ฮาบิแทท กรุ๊ป ผุด “Cross To Pattaya Oceanphere”

ฮาบิแทท กรุ๊ป ประเดิมโครงการแรก “Cross To Pattaya Oceanphere” พูลวิลล่าสุดหรูริมชายหาด มูลค่าโครงการกว่า 800 ลบ. การันตีผลตอบแทนสูง มั่นใจยอดขายสวนกระแสเศรษฐกิจ

คุณชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด หนึ่งในนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพดีชั้นนำของประเทศไทยสำหรับตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงระดับพรีเมี่ยม กล่าวว่า บริษัทเปิดตัวโครงการ Cross To Pattaya Oceanphere (ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์) พูลวิลล่า ตากอากาศสุดหรูพร้อมอยู่สไตล์ โมเดิร์น ลักซ์ชัวรี่ รีสอร์ท มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท

โดยวิลล่าในโครงการออกแบบทิศทางของอาคารให้ทุกยูนิตสามารถรับลมจากฝั่งทะเล และมีความเป็นส่วนตัว โดยยกระดับของบ้านให้ลดหลั่น นอกจากนี้ยังมีการให้บริการเต็มรูปแบบเสมือนอยู่ บูทีค รีสอร์ทภายใต้แบรนด์ ครอสทู สำหรับกลุ่มเป้าหมายเป็นการซื้อเพื่อลงทุน 100% ตั้งเป้าปิดยอดขายได้ทั้งหมดภายในปี 2561

โครงการ X2 Pattaya Oceanpher ตั้งอยู่ในซอยนาจอมเทียน 56 ห่างจากพัทยาตอนใต้เพียง 500 เมตร โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1 ห้องนอน ขนาด 138.5–193.5 ตร.ม. และ 2 ห้องนอน 201.5-267 ตร.ม. โดยทุกยูนิตมีสระว่ายน้ำและสวนส่วนตัว ตกแต่งแบบ Fully Furnished ทั้งหลังพร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบพิเศษ เช่น บันไดวนในบ้านแบบ 2 ห้องนอนที่ดีไซน์ให้เข้ากับสไตล์โมเดิร์น ลักซ์ชัวรี่และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุด

สำหรับ โครงการในปีที่ผ่านมาแม้สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่นิ่ง แต่จากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวน 2 โครงการ เป็นโครงการที่เปิดมาก่อนในปี 2558 จำนวน 1 โครงการ คือ คอนโดมิเนียม X2 Vibe Pattaya SeaPhere (ครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์) ซอยนาจอมเทียน 32 มูลค่าโครงการ 300 ล้านบาท ซึ่งปรากฏว่าขายได้หมดแล้ว 100% โดยกลุ่มผู้ซื้อ 80% เป็นคนไทยที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน อีก 20% เป็นลูกค้าต่างชาติที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในพัทยา เช่น ลูกค้าสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน เป็นต้น

ส่วน Best Western Premier BayPhere Pattaya (เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา) คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ติดชายหาด บนทำเลซอยนาจอมเทียน 18 มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท พรีเซลล์ไปเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมค่อนข้างชะลอตัว โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ในปีที่ผ่านมา แต่พบว่ากลุ่มลูกค้า 100% เป็นคนไทย ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ โดยจากข้อมูล 2 โครงการดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่ายังมีกำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งมองหาแหล่งลงทุน โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายจาก 2 โครงการ จำนวน 700 ล้านบาท

คุณชนินทร์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนธุรกิจในปี 2560 ว่า บริษัทมีแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 5 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการในพัทยา 3 โครงการ และโครงการในกรุงเทพฯ 2 โครงการ โดยยังคงเน้นพัฒนาโครงการเพื่อขายกลุ่มนักลงทุนเป็นหลักเหมือนที่ผ่านมา และเน้นพัฒนาโครงการในทำเลเมืองพัทยา เนื่องจากตลาดท่องเที่ยวในพัทยายังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและอัตตราการเข้าพักของโรงแรมในพัทยาเฉลี่ยเดือนละ 75% จึงมั่นใจว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในพัทยายังเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม และการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ทั้งในและรอบๆ พัทยา ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตัวของเมืองพัทยา ทำให้การเดินทางเข้าสู่พัทยาสะดวกสบายและรวดเร็วมากขึ้น คาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีนักท่องเที่ยวและจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเมือง โดยมีกลุ่มทุนต่างๆ ทั้งในประเทศ กลุ่มเชนโรงแรมใหญ่ๆ และกลุ่มนักลงทุนจากจีน เริ่มหันเข้ามาลงทุนในพัทยามากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สำหรับตัวอย่างโครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญ เช่น การขยายสนามบินอู่ตะเภา และการเปิดสายการบินระหว่างประเทศ การขยายมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ–พัทยา โครงการเรือไฮสปีดเฟอร์รี่ระหว่างพัทยา–หัวหิน–กรุงเทพ

โครงการรถไฟความเร็วสูง จากกรุงเทพฯ–พัทยา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ หากสร้างเสร็จจะทำให้การเดินทางมาพัทยา ใช้เวลาเพียง 45 นาทีเท่านั้น อีกทั้งพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวเพียงแห่งเดียวในประเทศที่ล้อมรอบไปด้วยนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งและท่าเรือขนส่งสินค้าสำคัญ ทั้งนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมเหมราช ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด จึงทำให้มีจำนวนประชากรแฝง และอัตราการเข้าพักในเมืองพัทยาและเขตรอบๆ อย่างต่อเนื่อง