01Top_HachiEng
Biz Focus Industry Issue 057, October 2017

Biz Focus Industry Issue 057, October 2017

“ZEDERE” ตอกย้ำความสำเร็จแบรนด์ระดับโลก

ทีมเฟอร์น (ไทยแลนด์) ประกาศศักยภาพปั้น “ZEDERE” ยกระดับจาก OEM สู่แบรนด์พรีเมียม พร้อมการันตีผลงานคุณภาพ ด้วยโชว์รูม 826 สาขาทั่วโลก บวกเดินหน้าเสริมแกร่งธุรกิจหนุนเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง เร่งขยายสาขาในรูปแบบ FURNITURE Lifestyle Cafe และร่วมงานแฟร์อย่างต่อเนื่อง ด้านรายได้รวมปีนี้ มั่นใจทะลุเป้าพุ่งแตะ 900  ลบ. 


คุณนัยธาดา นันทน์วิธู กรรมการบริหาร บริษัท ทีมเฟอร์น (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์หนังปรับนอน แบรนด์ ZEDERE (เซเดอร์เร่) กล่าวถึงความเป็นมาของแบรนด์ ZEDERE (เซเดอร์เร่) จากอดีตสู่ความแข็งแกร่งในปัจจุบันว่า เริ่มต้นจากธุรกิจโรงฟอกหนังของครอบครัวตั้งแต่รุ่นคุณปู่ ซึ่งพัฒนาจากโรงฟอกหนังเล็กๆ จนกลายมาเป็นโรงฟอกหนังใหญ่อันดับต้นๆ ในประเทศไทย และเมื่อ Mr. Claus ชาวนอรเวย์ได้เดินทางมาออดิทโรงงาน คุณพ่อซึ่งสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี เพราะได้มีโอกาสไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาจึงเป็นผู้ประสานงานทางด้านการตลาด

โดยในระหว่างการเยี่ยมชมโรงงาน Mr. Claus ได้มองเห็นเศษหนังกองอยู่เป็นจำนวนมาก จึงแนะนำว่าเศษหนังดังกล่าวเหมาะสมกับการทำเฟอร์นิเจอร์เก้าอี้ปรับนอน พร้อมทั้งได้แนะนำลูกค้าที่ดีมากให้กับเรา จึงเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจผลิตเฟอร์นิเจอร์ในประเทศไทย ต่อมา มร.คลาว ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีทั้งแหล่งวัตถุดิบที่ดี ประกอบกับค่าแรงในขณะนั้นซึ่งยังไม่แพง จึงได้ชักชวนคุณพ่อเป็นพาร์ทเนอร์และเปิดบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ โดยใช้ชื่อว่า บีเอเอชซี

ปัจจุบันลูกค้าที่ Mr. Claus แนะนำให้กับเรา ยังคงมีความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ซึ่งเป็นบริษัทเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื่อเสียงมากในยุโรป และต้องให้เครดิตกับเขา เรามีวันนี้ได้เพราะ KNOW-HOW การผลิตของเขา ในตอนนั้นเราเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์อื่นๆ รวมถึง อิเกียซึ่งเริ่มจะมีชื่อเสียงและได้ติดต่อมาให้เราผลิตสินค้าให้ด้วยเช่นกัน จึงเป็นช่วงรุ่งโรจน์ของเรา

ต่อมาลูกค้าต่างประเทศได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาด โดยต้องการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและมีข้อกำหนดว่าสินค้าจะต้องผลิตในยุโรปเท่านั้น  จึงยกเลิกออเดอร์ผลิตกับเรา จึงเป็นจุดที่ทำให้ต้องเปลี่ยนนโยบายการทำงานใหม่ ประกอบกับในช่วงนั้นเป็นช่วงที่คุณพ่อป่วย จึงได้ตัดสินใจขายหุ้นทิ้ง และมาเปิดบริษัทใหม่เมื่อปี 2538 ภายใต้ชื่อ บริษัท ทีมเฟอร์น (ไทยแลนด์) จำกัด

โดยในระยะเริ่มต้น คุณพ่อยังไม่เข้าใจและไม่รู้จักวิธีการทำตลาด และไม่มีฐานลูกค้า รู้แต่วิธีผลิตสินค้า ดังนั้นจึงเริ่มจากการผลิตเก้าอี้ปรับนอนในราคาที่ไม่แพง เพราะมี KNOW-HOW ต่างๆ อยู่แล้ว โดยจำหน่ายในโฮมโปร อินเด็กซ์ และเอสบี เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงร้านนวด และร้านอินเทอร์เน็ต ในช่วงแรกประสบความสำเร็จดีมาก เพราะตลาดในช่วงนั้นประเทศจีนยังได้เปิดตลาด ประกอบกับตลาดในประเทศไทยให้การตอบรับดี ต่อมาไม่นานคุณพ่อซึ่งมีปัญหาด้านสุขภาพและเสียชีวิต

จากนั้นคุณแม่เข้ามาสานต่อธุรกิจ และได้รู้จักกับลูกค้าญี่ปุ่น ซึ่งเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์บริษัทในการส่งออก ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก มีออเดอร์ล้นหลาม และคุณแม่ก็บริหารธุรกิจให้เดินหน้าไปได้เรื่อยๆ จนมาถึงช่วงหนึ่งซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศจีนเริ่มเปิด ซึ่งมีผลกระทบกับเรา เพราะสินค้าประเภทเดียวกัน จีนสามารถทำตลาดได้ถูกกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้ออเดอร์ตกลงมาเรื่อยๆ

แต่ในช่วงนั้นก็ยังสามารถธุรกิจประคองตัวมาเรื่อยๆ เพราะจีนยังไม่ได้เปิดตลาดแรงเท่ากับปัจจุบัน และพี่ชายคนโตเรียนจบ จึงได้เข้ามาช่วยดูในเรื่องการผลิต ส่วนตนก็จบไล่เลี่ยกัน เพราะมีอายุห่างจากพี่ชายเพียง 1 ปี และได้แจ้งกับทางบ้านว่าจะขอไปทำงานกับ United Nations (UN) 1 ปีเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และโชคดีมากที่ได้อาจารย์ดี ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ โดยได้สอนหลายๆ อย่าง ทั้งด้านการขาย การคุย และการพรีเซนต์ตัวเอง 

หลังจากนั้น เศรษฐกิจเริ่มไม่ดี จากเดิมที่บริษัทมีคนงานประมาณ 300  คนก็ลดเหลือประมาณ 40 คน ออเดอร์ก็ลดลงจากเดิมที่เคยส่ง 30-40 ตู้ และตนได้เริ่มเข้ามาทำธุรกิจกับที่บ้าน โดยรับผิดชอบในเรื่องการตลาดและการพัฒนาสินค้า โดยในระยะแรกๆ ได้มีการผลิตสินค้าออกมาหลายๆ รูปแบบออกสู่ตลาด แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร คุณแม่จึงแนะนำให้ปิดโรงงาน แต่ตนรู้สึกว่าไม่ใช่ เพราะสิ่งนี้คือสิ่งเดียวที่คุณพ่อเหลือไว้ และเป็นสิ่งที่คุณพ่อเริ่มต้นมา เมื่อมาถึงรุ่นของเรา หากต้องปิดกิจการ เรารู้สึกเสียดายมาก ตนจึงบอกคุณแม่ว่า ตนเชื่อว่าทำได้ และไม่อยากเห็นสิ่งสุดท้ายที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้ต้องหายไป คุณแม่ก็ยอมและบอกให้พี่ชายและตนบริหารกันเอง โดยคุณแม่ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว

ทั้งนี้ ตนและพี่ชายได้มีการปรับกลยุทธ์การทำงาน ด้วยการเปลี่ยนภาพลักษณ์ จากเดิมที่ผลิตสินค้าราคาไม่แพงเปลี่ยนมาเป็นผลิตสินค้าราคาแพง โดยใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด เพื่อจับกลุ่มลูกค้าระดับบนหรือพรีเมียม รวมถึงการไม่รับผลิตสินค้าของแบรนด์อื่นๆ โดยจะใช้แบรนด์ของเราเอง คือ “ZEDERE” แปลว่าเชิญนั่ง มาจากภาษาอิตาลี ทั้งนี้ เรายอมที่จะปฏิเสธงานลูกค้าที่ไม่ยอมใส่แบรนด์ “ZEDERE” ทั้งๆ ที่มีความเสียดายมาก เพราะตนมีความเชื่อมั่นว่าแนวทางที่ดำเนินการนั้นถูกต้องแล้ว

ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี แต่เก้าอี้ปรับนอนในยุโรปกำลังเป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของผู้สูงอายุ แต่จีนไม่ผลิตเพราะมีราคาแพง มร.เกรย์แฮม แบร์โล่ ชาวออสเตรเลีย ซึ่งเป็นคู่ค้าเก่าแก่ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อและมีการติดต่อกันมาตลอดเวลา ได้เดินทางเข้ามาดูสินค้าของเรา โดยพบว่าสินค้ามีการพัฒนาไปไกลมาก ทั้งรูปแบบ คุณภาพ รวมถึงการปรับปรุงกลไกต่างๆ เช่นเดียวกับแถบในประเทศยุโรป ซึ่งต่างจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจร่วมทุนกับเรา

คุณนัยธาดา กล่าวต่อว่า หลังจากนั้น บริษัทได้นำสินค้าแบรนด์  ZEDERE ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ทั้งหมด แบรนด์ระดับพรีเมียมไปออกงานครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยสามารถปิดออเดอร์ได้ในปริมาณมากถึง 20 ตู้คอนเทนเนอร์ ต่อมาในปีที่ 2 ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยได้ร่วมทุนกับ มร.ลาร์ โซโค่ ชาวนอร์เวย์ และได้แนะนำวิธีการผลิตที่ถูกต้องและแก้ไขข้อบกพร่องในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งแนะนำนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการการใช้งานของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

ต่อมาเราได้รู้จักพาร์ทเนอร์อีกหนึ่งคนที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อเข้ามาเสริมธุรกิจของเรา ซึ่งมีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในด้านการขายสินค้าเก้าอี้ปรับนอนเป็นอย่างดี โดยดูแลตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้ธุรกิจดีอย่างต่อเนื่อง เพราะมีกลยุทธ์ทางด้านการตลาดที่แตกต่างจากที่อื่น  โดยมีทั้งลด แลก แจก แถม และขายเป็นเพจเกจ ทำให้คนจดจำสินค้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งกลายเป็นภาพรวมของแบรนด์ ZEDERE ในปัจจุบัน

เราใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการดันแบรนด์  ZEDERE ออกไปสู่ตลาดโลก ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่ไม่นาน และเราภาคภูมิใจมากที่สามารถนำเสนอสินค้าไทย ด้วยภาพลักษณ์ระดับอินเตอร์ ราคาแพง และมาตรฐานระดับยุโรป ขณะนี้ มีโชว์รูม 847 สาขาใน 23 ประเทศทั่วโลก และมีสาขาในลักษณะสแตนอะโลนโชว์รูม 14 สาขาทั่วโลก

คุณนัยธาดา กล่าวต่อถึงทิศทางการตลาดว่า บริษัทได้สร้างโชว์รูมแห่งแรกที่รัชดา ภายใต้ชื่อ “โอเบริ์นโฮม” อย่างไรก็ตาม ตนมองว่า การทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ให้เติบโตจะต้องมีการเข้าไปมีส่วนกับชีวิตของทุกคนได้ เพราะสินค้ามีอายุการใช้งานนานและไม่มีการปรับเปลี่ยนบ่อยๆ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ของเฟอร์นิเจอร์ให้ดูดีและทันสมัย น่าสนใจและน่าใช้งานสำหรับลูกค้าที่มีอายุน้อย จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เริ่มทำ FURNITURE Life Style Cafe ในโชว์รูปแห่งที่ 2 ที่เมกาบางนาและเปิดร้านกาแฟร่วมด้วย โดยใช้ชื่อว่า Zedere De Cafe ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 เนื้อที่กว่า 450 ตารางเมตร ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และจะเป็นต้นแบบของสาขาอื่นๆ ในประเทศไทยต่อไป

ด้านความคืบหน้าของการขยายสาขาที่ 3  ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม โดยเล็งพื้นที่ในโซนบางใหญ่ คาดว่าจะเปิดดำเนินการภายในปีนี้ นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการขยายสาขาในต่างประเทศ เช่น กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้และเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เป็นต้น สำหรับงบลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 9-12 ล้านบาทต่อสาขาบนพื้นที่ประมาณ 450 ตารางเมตร แต่หากไม่มีร้านกาแฟในโชว์รูม จะอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาท

คุณนัยธาดา กล่าวต่อว่าถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า หรืองานแฟร์ว่า บริษัทได้เข้าร่วมงานดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะมีเสียงเรียกร้องจากลูกค้าเก่าที่ซื้อแล้วและอยากจะซื้อใหม่ รวมถึงลูกค้าใหม่ที่เพิ่งได้มาลองสินค้าแต่ยังไม่ได้ซื้ออีกเป็นจำนวนมา ซึ่งในงานแฟร์ทุกครั้ง บริษัทจะมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะนำเสนอสินค้าใหม่ด้วยนวัตกรรมที่สมัยให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ ล่าสุด ได้เข้าร่วมงาน “TFIC Furniture Outlet 2017” ซึ่งจัดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยสภาเครื่องเรื่อนไทยและกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นงานที่นำสินค้ามาลดราคามากที่สุดแห่งปี

ส่วนงานแฟร์ลำดับต่อที่บริษัทจะเข้าร่วม คือ งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ รวม 3 งานยิ่งใหญ่ไว้ในงานเดียว ได้แก่งานแสดงสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง (BIFF & BIL), งานแสดงสินค้าของขวัญและของใช้ในบ้าน (BIG + BIH)  และงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ (TIFF) โดยจัดระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคม 2560 ที่ศูนย์นิทรรศกาลและการประชุม ไบเทค บางนาและเป็นปีแรกที่สินค้าเฟอร์นิเจอร์จะเข้าไปร่วมแสดงสินค้าด้วย

รวมถึงงานแฟร์ในช่วงท้ายปี “บ้านและสวนแฟร์” ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2560 ที่เมืองทองธานี ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ที่สุดของบริษัท ซึ่งในทุกปีๆ บริษัทจะมีสินค้าใหม่และนวัตกรรมใหม่ๆ ไปโชว์แบบไม่ซ้ำใคร แต่ยังคงไว้ซึ่งคอนเซ็ปต์เดิม คาดว่าจะมีคนเข้าร่วมงานประมาณ 40,000 คน และสร้างรายได้ประมาณ 30 ล้านบาท

ด้านเป้าผลประกอบการในปีนี้ คุณนัยธาดากล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรวมทั้งในและต่างประเทศเกือบ 800 ล้านบาทจากเป้าหมายทั้งปี 820 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้นับเป็นปีที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างมาก ทั้งการขายสินค้าปลีกในประเทศไทย งานแฟร์และโชว์รูมต่างประเทศ  พร้อมทั้งคาดว่ารายได้ทั้งปีน่าจะเพิ่มเป็น  900 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงคริสต์มาสจะมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

“เรามั่นใจว่าตัวเลขรายได้สิ้นปีจะมากกว่าเป้าหมาย 820 ล้านบาท และน่าจะเพิ่มเป็น 900 ล้านบาท เพราะสินค้าของเราได้รับการตอบรับดีมากจากตลาดทั้งในและต่างประเทศ  โดยในประเทศจีนสินค้าของเรามียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังขายปลีกไปได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ หากเราสามารถขยายสาขาเพิ่มได้อีก 30 สาขาในปีหน้า คาดว่าจะสามารถทำรายได้ถึง 1,000 ล้านบาทในปี 2561” คุณนัยธาดา กล่าว

คุณนัยธาดา กล่าวในตอนท้ายว่า เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็นลูกค้าใช้สินค้าของเราแล้วมีความสุข ซึ่งเราไม่ได้มองว่าสินค้าของเราเป็นสินค้าที่มีราคาแพง แต่เราอยากทำสินค้าที่สามารถเชื่อมต่อเพื่อคนในครอบครัวให้มาเจอกัน ใช้เวลาร่วมกัน และมีความสุขร่วมกัน ทุกๆ ครั้งที่ลูกค้าตอบกลับมาว่าใช้สินค้าแล้วรู้สึกสบายและชอบสินค้า ทำให้เรามีแรงผลักดันที่จะพัฒนาสินค้า และมุ่งหน้าสานต่อธุรกิจของคุณพ่อให้สามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกคนที่เลือกใช้สินค้าของเรา พร้อมทั้งอยากเชิญชวนลูกค้าใหม่ให้มาทดลองใช้สินค้า และมุ่งหวังว่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่จะตอบสนองการใช้งานในอนาคต

Date

04 October 2018

Tags

cover 2017

Page Visitor

028037304
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
43672
48658
92330
1024117
1699103
28037304
Your IP: 3.215.177.171
2021-09-20 18:55