Biz Focus Industry Issue 078, July 2019

คุณกฎชยุตม์ บริบูรณ์จตุพร รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  (กฟผ.)

User Rating: 5 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Active
 

กฟผ. หนุนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เดินหน้ามาตรการนำร่อง EERS เต็มพิกัด

กฟผ. สานต่อนโยบายกระทรวงพลังงาน เร่งดำเนินการมาตรการบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานอนุรักษ์พลังงานสำหรับผู้ผลิตและจำหน่ายพลังงาน หรือ EERS ชูโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 Ranking (ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ติดดาว) เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ตั้งเป้าปี 62 สามารถประหยัดไฟฟ้ากว่า 20 ล้านหน่วย และพุ่งเป็น 206 ล้านหน่วยในระยะเวลา 5 ปี

คุณกฎชยุตม์ บริบูรณ์จตุพร รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 

คุณกฎชยุตม์ บริบูรณ์จตุพร รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงความเป็นมาของการดำเนินการตามมาตรการบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานอนุรักษ์พลังงานสำหรับผู้ผลิตและผู้จำหน่ายพลังงาน : Energy Efficiency Resources Standards หรือ EERS ว่า มาตรการดังกล่าวเป็นนโยบายของกระทรวงพลังงาน ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558–2579 (Energy Efficiency Plan : EEP 2015) ที่มุ่งเน้นให้มีการสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ใช้พลังงานไฟฟ้ามีการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น กฟผ. จึงได้ดำเนินการร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)

โดยกฟผ. ได้บูรณาการการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า หรือ Demand Side Management (DSM) ทั้งภาคที่อยู่อาศัย ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีกลยุทธ์ 3 อ. ประกอบด้วย 1. อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน 2. อาคารประหยัดพลังงาน และ 3. อุปนิสัยประหยัดพลังงาน มาเป็นแนวทางและแผนงานโครงการนำร่องสาธิตตามมาตรการ EERS ระหว่างปี 2561 -2565  ให้เกิดการถ่ายทอดและพัฒนาไปสู่กลไกหลักในการผลักดันเกณฑ์มาตรฐานอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นแนวทางดำเนินการภาคบังคับที่จะเริ่มในปี 2566 อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. มาตรการให้คำปรึกษา โดยการให้คำแนะนำหรือเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า เช่น การให้คำปรึกษา, การประเมินและตรวจสอบการใช้พลังงาน และการเป็น ESCO Facilitator โดย กฟผ. ได้ดำเนินโครงการที่ปรึกษาพลังงาน ด้วยการให้คำปรึกษา ตรวจวัดการใช้พลังงานก่อนและหลังปรับปรุงให้กับหน่วยงานทุกภาคส่วน รวมถึงเป็นที่ปรึกษาในรูปแบบ ESCO
  2. มาตรการใช้แรงจูงใจทางการเงิน การสนับสนุน ส่งเสริม รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดย กฟผ. ได้ดำเนินการสนับสนุนหลอด LED แก่หน่วยงานภาครัฐ เพื่อนำร่องเป็นตัวอย่าง
  3. มาตรการในลักษณะภาพรวม เป็นการดำเนินการที่ไม่ได้เจาะจงผู้ใช้ไฟฟ้ารายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานในภาพกว้าง เช่น การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในการประหยัดการใช้พลังงาน การเชิญชวนให้เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ซึ่งในปี 2562 กฟผ. ได้เปิดตัวโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 Ranking หรือเบอร์ 5 ติดดาว ด้วยการจัดทำมาตรฐานการประหยัดพลังงานที่สูงกว่าเดิม และแบ่งระดับเกณฑ์ประสิทธิภาพฉลากเบอร์ 5 ให้สะท้อนผลการประหยัดพลังงานที่ละเอียดมากขึ้น โดยเริ่มการใช้งานฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ กฟผ. ยังดำเนินโครงการโรงเรียนคาร์บอนต่ำลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ด้วยการให้ความรู้ และคำแนะนำ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า ทำให้เกิดการลดการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมลงกว่า 5% โดยในปี 2561 ได้คัดเลือกโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีศักยภาพมาดำเนินการนำร่อง เพื่อวางแนวทางต่อยอดให้เกิดการลดการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และพิสูจน์ผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับเป้าหมายในการลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงโครงการนำร่องตามมาตรการ EERS (2561–2565) จะอยู่ที่ 206 ล้านหน่วย ซึ่งจะมาจากมาตรการใน 3 ประเภทได้แก่ 1. มาตรการประเภทให้คำปรึกษา จำนวน 75 ล้านหน่วย 2. มาตรการประเภทใช้แรงจูงใจทางการเงิน จำนวน 105 ล้านหน่วย และ 3. มาตรการลักษณะภาพรวม จำนวน  26 ล้านหน่วย

คุณกฎชยุตม์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมการดำเนินงานโครงการนำร่องในปี 2561 ของ 3 การไฟฟ้า ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินงาน ก่อให้เกิดผลการประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ 11.824 ล้านหน่วยต่อปี โดยเกิดจากมาตรการให้คำปรึกษา 6.110 ล้านหน่วยต่อปี และมาตรการใช้แรงจูงใจทางการเงิน 5.714 ล้านหน่วยต่อปี ทั้งนี้ ผลของการดำเนินงานได้มีการตรวจวัด ประเมินผลโครงการต่าง ๆ ด้วยวิธีการที่มีมาตรฐาน และได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

ผลการดำเนินโครงการนำร่องในปี 2561 ในส่วนที่ กฟผ. ดำเนินการนั้น  ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย ด้านมาตรการให้คำปรึกษา ได้แก่ โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพพลังงานในสถานศึกษาร่วมกับ สพฐ., โครงการที่ปรึกษาด้านการจัดการพลังงาน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, งานที่ปรึกษาพลังงาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์, งานที่ปรึกษาพลังงาน บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด, งานที่ปรึกษาพลังงาน บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด, งานที่ปรึกษาพลังงานโรงแรม, งานที่ปรึกษาพลังงาน บริษัท พี.พี. แพ็คเกจ จำกัด และงานที่ปรึกษาพลังงาน ศูนย์การแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ

ด้านมาตรการใช้แรงจูงใจทางการเงิน ประกอบด้วย โครงการส่งเสริมการใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (RAC NAMA),โครงการที่ปรึกษาด้านการจัดการพลังงาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และงานที่ปรึกษาพลังงาน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน 7 แห่ง และด้านมาตรการลักษณะภาพรวม เป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อออกฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 Ranking หรือเบอร์ 5 ติดดาว

ส่วนทิศทางและแผนงานโครงการตามมาตรการ EERS ในปี 2562 กฟผ. ตั้งเป้าร่วมกับ 3 การไฟฟ้าให้เกิดการประหยัดไฟฟ้ากว่า 20 ล้านหน่วย โดย กฟผ. มี โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 Ranking หรือเบอร์ 5 ติดดาว เป็นโครงการหลักในการดำเนินงาน พร้อมการดำเนินการในโครงการต่าง ๆ ควบคู่กัน ได้แก่

มาตรการให้คำปรึกษา ประกอบด้วย 1. โครงการที่ปรึกษาพลังงาน โดยเชิญชวนลูกค้าทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ทั้งรายใหญ่และ  รายเล็ก (SME) เข้าร่วมโครงการ ตั้งเป้าการประหยัดพลังงานไฟฟ้า 5 ล้านหน่วยต่อปี และมีผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มเป็น 70 ราย

2. โครงการบ้านและอาคารเบอร์ 5 โดยดำเนินการนำร่องร่วมกับการเคหะแห่งชาติ ซึ่งจะมีแผนงานเปิดตัวบ้านเบอร์ 5 แห่งแรก ณ โครงการเคหะชุมชนบ่อวิน จังหวัดชลบุรี ตั้งเป้าผลการประหยัดพลังงานไฟฟ้า 1 แสนหน่วยต่อปี และส่งเสริมให้เกิดการติดฉลากเบอร์ 5 ไม่น้อยกว่า 5 โครงการ

3. โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพพลังงานในสถานศึกษา ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยสำรวจและตรวจวัดการใช้พลังงานของโรงเรียน ดำเนินการให้คำปรึกษาการจัดการพลังงาน จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานแก่นักเรียนและครู และจัดทำรายงานผลการประหยัดพลังงานและรายงานสรุปผลโครงการ โดยตั้งเป้าผลการประหยัดพลังงานไฟฟ้า 12,000 หน่วยต่อปี

4. โครงการโรงแรมประหยัดพลังงานร่วมกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยให้คำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรการที่สามารถลดการใช้พลังงาน ตรวจสอบข้อมูลการใช้ไฟฟ้า และวิเคราะห์ปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อจำนวนแขก เพื่อหาปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดได้ของแต่ละโรงแรม ตั้งเป้าผลการประหยัดพลังงานไฟฟ้า 1 ล้านหน่วยต่อปี

มาตรการใช้แรงจูงใจทางการเงิน ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RAC NAMA : Refrigeration and  Air Condition Nationally Appropriate Mitigation Actions) ส่งเสริมการออกแบบตู้เย็น ตู้แช่ ที่ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าผลการประหยัดพลังงานไฟฟ้า 3 แสนหน่วย ซึ่งโครงการนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุน จาก GIZ  2.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานภาคการเกษตร โดยมีทีมวิจัยเข้าสำรวจพื้นที่ติดตั้ง พร้อมตรวจวัดพลังงานก่อนและหลังการปรับปรุง ตั้งเป้าผลการประหยัดพลังงานไฟฟ้า 6.7 แสนหน่วย

มาตรการลักษณะภาพรวม ได้แก่ 1.โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 Ranking หรือเบอร์ 5 ติดดาว โดยร่วมกับผู้ประกอบการอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวน 21 ผลิตภัณฑ์ จัดทำมาตรฐานการประหยัดพลังงานที่สูงกว่าเดิม และแบ่งระดับเกณฑ์ประสิทธิภาพฉลากเบอร์ 5 ใหม่ ให้สะท้อนผลการประหยัดพลังงานที่ละเอียดมากขึ้น ซึ่งมีเป้าหมายประหยัดพลังงานไฟฟ้า 5 ล้านหน่วยต่อปี และ 2.โครงการเสื้อผ้าเบอร์ 5 โดยส่งเสริมการติดฉลากเบอร์ 5 กับเสื้อผ้าเบอร์ 5 รวมถึงรณรงค์ให้เกิดการใช้เสื้อผ้าเบอร์ 5 ต่อสาธารณชนและกลุ่มเป้าหมาย โดยมีเป้าหมายผลการประหยัดพลังงานไฟฟ้า 1.4 แสนหน่วย

“ในปี 2562 ตั้งเป้าไว้ว่าโครงการนำร่องตามมาตรการ EERS จะสามารถประหยัดไฟฟ้าได้กว่า 20 ล้านหน่วย ซึ่งแม้ปี 2561 มีผลการประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 11 ล้านหน่วย แต่ถือว่าเป็นปีเริ่มแรกที่เรา 3 การไฟฟ้าที่ได้เริ่มโครงการ อย่างน้อยการที่เราเริ่มลงมือก็มั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสนใจในเรื่องนี้ ช่วยให้เกิดการประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้เพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จาก การเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าก็มักจะคำนึงถึงว่าอุปกรณ์ไฟฟ้านั้นติดฉลากเบอร์ 5 รับรองคุณภาพการประหยัดไฟฟ้าหรือไม่ เริ่มตระหนักและใส่ใจที่จะปิดสวิทซ์ไฟแสงสว่างหรือปิดสวิทซ์เครื่องปรับอากาศก่อนออกจากห้องมากขึ้นกว่าเดิม

โดยส่วนตัวแล้วไม่อยากให้มองว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่อยากให้ทุกคนและหน่วยงานทุกภาคส่วน ช่วยกันประหยัดและใช้พลังงานไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวหรือหน่วยงานได้โดยตรงอีกด้วย กฟผ. เองถึงแม้ว่าจะเป็นหน่วยงานที่ผลิตไฟฟ้าและมีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟภ.และ กฟน.ก็ตาม แต่ กฟผ. ก็ต้องการให้คนไทยทุกคนใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัดและอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” คุณกฎชยุตม์ กล่าว

ส่วนการประชาสัมพันธ์โครงการให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง นอกเหนือจากที่หน่วยงาน กฟผ. ได้มีการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องแล้ว การจัดสัมมนาและทำเวิร์คช็อป ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ใช้ดำเนินการ รวมถึง ในบทบาทการเป็นที่ปรึกษา กฟผ. จะเข้าไปในแต่ละพื้นที่ โดยจะส่งทีมเข้าไปสำรวจในจุดที่สามารถเข้าไปช่วยเหลือให้คำปรึกษา แนะนำผู้ที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่สนใจให้ กฟผ. เป็นที่ปรึกษาพลังงาน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ กองส่งเสริมมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า อีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.