Biz Focus Industry Issue 074, March 2019

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

เปิดวิสัยทัศน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเร่งพัฒนาอุตฯ ยานยนต์ไทย หนุนภาครัฐจัดผุด “ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ” รองรับการทดสอบผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน หวังลดต้นทุนในการส่งไปทดสอบในต่างประเทศ บวกการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีศักยภาพและยั่งยืน

คุณองอาจ พงศ์กิจวรสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หรือ TAIA

คุณองอาจ พงศ์กิจวรสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หรือ TAIA เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2562 ว่า ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่ในอันดับที่ 11 ของโลก มียอดการผลิต 1 ล้านคันต่อปี และยอดการส่งออกอีกประมาณ 1.1 ล้านคันต่อปี ดังนั้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนจึงต้องมีการกำหนดทิศแนวทางในการที่จะเป็นฐานการผลิตที่ยั่งยืน มั่นคง และถาวร ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านหลายภาคส่วนต่างมีการส่งเสริมและพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์มาอย่างต่อเนื่อง

ประกอบกับ คุณภาพของฐานการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุน อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่มีคุณภาพการผลิตที่ดีเมื่อเทียบกับฐานการผลิตทั่วโลก ดังนั้น สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงได้เล็งเห็นถึงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาให้ครอบคลุมทุกด้านมากขึ้น ทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตยานยนต์และการพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนการส่งเสริมให้ฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์มีความแข็งแกร่งสามารถแข่งขันในตลาดโลก

โดยที่ผ่านมาสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หรือ TAIA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการเสนอให้ภาครัฐจัดสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ บนพื้นที่กว่า 1,235 ไร่ ในเขตสวนป่าลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากไม่ต้องส่งผลิตภัณฑ์ไปทดสอบและรับรองที่ต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยและส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีจุดมุ่งหวังให้มีการจัดตั้งโรงเรียนที่ใช้สำหรับการฝึกสอนเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมและการสอนบุคลากรให้มีศักยภาพสูง ซึ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์มีความจำเป็นและต้องการบุคลากรที่มีความสามารถ เพื่อขับเคลื่อนในทุกๆ กระบวนการ ทั้งด้านการวิจัย พัฒนา และกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

คุณองอาจ กล่าวต่อถึงการพัฒนาบุคลากรว่า สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หรือ TAIA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรมาโดยตลอด โดยเริ่มต้นตั้งแต่การนำนักเรียนและนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ อาทิ วิทยาลัยเทคนิคต่างๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นต้น เพื่อเป็นการอบรมให้ความรู้ในการทำงานในโรงงานอยู่เสมอ

เนื่องจาก ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์มีความต้องการวิศวกร (Engineer) และช่างเทคนิค (Technician) เป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะมีการปรับในเรื่องของค่าตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้นก็ตาม แต่ด้วยค่านิยมของคนไทยในการส่งบุตรหลานให้เรียนทางด้านปริญญาตรีเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ช่างเทคนิคที่มีความชำนาญเฉพาะด้านมีน้อยลง อีกทั้ง ยังทำให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะต้องใช้ช่างเทคนิคประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนช่างเทคนิคเป็นอย่างมากอีกด้วย

ส่วนสิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนและส่งเสริมในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น ทั้งการแก้ไขค่านิยมผิดๆ อาทิ การแก้ไขนโยบายเงินเดือนระดับปริญญาตรีพื้นฐาน เป็นต้น และการส่งเสริมให้เยาวชนมีความสนใจการศึกษาด้านวิชาชีพเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับ แรงงานระดับปริญญาตรีในปัจจุบันยังมีปัญหาในเรื่องของศักยภาพที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่ผู้ประกอบการต้องการเป็นจำนวนมากอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะที่อยากให้ภาครัฐมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นสำคัญ เพื่อให้มีการเติบเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนโยบายการบูรณาการในเชิงนโยบายและกฎระเบียบ เพื่อลดปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) และดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งรักษาฐานการผลิตของประเทศให้ยั่งยืน

ประกอบกับ การผลักดัน Aoto-Technopolis ในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบต้นน้ำ และสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอย่างยั่งยืน ครบวงจร และครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งในเรื่องของการสร้างความเป็นบูรณาการในเชิงนโยบายของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน การจัดตั้งศูนย์ทดสอบ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรม ตลอดจนการวิจัย พัฒนา รวมถึง การพัฒนาบุคลากร

รวมทั้ง การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวติกรรม เพื่อสอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกด้วยการผลักดันให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง โดยเน้นให้มีการพัฒนา Green Technology และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ด้วยการเร่งรัดจัดตั้งศูนย์ R&D ซึ่งจะช่วยพัฒนาและยกระดับการวัดมาตรฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้อย่างมาก สร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยี

“นอกจากความมุ่งหวังที่จะให้ภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนดังกล่าวแล้ว เรายังอยากให้นโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจน ต่อเนื่อง และมีแผนการพัฒนาในระยะยาว เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องใช้ระยะเวลาในการวางแผนและลงทุนในเรื่องของเครื่องจักรซึ่งมีมูลค่าสูง หากนโยบายมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยจะทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้ยากและคาดการณ์ทิศทางไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมยานยนต์ยังต้องมีการออกแบบที่ครอบคลุมถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่และต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาจะต้องอาศัยงบประมาณการลงทุนและใช้เวลาในระยะยาว จึงมีความจำเป็นอย่างมาก อีกทั้ง อยากให้หน่วยงานภาครัฐแต่ละภาคส่วนมีการประชุมหารือแนวทางร่วมกันในการกำหนดกฎระเบียบต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละภาคส่วนกำหนดทิศทางที่แตกต่างกัน จึงทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ” คุณองอาจกล่าว

ด้านสิ่งที่อยากฝากกับผู้ประกอบการยานยนต์และชิ้นส่วน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับสมาชิก คือ การร่วมมือร่วมใจในการร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งหากไม่ช่วยกันแล้วปัญหาทุกอย่างจะย้อนกลับมาส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างแน่นอน ทั้งนี้ สมาชิกของสมาคมมีความพร้อมที่จะรองรับตามความต้องการของตลาดอย่างเต็มที่ แต่จะต้องให้นโยบายของภาครัฐมีความชัดเจนมากขึ้น

คุณองอาจ กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยวางรากฐานมาเป็นระยะเวลานานกว่า 50 ปี และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยสามารถผลิตรถยนต์เพื่อการจำหน่ายและส่งออกครบ 1 ล้านคัน เมื่อปี 2548 และครบ 2 ล้านคัน เมื่อปี 2555 จากความสำเร็จของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากหลายปัจจัย ทั้งนโยบายของทางภาครัฐที่ให้การส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายการลงทุนของภาคเอกชน

ทั้งนี้ นโยบายของรัฐถือว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของอาเซียน โดยประเทศไทยมี Product Champion ตัวที่ 1 และ 2 คือ รถปิคอัพและรถอีโคคาร์ ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้ว รวมทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังเป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีแบรนด์รถยนต์เป็นของตัวเอง แต่ไม่ได้เสียเปรียบและยังคงแข่งขันได้ในตลาดโลก เนื่องจากไทยมีห่วงโซ่การผลิตที่แข็งแกร่งกว่าหลายประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สามารถพัฒนาต่อยอดไปยังการวิจัยและออกแบบได้

สำหรับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หรือ TAIA ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2524 โดยมีวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรหลักที่เป็นที่ยอมรับและมีบทบาทในการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงระหว่างสมาชิก และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ทั้งในและต่างประเทศ ด้านพันธกิจที่ครอบคลุม ได้แก่ การส่งเสริมภาพลักษณ์ของสมาคมฯ และอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนให้เป็นที่ยอมรับของภายในและภายนอกประเทศ

ในขณะเดียวกัน ยังมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงโครงข่ายสนับสนุนอุตสาหกรรม เช่น ศูนย์วิจัย ศูนย์ทดสอบ สถาบันการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร เป็นต้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมให้เป็นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของโลกอย่างยั่งยืน ตลอดจน การมีส่วนร่วมในการนำเสนอนโยบาย วางแผนการดำเนินงานร่วมกับทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการลดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานอุตสาหกรรม 

รวมถึง การเป็นสื่อกลางในการประสานงาน ทั้งข้อมูลข่าวสารกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ และยังเป็นการสร้างความร่วมมือในหมู่สมาชิกให้มีส่วนร่วมในสมาคม เพื่อช่วยผลักดันพันธกิจ นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพในการทำงานในอนาคต ในขณะเดียวกัน ยังมีการปรับปรุงโครงสร้างและประสิทธิภาพขององค์กรให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงภายนอกอีกด้วย