01Top_HachiEng
Biz Focus Industry Issue 056, September 2017

Biz Focus Industry Issue 056, September 2017

เปิดแผนธุรกิจ EPP

EPP ประกาศความพร้อมบุกตลาดครึ่งปีหลังเต็มสูบ โฟกัสทำตลาดสินค้าหลัก 3 กลุ่มเสริมแกร่งองค์กร เล็งปรับสัดส่วนการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ Drinks และ Foods ในระดับ 50 : 50 ตอบรับเทรนด์ตลาดที่ต้องการใช้บรรจุภัณฑ์อาหารเพิ่มมากขึ้น ด้านรายได้ปีนี้ตั้งเป้าแตะ 2,500 ลบ. ชูจุดเด่นเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากลแบบครบวงจร การันตีผลงานคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า


คุณธนาวัฒน์  วิทูรปกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด หรือ EPP ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มและอาหาร เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลังว่า บริษัทจะโฟกัสการทำตลาดไปยังสินค้าหลัก 3 กลุ่ม เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร ประกอบด้วย  1. บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มและอาหารตลาดในประเทศชนิดทั่วไป  2. บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มและอาหารเพื่อส่งออกต่างประเทศ และ  3. บรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มและอาหาร ที่ผลิตเป็นสินค้าอุตสาหกรรม  โดยมีรายละเอียดดังนี้

     1. บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มและอาหารตลาดในประเทศชนิดทั่วไป (Traditional Trade) โดยบริษัทจะเพิ่มสินค้าใหม่กลุ่มเบเกอรีด้วยพลาสติกประเภท PET เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเดิมที่ใช้สินค้าของบริษัทมาอย่างยาวนาน การเพิ่มความหลากหลายของสินค้าทั้งด้านรูปลักษณ์และขนาดความจุที่มากขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างจากสินค้าแบรนด์อื่น ให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้งานได้มากขึ้น

ขณะเดียวกันจะพัฒนาสินค้าใหม่ ประเภทกล่องใส่อาหารให้มีขนาดและรูปทรงที่แปลกใหม่ เพื่อรองรับการใช้งานที่มีหลากหลายภายในกล่องเดียว นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นในการกระตุ้นยอดขายด้วยโปรโมชั่น เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการใช้งานของลูกค้าและร้านค้าอีกด้วย รวมถึง การกระตุ้นตลาดสินค้าถ้วยพลาสติก GPPS โดยการพัฒนาให้มีความโดดเด่นด้วยความใส มีลายพิมพ์ที่คมชัด เพื่อให้ร้านค้าสามารถเลือกใช้สินค้าได้อย่างหลากหลายมากขึ้น

     2. อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มและอาหาร เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ ด้วยการขยายฐานลูกค้าไปยังทวีปต่างๆ ทั่วโลก เช่น ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดิอาระเบีย, อังกฤษ, เบลเยียม, นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย และเกาหลี เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทจะเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายผ่านการสร้างตัวแทนจำหน่าย โดยจะเริ่มที่ประเทศฟิลิปปินส์ก่อนเป็นประเทศแรก รวมถึง แผนการบุกตลาดบรรจุภัณฑ์ประเภทกล่องใส่อาหาร PP สำหรับใช้ในไมโครเวฟ ในธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารและลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคทั่วไป

     3. บรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มและอาหาร ที่ผลิตเป็นสินค้าเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร (Industry & Modern Trade) โดยบริษัทจะบุกตลาดบรรจุภัณฑ์ประเภทอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to eat) ประเภท PP เช่น ถาดหรือกล่องอาหาร สำหรับใช้ในไมโครเวฟ และขยายตลาดบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มถ้วยพลาสติกประเภท PET

รวมไปถึงการต่อยอดธุรกิจบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เช่น การผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีการหุ้มกระดาษภายในโรงงานผลิตสินค้าแห่งเดียวกัน เป็นต้น โดยเป็นการลดขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าเพื่อให้ลูกค้าให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในเวลาเดียวกันได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมียอดการจำหน่ายสินค้าเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

คุณธนาวัฒน์ กล่าวต่อว่าปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่ม (Drinks) สูงถึง 80% และอีก 20%จะเป็นยอดจำหน่ายของกลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เล็งเห็นว่าในปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการใช้กลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร (Foods) เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในปีนี้จึงมีแผนปรับลดสัดส่วนการจำหน่ายกลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่ม (Drinks) เป็น 60% ในขณะเดียวกันจะเพิ่มสัดส่วนกลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่อาหาร (Foods) เป็น 40% พร้อมทั้งคาดว่าจะสามารถปรับสัดส่วนสินค้าทั้งสองกลุ่มให้เท่ากันในอัตราส่วน 50 : 50 ในปี 2561

“ปัจจุบันตลาดบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร ทั้งในและต่างประเทศมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องปรับตัวให้ทันตามเทรนด์ของตลาดด้วยเช่นกัน ขณะนี้เรากำลังวางแผนว่าจะนำบรรจุภัณฑ์ประเภทใดออกมาสู่ตลาด รวมทั้ง การพัฒนาให้สามารถรองรับได้ทั้งอาหารเย็นและร้อนในบรรจุภัณฑ์ชิ้นเดียวกัน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด

เรามีความมั่นใจว่าจะสามารถปรับสัดส่วนตัวเลขการจำหน่ายของทั้งสองกลุ่มบรรจุภัณฑ์ ให้มาอยู่ในระดับที่เท่ากันตามแผนงานได้อย่างแน่นอนในปีหน้า เพราะเรามีความพร้อมทั้งด้านกำลังการผลิตที่ทันต่อความต้องการของลูกค้า และด้านนวัตกรรมการผลิตที่ทันสมัยในระบบออโตเมชั่น รวมทั้งการเป็นที่ยอมรับของลูกค้ามาอย่างยาวนาน” คุณธนาวัฒน์ กล่าว

คุณธนาวัฒน์ กล่าวต่อว่า ในปี 2560 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท โดยจะเพิ่มจากปี 2559 ไม่มากนัก ที่มีรายได้ประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่งสืบเนื่องจากที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบมีความผันผวนและราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการบริหารจัดการสต๊อกวัตถุดิบไว้อย่างดี จึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบในการขาดแคลนวัตถุดิบแต่อย่างใด และบริษัทมีความมั่นใจว่าเป้าหมายดังกล่าวจะเป็นไปได้อย่างแน่นอน โดยคาดว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากแผนการทำการตลาดไปยังสินค้าหลัก 3 กลุ่มตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น

“ปีนี้เป็นปีที่เราอยู่ในช่วงระหว่างการเตรียมตัว เพราะฉะนั้นรายได้จึงอาจยังไม่เติบโตเท่าที่ควร  ประกอบกับแผนการรุกตลาดส่งออกใหม่ๆ ล่าสุดเราอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อร่วมทุนกับนักธุรกิจชาวอินเดีย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจอีกด้วย ปัจจุบันเรามีสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าภายในประเทศ 90% ส่วนอีก 10% จะเป็นการจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ เช่น ประเทศกัมพูชา, เมียนมา, สปป.ลาว และเกาหลี เป็นต้น” คุณธนาวัฒน์ กล่าว

สำหรับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ตนมองว่า ยังคงทรงตัวเนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลมีการลงทุนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง ทั้งรายใหญ่และรายย่อยต่างได้รับผลบวกและมีเม็ดเงินหมุนเวียนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการสร้างงานที่เพิ่มมากขึ้น คาดว่ากลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะมีความคล่องตัวมากขึ้นเช่นกัน  เนื่องจากประชาชนภายในประเทศจะมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายปี 2560 จนถึงต้นปี 2561

คุณธนาวัฒน์ กล่าวถึงจุดเด่นของบริษัทที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์สินค้าได้ทุกชนิดอย่างครบวงจร โดยมีการยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานภายใต้ราคาที่มีความเหมาะสม อีกทั้งยังมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการใช้นวัตกรรมการผลิต ตลอดจนมีการวิจัยและพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง รวมถึงมีการผลิตสินค้าภายใต้ระบบการบริหารจัดการต่างๆ ที่สร้างบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ลดการใช้พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ขณะเดียวกัน บริษัทยังสามารถผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม เช่น ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย และผลิตบรรจุภัณฑ์ด้วยระบบการพิมพ์ที่มีความคมชัด เป็นต้น อีกทั้งยังมีการตรวจสอบคุณภาพของสินค้าก่อนส่งมอบให้กับลูกค้าอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ สินค้าของบริษัทยังมีการผลิตสินค้าที่เทียบเท่ากับมาตรฐานของโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ที่มุ่งเน้นในเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย รวมทั้งปราศจากการปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอมตลอดกระบวนการผลิต

ด้านเครื่องหมายรับประกันคุณภาพ บริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำหรับผลิตภัณฑ์ภาชนะและเครื่องใช้พลาสติกสำหรับอาหาร หรือ มอก 655 เล่ม 1-2553  อยู่ในระหว่างการจัดทำมาตรฐาน BRC ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร โดยสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งประเทศอังกฤษ และได้รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นประจำปี 2559 หรือ PM Award 2016 ( Prime Minister’s  Export Award ) ในประเภทผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม ( Best Exporter ) และ ประเภทแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม ( Best Thai Brand )  ซึ่งในปี 2560 นี้บริษัทได้รับรางวัลประเภทสินค้านวัตกรรมที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม (Best Green Innovation) จากกระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ ยังได้รับมาตรฐานสากลอื่นๆ เช่น ระบบบริหารจัดการคุณภาพ ISO 9001, หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต GMP, การวิเคราะห์อันตรายและควบคุมจุดวิกฤต HACCP, ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001, ระบบการบริหารและการจัดการอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน OHSAS 18001, ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มอก.18001 ประกาศนียบัตรรับรองการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint Reduction of Product) และได้ตราสัญญลักษณ์  Thailand Trust Mark ( TTM) เป็นต้น

คุณธนาวัฒน์ กล่าวต่อถึงหลักการบริหารงานว่า ตนจะยึดหลักให้บริษัทเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการสร้างความเป็นผู้นำให้กับพนักงานในองค์กร และเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับหัวหน้าได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำงานให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ตลอดจนร่วมกันสร้างการทำงานแบบเป็นทีมเวิร์ค เพื่อผลักดันองค์กรให้ก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงประเด็น

“เรามองว่าในการขับเคลื่อนองค์กร ให้บรรลุเป้าหมาย ตลอดจนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรอันมีค่า และสำคัญที่สุดคือ พนักงาน ดังนั้นบริษัทจึงพยายามปลูกฝังและสร้างการเรียนรุ้อยู่ตลอดเวลาการสร้างช่องทาง การระดมความคิด การแสดงความคิดเห็น การใช้เครื่องมือ ( Tool ) ต่างๆ ที่จะทำให้พนักงานมีแนวคิดการแก้ไขปัญหา การป้องกันปัญหา จึงมีอยู่ในการทำงานปกติของพนักงานทุกคน  พร้อมทั้งสร้างแนวคิดว่า บริษัทคือบ้านของพนักงาน ที่อยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุขและมั่นคงปลอดภัย” คุณธนาวัฒน์ กล่าว

Date

04 October 2018

Tags

cover 2017

Page Visitor

028032767
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
39135
48658
87793
1019580
1699103
28032767
Your IP: 3.215.177.171
2021-09-20 17:16