“ดับบลิวเอ็ม ซิมูเลเตอร์” เปิดแผนธุรกิจปี 62 มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง

ดับบลิวเอ็ม ซิมูเลเตอร์เผยแผนธุรกิจปี 2562 เดินหน้าพัฒนาระบบจำลองทั้งทางอากาศและการขับขี่บนท้องถนนอย่างปลอดภัย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น พร้อมชูหลักการทำงานและบริหารงานภายใต้ 3 นโยบายสำคัญ

คุณจุติเสฎฐ์ สุดประเสริฐ ผู้อำนวยการ บริษัท ดับบลิวเอ็ม ซิมูเลเตอร์ จำกัด ผู้พัฒนา ออกแบบ สร้างและให้บริการ การจัดระบบ จัดหา ติดตั้ง ให้คำปรึกษา แนะนำ รวมถึง การซ่อมบำรุง เครื่องฝึกจำลองการบิน (Flight Simulator) แบบครบวงจรรายแรกในประเทศไทย เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2562 ว่า บริษัทจะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาระบบจำลองการควบคุมจราจรทางอากาศ (Air Traffic Control) หรือระบบการบริหารสภาพคล่องการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Management) และการฝึกการขับขี่อย่างปลอดภัย (Safety Driving) เป็นต้น

ปัจจุบัน บริษัทได้เริ่มดำเนินการศึกษาและพัฒนากระบวนการต่าง ๆ สำหรับระบบจำลองการควบคุมจราจรทางอากาศ (Air Traffic Control) หรือระบบการบริหารสภาพคล่องการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Management) แล้ว โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลายจากต่างประเทศ ในการค้นหาโปรแกรมการออกแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ส่วนการฝึกการขับขี่อย่างปลอดภัย (Safety Driving) เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการฝึกการขับรถที่ผู้ขับขี่ต้องมีความระมัดระวังสูง อาทิ การขับรถบัส, รถขนส่งวัตถุไวไฟ และรถขนส่งสารเคมีอันตราย เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่มีความจำเป็นในการขับขี่อย่างปลอดภัย โดยบริษัทได้เล็งเห็นว่าการฝึกฝนการขับขี่ดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องมี Simulator หรือ เครื่องช่วยฝึกจำลอง เข้ามาเกี่ยวข้อง ล่าสุด ได้มีการจัดทำ TOR (Term of Reference) เรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกัน ในการดำเนินการพัฒนาทั้ง 2 ระบบ บริษัทได้มีการใช้ชิ้นส่วนและโปรแกรมจากซัพพลายเออร์ภายในประเทศ เป็นสัดส่วน 70% และต่างประเทศ 30% โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้แหล่งที่มาของอะไหล่ต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศให้มากที่สุด อันจะส่งผลดีในเรื่องของการซ่อมบำรุงรักษาหรือการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานของลูกค้าอีกด้วย

“ระบบจำลองการควบคุมจราจรทางอากาศ (Air Traffic Control) หรือระบบการบริหารสภาพคล่องการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Management) เรามีการตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาเพื่อตอบสนองต่อลูกค้าในกลุ่มขององค์กร ที่เกี่ยวข้องกับวิทยุการบินในการจำลองระบบการบริการจัดการการจราจรทางอากาศ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ส่วนการฝึกการขับขี่อย่างปลอดภัย (Safety Driving) เรามุ่งสนองตอบความต้องการลูกค้าในกลุ่มโลจิสติกส์ที่เกี่ยวกับการขนส่งวัตถุอันตราย เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลดต้นทุน ลดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์ได้อีกด้วย” คุณจุติเสฎฐ์กล่าว

ด้านงบประมาณที่จะนำมาลงทุนในปีหน้าคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 15-20 ล้านบาท สำหรับการจัดซื้ออุปกรณ์และซอฟท์แวร์ โดยมีสัดส่วนการลงทุนด้านอุปกรณ์และซอฟท์แวร์ 50 : 50 เนื่องจากต้นทุนอุปกรณ์บางส่วนสามารถหาซื้อได้ภายในประเทศ แต่จะมีต้นทุนสูงในส่วนของซอฟท์แวร์ที่ใช้เขียนโปรแกรมซึ่งจะต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีองค์กรใดสามารถพัฒนาซอฟท์แวร์ได้ตามที่ต้องการ

คุณจุติเสฎฐ์ กล่าวต่อว่า ในแต่ละปีบริษัทตั้งเป้าผลประกอบการไว้ปีละประมาณ 30-40 ล้านบาท แต่ในปีนี้ บริษัทสามารถทำรายได้สูงถึง 60 ล้านบาท ซึ่งมาจากงานภาครัฐ 30% และ 70% จากภาคเอกชน โดยรายได้หลักจะมาจากโครงการ ATC (Air Traffic Control) ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจบริษัทมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยในระยะเวลา 1-3 ปีแรกที่เริ่มดำเนินธุรกิจ ถือเป็นช่วงการก่อตั้งและการรวบรวมบุคลากรที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และในช่วงปีที่ 4-6 เป็นช่วงที่เริ่มรับรู้รายได้ หรือมีอัตราการเติบโตต่อปีประมาณ 20-25% โดยในปีนี้ถือเป็นปีที่มีรายได้สูงสุด ส่วนในปี 2562 บริษัทคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตลดลงมาอยู่ที่ 10-15% เนื่องจากรูปแบบในการดำเนินธุรกิจที่จะต้องอาศัยการพัฒนาซอฟท์แวร์ในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้กว้างมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มในการดำเนินธุรกิจบริษัทคาดว่า ในอนาคตธุรกิจ Simulator จะมีผู้เล่นหน้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาในตลาดประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากเครื่องการบินจำลองเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น ด้วยความรู้ความสามารถ และศักยภาพที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่จะติดปัญหาในเรื่องของเงินทุนที่จะต้องใช้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ด้วยจุดเด่นของบริษัทที่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแตกแขนงผลิตภัณฑ์ไปในด้านอื่นมากขึ้น และความสามารถในการให้บริการลูกค้าได้รวดเร็ว ถือเป็นสิ่งที่บริษัทต่างชาติยังทำไม่ได้ จึงไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด

“เราใช้กลยุทธ์ในการแข่งขันทางการตลาดด้วยการให้บริการเป็นหลัก ภายใต้กลยุทธ์ 24/7 Service on Site  เรามีช่างรองรับการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง หากระบบมีปัญหา เราสามารถที่จะเข้าไปแก้ไขทันที ทั้งนี้ ปัญหาระบบหรือเครื่องขัดข้อง จะส่งผลต่อเรื่องของการเทรนนิ่ง Simulator ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทต่างชาติไม่สามารถให้บริการซ่อมได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนการนำอะไหล่เข้ามาซ่อมแซมจะต้องใช้ระยะเวลานานอีกด้วย” คุณจุติเสฎฐ์กล่าว

นอกจากนี้ ด้วยรูปแบบของเครื่อง Simulator ที่บริษัทผลิตจะมีจุดเด่นในเรื่อง Customization หรือการปรับแต่งเพิ่มเติมเพื่อรองรับการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับลูกค้าในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น เครื่อง Simulator ที่ลูกค้าซื้อไปจะมีการจำลองสนามบินที่มีอยู่ในปัจจุบัน และหากในอนาคตมีสนามบินใหม่เกิดขึ้น ก็สามารถที่จะอัพเดทข้อมูลเพิ่มเติมได้  ทั้งนี้ การดำเนินการอัพเดทข้อมูลนั้นสามารถดำเนินการได้ทันทีภายในระยะเวลาการรับประกันสินค้า

คุณจุติเสฎฐ์ กล่าวต่อถึงหลักในการบริหารงานและการทำงานว่า บริษัทมี 3 นโยบายที่ยึดเป็นสำคัญ ได้แก่

  1. ต้องมีการ Research & Development หรือ R&D อยู่เสมอ แม้ว่าบริษัทจะเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจด้าน Simulator และเป็นบริษัทของคนไทย 100% แต่จะต้องมีการพัฒนาทั้งในเรื่องของบุคลากรใหม่ ๆ ผ่านการส่งไปเรียนที่ต่างประเทศ เพื่อสร้างความรู้ เสริมประสบการณ์ใหม่ ๆ และนำกลับมาพัฒนาองค์กร
  2. บริษัทมุ่งสนองตอบต่อลูกค้าที่เป็นคนไทยด้วยกัน ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณ (Cost Efficiency) ที่ลูกค้าสามารถยอมรับได้ และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ต่อการใช้งานจริงและเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้งาน ซึ่งบริษัทจะต้องมีการคิดคำนวณอย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
  3. บริษัทต้องมีมาตรฐาน ผ่านกระบวนการ R&D เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่สูงเกินไป โดยบริษัทมีความเคร่งครัดและให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพเป็นอย่างมาก ไม่ใช่เพียงตอบโจทย์แค่มาตรฐานสากล (ISO) เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องตอบโจทย์ในเรื่องของ International Standard กล่าวคือ การออกแบบต้องถูกต้องตามหลักการปฏิบัติของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, ICAO หรือ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ, EASA องค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป และข้อตกลงระหว่างประเทศ

ส่วนการบริหารบุคลากร บริษัทจะให้ความสำคัญใน 3 ด้านเช่นกัน ได้แก่ 1. ความรู้ความสามารถของบุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญ 2. ลักษณะนิสัยและพฤติกรรม และ 3. การมีความฝันร่วมกัน ซึ่งทั้ง 3 ด้านดังกล่าวเป็นสิ่งที่สรรหาได้ค่อนข้างยาก ด้วยงาน Simulator จะเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์, ศิลปะ, คอมพิวเตอร์, แมกคานิก, ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนความรู้เฉพาะด้านที่เกี่ยวเนื่องกับ Simulator ที่ผลิต อาทิ Simulator เครื่องบิน บุคลากรต้องมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องบิน หรือ Simulator รถไฟฟ้า บุคลากรต้องมีความรู้เกี่ยวกับรถไฟฟ้าด้วย เป็นต้น

คุณจุติเสฎฐ์ กล่าวต่อถึงสิ่งที่อยากจะฝากกับลูกค้าว่า เราเป็นบริษัทของคนไทยจึงอยากขอบคุณลูกค้าคนไทยด้วยกัน ที่ได้มอบโอกาสให้บริษัทของคนไทยได้แสดงฝีมือ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรของลูกค้าให้มีความความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ซึ่งบริษัทมองว่าการเทรนนิ่งจะเป็นการสร้างมืออาชีพและส่งผลดีในเรื่องของความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุหรือการสูญเสียมากขึ้น และสามารถควบคุมต้นทุนได้

ทั้งนี้ การใช้ Simulator ในการเทรนนิ่งทำให้การบริหารจัดการต่าง ๆ เกิดผลดีตามไปด้วย อาทิ ระบบเครื่องจำลองการบินจะช่วยการบริหารจัดการเส้นทางการบินและการจัดการจราจรทางอากาศ ทำให้เครื่องบินบินวนลดลง ทำให้มลพิษทางอากาศลดลง และต้นทุนลดลง เป็นต้น อีกทั้งด้วยต้นทุนที่ลดลง ลูกค้ายังสามารถนำเงินทุนไปพัฒนาในส่วนอื่น ๆ ได้ต่อไป

ด้านสิ่งที่อยากจะฝากถึงภาครัฐ อยากให้เข้ามาสนับสนุนในเรื่องของเงินทุนให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากแต่ละโครงการที่บริษัทได้รับต้องใช้เงินลงทุนของบริษัทก่อน 50% และกว่าจะได้รับเงินครบทั้งหมดจะต้องใช้ระยะเวลานาน ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุน ในเรื่องของการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือสนับสนุนแหล่งเงินทุนมากขึ้น

ประกอบกับ การสนับสนุนคนไทยให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพราะการลงทุนด้านซอฟท์แวร์มีต้นทุนสูงจากการนำเข้ามาจากต่างประเทศ หากคนในประเทศสามารถเขียนโปรแกรมซอฟท์แวร์ได้จะก่อให้เกิดผลดีในหลากหลายด้าน ซึ่งนอกจากจะทำให้ประเทศเกิดการพัฒนาแล้วยังสามารถที่จะแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างเข้มแข็งอีกด้วย