JSP เดินหน้าโปรเจค J Villa

JSP ปลื้ม โครงการ J Villa กระแสตอบรับดี ปิดการขาย 100% ชูจุดเด่นบ้านฟังก์ชั่นใหม่ สไตล์บ้านเดี่ยว ตอบรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว ด้านนโยบายโครงการต่อเนื่อง มุ่งเน้นเจาะตลาดอาคารพาณิชย์ บ้านฟังก์ชั่นใหม่ ราคาต่ำกว่า 5 ลบ. พร้อมวางเป้าการเติบโตเพิ่มไม่ต่ำกว่า 20% ปี คาดปีนี้มียอดโอนพุ่ง 5,000 ลบ.เพิ่มจากปีที่ผ่านมา 2,000 ลบ

คุณวราภรณ์ บุญสมาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและโอน บริษัท เจ.เอส.พี แอสพลัส จำกัด ในเครือบริษัท เจ.เอส.พี. พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดเผยรายละเอียดโครงการเจ วิลล่า สุขุมวิท-แพรกษา  (J Villa) ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการ JSP CITY ว่า โครงการดังกล่าวเป็นบ้านฟังก์ชั่นใหม่ สไตล์บ้านเดี่ยว จำนวน 139 Units มูลค่าโครงการ 470 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.29 ล้านบาท โดยได้เปิดตัวเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา

สำหรับจุดเด่นของโครงการคือ รูปแบบบ้านที่เป็นฟังก์ชั่นบ้านเดี่ยว ห้องขนาดใหญ่  4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และจอดรถได้ 2 คัน โดยที่ชั้นล่างมีห้องนอนขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นห้องรับรอง หรือห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุได้ ส่วนชั้นบน มี 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ประกอบด้วย Master Bedroom เป็นห้องขนาดใหญ่และมีห้องน้ำในตัว รวมถึงความสูง Floor to Ceiling ที่สูงถึง 3 เมตร ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นของบ้าน พรีเมี่ยมที่ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป

ทั้งนี้ นอกจากฟังก์ชั่นใหญ่ รูปแบบการดีไซน์ สไตล์โมเดิล (Modern Style) ที่ดูทันสมัยตลอดเวลาแล้ว โครงการยังมีจุดเด่นเรื่องราคา หรือ Best Price  ซึ่งโครงการ J Villa ไม่ใช่บ้านราคาถูก แต่เป็นบ้านที่ราคาคุ้มค่า และจับต้องได้ หรือกล่าวได้ว่าจุดขายของโครงการ JSP ได้แก่ 1. Good Function 2. Modern Style และ 3. Best Price

“โครงการนี้เราเปิดขายเฟสแรกเพียงแค่ 2 วัน เมื่อวันที่ 17-18 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา ทำการตลาดเพียงแค่ 2 สัปดาห์ มีลูกค้ามาแวะเยี่ยมชมโครงการกว่า 100 คน ทำยอดจองได้กว่า 100 ล้านบาท หรือหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของโครงการที่เปิดขาย ซึ่งเราเปิดโซนแรก 30 แปลง และขายได้ 29 แปลง ซึ่งถือว่าขายได้ 100% เพราะอีกหนึ่ง 1 แปลงที่เหลือก็ขายไปแล้วเช่นกัน โดยจะเริ่มโอนบ้านให้แก่ลูกค้าในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ และจะเริ่มก่อสร้างในเฟสสองต่อไป คาดว่าจะก่อสร้างทั้งหมดแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้” คุณวราภรณ์กล่าว

คุณวราภรณ์ กล่าวต่อถึงโครงการในอนาคตที่ตั้งอยู่ภายโครงการ JSP CITY ที่นอกเหนือจากโครงการเจ วิลล่าว่า ประกอบด้วย J Town และ J Biz  ซึ่ง J Town เป็นทาวน์โฮม 1 ที่จอดรถ และในเดือนมีนาคมจะขายหมดแล้ว ในไตรมาส 2 จะเปิดตัวโครงการ J Town  เฟส 2 อีก 1 โครงการ โดยโครงการนี้มีประมาณ 350 Units มูลค่าโครงการ 660 ล้านบาท และอีก 1 โครงการในอนาคตจะเป็นตลาดฟิน ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ติดริมถนน มีที่จอดรถรองรับได้ถึง 200 คัน บริหารโดยบริษัทในเครือ เพื่อรองรับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมบางปู รวมถึงลูกค้าบ้านเอื้ออาทรฝั่งตรงข้าม และลูกค้าชุมชนในย่านนี้

ด้านนโยบายโครงการต่อเนื่อง จะมุ่งเน้นไปยังตลาดอาคารพาณิชย์ บ้านฟังก์ชั่นใหม่ ราคาต่ำกว่า 5 ล้าน ทาวน์เฮาส์ระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท โดยบริษัทมีฐานลูกค้าค่อนข้างกว้าง และโอกาสในการเติบโตยังมีอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นราคาที่ลูกค้าจับต้องได้และคุ้มค่า

ส่วนเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ บริษัทตั้งเป้าอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี โดยในปี 2559 ที่ผ่านมามียอดโอน 3,000 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ ตั้งเป้าไว้ที่ 5,000 ล้านบาท โดยเน้นจับตลาดแบบ Mix-Use ซึ่งเป็นตลาดที่อยู่อาศัยที่มีเซกเมนต์ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ประกอบไปด้วย อาคารพาณิชย์ บ้านเดี่ยว บ้านฟังก์ชั่น และทาวน์โฮม รวมถึงกลยุทธ์เน้นการขยายโครงการจาก 7 ทำเล เพิ่มเป็น  17ทำเล ด้วยการใช้ “Brand J Series”

คุณวราภรณ์ กล่าวต่อถึงสถานการณ์ในปัจจุบันที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจว่า ตลาดที่มีราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทของบริษัทได้ผลกระทบอยู่บ้างในระดับหนึ่ง ซึ่งบริษัทมองว่าปัญหาและอุปสรรคมันน่าทรงตัวอยู่ในระดับนี้และไม่น่าจะขยายอีกแล้ว เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของรัฐบาล คาดว่าอัตราการเติบโตอยู่ที่ 3.5-4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีความมั่นใจว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับความต้องการตลาดบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทมีขนาดใหญ่ ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับข้อเสนอแนะที่อยากจะฝากถึงภาครัฐคือ อยากให้นำนโยบายที่เคยนำมาใช้แล้วประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น 1. การลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% เพื่อเร่งให้เกิดการค้าขาย และทำนิติกรรมมากขึ้น 2. ลดค่าจดจำนอง จาก 1% เหลือ 0.01% โดยทั้ง 2 มาตรการเป็นการสนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้มีการขยายตัวมากยิ่งขึ้น อีกทั้งจะเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและจะช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น