01Top_HachiEng
×

Warning

JFolder: :files: Path is not a folder. Path: /home2/cp439355/public_html/bizfocusmagazine.com/images/Biz_Cover/2018/cover_065/srithai_065

×

Notice

There was a problem rendering your image gallery. Please make sure that the folder you are using in the Simple Image Gallery plugin tags exists and contains valid image files. The plugin could not locate the folder: images/Biz_Cover/2018/cover_065/srithai_065

Biz Focus Industry Issue 065, June 2018

Biz Focus Industry Issue 065, June 2018

SITHAI ตั้งเป้าโต 10% ชูสินค้านวัตกรรมตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

SITHAI วางเป้าผลประกอบการโต 10% มูลค่ากว่าหมื่นลบ. บวกทุ่มงบติดตั้งเครื่องจักรและแม่พิมพ์รองรับความต้องการของตลาด พร้อมพัฒนาด้านวิศวกรรม ผุดสินค้านวัตกรรมเจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ ตอกย้ำความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากมาย


คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SITHAI ผู้นำผลิตภัณฑ์เมลามีนชุดอาหารเมลามีนหลากรูปแบบหลายลวดลายภายใต้แบรนด์ “ซุปเปอร์แวร์” และ “เดอะพอตเตอร์ส” เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการรวมประมาณ 9,577 ล้านบาท โดยมีรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก ประมาณ 7,300 ล้านบาท กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนเมลามีน ประมาณ 2,024 ล้านบาท และกลุ่มเทรดดิ้ง ประมาณ 250 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวมาจากการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ

ปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโต 10% จากปีที่ผ่านมา หรือจะมีมูลค่าประมาณ 10,500 ล้านบาท โดยตั้งเป้าการเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5% จากปีที่ผ่านมา หรือมีมูลค่าประมาณ 7,680 ล้านบาท กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนเมลามีน เติบโตเพิ่มขึ้นอีก 25% หรือมีมูลค่าประมาณ 2,540 ล้านบาท และกลุ่มเทรดดิ้ง เติบโตเพิ่มขึ้นอีก 12% หรือมีมูลค่าประมาณ 280 ล้านบาท

ส่วนรายได้ในไตรมาส 1/2561 บริษัทสามารถทำรายได้รวมแล้วกว่า 2,407 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มจากไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมาประมาณ 3% ซึ่งมีรายได้2,336 ล้านบาท ดังนั้น ในปีนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าผลประกอบการ จะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีปัจจัยหลักจากการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ในปีนี้เราจะเน้นในเรื่องของนวัตกรรมสินค้าเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนเมลามีน ที่มีลักษณะและรูปแบบใกล้เคียงกับวัสดุธรรมชาติให้มากที่สุด อาทิ กระเบื้องเคลือบ เซรามิก หินอ่อน และอิฐ เป็นต้น โดยจะเน้นจำหน่ายในต่างประเทศ เจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่รักษ์ธรรมชาติ

{gallery}Biz_Cover/2018/cover_065/srithai_065{/gallery}

นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว ในปีนี้เราจะขยายตลาดในกลุ่มของร้านอาหารและภัตตาคารเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการทำการตลาดในรูปแบบของไดเร็คเซลล์ (Direct Sale)ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง ส่วนตลาดในต่างประเทศเราอาจจะได้รับผลกระทบในเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของตลาดโลกอยู่บ้าง แต่เราก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถทำตลาดได้แน่นอน” คุณสนั่น กล่าว

คุณสนั่น กล่าวต่อถึงแผนการลงทุนว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทใช้งบลงทุนประมาณ 570 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในส่วนของการพัฒนาเครื่องจักรและทำแม่พิมพ์ เพื่อออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คาดว่าจะใช้งบลงทุนในส่วนของเครื่องจักรและทำแม่พิมพ์ 400 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนภายในประเทศ และลงทุนในโรงงานที่ต่างประเทศ อาทิ เวียดนามและอินเดีย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแผนก่อสร้างโรงงานใหม่ เนื่องจากโรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และสามารถรองรับการเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกด้วย โดยในประเทศไทย บริษัทมีโรงงาน 4 แห่ง ได้แก่ 1.โรงงานสุขสวัสดิ์  ผลิตสินค้าประเภทพลาสติก ถังสี เฟอร์นิเจอร์ และบรรจุภัณฑ์  2. โรงงานบางปู  ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภทฝาและเปลือกแบตเตอรี่พลาสติก สำหรับยานยนต์

3. โรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร  ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกอุตสาหกรรม อาทิ พาเลท, ถังขยะ, ลัง, บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม และฝาขวดน้ำดื่ม เป็นต้น และ 4. โรงงานโคราช  ผลิตสินค้าประเภทเมลามีนที่จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังมีโรงงานในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอินเดีย จำนวน 1 โรงงาน, เวียดนาม 3 โรงงาน และอินโดนีเซีย 1 โรงงาน ซึ่งทุกโรงงานสามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน

ด้านแผนการดำเนินธุรกิจในระยะกลาง บริษัทยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาด้านวิศวกรรม การวิจัยและพัฒนา (R&D)ที่จะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และสามารถผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด โดยการพัฒนาด้านวิศวกรรมดังกล่าวเพื่อทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น

“ในส่วนของแผนระยะยาว เรามองว่าผลิตภัฒฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนเมลามีนยังคงสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนผลิตภัณฑ์พลาสติกที่อยู่ในกลุ่มของบรรจุภัณฑ์ก็ยังคงมีการเติบโตดีเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารประเภทพร้อมทาน (Ready to Eat) และเครื่องดื่มเราคาดว่าอีก 8 ปีข้างหน้า โรงงานของเราในประเทศเวียดนามจะมีกำลังการผลิตมากกว่าโรงงานของเราในไทย และเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในการส่งออกไปยังตลาดทั่วโลกด้วย” คุณสนั่น กล่าว

สำหรับการดำเนินการด้านการตลาดในปีนี้ บริษัทจะเน้นการทำการตลาดแบบขายส่ง (Wholesale) ผ่านร้านอาหารและภัตตาคารต่างๆ, การจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้า (Modern Trade), การขายกับลูกค้าโดยตรง (Direct Sale) ผ่านการออกงานแสดงสินค้าหรือกิจกรรมต่างๆ, การขายออนไลน์ (E-Commerce) และการส่งออก ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถสร้างรายได้และกระตุ้นการรับรู้ของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพรวมของประเทศไทยในปีนี้จะดีขึ้น แต่ราคาสินค้าเกษตรไม่สูงเท่าที่ควรและหนี้ครัวเรือนที่ยังคงขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงทำให้การใช้จ่ายมีปริมาณน้อย ซึ่งต่างจากประเทศเวียดนามที่มีการเติบโตทั้งการส่งออกและมีหนี้ครัวเรือนต่ำกว่าประเทศไทย ทั้งนี้ ตนมองว่าภาครัฐพยายามที่แก้ไขปัญหาอยู่เสมอ และหากภาคเอกชนมีแนวทางที่เป็นประโยชน์ก็สามารถที่จะแนะนำหรือเสนอภาครัฐให้นำไปใช้ได้

คุณสนั่น กล่าวต่อถึงหลักการบริการองค์กรและบุคลากรว่า ตนจะให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาคน หรือบุคลากรของบริษัทให้มีศักยภาพในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และปลูกฝังให้พนักงานมีความรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเจ้าของบริษัทร่วมกัน จึงส่งผลดีในเรื่องของการทำงานของบุคลากรที่มีความทุ่มเท ตั้งใจทำงาน ร่วมมือร่วมใจพัฒนาองค์กร และร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน

บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของกิจกรรมต่างๆ เพื่อคืนกำไรและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากมาย อาทิ โครงการธนาคารขยะรีไซเคิลแลกแสตมป์ ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมาสามารถปริมาณขยะทั่วไปได้กว่า 4,300 กิโลกรัม, โครงการมาตรฐานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบการ เป็นโครงการที่มีการเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับโทษของยาเสพติด และโครงการศรีไทยฯ ปันน้ำใจเพื่อเด็กผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ไปจัดกิจกรรมที่วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี

“เราภาคภูมิใจที่เราเป็นบริษัทของคนไทยและได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก และอยากให้ภาครัฐมีการสนับสนุนผู้ประกอบการในด้านการลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากสินค้าจากประเทศไทยเป็นที่นิยมและชื่นชอบทั้งสินค้าภาคการเกษตร อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ในส่วนของผู้ประกอบการจะต้องรักษาและพัฒนาคุณภาพสินค้าและการให้บริการให้ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน” คุณสนั่น กล่าว

Date

04 October 2018

Tags

cover 2018

Page Visitor

028034932
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
41300
48658
89958
1021745
1699103
28034932
Your IP: 3.215.177.171
2021-09-20 18:05