01Top_HachiEng

Biz Focus Industry Issue 096, January 2021

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

ไทยยูเนี่ยน เปิดศักราชใหม่ ลุยแผนธุรกิจปี 64 ย้ำความแกร่งผู้นำด้านอาหารทะเลระดับโลก

ไทยยูเนี่ยน (TU) บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการอาหารทะเลระดับโลก ประกาศแผนการดำเนินธุรกิจปี 2564 ยังต่อเนื่องจากปีก่อน (2563) หลังรับอานิสงส์โควิด-19 ทำยอดขายพุ่ง ธีรพงศ์ จันศิริ CEO ผู้ทรงอิทธิพลอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก เตรียมทุ่มงบ รุดหน้าลงทุนธุรกิจกลุ่ม Ingredients ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่หลากหลายในอนาคต

คุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU

คุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กล่าวว่า ปี 2563 เป็นปีที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นไปในทางที่ดี โดยการเติบโตในรอบ 9 เดือน บริษัทมียอดขายอยู่ที่ 98,938 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% เมื่อเทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2562 เนื่องจากยอดขายฝั่งอเมริกาเพิ่มขึ้น 27% และยุโรปเพิ่มขึ้น 7% ขณะที่ยอดขายในประเทศไทยลดลงเหลือ 10% จากเดิม 12% ส่วนกำไรขั้นต้นหรือ Gross Profit ของ 9 เดือนแรกอยู่ที่ 17,395 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17.4%  และมี Gross Margin อยู่ที่ 17.6%

อย่างไรก็ตามในไตรมาส 3/2563 ถือเป็นปีที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งยอดขายของบริษัทอยู่ที่ 34,784 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า โดยกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 2,056 ล้านบาท มากกว่าปีก่อนหน้า 49.7% โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นนี้แบ่งเป็น ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องมียอดขาย 16,259 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% ธุรกิจอาหารแช่แข็งและธุรกิจที่เกี่ยวข้องมียอดขายเพิ่มขึ้น 4.7% อยู่ที่ 13,370 ล้านบาท และธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่ามียอดขายเพิ่มขึ้น 12% อยู่ที่ 5,155 ล้านบาท

“กำไรของเราเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ปีนี้จึงถือเป็นปีที่ดีทีเดียว เพราะในรอบ 5 ปีมานี้เราแทบจะไม่โตเลย ต้องบอกว่าในแง่ของความต้องการสินค้า สถานการณ์โควิด-19 ก็ช่วยให้เกิดความต้องการที่มากขึ้น โดยเฉพาะอาหารทะเลกระป๋อง เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม เกิดเทรนด์การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น ผู้บริโภคหันมาทำอาหารทานที่บ้าน และมีการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และอาหารที่เก็บได้นาน รวมถึงในอาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากผู้คนทั่วโลกใช้เวลาอยู่บ้านมากกว่าเดิม ทำให้หันมาสนใจสัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัขและแมวมากขึ้น จึงส่งผลให้ยอดขายประจำไตรมาสที่ 3/2563 เพิ่มสูงขึ้นด้วย” คุณธีรพงศ์กล่าว

คุณธีรพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2563 ยังคงอยู่ระดับเดียวกันกับ 9 เดือนแรกในปี 2563 เพียงแต่ในแง่ของซีซั่นอาจเป็นไตรมาสที่ต่ำสุด เนื่องจากฝั่งอเมริกาและยุโรป การขายอาจจะชะลอ ในขณะที่การส่งออกประเทศไทยจะเป็นไตรมาสที่แข็งแรง ดังนั้นในไตรมาส 4/2563 ยังเป็นการเติบโตต่อเนื่อง และยังมีความสามารถในการทำกำไรที่ดี

นอกจากนี้ ในแผนการดำเนินงานที่บริษัทพยายามทำมาอย่างต่อเนื่องคือเรื่องของการลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เน้นการลงทุนด้านเทคโนโลยี เครื่องออโตเมชั่นต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการดูเรื่องของกระแสเงินสด การจัดการ Supply Chain เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี ทั้งยังมีการดูแลและจัดการในธุรกิจที่ไม่ทำกำไรของบริษัทให้ลดลงด้วย โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้ผลประกอบการของไทยยูเนี่ยนดีขึ้นเช่นกัน

คุณธีรพงศ์ กล่าวว่า ในปี 2564 นี้ บริษัทมองว่าสถานการณ์โควิด-19 ยังคงอยู่ในปีนี้ทั้งปี ฉะนั้นแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทจะเป็นการนำแผนกลยุทธ์ของปี 2563 มาใช้ต่อเนื่อง โดยจะระมัดระวังในเรื่องของการลงทุน การใช้จ่ายให้ต่ำที่สุด ซึ่งจะเป็นการเน้นในเรื่องของกระแสเงินสดเช่นเดิม แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทจะมุ่งการลงทุนในเรื่องธุรกิจหลัก ออโตเมชั่น การลดต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วย

สำหรับการลงทุนใหม่ บริษัทจะลงทุนในธุรกิจที่เราให้ความสำคัญ และความสนใจ คือในเรื่องของ Ingredients ที่ปัจจุบันได้ดำเนินการผลิตในเรื่องของทูน่าออย ซึ่งก่อนนี้ได้มีการจัดตั้งโรงงานสกัดน้ำมันในประเทศไทย และโรงงานกลั่นบริสุทธิ์ที่ประเทศเยอรมัน สำหรับโครงการใหม่ในปี 2564 นี้ จะเป็นการต่อยอดหลังจากการลงทุนในทูน่าออย คือการเปิดโรงงานผลิตโปรตีนไฮโดรไลเซท ซึ่งจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์อย่างคอลลาเจนเปปไทด์

โดยบริษัทได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร ในการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานผลิตโปรตีนไฮโดรไลเซทที่ประเทศไทย ในวงเงินการลงทุน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงจะมีการลงทุนในส่วนของการผลิตอาหารสำเร็จรูป ในวงเงิน 1 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้ จะเป็นการลงทุนที่นอกเหนือจากงบลงทุนปกติ เนื่องจากบริษัทต้องการที่จะสนับสนุนมาตรการและนโยบายของภาครัฐ นอกจากนี้บริษัทยังได้มีการอนุมัติการสร้างห้องเย็นใหม่เพิ่มขึ้น ที่ประเทศกานา วงเงินประมาณ 10 ล้านเหรียญสหรัฐด้วย

“งบลงทุนในปัจจุบัน โดยปกติแล้วเราจะปรับขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 4.2-4.5 พันล้านบาท แต่หลังจากปี 2563 เราได้มีการตัดงบลงไปอยู่ที่ระดับ 3.7 พันล้านบาท จากตอนแรกที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะลงทุนที่ 4.9 พันล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ของโควิด-19 ในหลายประเทศ ทำให้เดินทางไม่ได้ แต่ในปี 2564 บริษัทจะกลับมาลงทุนอย่างเต็มที่ โดยได้ตั้งงบลงทุนรวมไว้กว่า 6 พันล้าน ซึ่งถือว่ามากที่สุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาแล้ว เพราะว่าที่ผ่านมา เราเน้นในเรื่องการจัดการภายในมากกว่า แต่ ณ วันนี้ เราคิดว่าไทยยูเนี่ยนมีความพร้อมที่จะดูในเรื่องการลงทุนใหม่ๆ แล้ว” คุณธีรพงศ์กล่าว

คุณธีรพงศ์ กล่าวว่า ในปี 2564 นี้ ผลการดำเนินธุรกิจของบริษัทคาดว่าจะยังเป็นบวก ซึ่งบริษัทไม่ได้หวังการเติบโตด้าน Top Line แต่บริษัทมีมุมมองที่ต้องการเน้นความสามารถในการทำกำไรให้เติบโตในระดับ Single Digit หรือเทียบเท่ากับปี 2563 ประมาณ 5% เพราะคาดว่าสถานการณ์โควิด-19 นั้น ยังเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญในปีนี้ โดยไทยยูเนี่ยนเองได้มีมาตรการต่างๆ และทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่องเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก ซึ่งบริษัทรู้สึกยินดีที่ผู้บริโภคยังคงเชื่อมั่นและให้การตอบรับแบรนด์ต่างๆ ของเราที่มีอยู่ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

คุณธีรพงศ์ กล่าวถึงการนำนวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินธุรกิจด้วยว่า นวัตกรรมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากต่อทุกธุรกิจ รวมถึงธุรกิจของไทยยูเนี่ยน ที่บริษัทมีความตั้งใจที่จะนำเอาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้มากขึ้น โดยเราได้มีการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมของของไทยยูเนี่ยน เพื่อใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และพัฒนากระบวนการผลิต ให้นำไปสู่สินค้าใหม่ๆ ในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้มีการพัฒนาในเรื่องของทูน่าออย โดยการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังนำนวัตกรรมให้มีบทบาทสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนด้วย อย่างการใช้ภาชนะบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับวิสัยทัศน์ในการบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ คุณธีรพงศ์ กล่าวว่า บริษัทต้องการที่จะเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งเรามีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน คือต้องการดูแลและปฏิบัติต่อพนักงาน หรือแรงงานอย่างถูกต้อง รวมถึงดูแลทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ให้มีความยั่งยืนต่อเนื่องไปสู่ลูกหลานในอนาคต และด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าวนี้ ทำให้บริษัทมีมาตรการต่างๆ ที่ออกมาค่อนข้างชัดเจน และเป็นรูปธรรมในเรื่องของการปฏิบัติต่อแรงงาน พนักงงาน ซึ่งไม่เพียงเฉพาะภายในบริษัทเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ประกอบการหรือคู่ค้า ที่ต้องปฏิบัติด้านนี้อย่างถูกต้อง

ส่วนความยั่งยืน บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องของการดูแลทรัพยากร ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ในโลกจะอยู่อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องของวัตถุดิบ การทำประมงที่ถูกต้อง การปฏิบัติต่อแรงงาน และรวมถึงเรื่องของสภาวะโลกร้อนด้วย

“สุดท้ายนี้ ในการดำเนินธุรกิจผมคิดว่าผู้ประกอบการปัจจุบัน จะต้องตระหนักถึงความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น และต้องตระหนักถึงเรื่องของความเสี่ยงในทุกๆ มิติ ผู้ประกอบการทุกคนจะต้องพยายามเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของบริษัทให้พร้อมเสมอ เพื่อรองรับวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของสถานะการเงิน ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้ ซึ่งสำหรับไทยยูเนี่ยนก็จะคงดำเนินธุรกิจโดยรักษาระดับกระแสเงินสดไว้เช่นกัน โดยจะพิจารณาโอกาสต่างๆ ที่เข้ามา และบริหารจัดการสายการผลิตของเราโดยเน้นย้ำเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อที่จะสามารถผลิตสินค้าคุณภาพให้กับผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง” คุณธีรพงศ์กล่าวทิ้งทาย

Page Visitor

028518803
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
12614
60871
192450
1505616
1699103
28518803
Your IP: 3.238.95.208
2021-09-29 05:06