ซีฟโก้ประกาศแผนธุรกิจปี 60

ซีฟโก้เปิดแผนการดำเนินงานปี 60 เล็งปักหมุดเพิ่มสาขาที่ประเทศกัมพูชา บวกเตรียมนำเข้าเครื่องจักรใหม่จากต่างประเทศ มูลค่าการลงทุน 50 ลบ. รองรับงานที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต พร้อมวางเป้าหมายการเติบโตเพิ่มจากปีที่ผ่านมา 5-10%

คุณณรงค์ ทัศนนิพนธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานรากฐานและงานโยธาทั่วไป เปิดเผยว่าในปี 2560 บริษัทมีแผนที่จะขยายการลงทุน โดยจะเพิ่มสาขาที่ประเทศกัมพูชาร่วมกับพาร์ทเนอร์กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย เพื่อเป็นการกระจายการลงทุนและลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนสามารถเพิ่มโอกาสในการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นคง

“ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการลงทุนขยายสาขาเพิ่มในประเทศเมียนมามาแล้วประมาณ 3 ปี ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าในประเทศดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในปีนี้เราจึงคาดว่าจะไปลงทุนขยายสาขาเพิ่มในประเทศกัมพูชา โดยเรามองว่าการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบโครงสร้างพื้นฐาน หรือการก่อสร้างอาคารสูงในประเทศกัมพูชามีแนวโน้มที่จะขยายตัวและเติบโตเพิ่มมากขึ้น

ส่วนวัตถุประสงค์ที่ร่วมลงทุนกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นคนไทยด้วยกัน เราได้เล็งเห็นว่าจะทำให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่ง และเติบโตอย่างมั่นคง อีกทั้งยังมีระบบทำงานที่คล่องตัวทำให้ร่วมงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณณรงค์กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มเครื่องจักรใหม่จากต่างประเทศในช่วงกลางปี โดยใช้งบประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาที่มีการดำเนินการเพิ่มเครื่องจักรในการทำงานมาแล้วส่วนหนึ่ง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการทำงานให้มีความคล่องตัวและรองรับปริมาณงานที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีผลประกอบการเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

 “สืบเนื่องจากปีที่ผ่านมาเรามีการเพิ่มเครื่องจักรไปประมาณ 10 กว่าชุด และในปีนี้คาดว่าจะมีการลงทุนในส่วนดังกล่าวเพิ่มอีกประมาณ 1-2 ชุด โดยการนำเข้าเครื่องจักรมาจากต่างประเทศ เราไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องนำเขามาจากประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป แต่อาจจะเป็นการนำเข้ามาจากผู้ผลิตที่อยู่ในทวีปเอเชีย เนื่องจากเรามีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องทุกประเภทเป็นอย่างดี ทั้งนี้ เราจะพิจารณาถึงความเหมาะสมของสถานการณ์ในตลาด ก่อนที่จะดำเนินการลงทุนเพิ่มในส่วนของเครื่องจักรใหม่ต่อไป” คุณณรงค์กล่าว

คุณณรงค์ กล่าวต่อถึงการก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ว่า ตนมองว่าบริษัทมีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 เป็นอย่างดี เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทได้ทำการพัฒนางานตอกเสาเข็มมาอย่างยาวนาน โดยมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในงานฐานรากให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การนำนวัตกรรมรูปแบบงานตอกเสาเข็มมาใช้ในการก่อสร้าง ให้สามารถรองรับน้ำหนักและความสูงของอาคารได้เพิ่มมากขึ้นในที่ดินที่มีพื้นที่จำกัดเป็นรายแรกๆ ของประเทศไทย เป็นต้น

นอกจากนี้ ตนยังได้เรียบเรียงบทความและทำงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนางานตอกเสาเข็มและงานฐานราก นำไปเผยแพร่เป็นองค์ความรู้ให้กับนิสิตนักศึกษาและผู้ประกอบการรายอื่น จนได้รับพระราชทานปริญญา วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา

สำหรับแนวโน้มของธุรกิจใน 2560 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 5-10% จากปี 2559 (จากรายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 3/2559 มีรายได้ 1,300 ล้านบาท) โดยปัจจุบันบริษัทมี Backlog จำนวน 1,500 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าเป้าการเติบโตดังกล่าวจะเป็นไปได้อย่างแน่นอน เนื่องจากจะได้รับปัจจัยบวกจากภาคเอกชนและรัฐบาลที่มีเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ

ด้านกลยุทธ์ในการทำการตลาด บริษัทได้วางแผนในการดำเนินการไว้ ดังนี้  1.บริษัทจะใช้จุดแข็งในการเป็นผู้ประกอบการที่พร้อมก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 เป็นตัวชูโรงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเลือกใช้บริการ 2.บริษัทจะมุ่งมั่นในการพัฒนาเครื่องจักร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และ 3.บริษัทจะดำเนินธุรกิจที่ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม

“ที่ผ่านมาเราได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดีในทุกพื้นที่ที่เราได้ไปทำงาน อีกทั้งเรายังได้สับเปลี่ยนและหมุนเวียนเครื่องจักรรุ่นใหม่ๆ มาใช้ ซึ่งทำให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบกับเมื่อเราได้ไปทำงานในพื้นที่ต่างๆ เรายังดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่อยู่บริเวณโดยรอบไซต์งานมาอย่างสม่ำเสมอ เช่น การส่งทีมมวลชนสัมพันธ์เข้าไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และสอบถามถึงปัญหาหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชน เป็นต้น” คุณณรงค์กล่าว

สำหรับจุดเด่นของบริษัทที่ทำให้ลูกค้ามอบความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน คือ บริษัทเป็นผู้รับเหมาที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเสาเข็มเจาะ และงานกำแพงกันดินระบบไดอาแฟรมวอลล์รายแรกในประเทศไทย ที่มีผลงานมากมายด้วยประสบการณ์ในการทำงานที่ยาวนานกว่า 40 ปี  อีกทั้งยังมีการดำเนินการด้านการวิเคราะห์ วิจัย และพัฒนารูปแบบในการทำงานให้มีความทันสัมยอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนี้ บริษัทยังได้นำหลักธรรมะเข้ามาประยุกต์ใช้ภายในองค์กรเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ผู้บริหารทุกคนตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจที่มีคุณธรรมอีกด้วย