการริเริ่มต่างๆ เหล่านี้ รวมถึงความพยายามในการพัฒนาของทั้งทีซีซีเทคและเอสเอพี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าผ่านโครงการ Intensive value-adoption program และ Value optimization workshop เพื่อผลักดันนวัตกรรมด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภค”

“แนวคิดการสร้างสรรค์คุณค่านี้ ได้มีการนำเสนอต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราที่ตระหนักถึงความสำคัญของคุณค่าการเสริมศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อช่วยผลักดันให้เกิดวงจรความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคตด้วยการสร้างความก้าวหน้าทางการเติบโต ดังนั้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายบางรายจึงได้แสดงความสนใจที่จะร่วมมือในโครงการความร่วมมือทางนวัตกรรมนี้ โดยลูกค้ากลุ่มนี้ประกอบไปด้วยองค์กรธุรกิจในประเทศไทย และองค์กรธุรกิจระดับภูมิภาคจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มการผลิต ซัพพลายเชน อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น” นายวรดิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน นายสก็อตต์ รัสเซลล์ ผู้จัดการใหญ่ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น บริษัท เอสเอพี กล่าวว่า “การประกาศความร่วมมือในวันนี้เกิดจากความร่วมมือ ในฐานะพันธมิตรด้านโซลูชันที่มีมาอย่างยาวนานกับทีซีซีเทค ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเร่งพัฒนานวัตกรรมและการสร้างคุณค่าให้แก่บริษัทต่างๆ ในประเทศไทยและทั่วทั้งภูมิภาค โดยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้เรามุ่งหวังที่จะช่วยส่งเสริมบริษัทต่างๆ จำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต ซัพพลายเชน อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ให้สามารถดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น”

นายสก็อตต์ รัสเซลล์ ยังกล่าวอีกว่า “เราช่วยให้พันธมิตรทางธุรกิจของเราเป็นบริษัทที่ดำเนินงานได้ดีที่สุดผ่านกลยุทธ์ "The Four Cornerstones” ได้แก่

  1. Run Better – โดยใช้กระบวนการการสร้าง “Champions” ภายในองค์กรที่เชี่ยวชาญในฟังค์ชั่นต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่ามีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมปรับปรุงกระบวนการและสร้างมาตรฐานที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในมิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม
  2. Use Better – โดยการดำเนินโครงการให้ความรู้ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากร
  3. Extract Value – โดยการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งขององค์กรในการดำเนินการตามแผนงานของลูกค้า
  4. Innovate – โดยการเร่งการนำนวัตกรรมมาใช้ในบริษัทลูกค้า เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ

 

เกี่ยวกับ ทีซีซี เทคโนโลยี กรุ๊ป

กลุ่มบริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบครบวงจร ที่ประกอบไปด้วยบริษัทในเครือได้แก่ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) บริษัท ลีพ โซลูชั่นส์ เอเชีย จำกัด และบริษัท ชินทรัพย์ จำกัด โดยเป็นกลุ่มบริษัทแรกในประเทศไทยที่ได้รับสถานะพันธมิตรด้านโซลูชันจากเอสเอพีใน 3 ด้าน ได้แก่ SAP Hosting/SAP Cloud/ SAP Hana Certified Partner ทั้งนี้กลุ่มบริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัดยังร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลกอีกหลายแห่ง เช่น ไมโครซอฟท์ ไอบีเอ็ม เดลล์ และซิสโก้ อนึ่ง เพื่อสร้างความไว้วางใจในบุคลากร ลูกค้า และพันธมิตร กลุ่มบริษัทจึงตั้งเป้าหมายสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ลูกค้าในระดับภูมิภาค สร้างความแตกต่างด้วยมูลค่าสูงสุดในการให้บริการ (Best Valued Solutions) ผ่านการสร้างนวัตกรรม (Innovation) โครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย (Secured Facilities) ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ (Experienced Professionals) รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.tcc-technology.com

เกี่ยวกับ เอสเอพี

ในฐานะผู้นำด้านซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันสำหรับวิสาหกิจ เอสเอพี (NYSE: SAP) สนับสนุนวิสาหกิจทุกขนาดและกลุ่มอุตสาหกรรมให้ดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น เริ่มระบบงานส่วนสนับสนุน (Back Office) ตั้งแต่ห้องประชุมผู้บริหาร คลังสินค้าไปจนถึงจุดจำหน่าย การใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปจนถึงอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยเอสเอพีช่วยส่งเสริมบุคลากรและองค์กรให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และใช้ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ แอปพลิเคชันและบริการของเอสเอพีช่วยให้ลูกค้าทั้งที่เป็นองค์กรธุรกิจและภาครัฐกว่า 404,000 ราย สร้างผลกำไร ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง และเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.sap.com  

ไปรษณีย์ไทย จับมือ องค์การคลังสินค้า ช่วยเกษตรกรไทย ขยายช่องทางตลาดและจัดส่งสินค้าเกษตร

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) จับมือ องค์การคลังสินค้า (อคส.) ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดด้านการกระจายสินค้า ผนึกกำลังช่วยเกษตรกรไทยสร้างฐานสนับสนุนสินค้าเกษตร รองรับไทยแลนด์ 4.0 ร่วมผลักดันช่องทางตลาด O2O (Offline to Online) ประเดิมขายข้าวบรรจุถุง อคส. บนร้านออนไลน์ไปรษณีย์ เล็งใช้คลังสินค้าราษฎร์บูรณะสร้างจุดบริการครบวงจรอีคอมเมิร์ซในเดือนตุลาคมนี้  และเตรียมขยายแหล่งจำหน่ายไปยังที่ทำการไปรษณีย์ต่างๆ ต่อไป โดยการลงนามความร่วมมือดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องรับรอง อาคารบริหาร ชั้น 1 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (สำนักงานใหญ่) ถนนแจ้งวัฒนะ

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท)

 

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า ไปรษณีย์ไทย ได้ดำเนินโครงการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและระบบโลจิสติกส์ พร้อมคลังสินค้าเพื่อยกระดับสินค้าภาครัฐสู่ตลาดค้าปลีกและค้าส่งภายในประเทศ จากความร่วมมือกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) โดยความร่วมมือดังกล่าว เป็นการบูรณาการศักยภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านขนส่งการกระจายสินค้า สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร ด้วยการนำสินค้าเกษตรมาสร้างมูลค่าและจำหน่ายในช่องทางที่มีประสิทธิภาพ เช่น ตลาดออนไลน์ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดเป็นเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะประเดิมสินค้าตัวแรกด้วย ข้าวสารบรรจุถุง ตรา อคส. จำหน่ายในช่องทางตลาดของไปรษณีย์ไทยทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยในระยะแรกจะนำร่องในช่องทางร้านออนไลน์ thailandpostmart.com ของดีทั่วไทยส่งให้ถึงมือก่อน จากนั้นจะขยายไปยังที่ทำการไปรษณีย์ต่างๆ ต่อไป

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังเตรียมเช่าพื้นที่คลังสินค้าราษฎร์บูรณะขององค์การคลังสินค้า เพื่อเปิดเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้านอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ ประกอบด้วยจุดบริการจัดส่งสินค้าครบวงจรในพื้นที่ 1,000 ตร.ม. ของคลังหลังที่ 3 ในช่วงเดือนตุลาคม 2561 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในย่านธนบุรี และคลังหลังที่ 1 พื้นที่ 2,400 ตร.ม. ให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าออนไลน์เต็มรูปแบบในช่วงต้นปีหน้า (2562) ซึ่งจะรวมถึงสินค้า อคส. ที่จะกระจายไปยังร้านค้าปลีกทั้งในโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านอื่น ๆ ด้วย

นางอินทิรา โภคปุณยารักษ์ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.)

นางอินทิรา โภคปุณยารักษ์ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวว่า ในปัจจุบันองค์การคลังสินค้าได้ปรับบทบาทและภารกิจใหม่ โดยเน้นการสนับสนุนในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ได้แก่ การทำธุรกิจการค้าด้านสินค้าเกษตร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง การบริหารคลังสินค้าที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการปรับบทบาทจากการเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ สู่การเป็นผู้ให้บริการคลังสินค้าแบบครบวงจร และการดำเนินงานด้านธุรกิจสินค้าเกษตรตามนโยบายเพื่อรักษาสมดุลทั้งปริมาณและราคาอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม

ด้วยบทบาทและภารกิจใหม่นี้ อคส. จึงต้องมีการปรับตัวด้วยการขยายพื้นที่และขยายตลาดในการทำธุรกิจมากขึ้น โดยเน้นการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

“สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชนและผู้ประกอบการ SME โดยส่วนรวม ซึ่งจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในลำดับต่อไป รวมทั้งการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถบริโภคข้าวสารคุณภาพดีของ อคส. ในราคายุติธรรมได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น”

ผู้ที่สนใจ “ข้าวหอมมะลิ 100%” ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิตระบบ GMP, HACCP และ ISO 9001 : 2000 ภายใต้เทคโ  นโลยีและเครื่องจักรอันทันสมัย ขนาดบรรจุถุง 1 กก. 3 ถุงต่อชุด ราคา 180 บาท สามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น Thailandpostmart หรือแอดไลน์ @thailandpostmart สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ THP Contact Center 1545

Page Visitor

029542114
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
10277
55652
10277
919384
1609543
29542114
Your IP: 34.231.243.21
2021-10-17 04:26