Biz Focus Industry Issue 081, October 2019

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

มิลลิเมดตั้งเป้าปี 62 รายได้พุ่ง 16%

มิลลิเมดคาดการณ์รายได้ปีนี้เติบโตเพิ่ม 16% จากปีที่ผ่านมา เดินหน้าสร้างโรงงานผลิตยาเสริมแกร่งธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศศักยภาพความสำเร็จด้วย 2 รางวัลเกียรติยศ IP Champion 2019 และ อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2019 บวกตอกย้ำ 19 ปีแห่งความมั่นคง ขึ้นแท่น TOP 5 บริษัทผู้ผลิตยาคุณภาพระดับสากลของประเทศ

ดร.ภก.ชาญณรงค์ เตชะอังกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลลิเมด จำกัด 

ดร.ภก.ชาญณรงค์ เตชะอังกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลลิเมด จำกัด กล่าวว่า ในปี 2562 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 2,030 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่ม 16% จากปี 2561 ที่มีรายได้กว่า 1,900 ล้านบาท โดยปัจจัยที่จะทำให้ตัวเลขเป็นไปตามเป้า ได้แก่ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ ยาคลายกล้ามเนื้อ (EXIB), ยาลดไขมันในเลือด (K-zuva), น้ำตาเทียม (Miltear), ยาหยอดตา, น้ำกลั่นและน้ำเกลือ เป็นต้น

โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ดังกล่าวได้เปิดตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และถือว่าได้รับผลการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะยาคลายกล้ามเนื้อ (EXIB) และน้ำตาเทียม (Miltear) ซึ่งในปัจจุบันบริษัทได้ผลิตยาคุณภาพส่งออกสู่ตลาดหลายรายการ โดยครอบคลุมกลุ่มยาทุกประเภท นอกจากนี้ ในอนาคตบริษัทพร้อมพัฒนาศักยภาพในทุกด้าน มุ่งค้นคว้าและวิจัยด้านการผลิตยาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้บริโภคและวงการแพทย์ในประเทศไทย

ด้านสัดส่วนรายได้ของบริษัท แบ่งออกเป็น 1.กลุ่มโรงพยาบาล 60% โดยผลิตภัณฑ์หลักคือกลุ่มยาเบาหวาน, ยาแคลเซียม, ยาลดคอเลสเตอรอลและยาข้อเข่า 2.ร้านขายยาทั่วไป 25% ผลิตภัณฑ์หลักคือกลุ่มยาลดกรดไหลย้อนและยาอมสมุนไพร 3.ส่งออก 12% และ 4.การรับจ้างผลิต 3% ซึ่งสัดส่วนในแต่ละปีจะไม่คงที่ ซึ่งจะปรับเปลี่ยนตามปริมาณออเดอร์ของลูกค้า

ส่วนความคืบหน้าในการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดเชียงราย ปัจจุบัน อยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างโรงงาน 3 สำหรับผลิตยาเม็ด งบลงทุน 300 ล้านบาท และโรงงาน 4 เพื่อผลิตยาฉีด งบลงทุน 300 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2563 ลำดับต่อมาในไตรมาส 4 ของปี 2562 บริษัทมีแผนที่จะก่อสร้างอาคารแลปปฏิบัติการ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2563 เช่นเดียวกัน โดยใช้งบลงทุน 200 ล้านบาท

รวมทั้ง บริษัทยังมีแผนที่จะก่อสร้างโรงงานสมุนไพรสกัด มูลค่าการลงทุน 350 ล้านบาท เพื่อรองรับกัญชาสกัด รวมทั้ง สมุนไพรทุกชนิด โดยจะดำเนินการในระบบปิด เพื่อควบคุมสิ่งแวดล้อมและควบคุมการใช้สารต่างๆ อีกทั้ง ยังมีเครื่องตรวจสารปนเปื้อนโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

 “ถ้าโรงงานสมุนไพรสกัดดำเนินการแล้วเสร็จ จะส่งผลให้มีการส่งออกเพิ่มมากขึ้นเพราะถือว่าเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก และแพทย์แผนปัจจุบันก็ยอมรับเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยทำให้บริษัทขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศด้านการทำโรงงานสมุนไพรสกัดแบบปิด เพราะในประเทศไทยมีบริษัทที่ทำระบบนี้ยังไม่มาก ขณะเดียวกัน หากภาครัฐส่งเสริมให้มีการทำสมุนไพรแบบสกัดมากขึ้น จะสามารถนำมาใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันได้”  ดร.ภก.ชาญณรงค์กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทได้สร้างโรงงานปลอดเชื้อ โดยได้นำเข้าเครื่องจักรอัตโนมัติ BFS (Blow Fill Seal) จากประเทศเยอรมนี เพื่อผลิตสินค้าใหม่กลุ่มน้ำตาเทียมและน้ำเกลือ มูลค่าการลงทุน 350 ล้านบาท ขณะนี้ การก่อสร้างและติดตั้งแล้วเสร็จ 100% พร้อมทั้งเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อย คาดว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะช่วยส่งเสริมให้มียอดขายเพิ่มขึ้น

ดร.ภก.ชาญณรงค์ กล่าวต่อถึงรางวัลเกียรติยศในปี 2562 ซึ่งนับเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในทุกๆ ด้านได้เป็นอย่างดี ว่า บริษัทได้รับรางวัล IP Champion 2019 จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อเดือน พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นรางวัลทรัพย์สินทางปัญญาดีเด่น สาขาเครื่องหมายการค้า (Trademark) จากผลิตภัณฑ์ Throatsil ยาอมฆ่าเชื้อโรคในปากและลำคอ

สำหรับปัจจัยหลักที่ทำให้ได้รับรางวัลดังกล่าว เนื่องจากบริษัทมีรายละเอียดเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน โดยจุดเริ่มต้นจากทีมผู้บริหารที่ได้มีโอกาสเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทราย และหาน้ำดื่มลำบาก จึงทำให้เกิดอาการเจ็บคอและกระหายน้ำ ดังนั้น เมื่อกลับมาที่เมืองไทยจึงได้คิดค้นสูตรยาอมเพื่อช่วยลดอาการเจ็บคอ กระหายน้ำและยังช่วยฆ่าเชื้อโรคในปากได้อีกด้วย โดยใช้ชื่อว่า Throatsil มาจากคำว่า Throat ที่แปลว่าลำคอ และคำว่า sil ในศัพท์ทางการแพทย์แปลว่าฆ่าเชื้อ

รวมไปถึง การออกแบบเครื่องหมายทางการค้าของผลิตภัณฑ์ Throatsil โดยบนซองบรรจุผลิตภัณฑ์จะมีตัวหนังสือสีแดงคำว่า To ซึ่งตัว T แทนลักษณะของลำคอ ส่วนตัว o แทนลักษณะของยาอม เมื่ออ่านรวมกันคือ To สามารถตีความได้สองความหมาย คือในภาษาไทยอ่านว่า โต ซึ่งหมายถึงการเจริญเติบโตของธุรกิจ แต่ในภาษาอังกฤษอ่านว่า ทู หมายถึงการส่งต่อหรือการมอบให้ นอกจากนี้ บนกล่องแบบเดิมจะมีรูปคนจูงอูฐกลางทะเลทราย โดยแรงบันดาลใจแรกที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์

สำหรับรางวัลที่ได้รับจะส่งผลดีต่อธุรกิจ โดยจะช่วยขยายฐานตลาดทั้งส่งออกและในประเทศให้กว้างมากขึ้น โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์ Throatsil มีสัดส่วนการส่งออกต่างประเทศ 65% กว่า 10 ประเทศทั่วโลก อาทิ เมียนมา, สปป.ลาว, กัมพูชา, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ฮ่องกง, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, คูเวต, กาตาร์ และประเทศจอร์เจีย เป็นต้น และวางจำหน่ายในประเทศ 35%

อีกทั้ง ยังส่งผลดีต่อองค์กรเช่นเดียวกัน โดยช่วยให้มีความตระหนักและรอบคอบในการส่งออกผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลอกเลียนแบบ ยิ่งไปกว่านั้น รางวัลนี้ยังสามารถนำมาโปรโมทเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กรอีกด้วย ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือและทำให้ผู้บริโภคเกิดความไว้วางไจมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ในปี 2562 ยังมีอีกหนึ่งรางวัลที่บริษัทได้รับ ได้แก่ อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2019 ซึ่งได้รับมอบเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 และเป็นรางวัลที่ได้รับติดต่อกัน 2 ปี โดยเกณฑ์ในการคัดเลือก คือ บริษัทที่ผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ อีกทั้ง ยังมีคุณธรรม จริยธรรมและทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม โดยโรงงานที่ได้รับคือโรงงานผลิตยาพระประแดง ซึ่งมอบให้ในนามบริษัท มิลลิเมด จำกัด

โดยรางวัลดังกล่าวถือเป็นรางวัลที่ดีและสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กร อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำว่าโรงงานผลิตยาของบริษัทมีคุณภาพ รวมทั้งยังส่งผลดีต่อการทำธุรกิจกับหน่วยงานราชการภายในประเทศหรือผู้ประกอบการต่างประเทศอีกด้วย

ดร.ภก.ชาญณรงค์ กล่าวต่อว่า ในปีนี้ บริษัทครบรอบ 19 ปี ซึ่งเปรียบเสมือนกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น โดยมีความแข็งแกร่งและจะเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ภาพลักษณ์ของบริษัทเป็นไปในทิศทางที่ดีมาโดยตลอด  ซึ่งในปัจจุบันมิลลิเมดถือว่าเป็นบริษัทผู้ผลิตยาติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ อีกทั้ง ยังเป็นบริษัทที่เน้นในเรื่องของคุณภาพ ตามสโลแกน “Good Quality Good Health  คุณภาพยา คุณภาพชีวิต”

 “ตลอดระยะเวลา 19 ปีในการดำเนินธุรกิจ เรามีความพึงพอใจกับการเติบโตขององค์กร ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่ว่า ในปี พ.ศ. 2568 เราจะเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในเวชภัณฑ์ยาของประเทศไทย จากปัจจุบันที่ติด 1 ใน 5 ของประเทศ

ทุกครั้งที่ตนเข้าโรงงาน จะเน้นย้ำกับพนักงานอยู่เสมอว่า เราโชคดีที่ได้มาทำงานบริษัทยา เพราะถ้าผลิตยาที่มีคุณภาพออกมา เปรียบเสมือนว่ากำลังได้ช่วยเหลือคนไข้ แต่ถ้าพนักงานไม่มีวินัย ผลิตยาที่ไม่มีคุณภาพเท่ากับว่ากำลังทำบาป เพราะฉะนั้น การผลิตยาจึงต้องยึดระเบียบวินัยเพื่อให้ยาที่ผลิตออกมามีคุณภาพอยู่ตลอดเวลา

รวมไปถึง ราคาที่จะต้องมีความเหมาะสมด้วยเช่นกัน เพื่อช่วยให้คนไข้ทุกคนสามารถเข้าถึงการใช้ยา เพราะถ้าคนไข้เข้าไม่ถึงยา ถือว่าไม่มีประโยชน์ นอกจากนี้ เรายังเป็นบริษัทที่มีการพัฒนาอยู่ตลอด จึงทำให้มีผลิตภัณฑ์คุณภาพออกมาสู่ตลาดอยู่เสมอ” ดร.ภก.ชาญณรงค์กล่าว

ดร.ภก.ชาญณรงค์ กล่าวในตอนท้ายว่า โรงงานผลิตยาของบริษัททุกแห่งได้รับการรับรองมาตรฐาน PIC/S จึงทำให้สามารถส่งออกไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปัจจุบันต่างชาติมองว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียที่น่าสนใจมาลงทุนจ้างผลิตคือ ประเทศไทยและเวียดนาม ถึงแม้ว่าค่าแรงของไทยจะแพงกว่าเวียดนาม อย่างไรก็ตามประเทศไทยถือว่าได้เปรียบมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในเรื่องการผลิตยาที่มีคุณภาพ หรือเป็นศูนย์กลางของเอเชีย จึงทำให้มีความสะดวกในการลงทุนเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมแผนเพื่อรองรับการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ด้วยการสร้างโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรฐานสากล ส่วนโรงงานเดิมจะพัฒนาปรับปรุงตามมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพอยู่เสมอและทำให้บริษัทดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนตลอดไป