“สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย” ประกาศศักยภาพความสำเร็จ 34 ปี

“สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย” เผยผลการดำเนินงานกว่า 3 ทศวรรษ  โดยเป็นแกนกลางประสานงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร พร้อมชู 2 โปรเจคใหญ่ “ACID 2019” และ “AHC 2020” หนุนสร้างประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยและภาพลักษณ์ที่ดีต่อนานาประเทศ

คุณอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

คุณอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความสำเร็จตลอดระยะเวลา 34 ปีในการดำเนินงานของสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยว่า สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาผคมฯ เมื่อปี 2527 ซึ่งมีคุณยุกติ สาริกะภูติ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยคนแรก โดยท่านเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการรวบรวมบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อส่งเสริม  สนับสนุนวิชาการพืชสวน และวิชาการสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพืชสวนให้ครบวงจร 

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย 1. การผสานความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ เกษตรกร และนักวิจัย ตลอดจนส่วนราชการและภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพืชสวนได้มีหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางและเป็นตัวแทนในการจัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนอันดีต่อวงการพืชสวนไทย

2. เป็นศูนย์กลางในการพบปะหารือและกำหนดแนวทางในการสร้างความร่วมมือ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาในเรื่องพืชสวนไทย ทั้งทางด้านงานวิจัย การส่งเสริม และสร้างผลประโยชน์ให้กับเกษตรกร 3. เป็นองค์กรที่สร้างความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงทางด้านพืชสวนกับต่างประเทศ และ 4. การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนโดยมีสมาคมเป็นศูนย์กลาง

คุณอนันต์กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการโครงการต่างๆ ที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศและเกษตรกรไทยอย่างมากมาย ทั้งการเป็นเจ้าภาพในการจัดมหกรรมพืชสวนโลก เมื่อปี 2549 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนั้น ประเทศไทยได้รับคัดเลือกจากประเทศสมาชิกให้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเป็นประเทศที่ 4 ต่อจากประเทศเนเธอแลนด์ ญี่ปุ่น และจีนตามลำดับ อีกทั้งยังได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพอีกครั้งในปี 2554

โดยการที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพการจัดมหกรรมพืชสวนโลกดังกล่าวก่อให้เกิดผลดีทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเป็นแกนกลางในการจัดมหกรรมพืชสวนโลกที่จัดขึ้นในต่างประเทศแต่ละครั้ง ซึ่งในปี 2550 ได้มีการจัดงานขึ้นที่ไต้หวัน และซุ้ม Pavillion ของสมาคมพืชสวนฯ ซึ่งจัดในนามของประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอีกด้วย

ขณะเดียวกัน สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ยังเป็นองค์กรกลางในการจัดการประชุมและสัมมนาทางวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ร่วมกับคณะเกษตร ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2561 ได้มีการจัดการประชุมขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยร่วมกันนำเสนอปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันวางแผนและกำหนดแนวทางการแก้ไขหรือลกผลกระทบให้ได้มากที่สุด เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลให้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

“ด้วยเราเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นในฐานะองค์กรที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไรและไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เราจัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการเป็นศูนย์กลางทางด้านพืชสวน สนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกร ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้มีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ มากมาย ทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับเกษตรกรไทยและสร้างชื่อเสียงในระดับโลก” คุณอนันต์กล่าว

นอกจากการจัดประชุมสัมมนาภายในประเทศแล้ว สมาคมยังได้มีการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพืชสวนอื่นๆ ในระดับภูมิภาค โดยในปี 2562-2563 ได้รับเกียรติให้จัดการประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟอาเซียน หรือ ACID 2019 (ASEAN Coffee Industry Development Conference 2019) ในวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

นอกจากนี้ ในปี 2563 สมาคมฯ ยังได้รับเกียรติจากประเทศสมาชิกผู้ริเริ่มการประชุมวิชาการพืชสวนแห่งเอเชีย หรือ AHC (Asian Horticultural Congress) ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมครั้งที่ 3 ในเดือนพฤษภาคม 2563 โดยคาดการณ์ว่าจะจัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ การได้รับเกียรติในการจัดการประชุมทั้ง 2 งาน นับว่าเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศเป็นอย่างมาก ตลอดจนยังได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการพัฒนาพืชสวนไทยอีกด้วย

สำหรับการประชุมวิชาการพืชสวนแห่งเอเชีย หรือ AHC (Asian Horticultural Congress) จัดตั้งขึ้นโดย 3 ประเทศ ได้แก่ จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยในปีแรก 2557 ประเทศเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ, ปี 2559 ประเทศจีนเป็นเจ้าภาพ และในปี 2563 ซึ่งแต่เดิมประเทศญี่ปุ่นจะต้องเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม แต่ประเทศญี่ปุ่นยังไม่มีความพร้อม สมาชิกจึงได้มีมติขอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพแทน ด้วยศักยภาพและความพร้อมในการรองรับการจัดการประชุมได้เป็นอย่างดี

คุณอนันต์กล่าวต่อ ถึงทิศทางและการสนับสนุนพืชสวนในปีที่ผ่านมาว่า เนื่องด้วยประเทศไทยตั้งอยู่ภูมิศาสตร์ที่ดีไม่เป็นรองชาติใดจึงทำให้ผลไม้และพืชสวนเขตร้อนได้รับความนิยมในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งทุเรียน มังคุด และกาแฟ นอกจากนี้ ยังมีพืชสวนชนิดอื่นๆ ที่จะต้องมีการผลักดันเพิ่มมากขึ้น อาทิ เงาะ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีอายุไม่นานและเปลือกจะดำเร็วทำให้ไม่สวยและไม่น่ารับประทาน รวมทั้ง การแปรรูปเงาะ ที่ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถแปรรูปได้หลากหลายเหมือนผลไม้ชนิดอื่น ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะแก้ไขได้ตรงจุด, ลำไย เป็นผลไม้ที่แปรรูปได้หลากหลายแต่จากนโยบายจำนำลำไยของรัฐที่ผ่านมาทำให้ล้นตลาด และมะนาว ที่มีราคาไม่แน่นอน โดยมีราคาถูกในฤดูฝน แต่ราคาจะสูงขึ้นในช่วงฤดูแล้ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จากความร่วมมือของนักวิชาการทุกภาคส่วน ทั้งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องยังคงมุ่งมั่นในศึกษา การวิจัย และพัฒนา ตลอดจนการหาแนวทางใหม่ๆ ในการแปรรูปผลไม้ต่างๆ ให้สามารถรับประทานได้ในราคาถูกตลอดทั้งปี โดยลำไยประสบความสำเร็จในเรื่องการนำมาอบแห้ง และมะนาวที่แปรรูปเป็นมะนาวผง ซึ่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

ส่วนตลาดส้ม ในปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยคึกคักมากนัก เนื่องจากผู้ประกอบการสวนส้มรายใหญ่ประสบปัญหาด้านคดีความ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ ด้วยปัญหาทางด้านเงินทุนและการป้องกันโรคศัตรูพืช จึงทำให้ปริมาณส้มสายน้ำผึ้งลดลงและมีราคาสูง

ด้านตลาดมะพร้าว ซึ่งเป็นพืชที่มีการลงทุนต่ำและสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปีและได้ผลผลิตในระยะยาวโดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เพราะได้รับความนิยมจากทัวร์จีนที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากทัวร์จีนเข้ามาท่องเที่ยวน้อยลงอาจจะได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ในส่วนของมะพร้าวแกง ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน จึงทำให้มีมะพร้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตีตลาดและยังได้รับผลกระทบจากแมลงดำหนามและหนอนหัวดำทำให้มีราคาตกต่ำและชาวสวนลดปริมาณการปลูกมะพร้าวลง

“เราได้มีการจัดสัมมนาเรื่องอนาคตมะพร้าวไทย ด้วยปริมาณพื้นที่การปลูกมะพร้าวในอดีตที่มีการปลูกมากกว่า 2 ล้านไร่ แต่ในปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 1.5 ล้านไร่ จึงอาจทำให้อนาคตปริมาณมะพร้าวมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แต่ยังมีข้อดีในเรื่องของการแปรรูปเป็นน้ำมันมะพร้าวที่ผู้บริโภคเริ่มให้ความนิยมและมีผลการวิจัยทางการแพทย์เข้ามาเสริมในเรื่องการการส่งเสริมสุขภาพ จึงทำให้เริ่มมีมูลค่าเพิ่มขึ้น” คุณอนันต์กล่าว

สำหรับแนวโน้มพืชสวนในปีนี้ คุณอนันต์คาดการณ์ว่า พืชหลักที่ยังคงสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง คือ ทุเรียน ส่วนพืชที่จะต้องเฝ้าระวังราคา ซึ่งมีหลายชนิด ได้แก่ ข้าว, ยางพารา, อ้อย, ปาล์ม, ไม้ผล, สับปะรด และมะพร้าว โดยจะต้องมีการพิจารณาถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต ว่ามาจากคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรหรือการบริหารจัดการของภาครัฐที่ไม่ดีเท่าที่ควร

ขณะเดียวกัน ทุกภาคส่วนต่างเป็นที่ทราบกันดีถึงการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า แต่จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐไปในทิศทางใด ซึ่งที่ผ่านมา ภาครัฐให้ความสำคัญกับการดึงนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงในประเทศไทย แต่นโยบายการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยไปแข่งขันในต่างประเทศยังมีช่องทางที่น้อยกว่า อีกทั้งโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ที่เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองหลัก แต่ในส่วนของชุมชนและพื้นที่การเกษตรยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร

ด้านสิ่งที่อยากจะฝากถึงภาครัฐจะประกอบไปด้วย 1.การกำหนดวันเลือกตั้งอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจของประเทศและการกำหนดนโยบายทางด้านภาคการเกษตรในเรื่องของปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร และ 2.การสร้างแหล่งน้ำให้เกษตรกร ซึ่งหากมีแหล่งน้ำที่เพียงพอกับภาคการเกษตรแล้ว เกษตรกรจะสามารถปลูกพืชเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี

“จากปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญต่อการสร้างแหล่งน้ำสำหรับการทำเกษตร ซึ่งหากมีแหล่งน้ำที่เพียงพอและด้วยภูมิปัญญาของคนไทยในการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ จะยิ่งทำให้สามารถบริหารจัดการผลผลิตทางเกษตรให้สามารถนำออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเพียงต่อความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งยังเพิ่มความแข็งแกร่งในการแข่งขันทางการตลาดสำหรับผลไม้นอกฤดูกาลกับต่างประเทศได้อีกด้วย” คุณอนันต์กล่าว

ประกอบกับอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ให้การสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการในการเพิ่มโอกาสการออกร้านหรือสนับสนุนงบประมาณการเข้าร่วมการประชุมในงานต่างๆ ที่น่าสนใจและก่อให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจได้

ตลอดจนก่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ งานจัดการประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟอาเซียน หรือ ACID 2019 (ASEAN Coffee Industry Development Conference 2019) โดยมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกาแฟรายใหม่ (Start Up) หรือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่ของจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนจากทั่วประเทศได้มีช่องทางการสร้างเครือข่ายธุรกิจให้มีการเติบโตทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีศักยภาพ เป็นต้น