BEAUTY ตั้งเป้ารายได้ปีนี้พุ่ง บวกลุยขยายสาขาทั้งในและ ตปท.

BEAUTY  ตั้งเป้ารายได้ปีนี้พุ่ง บวกลุยขยายสาขาทั้งในและ ตปท.

BEAUTY เผยแผนปี 60 มั่นใจธุรกิจเครื่องสำอางขยายตัว เล็งเป้ารายได้ปีนี้ทะลุ 3.1 ลบ. หรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% พร้อมเตรียมทุ่มงบ 160 ลบ. เปิดสาขาเพิ่มทั้งใน-ต่างประเทศ และพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กร

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ BEAUTY ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ที่ผ่านมาถือว่ามีรายได้เป็นไปตามเป้าที่ได้ตั้งไว้ และในปี 2560 บริษัทยังคงตั้งเป้าเติบโตมากกว่า 20% หรือมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 3,100 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมที่ใช้งบลงทุน 160 ล้านบาท ในการลงทุนเปิดสาขาใหม่จำนวน 110 ล้านบาท และนำไปใช้ในโครงสร้างพื้นฐานในองค์กร จำนวน 50 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างยอดขายและปรับปรุงอาคารสำนักงานแห่งเดิมและแห่งใหม่ให้เป็น Happy Work Place รองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต

สำหรับงบลงทุนในการเปิดสาขาใหม่ บริษัทมีแผนขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ แบ่งเป็นในประเทศ เพิ่มสาขา BEAUTY BUFFET จำนวน 30 สาขา BEAUTY COTTAGE จำนวน 15 สาขา และ BEAUTY MARKET จำนวน 5 สาขา จากปัจจุบันที่มีสาขารวม 332 สาขา (จำนวนรวมสาขา ณ สิ้นปี 2559)

ส่วนแผนขยายสาขาในต่างประเทศจะเป็นรูปแบบ Independent shop จำนวน 14 สาขา โดยกระจายอยู่ในกลุ่มประเทศ CLMV คือ ประเทศกัมพูชา จำนวน 2 สาขา, สปป.ลาว 1 สาขา, เมียนมา จำนวน 1 สาขา และเวียดนาม จำนวน 10 สาขา จากปัจจุบัน 40 สาขา สำหรับรูปแบบ Shop in Shop ปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่ายแล้วทั้งหมด 3 ประเทศ อินโดนีเซีย 19 สาขา ฮ่องกง 100 สาขา ไต้หวัน 19 สาขา

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนในการขยายช่องทางการจำหน่ายอื่นๆ โดยจะมุ่งเน้นการขยายผ่าน Modern Trade ร้านสะดวกซื้อ และอีคอมเมิร์ซแบบเต็มรูปแบบ ดังนั้น บริษัทจึงวางเป้าหมายที่จะรุกตลาดออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในส่วนของการสั่งซื้อและช่องทางการชำระเงินแบบออนไลน์ ทั้งนี้คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยผลักดันให้บริษัทมีรายได้เติบโตก้าวกระโดด

ด้านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในองค์กรที่จะเน้นการพัฒนาในทุกส่วนที่เป็น Key Driver ขององค์กรเพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืน โดยจะมีการพัฒนาบุคลากรทั้งในส่วนของสำนักงานและหน้าร้านให้มีความรู้ความสามารถในงานเพิ่มมากขึ้น และเติมเต็มบุคลากรเพื่อรองรับการเติบโต การลงทุน และพัฒนาเครื่องมือสำหรับการนำ Data และ Information  มาใช้เพื่อให้เกิดความได้เปรียบสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ

ตลอดจนการกำหนดนโยบายที่จะให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการขายมากขึ้น เพื่อช่วยสร้างยอดขายและทำให้เกิด Brand Loyalty ไปพร้อมกัน รวมทั้งการวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้น Innovation และตามเทรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ด้วยการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีช่องทางที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ  จึงเป็นข้อดีที่จะทำให้เกิด Brand Loyalty เพิ่มมากขึ้น

ด้านแนวโน้มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวในปีนี้คาดว่ายังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยกระแสของผู้บริโภคที่เริ่มหันมาสนใจในเรื่องของ Health & Beauty เพิ่มมากขึ้น และหลายผู้ประกอบการยังคงเน้นการทำตลาดแบบเดิม อาทิ เครื่องสำอางแบบ 2in1 หรือ 3in1 เป็นต้น อีกทั้ง เทรนด์การใช้ Natural Product เริ่มได้รับกระแสนิยมเพิ่มมากตามไปด้วย

นายแพทย์สุวิน กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากถึงลูกค้าและผู้ถือหุ้นว่า บริษัทมีหลากหลายแบรนด์ที่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ซึ่งด้วยนโยบายในการจำหน่ายสินค้าที่มองในมุมของผู้ซื้อและประโยชน์ที่จะได้รับ จึงจะทำให้สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างแน่นอน รวมทั้ง บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรและผู้ถือหุ้นเกิดการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน